ชาวสวนโคราช แห่พลิกสวนหลังบ้านปลูกกล้วยตานีขายใบตองโกยได้เดือนละ 2 หมื่น

นครราชสีมา – ชาวสวนหมากปักธงชัย โคราช ปลูกกล้วยตานีสวนหลังบ้านขายใบตอง สร้างรายได้งามเดือนละ 2 หมื่น ยิ่งหน้าแล้งขาดตลาดไม่พอขาย เผยชาวบ้านสวนหมากแห่พลิกสวนหลังบ้านมาปลูกกล้วยตานีขายใบตองกันทั้งหมู่บ้านรวมแล้วกว่า 150 ไร่

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 68) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านสวนหมาก หมู่ที่ 11 ต.ตูม อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการปลูกกล้วยตานีกันทั้งหมู่บ้าน โดยใช้พื้นที่สวนหลังบ้าน หรือสวนข้างบ้านปลูก สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว นอกจากอาชีพหลักคือการทำนา

นางคะนึง ปั่นฉิมพลี อายุ 48 ปี ชาวบ้านสวนหมาก ได้พาเดินชมสวนกล้วยตานีที่ปลูกไว้ในสวนหลังบ้านประมาณ 1,000 ต้น บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ พบว่าทุกต้นมีร่องรอยการตัดใบกล้วยไปขายจนเหลือเพียงใบอ่อน 3-4 ใบเท่านั้น หลังจากช่วงนี้ใบตองกล้วยขาดตลาด เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้กล้วยออกใบน้อยกว่าปกติ

นางคะนึงเล่าว่า ก่อนหน้านั้นตนไปทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็กลับมาบ้าน และมาสานต่อสวนกล้วยตานีของพ่อ ซึ่งปลูกมาประมาณ 6 ปีแล้ว บนเนื้อที่ 3 ไร่หลังบ้าน โดยในอดีตสวนหลังบ้านแห่งนี้เคยปลูกมะพร้าว และมะยงชิด แต่ผลผลิตไม่ค่อยดีนัก พ่อจึงตัดสินใจตัดทิ้งทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาปลูกกล้วยตานีแทน เพราะกล้วยตานีสามารถขายได้ทุกส่วน ทั้งต้น ใบ ลูก และหน่อ

แต่ที่สร้างรายได้หลักจะเป็นใบตอง ซึ่งใบตองกล้วยตานีจะมีคุณสมบัติพิเศษ คือใบผืนใหญ่ ไม่แตกง่าย มีความเหนียวกว่าใบตองกล้วยทั่วไป มีความสด เขียวเข้ม อยู่ได้นานกว่าใบตองทั่วไป จึงเหมาะต่อการนำไปทำบายศรี หรือใช้ห่ออาหารชนิดต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดมีความต้องการใบตองกล้วยตานีมาก โดยจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนเลย ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งจะมีออเดอร์เข้ามาตลอดทุกสัปดาห์ สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาทเลยทีเดียว ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงหน้าแล้ง กล้วยออกใบน้อย ทำให้ใบตองกล้วยขาดตลาด เฉพาะสวนของตนตัดเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

ด้าน นายสมบัติ นาคสระน้อย ผู้ใหญ่บ้านสวนหมาก หมู่ที่ 11 กล่าวว่า ชาวบ้านสวนหมากเริ่มหันมาปลูกกล้วยตานีขายใบเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เนื่องจากเห็นว่าสามารถสร้างรายได้ดีให้เจ้าของสวน เพราะในอดีตสวนข้างบ้าน สวนหลังบ้าน จะปลูกไม้ยืนต้นคละกันไป แต่ผลผลิตที่ได้ไม่สามารถนำไปขายสร้างรายได้ดีเท่านี้

ดังนั้นหลายคนจึงตัดไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้ทิ้งกันหมด พากันปลูกกล้วยตานีขายใบตองกันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันในหมู่บ้านแห่งนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยตานีแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ไร่ ปลูกกันทุกบ้านเลยทีเดียว โดยสามารถเก็บใบตองขายได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านได้ดี

ถอดบทเรียนหนีแล้ง หยุดทำนาปรัง ปลูกฟักทอง ทำรายได้สูงกว่า 3 แสน

อุทัยธานี – เปิดประสบการณ์ชาวนาอุทัยฯหนีแล้ง หยุดทำนาปรัง-ทิ้งผืนนากว่า 30 ไร่ ลองปลูกฟักทองเงือกสองใจ-มันลืมผัว-หอมใบเตย แค่ 3 พันธุ์ที่ตลาดต้องการ-ใช้เนื้อที่แค่ 3-4 ไร่ รับออเดอร์ออนไลน์-เก็บส่งทุกวัน สร้างรายได้สุดว้าวสูงถึงกว่า 3 แสนบาท

ปีนี้แม้หลายพื้นที่เริ่มเจอกับภัยแล้ง รวมถึงราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ชาวนาหลายรายยังคงวัดดวงลงทุนทำนาปรังกันเหมือนทุกปี แต่มีชาวนาอีกจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจ หยุดทำนาปรังและปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นแทน เช่นแปลงนานางรัชยา พิมมั่น อายุ 49 ปี หนึ่งในชาวนา หมู่ 6 ต.หนองยาง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ที่ตัดสินใจหยุดทำนาปรัง-ปล่อยทิ้งที่นากว่า 30 ไร่ ลองปลูกฟักทอง สายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ ด้วยเนื้อที่เพียง 3-4 ไร่ กลับสร้างรายได้ถึง 300,000 บาท ในระยะเวลาที่เท่ากับปลูกข้าวนาปรัง แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า ใช้น้ำน้อยกว่า อีกทั้งยังลงทุนน้อยกว่ามากอีกด้วย

