อบจ.โคราช’กางแผน’รับวิกฤตภัยแล้งชป.แจงสถานะน้ำดิบลดฮวบ

สถานการณ์ภัยแล้งน่าเป็นห่วง หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ อบจ.โคราช’กางแผน’รับวิกฤตภัยแล้งชป.แจงสถานะน้ำดิบลดฮวบ

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ที่สำนักการช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา นางยลดา  หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา พร้อมนายอดุลย์  อยู่ยืน ที่ปรึกษานายก อบจ.นครราชสีมา ตรวจความพร้อมเครื่องจักรกลและอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัยแล้ง โดยมีนายเนติวิทย์  เริงสุขพิพัฒนะ ผู้อำนวยการ สนง.การช่างและบุคลากรให้การต้อนรับและชี้แจงสถานการณ์ความพร้อม โดยมีรถบรรทุกน้ำขนาด 10,000 ลิตร จำนวน 2 คัน, รถขุดเจาะบ่อบาดาล  4 คัน,รถแบคโฮหรือรถขุดตักคอยาว 1 คัน,รถบรรทุกน้ำสำรอง 6,000  ลิตร 2 คัน,เครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว 8 เครื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างออกปฏิบัติการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน,เครื่องสูบน้ำ 12 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำเตรียมพร้อมที่สำนักการช่าง ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำ 6 นิ้ว 2 เครื่อง  

ทั้งนี้ นางยลดา นายก อบจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งน่าเป็นห่วง หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ โดยทาง จ.นครราชสีมา ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เพื่อดูแลประชาชนทั้ง 32 อำเภอ โดย อบจ.นครราชสีมา ได้สั่งการให้สำนักการช่างเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือที่จำเป็นและกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง โดยให้สำรวจและตรวจเช็คความพร้อมเครื่องจักร เพื่อใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและต้องพร้อมออกปฏิบัติภารกิจทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนภารกิจของกองทัพภาคที่ 2 ร่วมปฏิบัติการสู้ภัยแล้ง “ราษฎร รัฐ ร่วมใจช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 



ซึ่งหากมีการร้องขอหรือแจ้งเข้ามา เราพร้อมออกให้ความช่วยเหลือทันที โดยมีรถบรรทุกน้ำเพื่อแจกจ่าย รถขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างฝายหรือขุดลอกแหล่งน้ำ ภายใต้การบูรณาการร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็น 1 ในนโยบายของ อบจ.นครราชสีมา ที่ได้แถลงต่อสภาฯ ด้านการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำและสร้างโครงข่ายน้ำเพื่อการเกษตร น้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค สิ่งสำคัญควรช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน 

อีกทั้งสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ชี้แจงสถานะปริมาณน้ำดิบในเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว 63.02 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 20.04 % ของพื้นที่เก็บกัก 314 ล้าน ลบ.เมตร ,เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย 75.34  ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 48.61  % ของพื้นที่เก็บกัก 155 ล้าน ลบ.เมตร ,เขื่อนลำมูลบน อ.ครบุรี 62.46  ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 44.30 % ของพื้นที่เก็บกัก 141 ล้าน ลบ.เมตร และเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี 125.90 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 45.81 % ของพื้นที่เก็บกัก 275 ล้าน ลบ.เมตร ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 24 แห่ง ปริมาณน้ำรวม 150.49 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 44.88 % ของพื้นที่เก็บกัก 335 ล้าน ลบ.เมตร ภาพรวมปริมาณน้ำรวมทั้งในเขื่อนและอ่าง 28 แห่ง 477.31 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 39.10 % ของพื้นที่เก็บกัก 1,220.82 ล้าน ลบ.เมตร โดยเขื่อนลำตะคองและอ่างขนาดกลาง 2 แห่ง ได้แก่ อ่างซับประดู่ อ.สีคิ้ว ,และอ่างห้วยน้ำเค็ม อ.บัวใหญ่ สถานการณ์ค่อนข้างวิกฤต มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30 %

“กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน”เฮได้อยู่ต่อแม้พื้นที่จะยกฐานะเป็นเทศบาล

มหาดไทยเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.เทศบาล หลังพบบทบัญญัติเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาล ขัดกับกฎหมายปกครองท้องที่

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และ โฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เห็นชอบหลักการให้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เทศบาล พ.ศ. 2496 เพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งระหว่างกฎหมายว่าด้วยเทศบาล และกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ โดยเฉพาะกรณีบทบัญญัติเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน ในเขตท้องที่ซึ่งได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร

 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และ โฆษกกระทรวงมหาดไทย

สำหรับ ขั้นตอนหลังจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะเป็นหน่วยงานดูแลการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิก มาตรา 4, มาตรา 12 วรรคสอง และมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งมีเนื้อหากขัดแย้งกับ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2552

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การขัดกันของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเกิดขึ้นจากที่ บทบัญญัติใน พ.ร.บ. เทศบาลฯ ได้กำหนดให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน ต้องพ้นจากตำแหน่งและหน้าที่เมื่อท้องที่นั้นๆ ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาล ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ฯ ที่ระบุว่า การยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะกระทำไม่ได้ ดังนี้เมื่อกฎหมายที่ขัดกันอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย จึงควรดำเนินการแก้ไขให้เกิดความชัดเจน บทบาท อำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเทศบาล ไม่ซ้ำซ้อนกัน

“การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันการขัดกันของบทบัญญัติและปัญหาการใช้บังคับ และผลของกฎหมายหากแก้ไขตามหลักการที่ สถ. เสนอแล้ว จะทำให้ท้องที่ซึ่งแม้จะได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลแล้วจะยังคงมีผู้ดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่นั้นๆ ต่อไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

คนร้ายกดบึ้มตำรวจ’นปพ.’ชุด รปภ.อำเภอแม่ลาน ครูบาดเจ็บ 9 สาหัส 1

เมื่อวันที่  14 มี.ค.68 เวลา 09.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.นที  มีสุขศรี รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดบริเวณสะพานหนองหาร รอยต่อระหว่าง ม.1 กับ ม.2 ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี มีเจ้าหน้าที่ได้รับบัตรเจ็บหลายนาย จึงรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อนจะนำกำลังไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัญญา อู่ตะเภา ผกก. เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดเส้นทางดังกล่าวไว้ชั่วคราวและพบเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนายจึงรีบลำเลียงส่งโรงพยาบาลแม่ลาน จำนวน 9 นาย  

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ รถจักรยานยนต์ของเจ้าที่จำนวนสามคันล้มอยู่ริมถนน  และพบว่าจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใต้โคนเสาไฟฟ้าริมทางติดกับคอสะพาน มีร่องรอยถูกแรงระเบิดจนเป็นหลุมกว้าง 30 ซม. นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนระเบิด และสะเก็ดระเบิด กระจายไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน 

เบื้องต้นสอบสวนทราบว่า เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวสังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ปัตตานี 22 สภ.แม่ลาน ก่อนเกิดเหตุขณะที่กำลังจำนวน 9 นายใช้รถยนต์กระบะหุ้มเกาะ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 3 คัน เป็นพาหนะในการออกลาดตระเวนเส้นทาง หลังจากได้ปฏิบัติภารกิจคุ้มครองครูส่ง ที่โรงเรียนบ้านคูระ และในขณะที่ลาดตระเวนเส้นทางรับผิดชอบเพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชน ปรากฏว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้กดชนวนระเบิดแสวงเครื่องแบบเร่งด่วน น้ำหนักประมาณ 10 กก.ที่ซุกไว้ใต้โคนเสาไฟฟ้า จนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้เจ้าหน้าที่ต่างกระเด็นคนละทิศคนละทาง และมีเจ้าหน้าที่บางนายอึดใจสู้หาที่กำบังและคุ้มกันเจ้าหน้าทีเพื่อลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยหลังเกิดเหตุผู้บริหารโรงเรียนบ้านคูระต้องหยุดการเรียนการสอนทันทีและให้ผู้ปกครองมารับนักเรียนกลับ

ทั้งนี้ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังร่วมเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบริเวณที่เกิดเหตุในรัศมี  500 เมตรและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทุกจุด ที่คาดว่าน่าจะเป็นพื้นที่หลบซ่อนตัว เชื่อว่ามีแนวร่วมในพื้นที่ให้การช่วยเหลือ ขณะที่ พ.ต.อ.ปัญญา  อู่ตะเภา ผกก. ได้กำชับให้ชุดสืบสวนสอบสวนรวบรวมวัตถุพยานในที่เกิดเหตุให้มากที่สุดเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ว่าตรงกับคนร้ายกลุ่มใด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนร้ายที่เกิดเหตุ เป็นกลุ่มที่เคยก่อเหตุในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.หนองจิก คาดว่าเป็นกลุ่มของ นายอับดุลเลาะ มะแด ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงเป็นแกนนำในการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ในพื้นที่

