ปูพรมล่า 5 หัวเมืองใหญ่ล้างบางเครือข่ายนายทุนปล่อยกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยโหด

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ร่วมกันเปิดยุทธการปูพรมปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบรวบและผู้กระทำผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ ในพื้นที่ กทม., ปทุมธานี, ชลบุรี, ขอนแก่น และ เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 8 ราย ตรวจยึดของกลางหลายรายการ ดังต่อไปนี้
 
ยุทธการที่ 1 : ขุดรากถอนโคนเครือข่ายเงินกู้แก๊ง “พลอยสยาม เงินทุน”
ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อวัน หรือร้อยละ 730 ต่อปี
พื้นที่ จ.ชลบุรี
ดำเนินคดี กับผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายป๋องฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี            
2. นางสาวอัญชลีฯ (สงวนนามสกุล)  อายุ 29 ปี
3. นายพิมพ์พันธุ์ฯ หรือ ติ๊ก (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี (นายทุนใหญ่)

โดยกล่าวหากระทำผิดฐาน “ร่วมประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

พฤติการณ์ เนื่องด้วยผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. โดยให้การว่า นายป๋องฯ ได้ปล่อยเงินกู้ให้กับตน โดยเสนอคิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อวัน หรือร้อยละ 730 ต่อปี

จากการสืบสวน พบ นายป๋องฯ อยู่ในเครือข่าย “แก๊งป๋อง สายบันเทิง”  มีพฤติกรรมปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด มีอาวุธปืนข่มขู่ทวงหนี้ ชอบรวมกลุ่มแต่งและแข่งรถจักรยานยนต์บนท้องถนนรบกวนประชาชน นอกจากนั้น มักจะโพสต์ภาพอาวุธปืนและซื้อขายอาวุธปืนลงโซเซียลทำให้ผู้เสียหายหวาดกลัว

จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิด มีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นกระบวนการ คือ 1.หน้าที่ในการหาลูกค้า โดยวิธีโปรยนามบัตรเงินกู้ตามหน้าบ้าน และสถานที่สาธารณะในเวลากลางคืน 2.หน้าที่คัดกรองลูกหนี้ และไปดูที่พักและที่ทำงานของลูกหนี้ 3. หน้าฝ่ายอนุมัติและทำสัญญา ทำหน้าที่ดูเอกสารพร้อมกับทำเอกสารสัญญาเงินกู้กับลูกหนี้ 4. ฝ่ายติดตามทวงถามหนี้ ทำหน้าที่ตามเก็บเงินกับลูกหนี้ในทุกวัน จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเครือข่ายดังกล่าวมีเงินหมุนเวียน กว่า 12 ล้าน โดยมี นายพิมพ์พันธุ์ฯ เป็นนายทุนใหญ่ และมีนายป๋องฯ, น.ส.อัญชลีฯ เป็นเครือข่ายในแก๊งดังกล่าว

ต่อมา เจ้าหน้าตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้นำหมายค้นตรวจค้นบ้านพักของนายป๋องฯ และน.ส.อัญชลีฯ พบนามบัตร พิมพ์คำว่า “พลอยสยาม เงินทุน” จำนวน 9 ลัง จำนวนกว่า 2 แสนใบ และเอกสารลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินอีกจำนวนหลายรายการ และตรวจค้นบ้าน นายพิมพ์พันธุ์ฯ นายทุนใหญ่ของกลุ่มปล่อยเงินกู้ใบปลิว ”พลอยสยาม เงินทุน” ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นจึงได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป
สอบถามเบื้องต้นทั้ง 3 ราย ให้การรับสารภาพ
 
ยุทธการที่ 2 : “ทลายแก๊งวัยรุ่นสร้างตัว เปิดเพจปล่อยเงินกู้ ดอกเบี้ยโหด MC Credits”
พื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 1 ราย ดังนี้
1.นายณัฐนันท์ฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี
โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

พฤติการณ์ เมื่อเดือน พ.ย.2567 นางเอ (นามสมมุติ) ได้แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5
บก.ปอศ. ว่ามีเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “MC Money Credit” มีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้ผู้นอกระบบ ร้อยละ 1.546
ต่อวัน หรือร้อยละ 564.43 ต่อปี ต่อมาเมื่อผู้เสียหายเริ่มผ่อนชำระดอกเบี้ยคืนไม่ตรงกำหนด กลุ่มผู้กระทำความผิดได้ส่งข้อความทวงถามหนี้ ต้องการที่จะให้ผู้เสียหายชำระดอกเบี้ยที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่ซึ่งผู้เสียหายชำระหนี้จนเกินยอดเงินต้นไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เสียหายเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต่อมา หลังจากทำการสืบสวน จึงได้ขออนุมัติหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบ นายณัฐนันท์ฯ แสดงตนเป็นผู้อาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงหมายค้น ขณะตรวจค้นผู้ต้องหายอมรับว่าเฟซบุ๊กชื่อ “MC Money Credit” เป็นเพจปล่อยเงินกู้ให้กับบุคคลที่สนใจกู้ยืมเงิน โดยจะเน้นลูกค้าที่มีอาชีพเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือมีกิจการเป็นของตนเอง โดยจะเดินทางไปดูกิจการและหน้างานของลูกค้าด้วยตนเอง และใช้บัญชีตนเองปล่อยเงินต้นและรับดอกเบี้ย จากนั้นจึงได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป
สอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ
 
ยุทธการที่ 3 : “รวบแก๊งเงินกู้คอปกขาว” หัวหมอไม่แคร์สื่อ ปล่อยกู้ 50,000 บาท ทวงคืน
250,000 บาท อัดดอกเบี้ยไม่ยั้ง ผู้เสียหายโดนยึดทรัพย์ระนาว พบเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท
พื้นที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และ พื้นที่ เขตวังทองหลาง กทม.
ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายสุรทินฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี
2. น.ส.รัสรินทร์ฯ (สงวนนามสกุล)อายุ 59 ปี    
3. น.ส.ภัทราพรฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน  “ร่วมประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก มีกลุ่มผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ว่ามีนายทุนนอกระบบปล่อยเงินกู้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี และบังคับให้เขียนสัญญากู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น โอนเงิน ให้ลูกหนี้ 50,000 บาท แต่ให้เขียนสัญญา 250,000 บาท หากลูกหนี้ชำระหนี้ ไม่ตรงเวลาก็จะนำสัญญาดังกล่าว ไปฟ้องต่อศาล และบังคับคดียึดทรัพย์ อายัดทรัพย์สินจำนวนหลายราย
         
จากการสืบสวนพฤติการณ์และเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท และมีผู้ร่วมกระบวนการจำนวนหลายราย จึงได้ขออนุมัติต่อศาลเพื่อตรวจค้น 2 จุด พบหลักฐานเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบ และการฟ้องร้องคดีลูกหนี้อย่างไม่เป็นธรรมจำนวนหลายรายการ จากนั้นจึงได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป
 
ยุทธการที่ 4 บุกทลายที่พักนายทุนเงินกู้นอกระบบสาวเมืองเหนือ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด
รับจำนำรถจักรยานยนต์ เรียกดอกร้อยละ 186 ต่อปี
พื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 1 ราย ดังนี้
1.นางกัลยาฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี

โดยกล่าวหากระทำผิดฐาน “ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”


พฤติการณ์ น.ส.บี(นามสมมุติ) ผู้กล่าวหาได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.  ว่า นางกัลยาฯ ได้ปล่อยเงินกู้ โดยเสนอคิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 186 ต่อปี และมีการให้นำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาจำนำกับตนเพื่อเป็นค้ำประกันให้ชำระหนี้ตามที่ต้องการ เมื่อผิดนัดชำระหนี้จะบังคับยึดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่นำมาค้ำประกัน ผู้เสียหายจึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ.

ต่อมาเจ้าหน้าตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้นำหมายค้นของศาล เข้าค้นบ้านพักของนางกัลยาฯ พบ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ จอดอยู่ภายในบ้านจำนวนมาก ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียหายรายอื่นๆที่มากู้เงินอีกหลายราย นอกจากนี้ยังพบเอกสารเกี่ยวกับการจำนำรถ, โทรศัพท์มือถือ, เอกสารข้อมูลลูกหนี้ และสมุดบัญชีธนาคาร จำนวนกว่า 20 รายการ จากนั้นจึงได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป

สอบถามเบื้องต้น นางกัลยาฯ ยอมรับว่าตนปล่อยเงินกู้นอกระบบในอัตราร้อยละ 186 จริง โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาจำนำกับตน เพื่อให้สามารถยึดทรัพย์สินดังกล่าวได้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนด

สรุปผลการตรวจค้นทั้งสิ้น 4 ยุทธการ ตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 6 จุด 5 จังหวัดใหญ่ทั่วประเทศดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 8 ราย พบเงินหมุนเวียนและยึดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ 11 รายการ รวมมูลค่ากว่าหลายสิบล้านบาท ดังนี้
1.คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จำนวน 6 เครื่อง
2.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 22 เครื่อง
3.แท็บเล็ต จำนวน 4 เครื่อง
4.เอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเงินกู้ จำนวน 11 ชุด
5.สมุดบัญชีธนาคาร  จำนวน 21 เล่ม
6. นามบัตรที่พิมพ์คำว่า “พลอยสยาม เงินทุน” จำนวน 9 ลัง จำนวนกว่า 2 แสนใบ
7. กระเป๋าบรรจุ นามบัตรที่พิมพ์คำว่า “พลอยสยาม เงินทุน” จำนวน  3  ใบ
8.กุญแจรถมอเตอร์ไซต์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คัน
9.กุญแจรถยนต์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 คัน
10.เอกสารรับจำนำรถจำนวน 4 ชุด
11.สัญญาเช่าที่ดิน จำนวน 1ชุด

“เชียงใหม่”สำลักควัน ฝุ่นพิษ “สันป่าตอง” รั้งที่ 2 เมืองอากาศแย่สุดของโลก

“เชียงใหม่” ขึ้นอันดับ 2 ของโลก เมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก จมฝุ่นพิษ PM 2.5 ทั้ง 25 อำเภอ สูงสุด อ.สันป่าตอง 116 มคก./ลบ.ม. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ประชาชนมั่นใจ โรงพยาบาลพร้อมรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฝุ่น PM 2.5

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 จากการตรวจสอบคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา พบว่าค่าฝุ่นควันพิษได้พุ่งสูงโดยเฉพาะในตัวเมืองเชียงใหม่ (ซึ่งเป็นแอ่งกระทะ) ไม่มีลมที่เข้ามาช่วยพัดอากาศไม่ยกตัว จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ผ่านทางแอปพลิเคชัน เช็คฝุ่น ระบบติดตาม PM 2.5 เวลา 06.00 น. ของวันที่ 23 มีนาคม 2568 จำนวน 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นสีแดง 25 อำเภอ มีค่าตั้งแต่ 82.2 – 116.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

"เชียงใหม่" จมฝุ่นพิษ สูงสุดที่ "สันป่าตอง" ติดอันดับ 2 เมืองอากาศแย่โลก

ส่วน 5 อันดับสูงสุด พบมากที่สุดที่อำเภอสันป่าตอง วัดได้ 116.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อันดับ 2 อำเภอหางดง วัดได้ 111.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อันดับ 3 อำเภอสารภี วัดได้ 110.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อันดับ 4 อำเภอกัลยาณิวัฒนา วัดได้ 109.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และอันดับ 5 อำเภอดอยหล่อ วัดได้ 107.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

"เชียงใหม่" จมฝุ่นพิษ สูงสุดที่ "สันป่าตอง" ติดอันดับ 2 เมืองอากาศแย่โลก

ล่าสุดเวลา 08.20 น. ตามเวลาแบบเรียลไทม์ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นอันดับ 2 ของโลกเมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก ข้อมูลจากการตรวจวัดดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย ผ่านเว็บไซต์ iqair.com พบค่า US AQI แบบเรียลไทม์วัดได้ 185 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นสีแดง และมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ในเทศบาลนครเชียงใหม่ วัดได้ 104 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ความเข้มข้น PM 2.5 ขณะนี้เป็น 20.8 เท่าของค่าแนวทาง PM 2.5 ประจำปีขององค์การอนามัยโลก มีผลกระทบต่อทุกคน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายนอกบ้าน ปิดหน้าต่างของคุณเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศภายนอกบ้านที่สกปรก สวมหน้ากากภายนอกบ้านและเปิดเครื่องฟอกอากาศ

"เชียงใหม่" จมฝุ่นพิษ สูงสุดที่ "สันป่าตอง" ติดอันดับ 2 เมืองอากาศแย่โลก

ด้านนายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ “เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ” โดยผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับบริการได้ทุกโรงพยาบาลฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับกรณีเจ็บป่วยปกติ สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามสิทธิ์การรักษาของท่าน ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยได้บูรณาการกับทุกโรงพยาบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้สามารถรักษาและส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

ทั้งนี้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ยังแนะนำให้ประชาชนทั่วไปที่อาจได้รับผลกระทบทางด้านสุขภาพในระยะยาว และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจกระตุ้นให้โรคเกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ควรดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง และหากมีอาการผิดปกติต่าง ๆ ขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

เปิดปฏิบัติการ‘สิงห์ดับแสง’ บุกจับ‘ผับเถื่อน’นครปฐม ผงะนักเที่ยวฉี่ม่วงเพียบ

สนองนโยบาย “จัดระเบียบสังคม” และ“ 5A 2025 : อำเภอปลอดภัย” มท.1 อธิบดีกรมการปกครอง นำทัพ เปิด “ปฏิบัติการสิงห์ดับแสง #Neon” นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษบุกจับผับเถื่อน ” ร้าน Neon (นีออน)” อ.สามพราน จ.นครปฐม ลอบเปิดให้บริการ ไร้ใบอนุญาต ขายเหล้าเกินเวลา นักเที่ยวยังนั่งดื่มเต็มร้าน มีแสดงดนตรี เต้นกันสนุกสนาน ยาเสพติดเกลื่อน ผงะ!! ฉี่ม่วงอื้อ มากถึง 81 คน !! เตรียมชง ผู้ว่าฯ นครปฐม สั่งปิด 5 ปี

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2568 เวลา 03.00 น. นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายอิสรา เจริญชาศรี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เข้าจับกุมสถานบันเทิงละเมิดกฎหมาย ไร้ใบอนุญาตสถานบริการ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลา และปล่อยปละละเลยให้มีการใช้สารเสพติดภายในสถานประกอบการ

ปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมผับเถื่อนในย่านสามพราน นครปฐม สืบเนื่องจากประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ว่ามีสถานบริการ มีการปล่อยให้ใช้ยาเสพติด และเปิดให้บริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้บริการถึง 03.45 น. อยากให้หน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบจับกุม 

พนักงานฝ่ายปกครองเข้าสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่ามีการกระทำผิดจริงตามข้อร้องเรียน กระทั่งเวลา 03.00 น. วันที่ 23 มี.ค. 2568 ได้เปิดปฏิบัติการจู่โจมสถานบันเทิงละเมิดกฎหมายทันที เมื่อชุดจับกุมเข้าไปถึงภายในผับ พบเป็นห้องทึบ เปิดเพลงแนวปาร์ตี้ มีแสง สี เสียง เต็มระบบ โดยจะมีดีเจผลัดเปลี่ยนกันให้บริการตลอดคืน พบนักเที่ยวจำนวน 212 คน กำลังมั่วสุมดื่มกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นตามจังหวะเสียงดนตรีอย่างเมามัน ทั้งยังสูบบุหรี่พ่นควันคละคลุ้ง พนักงานฝ่ายปกครองจึงสั่งให้ปิดเพลงและเปิดไฟให้แสงสว่าง ภายในผับได้เกิดความโกลาหล  นักเที่ยวหลายคนต่างโยนยาเสพติดทิ้งออกจากตัว และพยายามหลบหนีออกทางประตูหน้าร้านและหลังร้าน แต่ชุดจับกุมได้ปิดล้อมประตูไว้ทุกด้าน จึงทำให้นักเที่ยวไม่สามารถหนีออกไปได้ พนักงานฝ่ายปกครองได้ประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบ

จากการเข้าตรวจสอบ ว่า “ร้าน Neon (นีออน)” พบว่าเป็นสถานประกอบการที่เปิดทำการค้าในลักษณะเป็นสถานบริการ มีการขายอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการแสดงดนตรี และให้นักเที่ยว ดื่มกิน เต้นรำ แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการแต่อย่างใด 

ที่สำคัญสถานบริการแห่งนี้มีการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้สารเสพติดภายในร้าน ซึ่งตรวจสอบพบยาเสพติดตกกระจายเกลื่อนพื้น มีลักษณะเป็นผงสีขาว ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นยาคีตามีนและยาบ้า โดยพบในนักเที่ยวจำนวน 81 คน แบ่งเป็นผู้ชาย จำนวน 49 คน ผู้หญิงจำนวน 32 คน

พนักงานฝ่ายปกครอง จึงได้จับกุมตัวเจ้าของร้าน ผู้ดูแล และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร้องทุกข์กล่าวโทษในฐานความผิด ดังนี้
(1) ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
(2) ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย 
(3) สุราผิดกฎหมาย ว่าด้วยกฎหมายศุลกากร

จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ซึ่งมีการปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในร้าน , มีการขายสุราในเวลาห้ามขาย จึงเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการสั่งปิดสถานบริการแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี 

ในส่วน ของนักเที่ยวที่มีปัสสาวะสีม่วง ฝ่ายปกครองอำเภอสามพรานจะดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ในวันนี้พบว่าสถานบันเทิง “ร้าน Neon (นีออน)” มีกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายโดยชัดแจ้ง ทั้งการไม่มีใบอนุญาตตั้งสถานบริการ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลา ปล่อยปละละเลย ให้มีการขายและเสพยาเสพติดภายในร้าน ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้ง จากนี้จะได้สั่งการให้อำเภอสามพราน รายงานเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มีคำสั่งปิดสถานที่แห่งนี้ 5 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ต่อไป

อธิบดีกรมการปกครองยังได้กล่าวต่อไปว่า การจับกุมในวันนี้เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีนโยบายในการจัดระเบียบสังคมด้านความมั่นคง การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพื่อสร้างสังคมให้สงบสุข บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดอบายมุข ปลอดยาเสพติด ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายกรมการปกครอง 5A 2025 อำเภอปลอดภัย ซึ่งการจับกุมในวันนี้

นอกจากเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนตามข้อร้องเรียนของประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมแล้ว ยังเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติด ลด Demand Supply เพื่อป้องกันไม่ให้สถานบริการเป็นสถานที่กระจายยาเสพติดไปสู่นักเที่ยวด้วยอีกทางหนึ่งด้วย และหากประชาชนมีเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย หรือได้รับความเดือดร้อนสามารถแจ้งต่อ ผู้ใหญ่บ้าน หรือ กำนัน หรือแจ้งต่อปลัดอำเภอ นายอำเภอท้องที่ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขให้แจ้งมายังศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1567

รัฐบาลสิงคโปร์แจกเงินหมื่น แรงงานผู้สูงอายุเข้าเกณฑ์กว่า 570,000 ราย

รัฐบาลสิงคโปร์ออกมาตรการแจกเงินอุดหนุนกลุ่มประชากรผู้สูงวัยที่ยังทำงาน เป็นจำนวนระหว่าง 10,000-25,000 บาท โดยจะเริ่มโอนภายในเดือนนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเงินออมสำหรับการเกษียณอายุ คาดมีประชาชนเข้าเกณฑ์ประมาณ 570,000 ราย

 กระทรวงแรงงานของสิงคโปร์เปิดเผยว่า ชาวสิงคโปร์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์มากกว่า 570,000 คน จะได้รับเงินอุดหนุนระหว่าง 400-1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 10,100-25,290 บาท ภายในเดือนมีนาคม เพื่อเป็นการเพิ่มเงินออมสำหรับการเกษียณอายุของประชาชนคนทำงาน

สำหรับเงินอุดหนุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “โบนัสรายได้และเงินออม” (Earn and Save Bonus) ซึ่งริเริ่มในปี 2567 ภายใต้งบประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 227,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือแรงงานสูงวัยที่เกิดในปี 1973 หรือก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 52-65 ปี (เกิดระหว่างปี 1960-1973) ซึ่งกระทรวงฯ จัดเป็น “ผู้สูงวัยรุ่นใหม่”

โดยผู้มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ อาทิ มีงานทำรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 500-6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ 12,600-151,700 บาท ในปีประเมินก่อนหน้า หรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 1 แห่ง

ทั้งนี้ ผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่าจะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราสูงกว่า โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนกลาง (CPF) ของผู้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ CPF เป็นระบบออมทรัพย์และบำนาญภาคบังคับสำหรับชาวสิงคโปร์และผู้พำนักถาวรวัยทำงาน ซึ่งช่วยสนับสนุนด้านการเกษียณอายุ การดูแลสุขภาพ และที่อยู่อาศัย

‘เลย’รับลมหนาวอีกระลอก ‘ภูเรือ’อากาศดี ยามเช้า 10-15 องศาเซลเซียส

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เลย ว่า สภาพอากาศในพื้นที่ จ.เลย ช่วงนี้กลับมาอากาศหนาวเย็นสบายๆ ในช่วงเช้าตรู่จะมีอากาศหนาวเบาๆ ลมอ่อน เหมือนมีความกดอากาศสูงมาประมาณ 2-3 วันแล้ว นักท่องเที่ยวขึ้นไปภูเรือ เพื่อสัมผัสลมหนาวเบาๆนอกฤดูกาล

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงเช้าๆสถานที่ยอดนิยมมากที่สุดในพื้นที่ จ.เลย คือ การท่องเที่ยวภูเขาธรรมชาติอุทยานแห่งชาติภูเรือ ยอดภูเรือ เป็นที่หมายแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา จ.เลย เพื่อขึ้นไปชมความงดงามของธรรมชาติบนยอดภูเรือ ชมพระอาทิตย์ขึ้น สัมผัสความหนาว

สำหรับอุทยานแห่งชาติภูเรือ ในช่วงนี้อากาศเป็นใจเนื่องจากมีลมหนาวเบาๆมา 2-3 วันแล้ว สภาพอากาศตอนเช้าจะมีอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สบายๆพอดีๆ ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสลมหนาว เป็นโอกาสดีของนักท่องเที่ยวที่เดินมาเดินเที่ยว จ.เลย ในช่วงนี้

เริ่มแล้ว! งาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง”ปลุกท่องเที่ยวในชุมชน

รมช.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน”ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง ” (งานกาชาดราชบุรี) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชน

นายนภินธร ศรีสรรพางค์ รมช.ช่วยพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน”ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง ” (งานกาชาดราชบุรี) โดยมี น.ส.ฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายคมกริช เจริญพัฒนาสมบัติ นายพุทธิพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมพิธีเปิดงานคับคั่ง งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 31 มีนาคม 2568 ณ บริเวณโดยรอบศาลากลางจังหวัดราชบุรี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี ตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งในส่วนของเมืองหลักและเมืองรอง รวมถึงการท่องเที่ยวในชุมชน เพื่อกระจายรายได้ในรูปแบบเศรฐกิจแบ่งปัน สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้จังหวัดราชบุรีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชนให้มีการเติบโตมากยิ่งขึ้น

จังหวัดราชบุรีถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวที่มี ความหลากหลาย เช่น การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประเพณีและการท่องเที่ยววิถีชุมชน อีกทั้งมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมาจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เมืองเกษตรสีเขียวและเป็นศูนย์รวมของสินค้าเกษตร สินค้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้จังหวัดราชบุรีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารอร่อย พร้อมสำหรับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ของดีในจังหวัดราชบุรีให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เดินทางมาท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัด จึงได้จัดงานท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่งและงานกาชาด ประจำปี 2568 นี้ขึ้น

งาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และกาชาด ประจำปี 2568” มีกิจกรรมภายในงาน เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของจังหวัดราชบุรี อาทิ วันเปิดงานด้วยขบวนแห่สีสันอัตลักษณ์ของจังหวัดราชบุรี ร่วมชมความสวยงามของขบวนแห่จังหวัดราชบุรี และขบวนแห่ 10 อำเภอในจังหวัดราชบุรี ภายใต้แนวคิด “สานสายใย…รวมใจชาติพันธุ์” กิจกรรมลุ้นสนุกและนิทรรศการ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กิจกรรมด้านการประมง นิทรรศการปลาสวยงาม นิทรรศการเพื่อประชาสัมพันธ์ของดีเมืองราชบุรี การประกวดพืชผัก ผลไม้ทางการเกษตร ชิงเงินรางวัล

โซนของดีเมืองโอ่ง พบกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น งานหัตถกรรมและสินค้า OTOP สินค้าขึ้นชื่อของ ผู้ประกอบการภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี การแสดงศิลปะวัฒนวัฒนธรรม หนังใหญ่วัดขนอน การแสดง ชมรม To Be Number One การแสดงวงดนตรีนักเรียน การแสดงฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินมีชื่อเสียงตลอดงาน 10 วัน และไฮไลท์ห้ามพลาดร่วมชมและเชียร์การประกวดธิดาโอ่งชิงเงินรางวัลพร้อมสายสะพายและถ้วยรางวัล ชิมและช้อปอาหารอร่อยพร้อมเมนูขึ้นชื่อจากร้านเด็ด พร้อมออกร้านมัจฉากาชาด เพื่อการกุศล ลุ้นรางวัลใหญ่จากสลากกาชาดของราวัลมากมาย ร่วมถ่ายภาพเช็คอิน พบการตกแต่งประดับไฟแสงสีเสียงยิ่งใหญ่ตระการตา อาทิ อุโมงค์ไฟ ทุ่งไฟ

จังหวัดราชบุรีขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาท่องเที่ยว ชม ชิม ข้อป และ ร่วมสนุก เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในบรรยากาศอันอบอุ่นของเมืองราชบุรีภายในงานท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่งและกาชาดประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 22 – 31 มีนาคม 2568 ณ บริเวณโดยรอบศาลากลาง จังหวัดราชบุรี แล้วพบกันในงาน “ท่องเที่ยวราชบุรี ของดีเมืองโอ่ง และกาชาด 2568”

ข่าว : สุพจน์ วรสหวัฒน์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดราชบุรี

สืบ.3 ล่อซื้อ แก๊งค้าปืนเถื่อนไหวตัว ยิงสู้เดือด ตำรวจเจ็บ 1 สายลับสาหัส 1

ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ มั่นเจริญโชติ รอง.สว.สอบสวน สน.คันนายาว ได้รับแจ้งเหตุ ชุดสืบสวน บก.น.3 พร้อมสายลับ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ภายในซอยสุขอนันต์ แขวง,เขต คันนายาว และ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

 จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเป็นเหตุ ล่อซื้ออาวุธปืนจากผู้ต้องหา และมีการไหวตัวยิงเปิดทางหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงที่ไหล่ ส่วนสายลับถูกยิงที่ท้องได้รับบาดเจ็บนำตัวส่งโรงพยาบาลตามที่กล่าวข้างต้น

ส่วนผู้ต้องหาได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกลุ่มได้ในที่เกิดเหตุ 1 ราย ส่วนอีก 2 รายได้หลบหนีไป

เบื้องต้น มีรถยนต์ได้รับความเสียหาย มีเศษกระจกแตก และ มีรอยหยดเลือด ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อเก็บพยานหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ (ป้าไก่นามสมมติ) อายุ 62ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่านาทีระทึก ว่า ขณะที่กำลังจะออกไปซื้อของ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ประมาณ 5 นัด ครั้งแรกคิดว่าเป็นเสียงประทัด สักพักไม่น่าใช่ ความตกใจกลัวเพราะคิดว่าเป็นเสียงโจรยิง จึงรีบวิ่งไปบอกชาวบ้านข้างเคียง ให้วิ่งเข้าบ้าน และ รีบปิดประตูบ้าน ส่วนตน ก็รีบเก็บกุญแจรถเพราะคิดว่าจะเป็นโจรมาปล้น ไม่ทันไร ก็เห็นรถยนต์คันหนึ่งขับหนีออกจากซอยไป และ เห็นรถตำรวจขับไล่ตามหลัง และ ถามว่ารถผู้ต้องหาหนีไปทางไหน

ต่อมาทราบว่าเป็นเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ล่อซื้ออาวุธปืนเถื่อนจาก 3 ผู้ต้องหา โดยมีการนัดส่งมอบกันภายในซอยดังกล่าวนี้ (ซอยกาญจนาภิเษก 9 แขวงและเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร)

สำหรับตำรวจและสายลับที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนพรัตน์ โดยสายลับอาการสาหัส ต้องผ่าตัด // ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

35 นักท่องเที่ยวรัสเซียระทึกรถทัวร์พลิกคว่ำกลางเมืองภูเก็ต

เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียพลิกคว่ำ 38 รายเส้นทางกมลามุ่งหน้าป่าตอง ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

เมื่อเย็นวันที่ 22 มีนาคม เหตุรถบัสรับส่งนักท่องเที่ยวตกข้างทาง บริเวณเส้นทางกมลามุ่งหน้าป่าตอง บริเวณควนยักษ์ ถนนกมลา-ป่าตอง  ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต  โดยรถคันดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวสัญชาติรัสเซียจำนวน 35 คน ชาวไทย 3 คน จากการตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตำรวจท่องเที่ยว โดย พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต พร้อมด้วย สภ.กมลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้เดินทางไปให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว โดยได้ประสานแจ้งกงสุลรัสเซียประจำ จังหวัดภูเก็ต เพื่อทราบเหตุแล้ว พร้อมทั้งได้ส่งตัวพนักงานขับรถเพื่อตรวจหาสารเสพติดและตรวจวัดแฮลกอฮอล์ ติดตามประสานงานบริษัททัวร์และบริษัทประกันภัยเพื่อให้การรับรองในการรักษาพยาบาลในเบื้องต้น

ข่าว : ภูเก็ต อชัถยา ชื่นนิรันดร์ / ภาพ  ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต

ระทึก!ไฟไหม้บ้านไม้อายุกว่า50ปีในซอยกลางเมืองสุพรรณบุรี

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยตรงข้ามวัดไชนาวาส ถนนประชาธิปไตย ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จึงแจ้งรถดับเพลิงเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง รวม 6 ไปตรวจสอบ พร้อมด้วย นายจิตรติ รามเนตร ปลัดอาวุโส อำเภอเมืองสุพรรณบุรี พร้อม  ดร.เอกพันธุ์ อินทร์ใจเอื้อ นายเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี คัน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านไม้ 2 ชั้น จำนวน 2 หลัง อย่างรุนแรง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง แต่ช่วงเกิดเหตุมีลมพัดแรง ไฟได้ลุกลามไหม้บ้านที่อยู่ติดกันเสียหายบางส่วนอีก 3 หลัง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ ไม่ให้ลุกลามไปบ้านเรือนที่อยู่ติดกันหลายหลัง บ้านเกิดเหตุเป็นบ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 50-60 ปี

ทั้งนี้โชคดีที่มีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ช่วยเคลื่อนย้าย นางอำนวย  อายุ 78 ปี อยู่ ตำบลท่าพี่เลี้ยง บ้านที่ถูกไหไหม้ และเป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่อยู่ภายในบ้านไฟไหม้ออกมาได้ทัน เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  ส่วนบ้านที่ถูกไฟไหม้อีก 1 หลัง บ้านเลขที่ 420 ตำบลท่าพี่เลี้ยง นอกจกานี้ไฟได้ลุกลามไหม้บ้านที่อยู่ติดกันเสียหายบางส่วนอีก 3 หลัง ส่วนสาเหตุกับบ้านต้นเพลิงและมูลค่าความเสียหาย อยู่ระหว่างให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ยิ่งใหญ่อลังการ!บุญผะเหวดสืบสานประเพณีฮีตสิบสองคองสิบสี่ร้อยเอ็ด

ร้อยเอ็ด-ชาวบ้านโคกทม จัดงานประเพณีบุญผะเหวด ประจำปี 2568 สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ตามฮีตสิบสองคองสิบสี่ ให้อนุชนคนรุ่นหลังสืบทอด

วัดบ้านโคกทม(สุวรรณาราม) ร่วมกับ ชาวบ้านโคกทม จัดงานประเพณีบุญผะเหวด ประจำปี 2568 สืบสานฮีตสิบสองคองสิบสี่ นางนวรัตน์ พาโคกทม สมากชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดงานประเพณีบุญผะเหวด ประจำปี 2568 ที่วัดบ้านโคกทม(สุวรรณาราม) ต.บัวแดง อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายปริวาส ชัยเลิศ นายอำเภอปทุมรัตต์ พร้อมด้วย นายวรวิทย์ วรวิเศษ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอปทุมรัตต์ นายประทีป พาโคกทม นายก อบต.บัวแดง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวตำบลโคกทม เข้าร่วมพิธี โดยมี พระภาวนาวชิรปราการ (ปารมี สุรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ ประธานฝ่ายสงฆ์

สำหรัย กิจกรรมภายในงานมีการแสดงฟ้อนรำของกลุ่มแม่บ้านโคกทม ดอนดู่และการแสดง พระเวสสันดรชาดก จากคณะจิตอาสาบ้านโคกทม นอกจากนี้ นายพันธ์ กำลา เจ้าของฉายา “ชายสี่บะหมี่เกี้ยว” คณะอื่นๆ มาจัดทำโรงทานนำก๋วยเตียวบะหมี่เกี้ยว กล้วยทอด สำนักสงฆ์หนองอิหล่า มาให้รับประทานตลอดงาน

จากนั้น มีขบวนแห่อัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมืองโดยขบวนช้างจำนวน 10 เชือก ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามตระการตาการ ให้พระเวสสันดร และคณะขึ้นนั่งบนหลังช้างแห่เข้าเมือง โดยมีประชาชนจัดหาน้ำดื่ม อ้อย หญ้า มาวางเรียงไว้ทั้งสองข้างทางให้ขบวนช้างและคณะได้ดื่ม กินอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดเส้นทางผ่านมา จากนั้น ร่วมรับฟังเทศน์ มาลัยหมื่น มาลัยแสน

อย่างไรก็ตาม การจัดงานประเพณีบุญผะเหวดในครั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ตามฮีตสิบสองคองสิบสี่ ให้อนุชน คนรุ่นหลังสืบทอดกันต่อไป