ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำชาวสวนปัดดอกทุเรียนช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิตทุเรียนภูเขาไฟ

“อนุพงษ์”ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เข้าสวนทุเรียนปัดดอกด้วยรักผสมเกสรเพิ่มผลผลิตด้วยใจใส่ใจคุณภาพทุเรียนภูเขาไฟGIศรีสะเกษ

 นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ  ฝ่ายท้องที่ท้องถิ่น และ แกนนำเครือข่ายภาคเอกชน ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่  ได้ร่วมกันเข้าสวนทุเรียนปัดดอกด้วยรัก ผสมเกสรด้วยใจ ใส่ใจคุณภาพทุเรียนภูเขาไฟ GI ศรีสะเกษ

อนุพงศ์ สุขสมนิตย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

ภายในสวนทรัพย์ศิริของนายสุนทร ทองนวล บ้านหนองเก่า ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งทุเรียนจะเริ่มออกดอกช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม พอถึงเดือนพฤษภาคมจนถึงสิงหาคม หรือประมาณ 120 วัน ก็ถึงช่วงเก็บเกี่ยวเพื่อรับประทานหรือจำหน่าย

เกษมศานต์ ศรีโพนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ

โดยปกติในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจะทำการปัดดอกผสมเกสรทุเรียน เพื่อช่วยให้ทุเรียนติดผลดีขึ้น ผลทุเรียนมีรูปทรงสวยไม่บิดเบี้ยว โดยจะปัดดอกในช่วงค่ำ เวลา 19.00 – 21.00 น. เพราะดอกทุเรียนจะบานเต็มที่ เป็นระยะที่เกสรตัวเมียจะเปิดปากรับเกสรตัวผู้ และ หลั่งน้ำหวานออกมามากที่สุด ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการปัดดอกทุเรียนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเกสร นำไปสู่ผลผลิตทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่มีคุณภาพ

 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ”เป็นพืชเศรษฐกิจหัวขบวนที่สำคัญของจังหวัด ในการขับเคลื่อนวาระจังหวัด “เกษตรบูรณาการ” อีกทั้งได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษทั้งหมด 20,349 ไร่ คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีพื้นที่ให้ผลผลิต 13,411 ไร่ ผลผลิตรวมแล้วเกือบ 20,000.ตัน

โดยมีพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2,265 ไร่ หรือ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เพาะปลูกใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ ขุนหาญ และ ศรีรัตนะ เอกลักษณ์เฉพาะ เนื้อทุเรียนแห้ง เส้นใยละเอียด ละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ  

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ย้ำอีกว่า ทุกปีจังหวัดศรีสะเกษจะมีการจัดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟจังหวัดศรีสะเกษในห้วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี  อดใจรออีกไม่นาน จะได้ลิ้มลองรสชาติทุเรียนรสหวาน เนื้อทุเรียนแห้ง เส้นใยละเอียด ละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ต้องพิสูจน์

ฉัตรชัย พรหมมาศ กฤตภาส กล้วยนิจ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ รายงาน

“สสส.”หนุนโครงการพัฒนาเครือข่ายดูแลทางสังคมฯ พัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลเทเลแคร์ เติมเต็มความต้องการผู้ป่วยในมิติทางสังคม

สสส. หนุนโครงการพัฒนาเครือข่ายดูแลทางสังคมฯ พัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลเทเลแคร์ เติมเต็มความต้องการผู้ป่วยในมิติทางสังคม ปลื้มเกินเป้า เชื่อตอบโจทย์-เชื่อมโยงกับ สปสช.ให้บริการดีขึ้น หวังพัฒนาแพลตฟอร์มขั้นสูง กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. (สำนัก7) กล่าวถึงโครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคมของสหวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่ของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่ สสส. ให้การสนับสนุน ว่า เป็นโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลเทเลแคร์ที่เป็นประโยชน์ ในการที่จะทำให้สหวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในบทบาทด้านสุขภาพเชื่อมโยง และเติมเต็มความต้องการของผู้ป่วยในมิติทางสังคม และต้องการสนับสนุนซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวตอบโจทย์และเชื่อมโยงกับ สปสช.ในการให้บริการทางสังคมสงเคราะห์ได้ดีขึ้นและเชื่อมโยงบันทึกข้อมูลที่ชัดเจน 

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. (สำนัก7)

ซึ่งผู้บริหารโรงพยาบาลหลายแห่งเห็นความสำคัญ ว่าเมื่อนักสังคมสงเคราะห์ให้บริการแบบนี้ จะเห็นผลงานชัดเจนและสามารถเบิกจ่ายกับ สปสช.ได้ ซึ่ง สสส. อยากเห็นความก้าวหน้าในการที่จะมีนักสังคมสงเคราะห์ในการเข้ามาใช้งานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สสส.อยากเห็นความก้าวหน้าในการที่จะให้นักสังคมสงเคราะห์เข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลสุดท้ายก็จะสะท้อนถึงความต้องการของผู้ป่วย ในมิติทางด้านสาธารณสุขและมิติทางด้านสังคมสงเคราะห์ จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมกันในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้านศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม หัวหน้าโครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคมของสหวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่ของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กล่าวถึงการดำเนินการของโครงการฯ ว่า การทำงานที่ผ่านมามีการตอบรับและบรรลุเกินเป้าหมายที่ คาดหวังไว้ จากเดิม 10 โรงพยาบาลที่ตั้งเป้าไว้ แต่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า ซึ่งหลักสูตรที่ได้รับความสนใจคือการใช้เครื่องมือของนักสังคมสงเคราะห์และที่เห็นภาพชัดเจนคือ การพัฒนาระบบ 

ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คำหอม หัวหน้าโครงการพัฒนาเครือข่ายการดูแลทางสังคมฯ

ซึ่งมีการเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลเทเลแคร์ในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดและผู้ป่วยจิตเวชโดยมีการเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งจากข้อมูลในปี 2568 มีข้อมูลของนักสังคมสงเคราะห์ที่เข้ามาใช้งาน 432 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 63% ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งมีโรงพยาบาลกว่า 118 โรงพยาบาลเข้ามาร่วม ขณะเดียวกันยังมีทีมสหวิชาชีพในการเข้ามาร่วมบูรณาการซึ่งถือเป็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ตอบสนองว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมาก และได้รับความสนใจทั้งจากนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพรวมทั้งภาคีต่างๆรวมทั้งหน่วยงาน อื่นๆที่เข้ามาเรียนรู้