ชาวบ้านเมืองน้ำดำรวมกลุ่มปลูกพืชผสมผสานแปลงใหญ่สู้ภัยแล้ง

ชาวบ้าน 3 ตำบลในอำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ใช้น้ำชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) พลิกผืนนาที่เคยทำนาปรังในฤดูแล้ง ที่ต้นทุนสูง ราคาข้าวตกต่ำ เป็นแปลงปลูกพืชผักผสมผสาน ‘แปลงใหญ่’ หลายชนิด เก็บผลผลิตทั้งยอด  ดอก ผล จำหน่ายขายในชุมชน สร้างรายได้เดือนละกว่า 15,000 บาท

จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ในฤดูแล้ง พื้นที่ใช้น้ำชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) หลายอำเภอ ที่นอกจากจะมีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและทำนาปรังเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังพบว่าในพื้นที่ ต.ลำคลอง ต.ลำปาว และต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ เกษตรกรได้รวมกลุ่มปลูกพืชผักสวนครัวผสมผสาน ‘แปลงใหญ่’  สร้างร้ายได้ตลอดปี โดยมีการปลูกพืชฤดูแล้ง อายุสั้น ใช้น้ำน้อย อายุ 3-4 เดือนเก็บผลผลิต เช่น พืชกระกูลแตง ฟักทอง บวบ ข้าวโพด ถั่วลิสง  พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว สามารถเก็บขายได้ทั้งส่วนของยอด ใบ ดอก ผล รายได้อย่างน้อยวันละ 300 บาท ตกเดือนละ 15,000 บาททีเดียว

นายสมจิตร จันทะรัง อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 17 หมู่ 3 เกษตรชาวบ้านหาดทอง ต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมตนเคยไปทำงานรับจ้างทั่วไปและขับวินมอเตอร์ไซค์ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลานับ 20 ปี พักหลังรายได้ไม่แน่นอน ขณะที่รายจ่ายส่วนตัวประจำวันสูงมาก จึงคิดว่ากลับมาตั้งหลักทำการเกษตรที่บ้านดีกว่า เพราะมีช่องทางทำมาหากินมากมาย ไม่มีวันอดตายหากขยัน โดยเฉพาะมีความพร้อมทั้งที่ทำกินและแหล่งน้ำจากคลองชลประทานเขื่อนลำปาว

นายสมจิตร กล่าวอีกว่า จากบริบทของพื้นที่เขต ต.ลำคลอง ต.ลำปาว และต.บึงวิชัย อยู่ในทำเลดี มีแหล่งน้ำดังกล่าว จึงเป็นแหล่งปลูกพืชผักสวนครัวตลอดปี ผลผลิตจำหน่ายในตลาดชุมชน และมีพ่อค้าแม่ค้าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มารับซื้อถึงที่  นำส่งตามตลาดสด  ตลาดไทย และตลาดทั่วไป ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ หรือแหล่งผลิตพืชผักกลุ่มใหญ่ที่สุดในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ สำหรับตนซึ่งมีแรงงานคนเดียว ใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ปลูกข้าวโพด และฟักทอง โดยฤดูแล้งปีนี้ปลูกข้าวโพด 3 รุ่น และฟักทอง 2 รุ่น ช่วงกำลังติดดอกออกผล สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน เช่น ผลผลิตของฟักทองเก็บขายได้ทั้งยอด ดอกตัวผู้ และผล

‘สำหรับดอกฟักทองนั้น นิยมลวกจิ้มน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงต้มซุป แกงอ่อม รสชาติหวาน มัน อร่อย โดยจะเก็บดอกตัวผู้ไปขายในหมู่บ้าน 30 ดอก/มัด ขายมัดละ 10 บาท มีรายได้วันละ 200-300 บาท ส่วนผลนิยมเก็บผลแก่ขายในราคา กก.ละ 15 บาท หรือบรรจุถุงขายถุงละ 10 กก.ราคา 150 บาท ข้าวโพดก็ขายทั้งฝักดิบและต้มสุก  3 ฝักราคา  20 บาท หรือแล้วแต่จะตกลงกันได้  หากปีนี้ได้กำไรดี ฤดูแล้งปีหน้าก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก และเพิ่มชนิดพืชผักให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าทำง่าย ไม่ยุ่งยาก ได้อยู่กับครอบครัว’ นายสมจิตรกล่าว