นางรชยา พิมพ์มั่น อายุ 49 ปี หรือ พี่แคท เล่าว่า ปกติทุกปีตนก็จะทำนาปรังเหมือนคนอื่นๆ แต่ปีนี้แล้งมาก น้ำในสระที่เก็บสำรองไว้มีไม่พอที่จะทำนาถึง 30 ไร่ได้ ประกอบกับปีที่แล้วนาปรังที่ทำก็โดนแมลงบั่วลงข้าวเสียหายไปเยอะมาก ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี ปีนี้จึงตัดสินใจไม่ทำนาปรัง

และลองมาปลูกฟักทอง สายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด คือ พันธุ์เงือกสองใจ พันธุ์มันลืมผัว และ พันธุ์หอมใบเตย ส่งขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาททุกสายพันธุ์ ข้อดีของการปลูกฟักทองก็คือ ใช้น้ำน้อย ดูแลไม่ยาก และปลอดสารเคมี มีอายุการเก็บเกี่ยวที่ 120 วัน ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เนื้อที่เพียงแค่ 3-4 ไร่ เท่านั้น

“แปลงฟักทองของตนจะใช้ระบบน้ำหยด และฟักทองทุกลูกจะมีการจดบันทึกวัน-จำนวนลูกที่ผสมไว้ ทำให้เรารู้เก็บเกี่ยวได้ตรงวัน ซึ่งฟักทองที่ปลูกรวมทั้ง 3 พันธุ์นี้ เนื้อที่ 3-4 ไร่ ให้ผลผลิตมากถึง 1,700 ลูกเลย ช่องทางการขายหลักๆตอนนี้จะเป็นการขายออนไลน์ และมีมาเลือกซื้อที่หน้าสวนด้วยบ้างเล็กน้อย ซึ่งสามารถเก็บส่งตามออเดอร์ได้แล้วทุกวัน”

ฟักทองแต่ละลูก จะหนักประมาณ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ใหญ่สุดที่ 3.7 กิโลกรัม และลูกค้าที่ซื้อไปสามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปเพาะพันธุ์ปลูกต่อได้ด้วย ซึ่งหากขายได้ลูกละ 200 บาท แค่เพียง 1,000 ลูก จะสามารถสร้างรายได้ถึง 200,000 บาท ส่วนอีก 700 ลูกนั้นตัดออกเผื่อเป็นลูกเสียที่โดนแมลงซึ่งจะไม่ส่งขายให้กับลูกค้า เพราะฟักทองของตนจะไม่ใช้สารเคมีใดๆเลย แต่หากขายได้ทั้งหมด ก็จะสร้างรายได้ให้สูงถึง 340,000 บาท เรียกได้ว่าการปลูกฟักทอง ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างอาชีพ สร้างรายได้ดีทดแทนการทำนาในช่วงหน้าแล้งนี้เลยทีเดียว

ความพิเศษของฟักทองเงือกสองใจ เป็นฟักทองลูกทรงยาว เนื้อเยอะ เนื้อตัน เนื้อสีเหลืองเข้มสวย เนียน ให้รสชาติที่หวานเหนียวนุ่ม ส่วนมันลืมผัว จะให้รสชาติที่มัน เหนียวนุ่ม และสีเหลืองสวย – พันธุ์หอมใบเตย จะมีกลิ่นที่หอมเหมือนใบกลิ่นใบเตยทั้งลูกและใบ

ส่วนการปลูกฟักทอง ควรเว้นระยะห่างระหว่างต้น 0.75-1.5 เมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่ การปลูกแบบระยะ 1.5×1.5 เมตร ได้ผลผลิตมากแต่จัดการยาก การปลูกแถวเดี่ยว แปลงกว้าง 1.8-2 เมตร เว้นระยะ 1.5 เมตร ง่ายต่อการจัดการเถา ส่วนการปลูกแถวคู่ แปลงกว้าง 3.5-5 เมตร เว้นระยะ 1.5 เมตร เถาเลื้อยจรดกันสองด้าน สะดวกต่อการทำงาน

ฟักทองเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นในดินที่พอเหมาะ จึงควรใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วใน การย่อยดิน เพื่อให้ดินมีความร่วนซุย สามารถระบายน้ำได้ดี หากที่ดินนั้นเคยใช้เพาะปลูกมานาน ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด้วย และควรไถดินให้ลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีระบบรากแบบฝังลึก การปลูกฟักทองแบบหยอดเมล็ด ขุดหลุมเล็กๆ ลงไปในดินประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหยอดเมล็ด ฟักทองลงไปหลุมละ 2-3 เมล็ดกลบด้วยดินผสมละเอียดหรือ ขี้เถ้าแกลบดำรดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยฟางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหน้าดินภายใน 3-4 วัน ต้นกล้าจะงอกพ้นพื้นดิน มีใบจริง 2-3 ใบ ให้ถอนต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้งไป เหลือไว้หลุมละ 1 ต้นเท่านั้น