ทั้งนี้แพลตฟอร์มโซเชียลเทเลแคร์นั้นทำให้นักสังคมสงเคราะห์ได้ ทำงาน ได้ง่ายขึ้นมีการวิเคราะห์ข้อมูลมาประกอบการออกแบบการให้บริการกับผู้ป่วยซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวก็มีข้อเสนอในเรื่องของการพัฒนาคนการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อ รวมทั้งการใช้ AI ในการเข้ามาทำงาน  ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอในอนาคตที่จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มขั้นสูง และการบริหารจัดการ Server และการพัฒนาระบบและการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API ผ่านเครือข่ายข้อมูลและสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีการเชื่อมข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรม

ขณะเดียวกันก็ต้องมีการกำหนดมาตรฐานข้อมูล เป็นสิ่งที่จำเป็นในการจัดทำ Data catalog เพื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานการให้บริการของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พร้อมคันนี้จะต้องมีการเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและให้มาใช้งานมากยิ่งขึ้นและหวังว่าจะมีการผลักดันให้แพลตฟอร์มดังกล่าวเข้าไปในระบบปกติเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน กลุ่มเปราะบางและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

โครงการพัฒนาเครือข่ายดูแลทางสังคมฯนำร่องเปลี่ยนระบบสู่ดิจิทัลเชื่อมต่อระหว่างสหวิชาชีพ

โครงการพัฒนาเครือข่ายดูแลทางสังคมฯ นำร่องเปลี่ยนระบบสู่ดิจิทัล เชื่อมต่อระหว่างสหวิชาชีพใช้เครื่องมือโซเชียลเทเลแคร์เพื่อให้ผู้ได้รับการดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวบรวมข้อมูลทำหนังสือSocial Telecare จุดเปลี่ยนวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ มุมมองการทำงาน

นายแพทย์พรเพชร ปัญจปิยะกุล ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคมของสหวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่ของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์  หรือโครงการโซเชียลเทเลแคร์ฯ  กล่าวว่า ระบบของโครงการฯที่ผ่านมามีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโครงการฯนำร่องในการเปลี่ยนระบบการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล และเป็นการสร้างเครือข่าย ทั้งการออกแบบ แบบฟอร์มและพัฒนารูปแบบผ่านระบบดิจิทัล ในการใช้เครื่องมือเพื่อเชื่อมต่อระหว่างสหวิชาชีพ ต่างๆรวมไปถึงตัวนักสังคมสงเคราะห์ในการประสานการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล

ซึ่งถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วย ซึ่งโจทย์ต่อไปในอนาคตจะต้องนำการขับเคลื่อนโครงการต่างๆกระจายไปในทุกพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้องเดินหน้าทำงานร่วมกับสหวิชาชีพในด้านอื่นๆ พร้อมเชื่อว่าจากองค์ความรู้ในครั้งนี้จะได้มีการพัฒนา สร้างการเรียนรู้ให้กับนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งหวังว่าโครงการในลำดับต่อไปจะดำเนินการให้ โรงพยาบาลต่างๆใช้เครื่องมือและสามารถปฏิบัติตามอัตรางบประมาณและสามารถเบิกจ่ายได้ ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

นายแพทย์พรเพชร ปัญจปิยะกุล 

แพทย์หญิงสายรัตน์ นกน้อย ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคมของสหวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่ของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์  กล่าวถึงภาพรวมในการดำเนินโครงการฯว่าจะช่วยให้คนที่อยู่ในพื้นที่แตกต่างกันได้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ที่ขาดโอกาสทางสังคมได้บูรณาการทำงานโดยใช้เครื่องมือของนักสังคมสงเคราะห์เพื่อให้ผู้ได้รับการดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ รวมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริมพลังในส่วนที่ขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์

ซึ่งมองว่าปัจจัยทางสังคมเป็นสิ่งที่กำหนด สุขภาพที่สำคัญงานของนักสังคมสงเคราะห์มีความสำคัญในการช่วยเหลือ ในปัจจัยที่เป็นส่วนพร่องเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีในการพัฒนาเครื่องมือจะทำให้เกิดการดูแล ในประเด็นทางด้านสังคมสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจะมีการดำเนินการรวบรวมข้อมูลให้เป็นระบบ สามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน ในภาพรวม และสิ่งสำคัญคือการติดตามในระยะยาว จากการทำงานของโครงการดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต

แพทย์หญิงสายรัตน์ นกน้อย 

ขณะที่นายวรเชษฐ์ เชียวจันทร์ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงหนังสือSocial Telecare จุดเปลี่ยนวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่ทีมนักเขียน ซึ่งประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์และเครือข่ายสหวิชาชีพ 31 คน ได้รวบรวมบทเรียนและแนวทางการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์และทีมสหวิชาชีพหลายรุ่น ว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นบทเรียนสำคัญเพราะสะท้อนการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ที่ได้ร่วมทำงานกับสหวิชาชีพ เพราะในเนื้อหามีการพูดถึงพื้นที่

แต่ละพื้นที่ว่ามีการดำเนินการอย่างไร รวมถึงความคิด มุมมองและรูปแบบการทำงานที่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเทเลแคร์ ทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์มีความน่าสนใจ และเป็นประโยชน์ในการทำงาน ซึ่งสิ่งสำคัญของผู้ได้รับประโยชน์คือประชาชนรวมทั้งกลุ่มเปราะบางที่เข้ารับบริการ