ด้าน นายเลิง บุญมา อายุ 54 ปี เกษตรกรบ้านโนนตูม ม.4  กล่าวว่า ฤดูแล้งทุกปีตนเคยทำนาปรัง ประสบปัญหาต้นทุนสูง ทั้งค่ารถไถ ค่าปุ๋ยเคมี ค่ารถเกี่ยว ราคาขายข้าวเปลือกตกต่ำ ไม่คงที่ ขาดทุนทุกปี บางปีประสบปัญหาภัยแล้ง ต้นข้าวเกิดโรคระบาด ก็ยิ่งขาดทุนและเสียโอกาสสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเพื่อนเกษตรกรพื้นที่ข้างเคียงปลูกพืชผักแปลงใหญ่รายได้ดี เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา จึงหันมาปลูกพืชผักบ้าง โดยเปลี่ยนแปลงนามาเป็นแปลงปลูกพืชตระกูลแตงและถั่วลิสง  อายุสั้น ใช้น้ำน้อย หากประสบภัยแล้งพืชผลก็ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก พบว่าสะดวก สบาย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรดีกว่าปลูกข้าวนาปรัง

‘ทั้งนี้ ได้ใช้พื้นที่ 2 ไร่ ปลูกแตงไทย และถั่วลิสง ทุกวันนี้มีรายได้จากการเก็บแตงไทยขาย เฉลี่ยรายได้วันละ 300 บาท  1 เดือนมีรายได้ประมาณ 15,000 บาท บวกลบต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ดีกว่าทำนาปรังและปลูกพืชชนิดอื่น ที่สำคัญไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยคอกบำรุง ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ พืชผลก็เจริญเติบโต ให้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ ทุกวันนี้เก็บผลผลิตขาย มีรายได้ตลอดทั้งเดือน ทั้งนี้ ในส่วนของการปลูกพืชผักหลากหลายของกลุ่มเกษตรกรเรา 3 ตำบล ยังถือเป็นการเอาชนะภัยแล้ง เพราะเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรค ที่สำคัญรายได้ดี ดีกว่าปลูกข้าวนาปรังหลายสิบเท่าก็ว่าได้’ นายเลิง กล่าว

ไปอุตรดิตถ์ต้องชิม!ก๋วยเตี๋ยวโอ่งแม่น้อย ล่ำลือ อร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์

ในช่วงนี้หากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดอุตรดิตถ์ ขอแนะนำว่า ต้องไมพลาดไปชิม ก๋วยเตี๋ยวโอ่งแม่น้อย ที่ล่ำลือปากต่อปากว่า อร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์ชัวร์ เจ้าของ คือ แม่น้อย หรือ แม่พิสมัย ไพบูลย์ อายุ 67 ปี ที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวโอ่งแม่น้อย ชวน หมู่ 7 ต.แสนตอ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

แม่พิสมัย เล่าว่า ใช้พื้นที่หน้าบ้านเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวมาได้ 33 ปี ระยะแรกที่เปิดขายใช้เตาแก็สเหมือนร้านๆทั่วไป และไม่มีสูตรโบราณแต่อย่างใด ลองผิดลองถูก จดๆไว้ จนได้เป็นสูตรน้ำซุปเป็นของตัวเอง จากนั้นแก๊สหุงต้ม เริ่มปรับราคาขึ้น จึงหันมาใช้โอ่งมังกร นำมาทำเป็นเตา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านมากว่า 30 ปี

โดยใช้โอ่งมังกรใส่หม้อต้มน้ำซุปและลวกเส้น ซึ่งโอ่งเก็บความร้อนได้ดี ร้อนเร็ว ร้อนนาน และร้อนคงที่ทำให้น้ำซุปกลมกล่อม ลวกเส้นเหนียวนุ่ม ที่สำคัญคือประหยัดต้นทุนค่าใช้ ยึดระยะเวลาใช้งานออกไปได้อีก 2-3 วัน โดยใช้วิธีเจาะรูด้านข้างของโอ่ง 2 รู เพื่อใช้สำหรับใส่สายแก๊ส 1 รู และช่องระบายความร้อนอีก 1 รู รอบ 30 ปี โอ่งแตกไปแล้ว 7 ใบ

“ส่วนก๋วยเตี๋ยวนั้น มีทั้งต้มยำ น้ำใส น้ำตก เย็นตาโฟ มีให้เลือกทุกเส้น เคล็ดลับตรงน้ำซุปนอกจากใส่หัวไซท้าวแล้ว ยังใส่ฟักเขียว เพิ่มความหวานกลมกล่อม ซึ่งเป็นหากลูกค้าสั่งเมนู แห้ง เช่น หมี่เหลืองแห้ง ก็จะเสริมพร้อมน้ำซุปฟักกระดูก ซดร้อนๆ คล่องคอ กลายเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า