เมื่อต้นฟักทองเริ่มเจริญเติบโต ควรมีการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน และกำจัดโรคหรือแมลงศัตรูพืชที่อาจจะสร้างความเสียหาย การให้น้ำ ฟักทองเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ควรให้น้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ในช่วงที่ต้นฟักทองกำลังออกดอกและติดผล ควรรดน้ำ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำ ระบบการให้น้ำที่ดีคือ ให้น้ำเข้าร่อง เพื่อให้น้ำซึมเข้าสู่ดินโดยตรง ไม่ควรพ่นน้ำผ่าน ใบของฟักทอง เพราะอาจจะทำให้ใบเปียกน้ำจนเป็นโรคเน่าได้

รองผอ.รพ.นพรัตน์ ชี้ Social Telecare ช่วยประเมินผู้ป่วยทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รอง ผอ. รพ. นพรัตน์ ชี้ Social Telecare ช่วยประสานงานวิเคราะห์รวดเร็วบูรณาการร่วมกับระบบดูแลสุขภาพ​ ขณะที่​ “ศ.สค.ร. ระพีพรรณ” หวังเชื่อมข้อมูลกองสุขภาพดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข และ หมอพร้อม

นายแพทย์ปิยชาติ สุทธินาค รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี​ กล่าวถึงโครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคม กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานของนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพเพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่​ โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี​ว่า การดำเนินโครงการที่มีระบบ Social Telecare เป็นระบบที่นำมาใช้ในงานสังคมสงเคราะห์เพื่อบูรณาการร่วมกับระบบดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องได้รับความช่วยเหลือทางสังคม เช่น กลุ่มเปราะบาง และ กลุ่มผู้สูงอายุ 

ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข 2 ด้าน คือ การดูแลไม่ใช่แค่อาการป่วยแต่ดูแลไปถึงสุขภาพ เช่น การรักษาโรคเบาหวานที่ไม่ใช่แค่กินยาควบคุมแต่มีหลายมิติในการคุมน้ำตาล เรื่องการดูแลที่บ้านและชุมชนจึงมีส่วนในการรักษา และการดูแลในมิติบ้านและชุมชน ที่จะเข้ามามีบาทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพ โดยระบบ Social Telecare จะสามารถนำมาช่วยได้ 3 ประเด็นคือ​ เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้การทำงานรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เป็นเครื่องมือประสานงาน และเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์​ สค.ร. ระพีพรรณ คำหอม หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า  โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีถือเป็นโรงพยาบาลต้นแบบที่น่าสนใจคือการเก็บตัวอย่างของโรงพยาบาลสามารถตอบโจทย์ได้ เนื่องจากทำงานร่วมกับผู้ป่วยเบาหวาน คือ กลุ่ม NCD ทำให้นักสังคมสงเคราะห์ทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับพื้นที่ศูนย์บริการสาธารณสุข และ  อสส. ได้อย่างเต็มที่ จึงสามารถติดตามผู้ป่วยเข้าสู่ระบบได้อย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนั้นโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เป็น 1 ใน 2 โรงพยาบาลของกรมการแพทย์ที่ร่วมทดลองโครงการ Social Telecare ที่คาดหวังว่าในอนาคตโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับโรงพยาบาบาลที่สนใจเพื่อขยายผลการทำงานต่อไป ขณะเดียวกันงานชิ้นนี้จะสามารถเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากการทำงานเชิงสงเคราะห์เป็นการทำงานเชิงข้อมูลจากการใช้ Social Telecare ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ของโรงพยาบาล

เช่น เมื่อนักสังคมสงเคราะห์ส่งข้อมูลเข้าระบบ Social Telecare จะทำให้เกิดค่าบริการโรงพยาบาลจะสามารถนำเงินมาบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นสำหรับการพัฒนาต่อในอนาคตนั้นคาดหวังว่าจะสามารถเชื่อมข้อมูลเข้ากองสุขภาพดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข (Buddy Care) และ หมอพร้อมได้ต่อไป

ดร.ปราจีน เอี่ยมลำเนา มอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ

นายสุรชัย วิเศษโสภา นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยคณะกรรมการและคณะที่ปรึกษา รับมอบเงินจาก ดร.ปราจีน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 จำนวน 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตร-ธิดา ของสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ ประจำปี 2568 ในงานแถลงข่าวงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 46 ที่ห้องรอยัลจูบิลี่ อาคารชาเลนเจอร์เมืองทองธานี( งานมอเตอร์โชว์จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม จนถึง 6 เมษายน 68 ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี)

ยกระดับจากฟาร์มเกษตรกร สู่แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ต้นแบบวิสาหกิจชุมชน

นายกิจษารธ อ้นเงินทยากร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก หมู่ที่ 7 ตำบล ช่องสะแก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นกลุ่มต้นแบบความสำเร็จจากการยกระดับจากฟาร์มเกษตรจำนวน 5 ไร่ เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน สร้างเครือข่ายเกษตรกร   รวมถึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอย่างครบวงจร และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ของ สศท.10 โดยสัมภาษณ์นายสุพจน์ กลิ่นพ่วง ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก บอกเล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก มีพื้นที่ดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรและปลูกพืชผักอินทรีย์ จำนวน 5 ไร่ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 50 ราย สมาชิกส่วนใหญ่ ร้อยละ 92 จะเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก และบางส่วนจะปลูกพืชผักอินทรีย์ ซึ่งเกษตรกร จำนวน 4 ราย 