“ตลาดโอ๊ะป่อย”สวนผึ้งต้นแบบตลาดปลอดขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆนี้ นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะที่ปรึกษานายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด และสมาชิกแม่บ้านมหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมชม “ตลาดโอ๊ะป่อย” อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ตลาดชุมชน OTOP ชุมชนนวัตวิถีชาวกระเหรี่ยง โดยมี น.ส.ฐิติลักษณ์ คำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ในฐานะประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดราชบุรี และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ร่วมให้การต้อนรับ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางจิณณารัชช์ และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมใส่บาตรพระสงฆ์ที่ล่องแพไม้ไผ่ตามลำธารภาชี และเยี่ยมชมตลาด OTOP ชุมชนนวัตวิถีชาวกะเหรี่ยง ที่ได้รับคัดเลือกเป็นต้นแบบตลาดปลอดขยะ และการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจับจ่ายใช้สอยอุดหนุนผู้ประกอบการ OTOP ที่ล้วนแต่เป็นประชาชนในพื้นที่ ที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนบ้านท่ามะขาม

นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการจัดการประชุมสมาคมแม่บ้านมหาดไทยสัญจร ครั้งที่ 1 พื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งสมาคมฯ ได้เล็งเห็นว่า ด้วยบทบาทของแม่บ้านมหาดไทยทำหน้าที่หนุนเสริมการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ครอบคลุมทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ด้านสังคม และเศรษฐกิจฐานราก จึงได้เลือกเดินทางมาเยี่ยมชม “ตลาดโอ๊ะป่อย” ซึ่งคำว่า โอ๊ะป่อย เป็นภาษากะเหรี่ยง หนึ่งในชาติพันธุ์ที่อาศัยในพื้นที่จังหวัดราชบุรี แปลว่า ตลาดแห่งการพักผ่อน

“สิ่งที่น่าสนใจ คือ ตลาดโอ๊ะป่อย เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของผู้ประกอบการ ชุมชน วัด โรงเรียน ภาครัฐ และท้องถิ่น ก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจให้เป็นพื้นที่สนับสนุนอัตลักษณ์ วิถีชีวิตของชุมชนชาวกระเหรี่ยง ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ตามแนวทางชุมชน OTOP นวัตวิถี เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีชีวิตดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม มาซื้อของ สอดคล้องกับนโยบายด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย สู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจากการได้รับฟังบรรยายทำให้ทราบว่า ตลาดแห่งนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” นางจิณณารัชช์

นอกจากนี้ ตลาดแห่งนี้ยังได้มีการพัฒนาสู่ “ตลาดปลอดขยะ” โดยเน้นในเรื่องของการจัดการขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการคัดแยกขยะ และจัดการขยะด้วยหลัก 3Rs : Reduce (ลดการใช้), Reuse (ใช้ซ้ำ), Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) และการจัดการคาร์บอน Low Carbon ผ่านการแปรรูปรีไซเคิลภาชนะต่าง ๆ กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไม่นำขยะภายนอกเข้าไปในตลาด และจะมีผู้ประกอบการรวมถึงน้อง ๆ นักเรียนจิตอาสาเป็นผู้รับฝากขยะอีกด้วย จึงต้องขอชื่นชมท่านนายอำเภอสวนผึ้ง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านท่ามะขาม ผู้นำ อปท. และภาคีเครือข่ายที่ได้ทำให้ตลาดโอ๊ะป่อย เป็นต้นแบบของ OTOP ชุมชนนวัตวิถีที่เกิดความยั่งยืน และขอให้กำลังใจทุกท่านได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบอย่างของการพัฒนาให้พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

นายภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านท่ามะขาม กล่าวว่า ขอขอบพระคุณกระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่สนับสนุนทำให้ตลาดโอ๊ะป่อย ทำให้พี่น้องชาวบ้านท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง ได้ขับเคลื่อนเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนให้มีความก้าวหน้า สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในท้องที่อย่างยั่งยืน

ปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งลดต้นทุน ใช้ง่าย ขายคล่อง บำรุงดินร่วนซุย พืชผลโตเร็ว

ผลงาน “ปุ๋ยขี้วัวอัดแท่ง” ของวิทยาลัยการอาชีพรัตนประสิทธิ์วิทย์ ที่ได้รับรางวัลระดับชาติ 2 รางวัล ได้แก่ รางวัล I-NEW GEN AWART Popular Vote 2024 และ เหรียญเงิน ระดับอาชีวศึกษา จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน “วันนักประดิษฐ์” กลุ่มการเกษตร ของสำนักงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2567

ปุ๋ยขี้วัวอัดแท่ง (Cow Manure Fertilizer Pellets) เป็นผลงานของกลุ่มนักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) วิทยาลัยการอาชีพรัตนประสิทธิ์วิทย์ ได้แก่ นางสาวรัชนีวรรณ พามา นางสาวนัฐชยา จรูญรัตนกาญจนา นายกีรติ วรรณชัย และอาจารย์ที่ปรึกษา นายภาคภูมิ ประทุมวัน

ที่มาของแนวคิด เกิดจาก อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนให้เลี้ยงโคเนื้อตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างรายได้ เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะทิ้งมูลวัวตามท้องนา จึงเกิดปัญหาการจัดเก็บมูลวัวที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ คณะผู้วิจัยจึงเกิดแนวคิดที่จะพัฒนามูลโคเนื้อมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เพราะปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้นทุกปี ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย ทีมนักวิจัยจึงต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เป็นทรัพยากรในชุมชนเพื่อลดต้นทุนการผลิต

ปุ๋ยขี้วัวอัดแท่ง เป็นนวัตกรรมการเกษตรที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ มีรูปแบบเป็นปุ๋ยอัดแท่งขนาดใหญ่ รูปทรงกระบอก เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 5 เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 10 เซนติเมตร ความสูง 5-10 เซนติเมตร ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งไม่ซับซ้อน โดยเกษตรกรสามารถนำมูลวัวหรือมูลควาย ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นำมาอัดแน่นด้วยค้อนกระทุ้ง กลายเป็นปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งที่ง่ายต่อการใช้งาน และทำใช้เองได้ในครัวเรือน