ขณะเดียวกันแต่ละชามจัดหนักจัดเต็ม ชามใหญ่ ยิ่งหากเป็นก๋วยเตี๋ยวหมู จะเพิ่มในส่วนของตับ และ เซี้ยงจี้ บนโต๊ะเครื่องปรุงจะเพิ่มเติมในส่วนของน้ำพริกเผา พร้อมผักสด ถั่วงอกที่ชาวบ้านเพาะเอง ราคาเริ่มต้น ชามละ 50 บาท ชามเดียวอิ่มแบบจุกๆ

แม่พิสมัย กล่าวว่า ขายตั้งแต่ลูกชายคนโดยเรียน ม.4 ปัจจุบันทำงานหมดทุกคน เป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัว อายุเริ่มเยอะ แต่หยุดขายไม่ได้สักวัน เพราะลูกค้าไม่ให้หยุด ทำกันสองตายาย ช่วยๆกัน มีรายได้ทุกวัน มากน้อยก็คือรายได้ และยังได้ช่วยเพื่อนบ้านโดยรับซื้อผัก ถั่วงอก โหระพา ส่วนเครื่องปรุงต่างๆ จะทำเอง ตื่นตีสี่ มาจัดเตรียม หมักหมู หมูแดง ตุ๋นเนื้อ คั่วพริก ถั่วลิสง กระเทียมและกากหมู น้ำพริกเผา สดใหม่วันต่อวัน ชามต่อชาม

ส่วนใครถามว่า อร่อยที่สุดในเมืองมนุษย์..ชัวร์ หรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กันเอง เปิด 08.30 – 15.00 น. วันไหนหมดก็ปิดร้าน สอบถามเส้นทางโทร 085 874 9459

น่านลุยปั้นเกษตรกรอินทรีย์น้อย เสริมโภชนาการ พัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน

โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการให้ความรู้ทางวิชาการแก่เด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยโรงเรียนได้จัดให้มีชั่วโมงเรียนรู้การเกษตรอินทรีย์ เพื่อสอนให้นักเรียนมีความรู้ในเรื่องโภชนาการและสุขอนามัยที่ถูกต้อง นักเรียนได้เรียนรู้การปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ปลูกพืชสมุนไพร การปลูกผักปลอดภัย ส่งผลผลิตเข้าสู่โรงครัวโรงเรียน สำหรับประกอบอาหารกลางวัน อีกทั้งยังสามารถนำความรู้นี้ไปต่อยอดในครอบครัว ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือน

นางสาวนวพรรณ อินต๊ะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) กล่าวว่า ได้ต่อยอดจาก การเกษตรในโรงเรียน มาเป็นเกษตรอินทรีย์ เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับการใช้ชีวิตจริง และเพื่อปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษปีที่ 6 จะมีพื้นที่แปลงเกษตรที่ตนเองรับผิดชอบ โดยนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้การเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษาผักให้ปลอดสารเคมีด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งทำจากเศษอาหาร ขยะสดในโรงเรียน รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในโรงครัวของโรงเรียน

นอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารกลางวันแล้ว ยังช่วยให้นักเรียนได้บริโภคผักที่สด สะอาด และปลอดภัยอีกด้วย และนอกจากการนำผลผลิตไปใช้ในโรงเรียนแล้ว โรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการทางธุรกิจตั้งแต่การปลูกผัก ดูแลรักษา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพาะปลูก ไปจนถึงการตลาดและการขายผักที่เหลือจากการบริโภคภายในโรงเรียน ตามนโยบาย พ่อค้าน้อย แม่ค้าน้อย ของ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน จัดตลาดกรีนมาร์เก็ตในทุกเดือน เพื่อให้เด็กๆนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากที่บ้านมาแลกเปลี่ยน มาขายให้กับผู้ปกครองคนอื่นที่โรงเรียน ทำให้นักเรียนได้รับทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพได้ในอนาคต

นายอนุวัฒน์ เขื่อนดิน ครูผู้สอนวิชาเกษตรอินทรีย์ เล่าว่า การปลูกผักในโรงเรียน เพื่อเป็นอาหารกลางวัน ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้อง แต่ยังช่วยเสริมให้นักเรียนรู้จักความรับผิดชอบ มีวินัย รู้จักการประหยัด และนำสิ่งที่ตนเองมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เมื่อมีพื้นที่ว่างก็ทำให้พื้นที่นั้นเกิดประโยชน์ด้วยการปลูกผัก เลี้ยงปลาหรือถ้าไม่มีพื้นที่มากพอก็ลองหาวิธีอื่น อย่างการปลูกผักแบบใช้น้ำก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง นอกจากจะได้ผักที่ปลอดสารพิษที่เราปลูกเองกับมือแล้ว ยังได้เรียนรู้การทำการเกษตรที่หลากหลายวิธี อีกทั้งนักเรียนยังได้ฝึกฝนกระบวนการบริหารจัดการ ตั้งแต่การดูแลแปลงผักไปจนถึงการคำนวณต้นทุนและการนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้นักเรียนได้นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง ทั้งในแง่ของการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือครอบครัว นักเรียนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการปลูกผักเพื่อใช้ในมื้ออาหารของตนเองและเพื่อน ๆ อีกทั้งยังสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักเพื่อบริโภคภายในครอบครัว หรือการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมและธุรกิจการเกษตร ซึ่งเด็กนักเรียนได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

โดย…ระรินธร เพ็ชรเจริญ รายงาน

ต้านไม่อยู่ “ฐานปูลูตู่” ทหารเมียนมา ถูกกองกำลัง KNLA เข้าบุกยึดพื้นที่แล้ว

แตกแล้ว “ฐานปูลูตู่” กองกำลังกะเหรี่ยง KNLA บุกเข้ายึดพื้นที่สำเร็จ พบทหารเมียนมาบางส่วนหนีตายข้ามมายังฝั่งไทย หน่วย ฉก. ขอประชาชนวางใจ ยันได้ช่วยตามหลักมนุษยธรรม-ตรึงกำลังป้องกันอย่างแน่นหนา

แตกแล้ว “ฐานปูลูตู่” กองกำลังกะเหรี่ยง KNLA บุกเข้ายึดพื้นที่สำเร็จ พบทหารเมียนมาบางส่วนหนีตายข้ามมายังฝั่งไทย หน่วย ฉก. ขอประชาชนวางใจ ยันได้ช่วยตามหลักมนุษยธรรม-ตรึงกำลังป้องกันอย่างแน่นหนา

เมื่อ 14 มีนาคม 2568.  สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ด้านตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก มีรายงานข่าวว่ากองกำลัง กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นแอลเอ (Karen National Liberation Army–KNLA) กองพล.น้อยที่ 7.  ได้นำกำลังพลโจมตีทหารรัฐบาลเมียนมา  ที่ ฐานปูลูตู่ (พัน.ร.31) ด้านตรงข้าม บ้านหนองบัว ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง  โดยทำการเข้าตีด้วยโดรนโจมตีทิ้งระเบิด, เครื่องยิงจรวด, ปืนกล ,ปืนเล็ก และปืนซุ่มยิง ฝ่ายเมียนมาทำการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันฐาน

จากการสู้รบครั้งนี้ ทหารกะเหรี่ยง KNLA  กองพล.น้อย ที่.7 สามารถเข้ายึดฐานปูลูตู่ ได้สำเร็จ โดยทหารเมียนมาเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง และมีทหารเมียนมาบางส่วน ถอนตัวหนีตาย ข้ามมาฝั่งไทย  โดย พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ( ฉก.ราชมนู )และ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน ที่ 35.( ฉก.ทพ.35) กองกำลังนเรศวร ได้ควบคุมตัวทหารเมียนมา  และให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

จากเหตุการณ์สู้รบที่เกิดขึ้น ฉก.ราชมนู และ ฉก.ทพ.35 กกล.นเรศวร ได้ตรึงกำลังอย่างเข้มข้น เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน และป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อราษฎรชาวบ้านคนไทย และไม่มีทรัพย์สินเสียหาย  แต่อย่างใด ทหารไทย เข้าควบคุมพื้นที่ฝั่งไทย และตรึงกำลังตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

นายกรัฐมนตรี ย้ำจัดการยาเสพติดต่อเนื่อง-จริงจัง หวังคืนเยาวชนสู่สังคม

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลหลังมีอินฟลูเอ็นเซอร์โพสต์ภาพเด็กอายุ 14 ปี ต้องเข้ารับการบำบัดว่า ตอนนี้ตนเพิ่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดดูแลเรื่องนี้ และให้ดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งตอนตนลงพื้นที่เห็นมีเด็กเข้าบำบัด ซึ่งเขาอายุน้อยอยู่ อยากให้เขาคืนเข้ากลับสู่สังคมจริงๆ ได้ทำงาน ไม่ต้องหันกลับไปหายาเสพติด อันนี้ตนก็ได้กำชับและให้ดูแลทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ ซึ่งทำต่อเนื่องและเต็มที่อยู่แล้ว

สายมูห้ามพลาด!เที่ยวงานมหกรรมรวมพลคนโชคดีเมืองพิจิตรจ้างลิเกรำแก้บน

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารหลวงพ่อเหลือวัดหงษ์ เมืองชาละวัน ที่เป็นงานมหกรรมรวมพลคนโชคดี นัดกันมาแก้บน หลังจากที่บนบานศาลกล่าวแล้วโชคดีสมหวัง สมปรารถนาด้วยการจ้างลิเกรำทำการแสดงกันทั้งวันทั้งคืน โดยมีกุศโลบายกฎกติกา 1 ปี ให้แก้บนได้เฉพาะในช่วงที่วัดจัดงานเท่านั้น เหตุอดีตที่ผ่านมาคนแห่เอาลิเกมาแสดงแก้บส่งผล ทั้งพระ ทั้งเด็กนักเรียน ที่โรงเรียนอยู่ติดกับวัดทนเสียงดังไม่ไหวจนเป็นที่มาของงานมหกรรมการแก้บนในทุกวันนี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานเปิดงานประจำปีนมัสการสมโภชหลวงพ่อเหลือ ประจำปี 2568 มีประชาชนแห่กันมาร่วมงานอย่างเนืองแน่น โดยพระครูวิวิธบุญกิจ เจ้าอาวาสวัดหงษ์ ได้กำหนดจัดงานขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อสมโภชองค์หลวงพ่อเหลือ ซึ่งเป็นพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปีรวมถึงมีประวัติและตำนานเป็นเรื่องเล่าขาน ซึ่งทางวัดได้จัดให้มีไลท์แอนด์ซาวนด์เล่าเรื่องเพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ถิ่นฐานบ้านเกิดและพุทธาภินิหารของหลวงพ่อเหลือ

สำหรับการแก้บนที่เป็นความเชื่อและทำสืบต่อกันมา คือการจ้างลิเกมาแสดงหรือรำถวายมือภายในพระอุโบสถ ซึ่งในอดีตใครอยากจะมาแก้บนตอนไหน เวลาใด ก็มิได้บังคับหรือกำหนดวัน เวลา จึงทำให้ในแต่ละวันภายในวัด ซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียนวัดหงษ์มีการแสดงลิเกส่งเสียงดังจนเด็กๆ ในโรงเรียนไม่มีสมาธิในการเรียนการสอนจนกระทั่งเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา กรรมการวัดและเจ้าอาวาสวัดหงษ์จึงได้กำหนดให้ในช่วงขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 ของทุกปี ให้เป็นวันนัดรวมพลคนสมหวังโชคดีให้มาทำการแก้บนในช่วงที่วัดจัดงานเท่านั้น จึงทำให้ชื่อเสียงและกิตติศักดิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขององค์หลวงพ่อเหลือวัดหงษ์แพร่กระจายโด่งดังไปทั่ว จนเป็นที่มาของการจัดงานด้วยการแสดงลิเกแก้บน

แต่ด้วยจำนวนคนที่มาแก้บนเป็นจำนวนมาก ลิเกไม่สามารถจะแสดงได้ตามจำนวนของผู้ที่ต้องการแก้บน ทางวัดจึงต้องกำหนดด้วยการใช้ธูป 1 ดอก แทนลิเก 1 ตัว  ที่ทำบุญกับทางวัดด้วยบูชาธูปด้วยเงิน 20 บาท ซึ่งแต่ละคนต่างบนบานศาลกล่าวว่าถ้าได้สิ่งที่สมปรารถนาก็จะให้ลิเกรำถวาย 10 ตัว , 20 ตัว หรือ 100 ตัว แล้วแต่ศรัทธา (โดยการทำบุญด้วยการบูชาธูป 1 ดอก แทนลิเก 1 ตัว ) รวมถึง คนที่บนไว้แล้วสำเร็จดั่งเป้าหมายก็จะนำเครื่องแก้บนมาถวาย เช่น หัวหมูต้ม พวงมาลัย  ด้วยเช่นกัน

สำหรับการจัดงานนมัสการหลวงพ่อเหลือวัดหงฆ์ ต.ย่านยาว อ.เมืองพิจิตร ในปีนี้ได้จัดงานขึ้นในช่วงวันที่  12- 15 มีนาคม 2568 และเริ่มแก้บนลิเกตั้งแต่เวลา 10.30 – 12.00 น. ส่วนในยามค่ำคืนก็มีการแสดงลิเกโรงใหญ่เพื่อเป็นการบูชาและแก้บน รวมถึงให้ชาวบ้านได้ดูลิเก สร้างความบันเทิงเติมความสุขเพิ่มรอยยิ้มให้กับผู้ชมอีกด้วย

นอกจากนี้ภายในบรรยากาศงานวัดยังมีสินค้าของกินของใช้ผลิตภัณฑ์ Otop มาให้เลือกชม เลือกชิม เลือกช้อป มากมาย รวมถึงภายในงานจัดให้มีจุดเช็คอินมุมถ่ายรูปสวยๆให้ได้ถ่ายรูปกันอย่างจุใจ  งานนี้เที่ยวฟรี ชมฟรี !!! อีกด้วย

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

“พล.ต.อ.กรไชย”รอง ผบ.ตร. มอบเข็ม มอบเข็ม “สยบไพรีกิตติมศักดิ์”แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์

“พล.ต.อ.กรไชย” รอง ผบ.ตร. มอบเข็ม “สยบไพรีกิตติมศักดิ์”แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีในอนาคต

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธี มอบใบประกาศและเครื่องหมายแสดงความสามารถ สยบไพรีกิตติมศักดิ์ แก่บุคคลผูัให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยมี พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา, พล.ต.ท.ศรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ปส.2 และ ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในพิธี ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับ ผู้ที่เข้าเครื่องหมายปราบไพรี กิตติมศักดิ์อครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ  นายเศรณี อนิลบล นายกัมพล สุภาแพ่ง นายเดชา นุตาลัย นายธนกร ถาวรชินโชติ นายนิคม มากรุ่งแจ้ง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย  นายพิบูลย์อัทฒ์ หฤหรรษ์ปราการ นายมานะ มหาสุวีระชัย นายรุจิภาส มีกุศล นายเศก จุลเกษร นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ นายสุวิทย์ ขาวดี นายอะมัด อายุเคน และ นายอัครวินท์ ขำขุด

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการด้านปลอดภัยการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ นาวาเอก(พิเศษ) มนตรี ศิริไพศาล ดร.สมชาย กระแจะเจิม นายสมชาย จรรยา เลขานุการ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นายอรรถพล เจริญชันษา นายฌาณวัชร์ หุ้นอิทธิดิษฐ์ นิติกรชำนาญการกลุ่มงานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ สำนักกรรมาธิการ 2 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

โรงพยาบาลตำรวจ ประกอบด้วย พ.ต.อ.ฉัตรชัย โรหิตาภิรมย์พยาบาล (สบ 4) โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.ท.หญิง ภัทรกร ธนกนกบวรกุล พยาบาล (สบ 3) โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.ท.หญิง อรอนงค์ อุทัย นักกายภาพบำบัด (สบ3) โรงพยาบาลตำรวจ

พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. ได้กล่าวแสดงคำขอบคุณและความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับมอบเครื่องหมายสยบไพรีกิตติมศักดิ์ ซึ่ง ตร. จะพิจารณามอบให้แก่บุคคล ผู้เสียสละ ช่วยเหลือสนับสนุนและทำคุณประโยชน์ ให้แก่ทางราชด้วยดีเสมอมา เพื่อเป็นเกียรติ และขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีในอนาคต

พร้อมทั้งได้เชิญผู้เข้ารับเครื่องหมายสยบไพรีกิตติมศักดิ์และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสดุดีและไว้อาลัย ร.ท.ภูริวัฒน์ คำสง ผบ.มว.ปล.ที่ 1 ร้อย ร.ที่ 2 ผู้กล้าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ จากเหตุคนร้ายซุ่มยิ่งขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเป็นน้องชายของ พ.ต.ท.หญิง ฝนอริน คำสง สว.ฝอ.บก.สอท.2 ปฏิบัติราชการสำนักงาน รอง ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นเสมือนสมาชิกครอบครัวของพล.ต.อ.กรไชย และเป็นมดงานในการประสานการจัดพิธีในครั้งนี้

สำหรับ เครื่องหมายสยบไพรี เป็นตราสัญลักษณ์รูป นกอินทรีสยายปีก ทำท่าเหินเวหา ปากคาบปืนเอ็ม 16 พร้อมดาบปลายปืนในกงเล็บมือประกายสายไฟ โดยกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร อดีตเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ประทานนามให้แก่หน่วยกองกำลังชุดปฎิบัติพิเศษในการปราบปรามยาเสพติดว่า “สยบไพรี”