ที่ปลูกพืชผักอินทรีย์ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems: PGS) โดยกลุ่มมีเป้าหมายสำคัญคือต้องการผลิตพืชผักอินทรีย์ไว้จำหน่าย และบางส่วนเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน กลุ่มจึงมีการส่งเสริมสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีส่วนร่วมผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย มีการเรียนรู้ตลอดเวลาทำให้กลุ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการเชื่อมโยงธุรกิจและการท่องเที่ยวสู่ชุมชน รวมถึงพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่ายเมืองเพชรบุรี ทั้งนี้ กลุ่มได้รับมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์ (Organic Thailand) และรางวัล   1 ตำบล 1 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 

ด้านสถานการณ์การผลิตพืชผักอินทรีย์ของกลุ่มหลัก ๆ คือผักสลัดและผักตามฤดูกาล ได้แก่ คอส กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เคล กวางตุ้ง ฮ่องเต้ มะเขือเทศ แฟง ฟักทอง ผักบุ้ง มะเขือเปราะ ซึ่งเกษตรกรจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนเพาะปลูกทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 80 กิโลกรัม/วัน หรือ 560 กิโลกรัม/สัปดาห์ หรือประมาณ 29 ตัน/ปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 จำหน่ายให้กับโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี ผลผลิตร้อยละ 20 ออกบูธจำหน่ายภายในจังหวัด และผลผลิตร้อยละ 10 จำหน่ายหน้าฟาร์ม

สำหรับกิจกรรมทางการเกษตรของกลุ่มบนพื้นที่ 5 ไร่ แบ่งเป็น การผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐานออแกร์นิคไทยแลนด์ จำนวน 3 ไร่ กิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรกรรม จำนวน 1.5 ไร่ และตลาดปันรักษ์ จำนวน 0.5 ไร่                ซึ่งภายในฟาร์มมีกิจกรรมที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมและเรียนรู้ ดังนี้ 1) กิจกรรมผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรตามมาตรฐานออแกร์นิคไทยแลนด์ (Organic Thailand) นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมแปลงผักและเลือกตัดผักจากแปลงได้ด้วยตนเอง และยังมีสินค้าแปรรูปที่ผลิตและจำหน่ายโดยกลุ่ม เช่น กิมจิ ผงโรยข้าว คุกกี้ผักเคล 2) กิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตเกษตรกรรม ประกอบด้วยฐานการเรียนรู้ 7 ฐานเรียนรู้ ได้แก่ ฐานที่ 1 มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ฐานที่ 2 การบริหารการปลูกผักอินทรีย์ ฐานที่ 3 การจัดการดิน ฐานที่ 4 การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ฐานที่ 5 การผลิตสารชีวภัณฑ์ ฐานที่ 6 การเลี้ยงไก่อินทรีย์ และฐานที่ 7 การเลี้ยงไส้เดือนดิน

และ 3) กิจกรรมการท่องเที่ยว ตลาดปันรักษ์ ซึ่งกลุ่มสร้างเครือข่ายในชุมชนร่วมกันจัดตลาดเพื่อสร้างความรับรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และของดีในชุมชน  ให้มากขึ้น สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาด เช่น ผักสลัด ผักตามฤดูกาล และสินค้าแปรรูป รวมทั้งอาหารท้องถิ่นของดีในชุมชน เช่น ขนมตาล ตาลโตนดทอด ข้าวเกรียบงา ขนมเบื้อง และอาหารเครื่องดื่มอีกหลากหลาย ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและผู้เข้ามาอบรมเรียนรู้เฉลี่ย 2,500 ราย/ปี สามารถสร้างรายได้จากกิจกรรมศึกษาดูงาน การขายผลผลิตในฟาร์มและสินค้าแปรรูปเฉลี่ย 2,000,000 บาท/ปี คิดเป็นกำไร 562,500 บาท/ปี ซึ่งมากกว่ารายได้เฉลี่ยในช่วงก่อนการยกระดับฟาร์มถึงร้อยละ 67

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนกลุ่มในระยะต่อไป คือการพัฒนาและยกระดับการจัดอบรมการสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นให้กับสมาชิก ผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้าในตลาดปันรักษ์ และนักเรียนในชุมชน ให้สามารถสื่อสารอธิบายเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ซื้อขายสินค้ากับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ เนื่องจากเริ่มมีคณะทัวร์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาดูงาน   ซึ่งวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก ถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการยกระดับจากฟาร์มเกษตรเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ นับได้ว่าทั้งผู้นำและสมาชิกกลุ่มฯ มีการปรับตัวและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมและกระแสโลกที่มีต่อภาคเกษตร ในยุคที่การผลิตสินค้าเกษตรต้องมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตรวจสอบได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอย่างครบวงจร และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างยั่งยืน หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลและต้องการเข้าศึกษาดูงาน

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายสุพจน์ กลิ่นพ่วง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสะแก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โทร. 09 2893 4462

สมาพันธ์สภาวิชาชีพฯเปิดเวทีเสวนา”บทบาทสภาวิชาชีพกับการคุ้มครองผู้บริโภค”

สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทยจัดเวทีเสวนาวิชาการ บทบาทสภาวิชาชีพกับการคุ้มครองผู้บริโภค หวังใช้ความรู้ความสามารถ ขององค์กรวิชาชีพแต่ละด้านในการช่วยเหลือประชาชนและสังคม

เวทีเสวนาวิชาการ “ สมาพันธ์สภาวิชาชีพ แห่งประเทศไทย กับการคุ้มครองประชาชน”ซึ่งเป็นความร่วมมือของสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทยจัดขึ้น ภายในงานมีนายกสภาวิชาชีพ นายกสมาคมสภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย สมาชิกองค์กรวิชาชีพ เข้าร่วมในงาน โดยดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ กล่าว่า สภาทนายความถือเป็นองค์กรในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนตั้งแต่ต้นทางซึ่งประชาชนที่มีปัญหาทางกฎหมายหรือทางคดีสามารถขอความช่วยเหลือมาได้ซึ่งสภาทนายความยินดีให้การช่วยเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะปัจจุบันที่สภาทนายความได้จัดให้มีทนายอาสาอำนวยความสะดวกประชาชน การจัดกิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกของสภาวิชาชีพทั้ง 12 องค์กร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ในการดำเนินการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน เป้าหมายสำคัญคือการร่วมกันทำงานโดยนำความสามารถเฉพาะทางของแต่ละสภาวิชาชีพมาช่วยเหลือสังคม

ด้านศ.สคร.ระพีพรรณ คำหอม นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กล่าวว่า สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์กับงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นการทำงานผ่านนักสังคมสงเคราะห์ ในการดำเนินการซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกฎหมานที่กำหนดให้นักสังคมสงเคราะห์ที่มีใบอนุญาตต้องทำงานคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย 8 ฉบับ ที่จะกำหนดบทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ในการคุ้มครองผู้บริโภคเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของสังคมสงเคราะห์จะเป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคมทั้งผู้พิการผู้สูงอายุผู้ขาดโอกาสทางสังคมโดยเฉพาะผู้ที่เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือ

กลุ่มคนที่ไม่มีสถานะทางบุคคลซึ่งถือเป็นขอบเขตในการทำงานกับผู้ที่เสียเปรียบและขาดโอกาสซึ่งหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ก็จะทำให้กลุ่มดังกล่าวเข้าใจถึงสิทธิ์ทางกฎหมายมากกว่าการทำงานเชิงสงเคราะห์ ซึ่งการขับเคลื่อนงานมุ่งหวังให้งานของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ได้มีการเชื่อมโยงกับทุกองค์กรวิชาชีพเพื่อการบูรณาการ ในทุกประเด็นและเป็นสะพานในการเชื่อมไปยังประชาชนที่ขาดโอกาสซึ่งต้องทำงานบนมาตรฐานผู้ให้บริการวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดจะทำให้ประชาชนที่เข้ามารับความช่วยเหลือหรือรับบริการมีความมั่นใจในการดำเนินการ

ขณะที่ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา กล่าวว่าการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญ แพทยสภาก็มี หน้าที่ในการพิจารณา หากประชาชนหรือผู้ป่วยไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือ มีปัญหาจากการเข้ารับการรักษาซึ่งก็จะมีคณะกรรมการในการดำเนินการเพื่อพิจารณาว่าการร้องเรียนมีมูลซึ่งก็จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองมาจากผู้ส่งคุณวุฒิต่างๆทั้งในด้านการแพทย์ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยก็จะมีบทลงโทษตั้งแต่ ตักเตือนไปจนถึงการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพซึ่งมีหลากหลายขั้นตอนในการดำเนินงานเพื่อให้มีความละเอียดรอบคอบในการคุ้มครองประชาชนหากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการรักษาของแพทย์และเป็นการให้ความยุติธรรม ของทั้งแพทย์และผู้ป่วย

ขณะที่รศ.ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า สภาวิชาชีพทุกวิชาชีพที่เกิดขึ้นดำเนินการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสำหรับประชาชนเพราะถือเป็นวิชาชีพบริการทางสังคมซึ่งสภาการพยาบาลเป็นหนึ่งในนั้นในการผลิตบุคลากรผู้ประกอบวิชาชีพในการดูแลประชาชน ทั้งประเทศ ซึ่งใช้การดูแลแบบองค์รวมตั้งแต่ส่งเสริม ป้องกัน ดูแลรวมทั้งสร้างความรู้ให้ประชาชนดูแลตนเองในเบื้องต้นแม้วิวัฒนาการของโรคพัฒนาขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องช่วยในการรักษาพยาบาลตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่สภาการพยาบาลได้ดำเนินการมาตลอด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย สภาการพยาบาลถือเป็นหนึ่งในองค์กรวิชาชีพสำคัญในการเข้าไปดูแลเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี แม้ว่าปัจจุบันผู้สูงอายุจะมีโรคประจำตัวเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

‘ไบโอซีเคียวริตี้’ ระบบป้องกันโรคทางรอดเกษตรกร

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสัตว์ ชูระบบไบโอซีเคียวริตี้ ช่วยป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ผล ยกระดับความปลอดภัยของเกษตรกรไทย