อาจารย์ภาคภูมิ กล่าวว่า การทำปุ๋ยขี้วัวอัดแท่ง ทำได้ไม่ยาก เริ่มจาก รวบรวมขี้วัวแห้งไปบ่มในน้ำเพื่อคลายก๊าซ และนำขี้วัวใส่ในบ่อซีเมนต์ประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อล้างแก๊ส และความร้อนก่อน จึงค่อยนำขึ้นจากบ่อไปตากให้แห้งอีกครั้ง ขั้นตอนการผสม ใช้ขี้วัวน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ใส่ปูนขาว น้ำสกัดชีวภาพ (อีเอ็ม) และน้ำ ผสมคลุกเคล้ากับแป้งเปียก 0.5 กิโลกรัม ให้เข้ากัน ก่อนใส่ในกระบอกสำหรับอัดแท่ง โดยขั้นตอนการอัด ใส่ขี้วัวในโมลแบ่งเป็น 3 ชั้น แล้วใช้ค้อนกระทุ้งชั้นละ 15 ครั้ง จึงนำปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งออกจากโมล นำไปผึ่งให้แห้งในสภาพอากาศทั่วไป

ทีมนักศึกษาได้นำปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งไปทดสอบในแปลงปลูกผักและไม้ยืนต้น โดยการฝังแท่งปุ๋ยขี้วัวรอบๆ โคนต้นไม้ระยะห่าง 1-2 เมตร พร้อมติดตามผลการย่อยสลายตัวของปุ๋ยในระยะเวลา 2 เดือน เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของต้นไม้ รวมทั้งทดสอบสภาพความเป็นกรด-ด่างบริเวณที่ฝังปุ๋ยอัดแท่ง ผลการทดสอบพบว่า ปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุยได้ดีและมีวัชพืชลดลง เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยขี้วัวแบบฝุ่นผง โดยการหว่านและโรยตามพื้นดิน

อาจารย์ภาคภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งสามารถใช้กับไม้ผล ไม้ยืนต้นได้ทุกชนิด เช่น ทุเรียน มะขาม มะม่วง ฯลฯ บำรุงดินได้ดี ประหยัดต้นทุนกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี นวัตกรรมนี้สามารถยืดอายุการใช้งานปุ๋ย และสะดวกต่อการขนส่ง นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาการทิ้งขี้วัวที่ไม่ถูกสุขลักษณะได้ เกษตรกรทั่วไปหรือผู้เลี้ยงวัว สามารถนำแนวคิดนี้ไปผลิตปุ๋ยขี้วัวอัดแท่งเชิงการค้าได้เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า การขายปุ๋ยขี้วัวยกกระสอบแบบเดิม ที่เป็นลักษณะฝุ่นผง ยกตัวอย่าง รถ 1 คัน อาจบรรทุกปุ๋ยขี้วัวแบบเดิมได้คันละ 1 ตัน หากผลิตเป็นปุ๋ยขี้วัวอัดแท่ง จะขนส่งสินค้าได้มากกว่าเดิม และให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น หากลงทุนซื้อขี้วัว (น้ำหนักถุง 25 กิโลกรัม) ในราคา 30 บาท นำมาผลิตเป็นปุ๋ยขี้วัวอัดแท่ง ขายก้อนละ 2 บาท จะมีรายได้เพิ่มเป็นหลักร้อย ห

ากใครสนใจนวัตกรรมนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับ อาจารย์ภาคภูมิ ได้ที่เบอร์โทร. 089-278-3050 (ในวันและเวลาราชการ)

ผบ.ตร.ลงนามแล้วไล่”บิ๊กโจ๊ก”ออกจากราชการงดบำเหน็ด-บำนาญ

ผบ.ตร. ลงนาม ไล่ออก “บิ๊กโจ๊ก” ผิดวินัยร้ายแรง  งดบำเหน็จ-บำนาญ เผย “เจ้าตัว” ยังสามารถอุทธรณ์คำสั่ง ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ

พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงนามในคำสั่งไล่ออกจากราชการ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.แล้ว โดยเป็นการลงนามตามมติคณะกรรมการเสนอแนะการลงโทษ ตามมาตรา 125 วรรค 3 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ พ.ศ.2565 ที่มี พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากได้กระทำผิดร้ายแรงกรณีพัวพันเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์และถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน

ทั้งนี้ ตามขั้นตอน พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค.ตร.ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ผบ.ตร.ลงนามคำสั่งมีผล จากนั้น ก.พ.ค.ตร.มีกำหนดระยะเวลาพิจารณา 120 วัน ขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 60 วัน รวมทั้งสิ้น 240 วัน หาก ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัยเป็นคุณกับผู้กล่าวหา อุทธรณ์ฟังขึ้น ตร.จะต้องเรียกผู้ถูกกล่าวหากลับเข้ารับราชการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ก.พ.ค.ตร.มีคำวินิจฉัย หาก ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัยเป็นโทษ ยืนตามคำสั่ง ตร.ที่ให้ไล่ออกจากราชการ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถฟ้องศาลปกครองสูงสุดภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัย

สำหรับ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นที่สุด (ระยะเวลาการพิจารณา ประมาณ 1-2 ปี) ซึ่งหากศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดการลงโทษไล่ออกของ ผบ.ตร.เป็นไปตามกฏหมายถูกต้อง ตร.จะต้องดำเนินการในเรื่องการเสนอเพื่อถอดยศ และให้คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป

ภัยแล้งคุกคามบุรีรัมย์หนัก สระน้ำดิบผลิตประปาแห้งดินแตกระแหง

บุรีรัมย์- ภัยแล้งคุกคามสระผลิตประปา อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ แห้งขอดจนเห็นดินแตกระแหงไม่สามารถสูบน้ำผลิตประปาได้ กระทบ 2 หมู่บ้าน รวมถึงวัด และ รร. ขาดแคลนน้ำ นายอำเภอลงพื้นที่รับทราบปัญหาด้วยตัวเอง เบื้องต้นสั่งให้ อบต.ระดมน้ำแจกจ่ายพร้อมประสานขอรถสูบน้ำระยะไกลผันเติมสระ และเสนอของบขุดลอกแก้ปัญหาระยะยาว เผยหาก เม.ย.ไม่มีฝนสระผลิตประปาจ่อแห้งเพิ่มอีก 5 หมู่บ้าน

นายเสกสรร จันวงษา นายอำเภอพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน พร้อมทั้งตรวจสภาพสระน้ำดิบผลิตประปาหล่อเลี้ยงประชาชน 2 หมู่บ้าน คือ บ้านสระแก้ว หมู่ 6 และ หมู่ 12 ตำบลบ้านเป้า อ.พุทไธสง ด้วยตัวเอง หลังได้รับทราบจากผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน ว่าสระน้ำดิบผลิตประปาแห้งขอดจนไม่สามารถสูบผลิตประปาบริการชาวบ้านได้ ทำให้ชาวบ้าน 2 หมู่บ้าน กว่า 250 ครัวเรือน รวมถึงวัด และโรงเรียน ซึ่งมีประชากรรวมเกือบ 1,000 คน ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพสระน้ำ ก็พบแห้งขอดจนเห็นดินแตกระแหง ไม่สามารถสูบน้ำขึ้นไปผลิตประปาได้


จากผลกระทบดังกล่าวได้ให้ อบต.นำรถบรรทุกน้ำไปแจกจ่าย พร้อมใช้ระบบโซล่าเซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ สูบน้ำจากสระหนองขมิ้น บ้านคูณ ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1.7 กิโลเมตร เข้าระบบประปาหมู่บ้านเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นก่อน หลังจากนี้ก็จะรายงานจังหวัด และ ปภ.เพื่อขอรถสูบน้ำระยะไกลมาสูบผันน้ำจากสระหนองขมิ้น เติมสระบ้านสระแก้วที่แห้งขอดให้มีน้ำใช้ตลอดหน้าแล้ง ส่วนระยะยาวจะเสนอของบขุดลอกให้สามารถกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นและเพียงพอ


นางศูนย์ จันเพ็ญมงคล ชาวบ้านสระแก้ว บอกว่า ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งน้ำในสระแห้งขอดมาตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.67 จนทาง อบต.ต้องนำน้ำมาแจกจ่าย และดึงน้ำมาจากสระอีกหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านมีน้ำประปาใช้บรรเทาความเดือดร้อนไปก่อน แต่ก็ไม่มีน้ำที่จะปลูกพืชผักไว้บริโภคหรือขายได้ ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว ให้ชาวบ้านมีน้ำใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรได้อย่างเพียงพอด้วย

ด้าน นายสีบู ประทุยโย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ระบุว่า ทั้ง 2 หมู่บ้านซึ่งใช้น้ำดิบผลิตประปาจากสระเดียวกัน ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งมาต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ประกอบกับแหล่งน้ำก็ตื้นเขินเพราะไม่ได้ขุดลอกมาหลายสิบปีแล้ว ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดสรรงบขุดลอกสระให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น หรือทำระบบประปาหมู่บ้านที่นำน้ำดิบมาจากสระหนองขมิ้นซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ


ขณะที่นายอำเภอพุทไธสง กล่าวว่า ภายหลังได้รับร้องเรียนจากผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้าน ว่าสระน้ำผลิตประปาหมู่บ้านแห้งขอดไม่สามารถสูบน้ำผลิตประปาบริการชาวบ้านได้ ทำให้ชาวบ้านชาวบ้าน 2 หมู่บ้าน กว่า 250 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อน จึงได้ลงมาดูพื้นที่จริงด้วยตัวเอง ก็เห็นสภาพสระน้ำที่แห้งขอดจนดินแตกระแหงเนื่องจากฝนทิ้งช่วงมาต่อเนื่อง 2 ปี

จากผลกระทบดังกล่าวทางอำเภอไม่ได้นิ่งนอนใจ เบื้องต้นได้ให้ทาง อบต.นำน้ำมาแจกจ่าย รวมถึงใช้แผงโซซ่าเซลล์สูบน้ำจากหนองขมิ้นซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1.7 กิโลเมตร เข้าระบบประปาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชาวบ้านในเบื้องต้น จากนั้นจะประสานขอรถสูบน้ำระยะไกลเพื่อมาสูบผันน้ำจากหนองขมิ้นเติมสระน้ำที่แห้งขอด เพื่อกักเก็บน้ำไว้ผลิตประปาช่วงหน้าแล้ง


อำเภอพุทไธสงมีทั้งหมด 97 หมู่บ้าน จากการสำรวจพบว่าช่วงนี้มีหมู่บ้านที่ประสบปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำ 2 หมู่บ้าน คือบ้านสระแก้ว หมู่ 6 และหมู่ 12 แต่หากสิ้นเดือน เมษายน 2568 ฝนยังไม่ตก จะขาดแคลนน้ำเพิ่มอีก 5 หมู่บ้านรวมเป็น 7 หมู่บ้าน อยู่ในพื้นที่ ต.บ้านเป้า และ ต.บ้านยาง ซึ่งได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยเน้นเรื่องน้ำอุปโภคเป็นหลัก ส่วนการปลูกพืชช่วงนี้ก็ต้องงดไปก่อน จนกว่าจะมีน้ำเพียงพอ

สภาพัฒน์ลุยผลักดันไทยใช้ข้อมูล NTAพาประเทศฝ่าความท้าทายช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด

สภาพัฒน์ จับมือ UNFPA และเครือข่ายจัดสัมมนาใหญ่ นโยบายกับเศรษฐกิจระหว่างรุ่นประชากร เตรียมพร้อมพาประเทศไทยฝ่าความท้าทายสังคมสูงวัย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย, เครือข่ายบัญชีกระแสการโอนประชาชาติระดับโลก (Global NTA Network), สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, และวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการประชุมสัมมนา Policy and the Generational Economy: The 15th Global Meeting of the NTA Network โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวปาฐกถา และ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายเพียว สมิธ ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก UNFPA, และ ศาสตราจารย์คอนเซปซิโอ ปัตโซ ประธานสภาบริหาร NTA และศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ร่วมกล่าวเปิดงาน ณ ห้องประชุมโลตัส สวีท 5-7 ชั้น 21 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการระดับนานาชาติระหว่างนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่สนใจเกี่ยวกับประเด็นทางด้านบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (Nation Transfer Accounts: NTA) ประชากรศาสตร์ (Demography) และเศรษฐกิจระหว่างรุ่นประชากร (Generational Economy) เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนผลการศึกษาและองค์ความรู้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมในการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ทั้งนี้ บัญชีกระแสการโอนประชาชาติของประเทศไทย หรือ National Transfer Accounts (NTA) มีความสำคัญต่อการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง 

เมกะเทรนด์: ประชากรสูงวัย-เทคโนโลยีก้าวหน้า-การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในปาฐกถาว่า หัวข้อของการประชุมครั้งนี้คือ “นโยบายและเศรษฐกิจระหว่างรุ่นประชากร” (Policy and the Generational Economy) สะท้อนถึงลำดับความสำคัญของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง ประเทศไทยนั้นยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนทางประชากรศาสตร์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโครงสร้างประชากร โดยมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอัตราการเกิดที่ลดลง ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (a completed aged society) ในปีพ.ศ.2566 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ มีการคาดว่าแนวโน้มประชากรเช่นนี้จะยังคงดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (a super-aged society) ในปีพ.ศ.2033 และเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรจะเป็นผู้สูงอายุในปี พ.ศ.2040 ในขณะเดียวกันอัตราการเจริญพันธุ์ของไทยก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากประมาณ 6 ในทศวรรษ 1970 เหลือ 1 ในปัจจุบัน พร้อมกับอายุขัยที่เพิ่มขึ้น

นายสุริยะกล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ระดับโลกว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชากร จะส่งให้สัดส่วนประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงในเกือบทุกประเทศ แม้จะมีความท้าทาย แต่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรก็ยังนำมาซึ่งโอกาสที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเติบโตของ ‘silver economy’ ซึ่งมองว่าผู้สูงอายุเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้สนับสนุนที่มีคุณค่าในภูมิทัศน์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป, นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ฉับไวก็ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มผลิตภาพการผลิต อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็นำมาซึ่งความเสี่ยงเช่นกัน เช่น การขาดแคลนทักษะและการเลิกจ้างงาน, นอกจากนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญ ซึ่งอาจทำให้ผู้คนต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยง และเพิ่มภาระให้กับผู้ที่เผชิญกับความเสียเปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจอยู่แล้วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์กำลังเผชิญและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล NTA จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษในยุคสมัยนี้

“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราตระหนักถึงงานสำคัญของเครือข่าย NTA ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการวิจัย ความร่วมมือ และความเข้าใจในระดับโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างรุ่นประชากร มีส่วนสำคัญในการพัฒนาความเข้าใจของเราเกี่ยวกับปัญหาที่ซับซ้อน อีกทั้งยังมีคุณค่าในการกำหนดทิศทางการอภิปรายด้านนโยบายทั่วโลก และประเทศไทยก็ได้รับประโยชน์อย่างมากจากความรู้และความเชี่ยวชาญที่สมาชิกนำมาแบ่งปันกัน” นายสุริยะกล่าว

‘บัญชีกระแสการโอนประชาชาติ’ ให้ข้อมูลและชี้แนะนโยบาย 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในระหว่างเปิดการประชุมว่า ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบัญชีกระแสการโอนประชาชาติในเอเชียมาตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ โดย สศช. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการพัฒนาข้อมูล NTA ของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2555 และได้รับความร่วมมือจาก UNFPA อย่างต่อเนื่อง

นายดนุชากล่าวต่อไปว่า สศช.ได้บูรณาการกรอบ NTA เข้ากับการวิเคราะห์นโยบาย โดยใช้กรอบ NTA ในการประเมินผลกระทบหลายแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร การโอนทางเศรษฐกิจ และความท้าทายทางการเงินที่ประชากรกลุ่มอายุต่างๆ เผชิญ ตัวอย่างเช่น ข้อมูล NTA ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการริเริ่มโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด นอกจากนี้ การประมาณการข้อมูล NTA จนถึงปี 2040 ก็ถูกนำมาใช้ในการยกร่างแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว 15 ปีอีกด้วย การบูรณาการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ NTA ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

“หัวข้อของการประชุมในปีนี้ Policy and the Generational Economy หรือนโยบายและเศรษฐกิจระหว่างรุ่นประชากร เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้ที่เราเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างประชากร ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดแรงงาน ระบบการคุ้มครองทางสังคม และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม กรอบ NTA ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคของคนทุกรุ่น ตลอดระยะเวลาสี่วันนี้ เราจะสำรวจประเด็นสำคัญต่างๆ ตั้งแต่แง่มุมทางเทคนิคของ NTA ไปจนถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ตลอดจนกลยุทธ์ในการสื่อสารข้อค้นพบของ NTA ให้กับผู้กำหนดนโยบาย เราโชคดีอย่างยิ่งที่มีผู้ก่อตั้ง NTA และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแบ่งปันผลการวิจัยและประสบการณ์ให้กับเราด้วยในงานนี้” นายดนุชากล่าว 

UNFPA ย้ำ แก้ปัญหาประชากร ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายเพียว สมิธ ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก UNFPA กล่าวว่า แนวทางของ UNFPA ในการแก้ไขปัญหาประชากรสูงวัยตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัย ซึ่งหมายถึงการลงทุนในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยชรา เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุจะใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ และยังคงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในสังคม

นายสมิธกล่าวต่อไปว่า หัวใจสำคัญก็คือการส่งเสริมนโยบายที่เสริมพลังให้ผู้หญิง ซึ่งรวมถึงผู้หญิงสูงวัย เพื่อปกป้องประชากรกลุ่มนี้จากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ อย่างเช่น การทารุณกรรมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สิ่งที่จะปลดล็อกศักยภาพของประชากรสูงอายุได้ก็คือ การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีพลัง ความเป็นปึกแผ่นระหว่างประชากรต่างรุ่น และนโยบายที่ครอบคลุมคนทุกอายุ UNFPA สนับสนุนรัฐบาลในกระบวนการนี้ด้วยการใช้กรอบ NTA มาช่วยวิเคราะห์ว่าทรัพยากรและรายได้จากแรงงานนั้นกระจายไปตามประชากรกลุ่มอายุต่างๆ อย่างไร

“การประชุมเครือข่ายบัญชีกระแสการโอนประชาชาติระดับโลกครั้งที่ 15 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากจุดเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและนโยบายเศรษฐกิจ และนี่ถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการประชุมรวมตัวกัน ขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกและในเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยที่เพิ่มขึ้น ในการนี้ UNFPA ได้ร่วมมือกับรัฐบาลต่างๆ ในการพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ที่มองการณ์ไกลเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของประชากรทุกอายุและโอบรับความหลากหลายภายในกลุ่มประชากร เราต้องร่วมมือกันเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างอนาคตที่ทุกคนมีโอกาสเจริญรุ่งเรืองได้” นายสมิธกล่าว 

รู้จักบัญชีกระแสการโอนประชาชาติของประเทศไทย 

บัญชีกระแสการโอนประชาติ (National Transfer Account: NTA) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นผลกระทบและความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากรของประเทศ มีการใช้ในหลากหลายประเทศทั่วโลกกว่า 20 ปีมาแล้ว ตัวอย่างเช่น บัญชีกระแสการโอนประชาติ ปีพ.ศ.2564 ที่ผ่านมา ช่วยให้เห็นผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละช่วงอายุจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้อย่างชัดเจน โดยเป็นการนำเสนอรายได้ รายจ่ายเพื่อการบริโภค รวมถึงช่องว่างระหว่างรายได้และรายจ่ายฯ ของประชากรในแต่ละอายุ พร้อมทั้งนำเสนอระบบการปิดช่องว่างดังกล่าวของคนในแต่ละอายุ ผ่านการเกื้อกูลกันระหว่างช่วงวัยและการจัดสรรสินทรัพย์

ข้อมูลบัญชีกระแสการโอนประชาชาติสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งการให้ภาพทั่วไปต่อสาธารณะในด้านรายได้ รายจ่าย การออม การเกื้อหนุนของคนในครอบครัว การชี้ประเด็นเชิงนโยบาย การจัดทำนโยบาย และการประเมินผลนโยบาย ต่อภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายต่างๆ รวมถึงการเป็นชุดข้อมูลสำหรับภาควิชาการในการวิเคราะห์ต่อยอดและทำการศึกษาเชิงลึกในด้านที่เกี่ยวข้อง 

ทั้งนี้ การประชุมสัมมนา Policy and the Generational Economy: The 15th Global Meeting of the NTA Network จัดขึ้นต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 10 – 13 มีนาคม พ.ศ.2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยการประชุมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการ ในวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม เวลา 9.00-17.00 น. และ (2) การประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับเครือข่ายบัญชีกระแสการโอนประชาชาติระดับนานาชาติ ในระหว่างวันที่ 11 – 13 มีนาคม เพื่อนำเสนอผลงานศึกษาและวิจัยของเครือข่ายบัญชีกระแสการโอนประชาชาติและผู้ที่สนใจทั้งจากในประเทศและนานาชาติ

โดยประเด็นสำคัญของการประชุมในปีนี้ ยังได้มีการนำเสนอถึงความแตกต่างอย่างมากระหว่างประเทศที่ใช้บัญชีกระแสการโอนประชาชาติ ในด้านอุปทานแรงงานของเยาวชนและผู้สูงอายุ ความแตกต่างทางเพศในรายได้จากแรงงาน และการศึกษา รวมถึงแนวทางใหม่ในการใช้บัญชีกระแสการโอนประชาชาติเพื่อวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทั้งสี่นี้ในอนาคตอีกด้วย.  

ชาวนาพิจิตรโล่อกนาปรังกว่า 8 หมื่นไร่พ้นวิกฤติภัยแล้งคุกคาม

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า.. กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สนง.ก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กับนโยบายความมั่นคงด้านแหล่งน้ำ ได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำในแม่น้ำยม เพื่อกักเก็บน้ำแบบขั้นบันได ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างประตูระบายน้ำท่าแห ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม จ.พิจิตร  ที่สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำในแม่น้ำยมขณะนี้ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ซึ่ง ปตร.ท่าแห วันนี้ได้ทำการกักเก็บน้ำในแม่น้ำยมให้ชาวนาได้แล้ว โดยพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 7 ตำบล 2 อำเภอ 2 จังหวัดได้แก่ ต.บางระกำ ต.ปลักแรด ต.วังอีทก ต.พันเสา ต.บ่อทอง ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก , ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม จ.พิจิตร ครอบคลุมพื้นที่นาข้าวของเกษตรกร 81,111 ไร่ โดย ปตร.ท่าแห จะสามารถกักเก็บน้ำในแม่น้ำยมได้ประมาณ 12.60 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะกักเก็บน้ำ 29.33 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลให้ชาวนาในเขต ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม จ.พิจิตร จะมีน้ำใช้ทำนาได้อย่าอุดมสมบูรณ์

โดยเร็วๆนี้ ปตร.ท่าแห ก็จะทำการส่งมอบให้โครงการชลประทานพิจิตรร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำเข้าดำเนินการเพื่อบริหารจัดการน้ำต่อไป งานนี้ชาวพิจิตรต้องขอขอบคุณกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เห็นคุณค่าความสำคัญของพี่น้องเกษตรกรชาวลุ่มน้ำยมพิจิตร

สำหรับความคืบหน้าของการก่อสร้างที่สำเร็จจนบรรลุเป้าหมายนั้น ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อ 22 มิถุนายน 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะได้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาและเร่งรัดงานการก่อสร้างจึงส่งผลให้เกิดความสำเร็จในวันนี้ดังกล่าวอีกด้วย

ในส่วนของ ปตร.วังจิก ขณะนี้ได้ผู้รับเหมารายใหม่กำลังลงมือก่อสร้าง เช่นเดียวกับ ปตร.โพธิ์ประทับช้าง สนง.ก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน ก็กำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะได้รายงานให้ทราบต่อไป

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย / พิจิตร

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีน ประจำไตรมาส 2/2568 สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เร่งรัดโครงการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงระหว่างจีนและไทยภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในประเทศไทยเป็นปัจจัยท้าทายต่อการท่องเที่ยวชาวจีนในปี 2568

นายณรงค์ศักดิ์  พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน  เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่สองปี 2568 ซึ่งได้มีการสำรวจระหว่างวันที่  18 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นประกอบด้วย (1) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน (2) ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และ (3) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งสิ้น จำนวน 459 คน

การสำรวจครั้งนี้เพื่อรับทราบความคิดเห็นว่า สงครามการค้าของชาติมหาอำนาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2568 อย่างไร และผลกระทบที่จีนได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐอเมริกา ต่อแนวโน้มที่จีนส่งออกสินค้ามายังประเทศไทยโดยอาศัยแพลตฟอร์มพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเข้มแข็งของจีนอีก ทั้งยังสำรวจผลกระทบทางลบของสงครามการค้าต่อสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนท่ามกลางความร้อนระอุของสงครามการค้า

ผลของการสำรวจพบว่า ร้อยละ 69 ของผู้ตอบแบบสำรวจ ให้ความเห็นว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะมีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 15.5  คิดว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้นเพราะจะมีการเจรจาลดความขัดแย้งตามมา ขณะที่มีส่วนน้อยให้ความเห็นว่าผลกระทบนั้นอยู่ในระดับวิกฤติ ส่วนความเห็นต่อสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีร้อยละ 30.5 เห็นว่าผลกระทบนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่ก็ยังมีร้อยละ 51.5 ให้ความเห็นว่าจะมีผลกระทบเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สรุปได้ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนนั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก เป็นเรื่องพึงระวัง ที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และซึ่งยังไม่มีมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น

ที่ผ่านมาจีนมีมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่อนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และการตอบโต้ดังกล่าวของสองประเทศอาจจะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการค้าระหว่างไทยและจีน ร้อยละ 51 ของผู้ตอบแบบสำรวจลงความเห็นว่าอาจจะมีผลกระทบต่อไทยบ้าง ในขณะที่ร้อยละ 24.3 คาดว่าจะทำให้นักธุรกิจจีนมาลงทุนและค้าขายกับไทยมากขึ้น เพราะจีนเองนั้นก็ต้องหาแหล่งผลิตใหม่ และส่งสินค้าออกมายังตลาดที่นิยมสินค้าจีนอยู่แล้ว ส่วนแนวโน้มที่จีนส่งสินค้าออกมายังไทยโดยอาศัยแพลตฟอร์มพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเข้มแข็งของจีนนั้น ร้อยละ 52.4 คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ในขณะที่ ร้อยละ 33.7 ลงความเห็นว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าผลของมาตรการตอบโต้ของจีนต่อสงครามทางการค้ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยบ้าง แต่ในทางกลับกันจะทำให้นักธุรกิจจีนมาลงทุนในไทยและค้าขายกับไทยมากขึ้น โดยการค้าขายผ่านระบบพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกันแต่อาจจะไม่มากนัก

ส่วนสินค้าส่งออกของไทยไปยังจีนนั้น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ใช้ทำยางล้อรถยนต์ จะชะลอตัวหรือหดตัวลงซึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้า ซึ่งในสินค้าส่งออกเหล่านี้ เป็นสินค้าขั้นพื้นฐาน ชิ้นส่วนเพื่อนำไปประกอบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ที่จีนจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายเพื่อการอุปโภคและบริโภค

เพื่อบรรเทาผลกระทบของสงครามการค้า ทางออกหนึ่งคือประเทศไทยควรเจรจาเปิดเสรีการค้าให้ครอบคลุมประเภทสินค้าและบริการให้มากขึ้น โดยเฉพาะข้อตกลง RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับอีกหกประเทศในภูมิภาค จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 54 ให้ความเห็นว่าควรเร่งเจรจาเปิดเสรีโดยการลดภาษีให้ครอบคลุมรายการสินค้ามากขึ้นและเปิดภาคบริการให้มากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 42.3 ลงความเห็นว่าควรจะเจรจาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรีบ

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นายกรัฐมนตรี แพรทองธาร ชินวัตร ได้เดินทางไปเยือน ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิงของจีน และทั้งสองประเทศได้วางแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศหลายด้าน  การสำรวจได้ถามถึงมาตรการหรือโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่ควรจัดทำอย่างเร่งด่วน ผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า โครงการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงระหว่างจีนและไทยได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ตามมาด้วยมาตรการการอำนวยความสะดวกทางด้านศุลกากรโดยเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตร และมาตรการดึงดูดการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC

ในหลายปีที่ผ่านมารถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า จนในปัจจุบันบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ได้เข้ามาตั้งโรงงานในไทย และเริ่มสายการผลิตแล้ว จากการสอบถามความคิดเห็นถึงผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้คำตอบดังนี้ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในประเทศไทยจะทำให้ เกิดการพัฒนาทักษะแรงงานและการจ้างงานมากขึ้นเป็นลำดับแรก ในลำดับที่สองเป็นกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ  ตามมาด้วยการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์กลางการผลิตรถยนต์สันดาปเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และ การใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยมากขึ้น ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจีนสู่ผู้ประกอบการไทยนั้นยังเป็นข้อจำกัดอยู่ และสายการผลิตอาจจะใช้หุ่นยนต์มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าการจ้างงานอาจจะไม่ได้สูงเท่ากับที่คาดการณ์ไว้  

ในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่มามายืนประเทศไทยมีจำนวน 6.7 ล้านคน ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2566 เป็นที่ทราบดีเพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำรายได้ให้กับประเทศไทยสูงมากในแต่ละปี ในการสำรวจครั้งนี้ ได้สอบถามถึงปัจจัยท้าทายต่อการท่องเที่ยวของชาวจีนในปี 2568 ผู้ตอบแบบสำรวจ ให้ความเห็นว่าภาพลักษณ์ทางด้านความปลอดภัยและการหลอกลวงในประเทศไทยต้องรีบแก้ไขโดยเร็วที่สุด ประเด็นที่ตามมาคือสื่อออนไลน์ต่างประเทศที่ได้ประชาสัมพันธ์เชิงลบต่อการท่องเที่ยวในไทยต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วนตามมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเยือนเมืองไทยมากขึ้น