สุดสลด! นักบิดเยอรมันขี่บิ๊กไบค์เที่ยวพะเยา แหกโค้งถนนสวรรค์ 3 ชั้น พุ่งชนหน้าผาดับคาที่

พะเยา – เกิดอุบัติเหตุสลด..นักบิดหนุ่มเยอรมันเช่าบิ๊กไบค์จากเชียงใหม่เที่ยวพะเยา รถแหกโค้งถนนสวรรค์ 3 ชั้น พุ่งชนหน้าผาเสียชีวิตคาที่

วานนี้(14 มี.ค.69) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงม่วน จังหวัดพะเยา ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์แหกโค้งชนหน้าผา บริเวณถนนสาย พะเยา–เชียงม่วน จุดสวรรค์ 3 ชั้น พื้นที่อำเภอเชียงม่วน มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงประสานแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลเชียงม่วน พร้อมกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ จุดเชียงม่วน เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ทะเบียน 1กภ 9101 เชียงใหม่ ล้มตะแคงอยู่บริเวณข้างภูเขา ใกล้กันพบร่างผู้ขับขี่เป็นชายชาวต่างชาติ นอนเสียชีวิตอยู่ข้างรถ เจ้าหน้าที่แพทย์นิติเวชเข้าตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบสัญญาณชีพ

จากการสอบถามทีมกู้ภัยในพื้นที่ทราบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ได้เช่ารถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาจากจังหวัดเชียงใหม่ และเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพะเยาพร้อมกลุ่มเพื่อนรวม 5 คัน ระหว่างเดินทางมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง คาดว่ารถจักรยานยนต์อาจเสียหลักหลุดโค้ง ก่อนพุ่งชนเชิงเขาอย่างแรง ทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจสอบสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานทูต เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทลายล็อตยักษ์! ยาบ้า 5 ล้านเม็ดซุกผลไม้ไล่ล่าเดือดกลางถนนนนทบุรีรวบคนขน–ล่านายทุน

ปฏิบัติการไล่ล่าระทึกกลางถนนสายสำคัญ จบลงด้วยการจับกุมเครือข่ายขนยาเสพติดล็อตมหึมา หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเปิดปฏิบัติการสกัดรถกระบะต้องสงสัย ก่อนรวบตัวผู้ต้องหาพร้อมยาบ้ากว่า 5 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมผู้บริหารตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หน่วยงานทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 1 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายอิสระ หรือ “มิกซ์” อายุ 28 ปี ชาวอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมของกลางยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 50 กล่อง รวมกว่า 5,000,000 เม็ด รถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาว ที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด 1 คัน และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อเครือข่ายอีก 1 เครื่อง

ระหว่างการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ได้เปิดคลิปเหตุการณ์นาทีระทึกขณะไล่ล่ารถกระบะของผู้ต้องหาบริเวณถนนหมายเลข 345 (บางบัวทอง–บางพูน) ขาเข้าบางพูน กิโลเมตรที่ 2 ตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยผู้ต้องหาได้ขับรถหลบหนีเจ้าหน้าที่ด้วยความเร็ว ท่ามกลางประชาชนที่ใช้เส้นทางอยู่เป็นจำนวนมาก ก่อนรถเสียหลักชนขอบทางจนยางแตก และพยายามวิ่งหลบหนี แต่สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวไว้ได้

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 2 นำโดย พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี ร่วมกับหน่วยข่าวกรองทางทหารจากศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้สืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ตำบลคลองพระอุดม อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีบุคคลใช้นามแฝงว่า “นายตั้ม” ทำหน้าที่ควบคุมสั่งการเครือข่าย

กระทั่งวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว จึงเฝ้าสะกดรอยติดตามอย่างใกล้ชิด ก่อนสามารถสกัดจับผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางจำนวนมากที่ถูกซุกซ่อนอำพรางอยู่ภายในกล่องลำไยอบแห้ง โดยมีมะเขือเทศวางปิดทับด้านบนเพื่อหลอกลวงการตรวจค้น

พล.ต.ท.วัฒนา เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการทลายเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเกิดจากการบูรณาการทำงานร่วมกันของตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยงานทหาร และสำนักงาน ป.ป.ส. หลังสืบทราบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่โดยอำพรางมากับผลไม้เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 2 คน โดยสามารถจับกุมได้ 1 คน คือ นายอิสระ หรือ “มิกซ์” ซึ่งทำหน้าที่ขับรถลำเลียงยาเสพติด และให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างให้ขนยาบ้าจำนวนประมาณ 5 ล้านเม็ด เพื่อนำไปส่งต่อให้เครือข่ายอีกทอดหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากยาเสพติดล็อตดังกล่าวถูกนำออกจำหน่ายในท้องตลาด จะมีมูลค่าสูงกว่า 150 ล้านบาท โดยยาบ้าบางส่วนมีสัญลักษณ์ตัวเลข “999” ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่ามีแหล่งผลิตจากพื้นที่ทางภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลติดตามตัวผู้สั่งการ กลุ่มลูกค้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด เพื่อดำเนินคดีในข้อหาสมคบ สนับสนุนการกระทำความผิด ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร และสำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งสามารถตัดวงจรการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่และสร้างผลกระทบต่อประชาชน

พร้อมกันนี้ยังขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสหรือความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติด และสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมโดยรวม

ตำรวจตามรวบหนุ่มเกาหลีหนีหมายแดงคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อสูญกว่า 3 พันล้านวอน

ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) โดย ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.สายตรวจ บก.ปพ. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.4 บก.สส.สตม. ร่วมกันจับกุม นายซึง-ยอลฯ หรือ MR.SEUNGYEOL  อายุ 36 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีได้ออกหมายจับและทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายสีแดงของตำรวจสากล หรือ Red Notice Interpol ในความผิดฐาน “ฉ้อโกง”โดยสถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านใน ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 

พฤติการณ์ จากการสืบสวนของทางการเกาหลีใต้พบว่า นายซึง-ยอล หรือ MR.SEUNGYEOL  หนึ่งในผู้ต้องหา ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งได้ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านประเทศไทย กลุ่มผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็น “พนักงานขายทางโทรศัพท์” (Telesales) สร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปพลิเคชัน KakaoTalk แอบอ้างเป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนชาวเกาหลี เพื่อชักชวนเหยื่อร่วมลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรสูงในระยะสั้น และยังมีการสร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้เหยื่อโอนเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 50 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 3,300 ล้านวอน หรือประมาณ 72 ล้านบาท

ภายหลังจากที่ ทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายสีแดงของตำรวจสากล หรือ Red Notice Interpol เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีที่ประเทศต้นทางแล้วนั้น ได้ประสานงานกับ สตม. ร่วมกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโด CIB ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายดังกล่าว โดยพบข้อมูลว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางด่านถาวรช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ก่อนจะเปลี่ยนที่อยู่ไปมาเพื่ออำพรางตัวจนกระทั่งมากบดานอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สายตรวจ บก.ปพ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.สส.สตม. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโดยพบผู้ต้องหารายดังกล่าวยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกัน และจากการตรวจสอบเอกสารประจำตัวพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้ว (Overstay) เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและเตรียมส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศเกาหลีใต้ต่อไป

เตือนภัย  

– เตือนภัย โปรดระมัดระวังการชักชวนลงทุนผ่านกลุ่มแชทหรือโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หากมีการเสนอผลตอบแทนที่สูงผิดปกติและเร่งรัดให้
โอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคล ให้สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ

– เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยมีการประสานความร่วมมือกับนานาชาติอย่างใกล้ชิดและมีระบบตรวจสอบข้อมูลที่ทันสมัย การหลบหนีเข้ามากบดานในประเทศไทยไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะสุดท้ายอาจจะถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ หากคุณพบเห็นชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย หรือดูมีพิรุธเหมือนเป็นบุคคลตามหมายจับสากล อย่าเก็บความสงสัยไว้คนเดียว  แจ้งสายด่วน ตม. 1178

ชายแดนแม่สอดตึงเครียด!เมียนมาสู้รบเดือด ชาวบ้าน 260 รายหนีตายเข้าไทย ทหารคุมเข้ม

ทหารราชมนูสนธิกำลังปกครองแม่สอด ลงพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา  หลังทหารเมียนมาเปิดศึกโจมตี กกล.ชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงดุเดือด ทำให้ชาวบ้าน 260 รายหนีตายข้ามเข้ามาฝั่งไทย ขณะที่ทหารตรึงกำลังคุมเข้มข้น

เมื่อวันที่ 14  มีนาคม 2569 นายกันต์พงษ์ พิพัฒมนตรีกุล “นายอำเภอนพ”  นายอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พร้อมด้วยทหาร หน่วยเฉพาะกิจราชมนู และฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอด และปกครองท้องที่ ต.มหาวัน .แม่วอด  ร่วมลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา  บ้านมหาวัน หมู่.1 ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก เนื่องจากเกิดสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ด้านตรงข้าม ต.มหาวัน อ.แม่สอด

โดยทหารรัฐบาลเมียนมา กองพลทหารราบ 22. อาวุธเบา(พล.ร.เบา 22) ได้ใช้อากาศยาน ไร้คนขับแบบพลีชีพ (โดรนโจมตีกามิกาเซ่) เข้าโจมตีเป้าหมาย บริเวณพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวเกาะมะนาว (IDPs เกาะมะนาว/ปลอตะโปล้) บ้านผาลูน้อย (MU 566292) อ.เมียวดี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา  ด้านตรงข้ามฝั่งไทย บ้านมหาวัน หมู่.1 ต.มหาวัน อ.แม่สอด ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 0.5 กม. ส่งผลให้มีราษฎรชาวเมียนมาเสียชีวิต จำนวน 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 คน

จากสถานการณ์สู้รบส่งผลให้ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) จำนวน 260 คน (ชาย.76 , หญิง.122, เด็ก 62 คน ) อพยพข้ามมายังฝั่งไทยบริเวณท่าทุ่งน้อย (MU 57204 28972) จำนวน 112 คน (ช.37, ญ.48, ด.ช.9 , ด.ญ.18) และบริเวณท่าโป่ง (MU 56526 29418) จำนวน 148 คน (ช.39, ญ.74, เด็ก 35) โดยให้การช่วยเหลือและนำผู้ที่ได้บาดเจ็บส่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ต.มหาวัน เพื่อทำการรักษา และได้จัดกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นไปด้วยเรียบร้อย

โดยในช่วงก่อนค่ำวันนี้ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) จำนวน 260 คน ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความสมัครใจทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย

โดยฝ่ายปกครองอ.แม่สอด ได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ร่วมกับ ทหาร ฉก.ราชมนู และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดย พ.อ.ชนนกานต์ แสงศร  ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนูญได้สั่งการให้ ทหาร หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ตรึงกำลังตามแนวชายแดน เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยตามแนวชายแดน

จากผืนไหมสู่ความหวังของแผ่นดินอีสาน “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” จุดไฟสืบสานผ้าไทยสู่เวทีโลก

บรรยากาศแห่งความปลื้มปีติปกคลุมทั่วบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน ณ สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกาฬสินธุ์ จำกัด ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด “ผ้าไหมแพรวา” อันเลื่องชื่อของภาคอีสาน

การเสด็จครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารระดับประเทศและท้องถิ่นร่วมเฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง อาทิ น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรม ตลอดจนประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มาร่วมเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก

ภายในนิทรรศการ พระองค์ทอดพระเนตรผลงานผ้าไทยและงานหัตถกรรมจากเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 30 กลุ่ม ซึ่งล้วนสะท้อนเอกลักษณ์ของผ้าไหมแพรวา หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของชาวภูไทที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

จากนั้นเสด็จพระดำเนินไปยังครัวเรือนตัวอย่างของกลุ่มศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา 2 ครัวเรือน เพื่อทอดพระเนตรกระบวนการทอผ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การย้อมสีธรรมชาติ การเก็บลาย ไปจนถึงขั้นตอนการทอผ้าสำเร็จรูป ตลอดจนการนำเสนอวิถีวัฒนธรรมชาวภูไท ทั้งพิธีกรรม “หมอเหยา” และอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

โอกาสนี้ พระองค์พระราชทานพระวโรกาสให้ผู้ประกอบการผ้าไทยที่เคยได้รับพระราชทานคำแนะนำเข้าเฝ้าฯ เพื่อนำผลงานมาถวายและรับคำแนะนำเพิ่มเติม โดยผู้ประกอบการต่างน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และแนวคิด “Sustainable Fashion – แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” มาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

การพัฒนาลวดลายผ้าให้ร่วมสมัย ควบคู่การนำลายพระราชทานและลายโบราณมาผสมผสาน รวมถึงการใช้สีธรรมชาติและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผ้าไหมแพรวากลายเป็นทั้งศิลปะและอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงให้กับชุมชน

ก่อนเสด็จกลับ พระองค์ทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ฟ้อนละครและฟ้อนภูไท ชุดลานคำหอมรำลึก” โดยกลุ่มสตรีแม่บ้านโพน พร้อมนักเรียน นิสิต และนักศึกษาจากหลายสถาบันในภาคอีสานกว่า 200 คน ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความทรงจำของชุมชนที่เติบโตภายใต้พระบารมี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงก่อตั้งโครงการศิลปาชีพเพื่อฟื้นฟูอาชีพและศิลปหัตถกรรมไทย

สำหรับสหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2520 ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังจากเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวภูไทในพื้นที่ และทรงเห็นคุณค่าของผ้าไหมแพรวาที่ชาวบ้านใช้เป็นผ้าเบี่ยง จึงทรงสนับสนุนให้อนุรักษ์และพัฒนาจนกลายเป็นงานหัตถศิลป์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับโลก

ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกกว่า 196 คน และยังคงเป็นศูนย์กลางการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมแพรวา ซึ่งถือเป็น “ราชินีแห่งผ้าไหมไทย” ด้วยลวดลายอันละเอียดซับซ้อนและกรรมวิธีการทอแบบ “จก” ที่ต้องใช้ความชำนาญสูง

ผืนผ้าไหมแพรวาแต่ละผืนจึงไม่ใช่เพียงเครื่องนุ่งห่ม หากแต่เป็นเรื่องเล่าของบรรพชน เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ชาวภูไท และเป็นความหวังของชุมชนที่ยังคงเติบโตต่อไปบนเส้นทางแห่งศิลปหัตถกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ตชด.ภาค 2 ทลายแหล่งพักยาพื้นที่มุกดาหาร ยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 4 ล้านเม็ด เร่งขยายผลผู้สั่งการ

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.69 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค 2 นายวรญาณ บุญณราช  ผวจ.มุกดาหาร พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 พร้อมด้วยว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผกก.ตชด.23 , พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รอง ผกก.ตชด.23 , พร้อมเจ้าหน้าที่ ชุด ชปข. ร้อย ตชด.236 พร้อมหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 รายคือ1.นายสมัญญา รักสนิท 2. นายรัศมิ์ธวิทย์ ถังสูงเนิน 3. นายประพฤกษ์ จันทรี

พร้อมของกลาง  จำนวน 4 รายการ  1.ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 7 กระสอบ ประมาณ 4,029,900 เม็ด และรถยนต์ 3 คัน ได้แก่ รถกระบะอีซูซุ 2 คัน และรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูเนอร์ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง
จากการซักถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้ไปรับยาบ้าจำนวนดังกล่าวมาจากพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอธาตุพนม กับอำเภอเมืองนครพนม ก่อนนำมาพักไว้ที่บ้านเช่าหลังเกิดเหตุ ซึ่งเช่าไว้ได้ประมาณ 1 เดือน เพื่อรอให้ทีมลำเลียงอีกชุดหนึ่งมารับช่วงต่อ เพื่อนำไปกระจายสู่เครือข่ายในพื้นที่ชั้นในของประเทศ

พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค 2 เปิดเผยว่าตามนโยบายการป้องกัน สกัดกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล และนโยบายเน้นหนักด้านปราบปรามยาเสพติดของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด  เมื่อเวลา 15.45ของ วันที่ 13 มี.ค.2569 กำลังผสมชุดปฏิบัติการข่าว (ชปข.) กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ตชด.234, ตชด.236, เปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเช่าเลขที่ 32/3 ถนนดำรงค์มุกดา อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งพักยาเสพติดรายใหญ่

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัว ได้แสดงอาการพิรุธ วิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ได้ จากการตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พบยาเสพติด (ยาบ้า) อยู่ บริเวณ ชั้น 2 ของบ้านเช่าหลังดังกล่าว จำนวน 7 กระสอบ ประมาณ 4ล้านเม็ด โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่า ยาบ้านั้นเป็นของตนจริง จากการสอบถามผู้ต้องหาอีก 2 คนที่ถูกจับกุม ได้ให้การว่ามี นายปลา เป็นคนขับรถโตโยต้า   ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ป้ายทะเบียน ขธ 4939 ชลบุรี ซึ่งเป็นรถที่ใช้ลำเลียงยาบ้ามาพักไว้ในบ้านเช่าหลังดังกล่าว

และได้ขับรถออกไปก่อน ที่เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมประมาณ 10 นาที ต่อมา หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 สั่งการให้ ชุดติดตามรถยนต์ ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ คันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและเข้าจับกุมตัวนายปลา ได้ที่บริเวณข้างโรงแรม รชา จังหวัดนครพนม นายปลาให้การว่าหลังขนยาบ้าลงจากรถ  ตนได้ขับรถออกมาเพื่อรับแฟนสาวชาวลาว ยอมรับว่าได้ขนยาบ้ากับพวกที่ถูกจับกุมอยู่บ้านเช่าจริง และได้รับค่าจ้างขนครั้งละ 40,000 บาท

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อกล่าวหา ร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (แมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ จากนั้นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมาย และนำตัวไปสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมที่ ตชด.234 เพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่รายนี้มาดำเนินคดีต่อไป

“เกียรติศักดิ์ ฝาระมี”เกษตรกรรุ่นใหม่ พลิกนาทำฟาร์มกบ เก็บ”ลูกฮวก”ขายวันละตัน

ภาพของผืนนาที่บ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม หลังฤดูเก็บเกี่ยวที่เคยแห้งแล้ง กลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้มหาศาลของชาวบ้านกว่า 100 ครัวเรือน ด้วยการปรับพื้นที่นามาทำเป็น “นากบ” เพาะพันธุ์กบเพื่อเลี้ยงลูกอ๊อด หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า “ลูกฮวก” ส่งขายทั่วประเทศ

อาชีพเสริมในฤดูแล้งนี้ ไม่เพียงช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ระหว่างรอฤดูทำนา แต่ยังสร้างเงินหมุนเวียนในชุมชนปีละหลายสิบล้านบาท โดยช่วงที่ผลผลิตออกมากสามารถจำหน่ายได้วันละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน คิดเป็นรายได้กว่า 200,000 บาทต่อวัน

ชาวบ้านจะใช้ตาข่ายสีเขียวกั้นเป็นบ่อชั่วคราวในแปลงนา พร้อมควบคุมระดับน้ำด้วยระบบบ่อบาดาลใต้ดิน จากนั้นนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบอายุประมาณ 1 ปี ปล่อยลงบ่อประมาณบ่อละ 300 คู่ เพื่อให้ผสมพันธุ์ โดยใช้เวลาเพียง 1 คืน ก่อนจะนำพ่อแม่กบออกจากบ่อฟัก

หลังจากนั้นเพียง 1–2 วัน จะเริ่มเห็นลูกอ๊อดจำนวนมาก ก่อนให้อาหารเป็นหัวอาหารปลาดุก และใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 18–20 วัน ก็สามารถตักขึ้นขายได้ทันที ปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละประมาณ 200 บาท มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

คนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพกว่า 30 ปี

นายเกียรติศักดิ์ ฝาระมี อายุ 28 ปี เกษตรกรคนรุ่นใหม่ของหมู่บ้าน เปิดเผยว่า อาชีพทำนากบขายลูกฮวกเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมากว่า 30 ปี ชาวบ้านมีความชำนาญในการคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่แข็งแรง โดยต้องคัดสายพันธุ์ใหม่ทุกปี เพื่อป้องกันโรคและเพิ่มผลผลิต

พ่อแม่พันธุ์กบสามารถใช้ขยายพันธุ์ได้ประมาณ 2 ปี ก่อนจะนำไปจำหน่าย ส่วนลูกฮวกเลี้ยงง่าย ดูแลไม่ยุ่งยาก เพียงให้อาหารตามเวลา และเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของภาคอีสาน

เกิดอาชีพใหม่ในชุมชน “บีบไส้ลูกฮวก”

นอกจากการขายลูกฮวกสดแล้ว ชาวบ้านยังต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมชุมชนขนาดย่อม ด้วยการรับจ้าง บีบไส้และล้างทำความสะอาดลูกอ๊อด ก่อนนำไปจำหน่าย

แรงงานในหมู่บ้านจะได้รับค่าจ้าง กิโลกรัมละ 20 บาท บางคนสามารถทำรายได้วันละประมาณ 1,000 บาท กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

ต่อยอดขายออนไลน์ ส่งทั่วประเทศ

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังพัฒนาสินค้าเพิ่มมูลค่า ด้วยการทำ แพ็กเกจสุญญากาศแช่แข็ง บรรจุลูกฮวกขนาดประมาณ 1 กิโลกรัม จำหน่ายทางออนไลน์ในราคา กิโลกรัมละ 250 บาท สามารถส่งขายได้ทั่วประเทศ และนำไปปรุงอาหารได้ทันที

เมนูยอดนิยมที่ทำให้ลูกฮวกเป็นที่รู้จัก คือ “หมกลูกฮวก” และ “อ่อมลูกฮวก” อาหารพื้นบ้านรสจัดจ้านที่ใส่ผักสมุนไพรได้ตามความชอบ ชาวบ้านจะเลี้ยงลูกฮวกขายไปจนถึงช่วงฤดูฝน ก่อนจะกลับไปทำนาตามวิถีเกษตรดั้งเดิมอีกครั้ง

ผู้สนใจสามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ บ้านหนองแต้ โทร. 089-571-6110

ข่าว/ภาพ : พัฒนพงษ์ ศรีเพียชัย ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

.

วิกฤตน้ำมัน “พญาตองซู”ราคาพุ่งลิตรละ 80 บาท แก๊งลอบขนน้ำมันข้ามแดนหวังกำไรเท่าตัว

สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในเมืองพญาตองซู ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก หลังไม่มีน้ำมันจำหน่ายในพื้นที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงแตะลิตรละประมาณ 80 บาท สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างมาก

ภาวะขาดแคลนน้ำมันดังกล่าว ทำให้เกิดความพยายามลักลอบนำน้ำมันจากฝั่งไทยในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ข้ามไปจำหน่ายยังฝั่งพญาตองซู เพื่อหวังทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่สูงเกือบสองเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ชายแดนดังกล่าวกำลังอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด หลังเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้พื้นที่บางส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอสังขละบุรี และอำเภอเมืองกาญจนบุรี บริเวณด่านพุน้ำร้อน ถูกประกาศเป็น “เขตควบคุมสินค้าชายแดน” ตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าบางประเภท พ.ศ.2524

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการลักลอบค้าสินค้าหนีภาษี การเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนสีเทา รวมถึงการค้าของเถื่อนตามแนวชายแดน โดยเจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงและอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบข้ามแดนสูง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ และรักษาเสถียรภาพของสินค้าพลังงานในพื้นที่ชายแดนไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา

ข่าว/ภาพ : ปรีชา ไหลวารินทร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี

ป.ป.ส. ทลายเครือข่ายต่างชาติลักลอบผลิตสารสกัดกัญชาความเข้มข้นสูง ยึดทรัพย์ 3 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ สำนักงาน ปปส.ภาค 8 ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายชาวต่างชาติที่ลักลอบผลิตและจำหน่าย สารสกัดจากกัญชาความเข้มข้นสูง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ที่มุ่งเร่งรัดการปราบปรามยาเสพติดและการลักลอบผลิตสารเสพติดผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

โดย ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 8 มอบหมายเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 8 นำโดย นายธมนต์ สีห์รา นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ และ นายกฤตภาส อำนวยสุข นักสืบสวนสอบสวนปฏิบัติการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ ตำรวจท่องเที่ยว พิสูจน์หลักฐานจังหวัดกระบี่ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ เข้าตรวจค้นสถานประกอบการฟาร์มกัญชาแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายโมเช่ (Moshe) สัญชาติอิสราเอล เจ้าของกิจการ พร้อมผู้ต้องหาชาวไทย จำนวน 4 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ช่วยเหลือในการจดทะเบียนบริษัทในลักษณะ นอมินีถือหุ้นแทนคนต่างชาติ จึงดำเนินคดีในข้อหา “ประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี)”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบ สารสกัดจากกัญชา ภายในสถานประกอบการ จึงส่งตรวจพิสูจน์ โดยผลตรวจพบว่ามี ค่า THC สูงถึง 77% ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน ร้อยละ 0.2 จึงเข้าข่ายเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2565 พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในข้อหา ผลิต ครอบครอง และจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยผิดกฎหมาย

ต่อมา จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหายังคงลักลอบผลิตและจำหน่ายสารสกัดกัญชาอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 13 มีนาคม 2569 และพบ สารสกัดกัญชาหลายประเภท ได้แก่ Kief, Hash และ Moonrock ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีความเข้มข้นของ THC สูง จึงได้จับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมในข้อหา

“ผลิต จำหน่าย และครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (สารสกัดจากกัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อการค้า”

พร้อมทั้ง ตรวจยึดทรัพย์สินและอายัดบัญชีเงินฝาก รวมมูลค่าประมาณ 3,000,000 บาท

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด เพื่อป้องกันการนำกัญชาไปแปรรูปเป็นสารสกัดที่มีความเข้มข้นสูงซึ่งเข้าข่ายเป็นยาเสพติด พร้อมทั้งสั่งการให้ขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสยาเสพติดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด

เทศกาลหัตถกรรมริมน้ำน่านกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน-ปลุกท่องเที่ยวคึกคัก

น่านจัดงาน “Nan Craft Festival for All District” เทศกาลหัตถกรรมริมน้ำน่าน ย้ำความเป็นเมืองสร้างสรรค์ งานคราฟต์ 6 สาขาอัตลักษณ์ ชูซอฟต์พาวเวอร์ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานเทศกาลหัตถกรรมเมืองน่าน “Nan Craft Festival for All District คราฟต์ดีวิถีน่าน” จัดโดย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569  บริเวณสวนสาธารณะริมฝั่งแม่น้ำน่าน สะพานพัฒนาภาคเหนือ  ซึ่งมีภาคีเครือข่ายและผู้ประกอบการด้านงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน  หน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชนและประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อมุ่งเน้นยกระดับงานหัตศิลป์พื้นถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์งานคราฟต์จากภูมิปัญญาคนน่าน  ซึ่ง “งาน Nan Craft Festival for All District ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ความสวยงามของผลิตภัณฑ์ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของต้นทุนทางวัฒนธรรมน่าน ที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ทางด้านนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านได้รับการรับรองให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก  สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน  งาน Nan Craft Festival for All District  ได้แสดงให้เห็นถึงต้นทุนและศักยภาพ รวมไปถึงการพัฒนาและต่อยอดงานคราฟในพื้นที่น่าน  และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและหัตถกรรมน่าน ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับภาคเอกชน เพื่อผลักดันงานหัตถศิลป์น่านสู่ตลาดสากลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้กับศิลปินและครูช่างผู้สืบสานภูมิปัญญางานทำมือของคนน่าน

โดยบรรยากาศในวันเปิดงาน มีการจัดแสดงพื้นเมืองร่วมสมัยชุด “ฟ้อนวิจิตรหัตถกรรมน่านนันทบุรี” โดยนักเรียนจากโรงเรียนตาลชุมพิทยาคม ซึ่งผสมผสานศิลปะการร่ายรำเข้ากับอัตลักษณ์งานฝีมือของคนน่านได้อย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศริมน้ำน่านที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวเมืองน่านที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยและชุดพื้นเมือง​

และภายในงาน ชูจุดเด่น “คราฟต์ดีวิถีน่าน” เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของศิลปิน ครูช่าง และผู้ประกอบการงานคราฟต์ทั่วจังหวัดน่าน โดยนำเสนอผ่าน 6 สาขาอัตลักษณ์ ได้แก่ ผ้าทอพื้นเมือง สวยงามตระการตากับลวดลายกลุ่มชาติพันธุ์และดีไซน์ร่วมสมัย เครื่องเงิน งานฝีมืออันละเอียดอ่อนที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดน่าน จักสาน งานฝีมือจากวัสดุธรรมชาติที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ แกะสลักไม้ สะท้อนทักษะเชิงช่างชั้นสูง เช่น การแกะสลักหัวเรือน่าน งานปั้น ศิลปะจากดินที่ผสานความเชื่อและวิถีชุมชน และจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน การประยุกต์ลวดลายสกุลช่างน่านสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นอกจากโซน Craft Market กว่า 40 ร้าน และโซนอาหารชุมชนรสเลิศแล้ว งานนี้ยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่าน Workshop ฟรี โดยครูช่างผู้เชี่ยวชาญ (13.30 – 16.30 น.) อาทิ การแกะสลักหัวเรือ อัตลักษณ์น่านแท้ๆ โดยบ้านม่วงตึ๊ด การลงยาจี้เงิน โดยดอยซิลเวอร์ เรียนรู้การทำมัดย้อมชิโบริ โดย อ.เทิดศักดิ์ อินแสง สานดอกไม้ โดย แม่รัชนี สานศิลป์ แกะไม้ด้วยมีดคัตเตอร์ โดยศิลปิน คุณชนาธิป ชื่นบำรุง เป็นต้น

​รวมทั้งการแสดงดนตรีสด ชมฟรีทุกวัน จากศิลปินท้องถิ่นและศิลปินชื่อดัง “หญิง ธิติกานต์” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันในเย็นวันที่ 15 มีนาคมนี้ ส่วนในวันที่ 13 มีนาคมพบกับการแสดงจากวง Sun Der ในวันที่ 14 มีนาคม ชิลล์กับวง “ชายชื่อกานต์” วงดนตรีในน่าน (วงโฮะ) การแสดง Cover Dance และการแสดงจากวง Cha Harmo & Friends ปิดท้ายเย็นวันที่ 15 มีนาคม นอกจาก “หญิง ธิติกานต์” แล้ว ยังมีการแสดงมากมายจากวง RibbindaSky วงชมพูสิริน และวง PATi x Nipon

สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ขอเชิญชวนทุกท่านแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย ชุดพื้นเมือง หรือชุดไทยร่วมสมัยมาเที่ยวชมงาน สัมผัสวิถีคราฟต์ริมแม่น้ำน่าน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์และสืบสานงานหัตถศิลป์น่าน ตั้งแต่วันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ สวนสาธารณะริมฝั่งแม่น้ำน่าน (ตำบลในเวียง) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

ระรินธร  เพ็ชรเจริญ  รายงาน