รศ.น.สพ.ดร. มานะกร สุขมาก ผู้อำนวยการศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโรคระบาดในสัตว์ โดย 2 โรคระบาดสำคัญในสัตว์ ได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และ โรคไข้หวัดนก ซึ่งเป็นโรคสำคัญในสัตว์ปีก

รศ.น.สพ.ดร. มานะกร สุขมาก ผู้อำนวยการศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สำหรับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เป็นโรคระบาดในสุกรที่มีความรุนแรงสูง สุกรที่ป่วยเป็นโรคนี้ อัตราการตาย 100% และยังเป็นโรคที่ทนทานในสิ่งแวดล้อม มักปนเปื้อนไปกับผู้ปฏิบัติงาน เช่น รองเท้าบูท เสื้อผ้า รถขนส่งสุกร จึงเป็นเชื้อที่จัดการยาก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวัคซีน และไม่มียารักษา ทำให้ยากที่จะควบคุม 

ในขณะที่ โรคไข้หวัดนก แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่พบรายงานพบการระบาดเพิ่มเติม แต่ด้วยเป็นโรคที่ติดจากสัตว์สู่คน จึงเป็นอีกโรคที่ต้องเฝ้าระวัง และติดตามการพบโรค พบว่าบุคคลที่สัมผัสสัตว์ปีกป่วยหรือซากสัตว์ปีกที่ตายจากการติดเชื้อนี้ จะมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ

สำหรับมาตรการป้องกันโรคของไทย แบ่งออกเป็นระดับประเทศ และระดับเกษตรกร โดยภาครัฐ อย่างกรมปศุสัตว์มีมาตรการที่เข้มงวดในการคัดกรองเชื้อโรคก่อนที่จะนำสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เข้าสู่ประเทศ อีกทั้งมีการกำหนดมาตรฐานฟาร์มในการกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งในระดับประเทศถือว่าเข้มข้น ด้านมาตรการป้องกันโรคในระดับฟาร์ม เกษตรกรจะเพิ่มเรื่องระบบไบโอซีเคียวริตี้ หรือความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมถึงเรื่องชีวอนามัยในส่วนของตัวผู้ปฎิบัติงาน ถ้าปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็สามารถป้องกันโรคได้ในระดับดี

รศ.น.สพ.ดร. มานะกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการตรวจวินิจฉัยโรค ระบบไบโอซีเคียวริตี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของวัคซีน ซึ่งไม่ได้ใช้เพียงในฟาร์มขนาดใหญ่ แต่บางเทคโนโลยีเริ่มมีการนำมาใช้ในฟาร์มขนาดเล็กด้วย หรือแม้กระทั่ง AI ที่มีการนำมาใช้ในการตรวจความเจ็บป่วยของสัตว์ เช่น จับอัตราการไอของสุกรในโรงเรือน เพื่อประเมินการป่วย หรือติดกล้องอินฟาเรด มอนิเตอร์สุกรว่ามีไข้สูงผิดปกติหรือไม่ โดยมีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

ในอดีตอาจมองว่า ระบบไบโอซีเคียวริตี้จะนำไปใช้เฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเกษตรกรรายกลางรายเล็กมีการเรียนรู้และปรับปรุงระบบให้ดีมากยิ่งขึ้น แม้ในฟาร์มขนาดเล็กบางฟาร์มที่มีจำนวนสุกรไม่มาก ก็สามารถใช้ไบโอซีเคียวริตี้ ในการควบคุมป้องกันโรค ASF จนไม่มีการติดเชื้อเลย นับเป็นการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ที่ทำให้ฟาร์มของตนอยู่รอด ปลอดภัย และไม่ส่งผลกระทบกับฟาร์มอื่น  กล่าวได้ว่า เมื่อเข้าใจระบบไบโอซีเคียวริตี้ฟาร์มขนาดไหนก็สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา

นอกจากนี้ ในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ยังพบว่าตัวเกษตรกรเองเป็นผู้ที่พยายามขวนขวายหาเทคโนโลยีมาใช้ ต้องขอชื่นชมเกษตรกรไทยที่ทั้งเก่งและไม่ได้หยุดอยู่กับที่ มีความพยายามหาองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ แม้ในบางเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง เกษตรกรที่มีความรู้ก็สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลงใช้ในราคาที่ไม่แพงและนำมาใช้ได้จริงในฟาร์มของตน

ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐ อย่างกรมปศุสัตว์ หรือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลโรคสัตว์ รวมถึงภาคเอกชน ก็จะคอยลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจ และจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรอยู่เป็นประจำ ส่วนเกษตรกรเองก็สามารถขอข้อมูลองค์ความรู้จากภาครัฐได้ โดยติดต่อหน่วยงานในพื้นที่

เกษตรกรไทย ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการยกระดับการป้องกันโรคในสัตว์ เป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้ประเทศไทยปลอดภัย ปลอดโรค ขอเพียงต้องตระหนักและปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มขนาดไหนก็อยู่รอดได้เหมือนกัน

ตำรวจปทส.เปิด”ยุทธการพิทักษ์ผืนป่าตะวันออก”รวบ 7 ผู้ต้องหารุกป่าสงวนทำสวนทุเรียน

ตำรวจปทส.เปิด”ยุทธการพิทักษ์ผืนป่าตะวันออก”รวบ 7 ผู้ต้องหารุกป่าสงวนทำสวนทุเรียน ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เนื้อที่ 65-1-48 ไร่ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าตกพรม ม.4 บ้านโชคดี  ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี เนื้อที่ 110-1-40 ไร่

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.68 พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส., พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รอง ผบก.ปทส., พ.ต.อ.พิบูลย์ เวียงจันทร์ รอง ผบก.ปทส.สั่งการ พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก. 2 บก.ปทส., พ.ต.ท.ปกรษณ์เกียรติ พงษ์ธนนิกร รอง.ผกก.2 บก.ปทส., พ.ต.ท.กรกช ยงยืน รอง ผกก.2 บก.ปทส., ว่าที่พ.ต.ท.นัทธวัฒน์ สุรนารถ  สว.กก.2 บก.ปทส., ร.ต.อ.กรัณย์พล สิงห์ศรี สว.กก.2 บก.ปทส., สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ส่วนปฏิบัติการพิเศษ/เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) เปิด “ยุทธการพิทักษ์ผืนป่าตะวันออก” ลงพื้นที่ตรวจสอบป่าสงวนแห่งชาติท้องที่บ้านโชคดี (หรือบ้านเขาขาด) ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เนื้อที่ 65-1-48 ไร่

นอกจากนี้รวมทั้งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าตกพรม ม.4 บ้านโชคดี  ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี เนื้อที่ 110-1-40 ไร่ และ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าตกพรม ม.4 บ้านโชคดี  ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี เนื้อที่ 919-2-80 ไร่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 ราย แบ่งเป็นคนไทย 2 แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา 5 ราย ของกลาง รถแบ็กโฮ จำนวน 1คัน , รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ จำนวน 1 คัน , รถยนต์แทรกเตอร์ จำนวน 1 คัน , เลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 2 เครื่อง , ไม้ท่อนหวงห้าม จำนวน 5 ท่อน และไม้หวงห้ามแปรรูป จำนวน 1 แผ่น

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปทส. ได้ตรวจยึดดำเนินคดีผู้ต้องหาที่บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ในจังหวัดจันทบุรี  ต่อมาทราบว่า ปัจจุบันยังมีการบุกรุกเข้าทำประโยชน์พื้นพื้นที่ป่าไม้ ท้องที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราดอีกหลายแห่ง เพื่อทำสวนทุเรียนโดยกลุ่มทุนไทยและกลุ่มทุนต่างชาติ จึงได้เปิด “ยุทธการพิทักษ์ผืนป่าตะวันออก” ท้องที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ตรวจสอบพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง จนนำมาสู่ การเปิด “ยุทธการพิทักษ์ผืนป่าตะวันออก”ดังกล่าว

เบื้องต้นได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตกพรม ดำเนินคดีข้อหา เป็นบุคคลต่างเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต , เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน , ร่วมกันเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ , ร่วมกันก่อสร้าง  แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น , มีไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

ผัดไทยโบราณวัดท้องคุ้ง อร่อยจากรุ่นหนึ่งถึงรุ่นห้า ยาวนานถึง 123 ปี

อ่างทอง – ผัดไทยโบราณเจ้าเก่าวัดท้องคุ้ง 123 ปี แห่งความอร่อยถึงรุ่นที่ 5 เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การใช้ฟืนในการทำผัดไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ปรุงแต่ละครั้งกระทะใหญ่กว่า 10 จาน ได้รสชาติที่หอมอร่อย

ผัดไทยวัดท้องคุ้ง ตำบลโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ที่มีมายาวนานกว่า 123 ปี แห่งความอร่อยถึงรุ่นที่ 5 โดยการใช้ฟืนในการทำผัดไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยการปรุงผัดไทยแต่ละครั้ง ผัดโดยใช้กระทะใบบัวขนาดใหญ่กว่า 10 จาน วิธีเร่งไฟโดยการเติมเชื้อฟืนเมื่อต้องการไฟแรง จะมีควันเล็กน้อยทำให้ได้รสชาติที่มีกลิ่นหอมและอร่อยถูกปาก จนโด่งดังมาถึงรุ่นที่ 5 แล้ว นับเวลากว่า 123 ปี

ที่สำคัญพ่อค้าแม่ค้าใช้ฟืนในการหุงต้มทำผัดไทย และก๋วยเตี๋ยวหมู ซึ่งเชื้อฟืนทำให้อาหารสุกอร่อย ได้รสชาติที่หอมอร่อยกลิ่นหอมกรุ่น จนน่าลิ้มลอง ถ้านึกถึงตำนานผัดไทยสุดยอดของความอร่อยในจังหวัดอ่างทอง ต้องนึกถึงร้านผัดไทยวัดท้องคุ้ง ที่ผัดด้วยเตาฟืน เส้นเหนียวนุ่ม รสชาติอร่อย และที่นี่ยังมีก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ต้มจืดสูตรโบราณให้ลิ้มลอง

น.ส.ปัทมา นวลตระกาล  เจ้าของร้านผัดไทย บอกว่า ที่ร้านผัดไทยวัดท้องคุ้ง เปิดขายมานานกว่า 123 ปี โดยตนสืบทอดขายผัดไทยมาเป็นรุ่นที่ 5 โดยตั้งแต่เริ่มแรกทางร้านใช้ฟืนในการทำอาหารผัดไทย และก๋วยเตี๋ยวมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งฟืนที่ทางร้านใช้นำมาประกอบอาหารนั้นส่วนหนึ่งหาได้ในพื้นที่ และบางส่วนรับซื้อมาจากชาวบ้าน ที่สำคัญเตาฟืนทำให้ก๋วยเตี๋ยวและผัดไทยของร้านผัดไทยวัดท้องคุ้ง มีรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีกลิ่นหอม เส้นเหนียวนุ่ม

ตั้งแต่เริ่มแรกทางร้านใช้ฟืนในการทำอาหารผัดไทย และก๋วยเตี๋ยวมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญเตาฟืนทำให้ก๋วยเตี๋ยวและผัดไทยของร้านผัดไทยวัดท้องคุ้ง มีรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีกลิ่นหอมจากฟืนที่ใช้ในการผัด เส้นเหนียวนุ่ม โดยทางร้านเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-14.40 น.หรือ ติดต่อสอบถามได้ที่ 08-2233-3887

พายุฤดูร้อนกระหน่ำพัดปลาเลี้ยงเขื่อนลำปาวหลุดกระชังเสียหายหนัก

กาฬสินธุ์-นายอำเภอสหัสขันธ์ ลงพื้นที่วางแนวเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำในเขื่อนลำปาว ย้ำห่วงพายุฤดูร้อน กระทบเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง ล่าสุดพายุฤดูร้อนพัดปลาเลี้ยงหลุดกระชังกว่า 5 ตัน มูลค่าเสียหายกว่า 300,000 บาท ประสานประมงอำเภอสหัสขันธ์ เร่งสำรวจขอความช่วยเหลือแล้ว

นางสาวกัญญาภัค แจ่มใส นายอำเภอสหัสขันธ์ พร้อมด้วยนายวิระ จิตรสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืด จังหวัดกาฬสินธุ์, นางกฤษณา เขามีทอง ประมงอำเภอสหัสขันธ์ พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6, 7, 9 ตำบลโนนบุรี พร้อมเครือข่ายประมงร่วมปักป้ายวางแนวเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ที่แหลมโนนวิเศษ เขื่อนลำปาว อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์   แหล่องท่องเที่ยวชื่อดัง หลังมีนักตกปลาเดินทางมาตกปลาจำนวนมาก

จากนั้นทางคณะได้ลงเรือหางยาว ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังเขื่อนลำปาว หลังได้รับผลกระทบจากวาตภัย ที่ทำให้ปลาเลี้ยงหลุดลอดออกกระชังมากกว่า 5 ตัน มูลค่าความเสียหายกว่า 300,000 บาท พร้อมกำชับให้เทศบาลตำบลภูสิงห์ เข้าดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมเตรียมรับสถานการณ์วาตภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันต้องเตรียมรับมือภาวะร้อนแล้ง เนื่องจากปัจจุบันระดับน้ำในเขื่อนลำปาว

นางสาวกัญญาภัค แจ่มใส นายอำเภอสหัสขันธ์ กล่าวว่าช่วงนี้น้ำในเขื่อนลำปาวลด มีนักตกปลาจากทั่วสารทิศเดินทางเข้ามาตกปลาในเขื่อนลำปาวบริเวณแหลมโนนวิเศษ – สะพานเทพสุดาจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อการอำนวยความสะดวกให้กับนักตกปลา และสร้างความเข้าใจการจัดการพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำในเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำเนื้อที่กว่า 245 ไร่ มีพื้นที่หมู่ 6 บ้านโนนสวาท, หมู่ 7 บ้านวังมะพลับ และหมู่ 9 บ้านโนนวิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว

การลงพื้นที่จะเน้นย้ำสร้างความเข้าใจให้กับนักตกปลา และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้พื้นที่ สิ่งสำคัญคือปัญหาการทิ้งขยะ ต้องขอความร่วมมือจัดการร่วมกัน และงดเผาใบไม้ เผาขยะ บริเวณริมเขื่อนลำปาวทุกจุด ซึ่งได้ย้ำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมั่นออกตรวจสอบและลงพื้นที่ดูแลความเรียบร้อย รวมถึงอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วย

นายอำเภอสหัสขันธ์ กล่าวต่อว่าช่วงนี้จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องระวัง คือความปลอดภัยทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวกลุ่มตกปลา กลุ่มนักท่องเที่ยวบนแพอาหาร เมื่อเกิดพายุลมแรง ฟ้าคะนอง ต้องเข้าหลบในที่ปลอดภัยหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเกษตรกรเลี้ยงปลากระชังต้องเฝ้าระวังวาตภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้ด้วย

ล่าสุดจากผลพวงของวาตะภัยเมื่อวันที่ 3-4 มีนาคมที่ผ่านมา ปลานิลที่เลี้ยงในกระชังขนาด 1 – 1.3 กิโลกรัม กำลังพร้อมออกตลาด หลุดในเขื่อนกว่า 5 ตัน มูลค่ากว่า 300,000 บาท เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกร เบื้องต้นได้มอบหมายให้ประมงอำเภอสหัสขันธ์ ดำเนินการสำรวจและทำรายงานเพื่อขอความช่วยเหลือต่อไป ล่าสุดทางอตุนิยมวิทยาได้ออกมาประกาศแจ้งเตือนแล้วระหว่างวันที่ 6-8 มี.ค. นี้ โดยให้ท้องถิ่นท้องที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง