แม่ทัพภาพที่ 4 ยกระดับดูแลความปลอดภัยพี่น้องชาวใต้ช่วงเดือนรอมฎอน

นราธิวาส-แม่ทัพภาพที่ 4ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิมในเดือนรอมฎอน ด้วยการแบ่งปันสิ่งของละศีลอดที่แสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน สร้างความสัมพันธ์อันดี มีสุขภาพแข็งแรง ละเว้นจากความชั่วสร้างแต่ความดี

 ที่ มัสยิดบันนังกาแย อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้จัดกิจกรรมพบปะระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้นำศาสนา ตลอดจนพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ และรับมอบสิ่งของละศีลอดในเดือนรอมฎอน จาก พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมสำคัญทางศาสนาในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและประชาชน

แม่ทัพภาพที่ 4 กล่าวว่า ขอยึดมั่นในนโยบายที่วางไว้ ในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐของพี่น้องไทยมุสลิม ที่จะให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สร้างความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจอย่างเต็มที่แก่ประชาชน เพื่อให้เดือนรอมฎอนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เจ้าหน้าที่และส่วนราชการพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก แต่ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันรณรงค์ชักชวนการทำความดีละเว้นความชั่วทั้งปวงสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนร่วมกันสร้างสังคมสันติสุขให้เป็นเดือนรอมฎอนสันติสุข ปราศจากความรุนแรง

อย่างไรก็ตามพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมอัตลักษณ์ความงดงามของคนในพื้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายชุดมลายู หรือการประกวดซุ้มประตู ทั้งนี้ทุกกิจกรรมสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมโดยต้องไม่ละเมิดหรือผิดกฎหมายหรือปล่อยให้บุคคลที่สามมาทำกิจกรรมแอบแฝง ส่งผลกระทบความมั่นคงรวมถึงขอให้ผู้ปกครองให้ช่วยกันกำชับลูกหลานในเรื่องการเล่นจุดประทัดและดอกไม้ไฟเพราะก่อให้เกิดอันตรายเพราะเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนาและผิดกฎหมายอีกด้วย

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

หมอเปรมศักดิ์จี้ “นฤมล”เร่งแก้ปัญหาประเทศคู่ค้ากีดกันน้ำเชื่อมของไทย

สว.เปรมศักดิ์ อภิปรายในสภาฯ จี้รมว.เกษตรฯตรวจสอบมกอช.เร่งแก้ปัญหาประเทศคู่ค้ากีดกันน้ำเชื่อมของไทย ส่งผลให้ผู้ส่งออกขาดทุนยับเยินกว่า 2 พันล้านจนต้องยอมขายขาดทุนให้อินเดีย กระทบเป็นลูกโซ่ต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย 

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณา ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน  ซึ่ง คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อภิปรายว่า สมาชิกรัฐสภาคงจะเล็งเห็นประโยชน์ของประเทศไทยและคงผ่านความตกลงนี้ไป หลังจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านอาหารปลอดภัยอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนและสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ แต่ที่น่าสนใจคือ จะมีหน่วยงานทั้งทางด้านเกษตร ในฐานะผู้ผลิตอาหาร หน่วยงานทางสาธารณสุขที่ดูแลความปลอดภัยของอาหาร และหน่วยงานทางการค้า  แต่สิ่งที่ตนห่วงใยคือ หน่วยงานของกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะมีความเป็นเอกภาพ หรือแบ่งงานการชัดเจนอย่างไร

ทั้งนี้ ความปลอดภัยของอาหารมีหน่วยงานหนึ่งที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล คือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นหน่วยงานหลัก แต่ในเรื่องของสุขภาพ สำนักงานอาหารและยา หรือ อย. สังกัดกระทรวงสาธารณสุขดูแล ทั้ง 2 กระทรวงนี้จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้มาตรฐานสินค้าที่ปลอดภัยไปสู่ต่างประเทศ แต่ปัญหาขณะนี้ที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นแล้ว จากกรณีที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้คือ น้ำตาลพรีมิกซ์ที่เป็นน้ำเชื่อมของประเทศไทย ไม่สามารถส่งไปประเทศคู่ค้าได้ 

โดยสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทย ได้รายงานว่า สินค้าน้ำตาลซึ่งผลิตมาจากอ้อยจะมีรูปแบบการนำส่งสินค้า 2 แบบคือ น้ำตาลทราย และน้ำตาบพรีมิกซ์หรือน้ำเชื่อม 

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการส่งสินค้าประเภทน้ำเชื่อมจากประเทศไทย ไปถึงประเทศเป้าหมายตั้งแต่ 11 ธันวาคม 2567 แต่ไม่สามารถนำเข้าประเทศคู่ค้าได้ สินค้าต้องลอยเรืออยู่กลางทะเล จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ น้ำเชื่อมดังกล่าวถูกตีกลับ จนต้องนำไปขายที่ประเทศอินเดียในราคาที่ถูกกว่าประเทศคู่ค้า 50 -70% ไม่ต้องถามว่า คุ้มทุนหรือไม่ ผู้ส่งออกขาดทุนกว่า 2 พันล้าน เพราะถูกหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารของประเทศคู่ค้ากีดกัน นี่คือความสูญเสียที่เกิดขึ้น ที่นำเรื่องนี้มาพูดเพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกร น้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อมก็ล้วนผลิตจากอ้อย ราคาอ้อยก็เกี่ยวพันกับเกษตรกรชาวไร่อ้อย เวลานี้ชาวไร่อ้อย เขาร้องอ๋อยกันแล้ว เพราะไม่มีความคุ้มทุน ขณะนี้ราคาอ้อยลดต่ำลงตันละ 300 บาทจาก 1,460 บาทต่อตันมาเป็นวันนี้ 1,160 บาทต่อตัน เกษตรกรเสียหายอย่างต่ำ 200,000 รายทั่วประเทศ ปัญหานี้ทำอย่างไร สินค้าจากน้ำเชื่อมของประเทศไทยส่งออกไปแล้วแต่ลอยคออยู่กลางทะเล เหตุเกิดขึ้นปลายปี 2567 ต่อเนื่องเนื่องถึงต้นปี 2568 ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้

“ผู้เดือดร้อนไปร้องทุกข์ทุกหน่วยงาน ไปร้องที่มกอช. ว่าทำไมถึงส่งออกไม่ได้ ไปร้องที่กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ก็โยนกันไปมา จนสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทย ไม่รู้จะไปพึ่งใคร ต้องไปร้องที่ทำเนียบรัฐบาลก็มีบุคลากรของทำเนียบมารับเรื่องราวร้องทุกข์ มีการลงรับเลขที่หนังสือแล้ว แต่วันนี้หนังสือนี้ไปอยู่ที่ไหน ปล่อยให้เกษตรกรและสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทยขาดทุนยับเยิน อยากถามว่า วันนี้เมื่อรัฐสภาเห็นชอบเรื่องนี้แล้ว จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ อกหักครั้งแรกไม่เท่าไหร่ อย่าให้อกหักซ้ำสองมันจะหนักกว่าเดิม จะกระทบต่อผู้ผลิตและเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ผมขอฝากปัญหานี้ให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จี้ถามมกอช.ว่า เรื่องนี้มีสายสนกลในอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นข่าวไปไม่ต่ำกว่า 40-50 ครั้ง แต่แก้ปัญหาไม่ได้ จนต้องไปขายน้ำเชื่อมให้อินเดีย ถูกกว่าเดิม 50-70%  ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับมาตรฐานอาหารใหม่ ไม่ใช่ให้ผู้บริโภคเสี่ยงดวงเอาเอง  ต้องให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในสินค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฟาร์ม หรือจากไร่จากสวน จะได้ปลอดภัย มีมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของอนาคตของคนไทยทั้งประเทศ”นพ.เปรมศักดิ์

พ่อเมืองชุมพร ตัดแล้วทุเรียนศรีทอง (ถ้ำสิงห์) สายพันธุ์ใหม่ หนึ่งเดียวในโลก คนแห่ประมูลลูกเดียว 2 แสนบาท

ผู้ว่าฯชุมพรพร้อมเหล่ากาชาดจังหวัดนำตัดทุเรียนศรีทอง ผลไม้มงคล ของดีของแปลก  สวนทุเรียนพันธุ์ศรีทอง รายได้มอบให้แก่สภากาชาดจังหวัดชุมพร

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยคุณพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ร่วมกิจกรรมตัดทุเรียนศรีทอง (ถ้ำสิงห์) สายพันธุ์ใหม่ หนึ่งเดียวในโลก ประจำปี 2568 การันตีคุณภาพ พร้อมกระตุ้นทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของทุเรียนศรีทอง ณ สวนทุเรียนพันธุ์ศรีทอง ณ บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 4 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมิอง จังหวัดชุมพร

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจ ของชาวจังหวัดชุมพรที่ได้มาร่วมตัดทุเรียนศรีทอง ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวในจังหวัดชุมพร และหนึ่งเดียวในประเทศไทย เราได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน เลขที่ 2242/2567 เป็นผลไม้ขึ้นชื่อและเป็นเอกลักษณ์ของชาวชุมพร จะมีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตทุเรียนศรีทอง ตั้งแต่การใช้ต้นพันธุ์ดี การดูแลบำรุงรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จนถึงผู้บริโภค และมีมาตรการป้องกันควบคุม ป้องกัน แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ เพื่อกำกับดูแลให้เกษตรกร ผู้ประกอบการทุเรียนจังหวัดชุมพร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และเป็นการรักษามาตรฐานของทุเรียนชุมพรต่อไป

โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมตัดทุเรียนศรีทอง สายพันธุ์ใหม่   พร้อมทั้งจัดประมูล ทุเรียนศรีทอง ( ถ้ำสิงห์ ) หนึ่งเดียวในโลก คนแห่ประมูลแน่น เรียกเสียงฮาสู้กันเดือด คุณณัฐวรรณ ฉายะบุตร ประธานคณะกรรมการจริยธรรมประจำจังหวัดชุมพร คว้าผลไม้มงคล ของดีของแปลก  จากสวนทุเรียนศรีทอง (ถ้ำสิงห์) จำนวน 2 ลูก 200000 บาท ไปครอง  เพื่อนำรายได้มอบให้แก่สภากาชาดจังหวัดชุมพร

นางสาวศรีวพร มาแต้ม กล่าวว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในครั้งนี้ ที่จะประชาสัมพันธ์ ทุเรียนศรีทอง ( ถ้ำสิงห์ ) “หนึ่งเดียวในโลก” ผลไม้มงคล ของดีเมืองชุมพร  ให้ประชาชนทั้ง 77 จังหวัด และทั่วโลก นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดชุมพร ได้รับทราบถึง “ ทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ “ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นสีเหลืองทองอร่าม สวยงาม ถือว่าเป็นผลไม้มงคล ของดีของแปลก ของจังหวัดชุมพร

นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้ว่า จังหวัดชุมพรของเราผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ มีรสชาติหวานมัน กรอบอร่อย รวมถึงกระบวนการส่งออกที่รักษาคุณภาพ โดยคำนึงความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ในจังหวัดชุมพร

สสส.ผนึกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ยกระดับดูแลสังคมสาธารณสุขแบบดิจิทัล

สสส. ร่วมกับ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เดินหน้ายกระดับระบบดูแลสังคมสาธารณสุขแบบดิจิทัล ผลักดัน Platform Social Telecare เชื่อมระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เก็บข้อมูลผู้ป่วยจิตเวช-เบาหวาน-มะเร็ง ลดปัญหาคลาดเคลื่อน เสนอต่อยอดบูรณาการครอบคลุมทุกเขตสุขภาพและผลักดันเชิงนโยบายเชื่อมโยง PST กับกระทรวงสาธารณสุข  พร้อมเปิดตัวหนังสือ”Social [Tele]care จุดเปลี่ยนวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทย

โครงการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคมของนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพเพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิและขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่ จัดเวทีสื่อสารสาธารณะและขับเคลื่อนเชิงนโยบายการใช้งานPlatform Social Telecare เชื่อมโยงกับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)  ที่ โดยมีนพ.เฉวตสรร นามวาท  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส. ในฐานะตัวแทนสสส. ที่มีบทบาทสนับสนุนโครงการฯ เข้าร่วมติดตามการนำเสนอผลการดำเนินงาน โครงการฯ

ศาสตราจารย์ระพีพรรณ  คำหอม หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่าการดำเนินโครงการฯ  เพื่อมุ่งหวังยกระดับระบบดูแลสังคมและสาธารณสุขแบบดิจิทัลเชื่อมโยงทุกภาคส่วนซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ ในภาวะที่ประเทศไทยก้าวสู่ระบบดูแลสุขภาพสังคมแบบดิจิทัลสมบูรณ์ จึงอยากให้ ทุกคนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม ซึ่งได้ดำเนินโครงการในพื้นที่ทดลอง platform Social telecare เชื่อมโยง สถานบริการในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ 5 โรงพยาบาลประกอบด้วยโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์กาฬสินธุ์  โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาสารคาม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลยะลา และขยายผล 29 โรงพยาบาล เก็บข้อมูลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง 3 กลุ่มคือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือเครื่องมือการวินิจฉัยทางสังคมของนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพ 37 เครื่องมือ รายงานผลการวินิจฉัยเพื่อการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างระบบบริการทางสังคมกับระบบบริการสุขภาพ รายงานภาพรวมสถานการณ์การจัดบริการทางสังคมของผู้ป่วยเพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังเกิดกลไกการทำงานในพื้นที่ Sandbox 5 พื้นที่ทั้งความร่วมมือ ในระดับบุคคล คือนักสังคมสงเคราะห์สามารถใช้งานระบบได้ถูกต้องและนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางส่วนระดับหน่วยงานมีการเชื่อมประสานและส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ส่วนการใช้เทคโนโลยี Social telecare สามารถประมวลผลข้อมูล ได้มากขึ้นและทันเวลาลดปัญหาความคลาดเคลื่อน และ Human error

จากผลการดำเนินโครงการในพื้นที่ sand box 5 โรงพยาบาล และพื้นที่ขยายผลการนำPlatform Social telecare ไปใข้เกิดบทเรียนการขับเคลื่อนงานสังคมสงเคราะห์ลงสู่ระบบบริการปฐมภูมิ ในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย นำข้อมูลมาใช้ออกแบบกิจกรรม บริการสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางได้แบบรายบุคคลและรายกลุ่ม ทำให้ข้อมูลมาถึงนักสังคมสงเคราะห์ก่อนตัวผู้ป่วย ติดตามได้หากตกหล่นระหว่างการมารับบริการ  การประเมินปัญหาใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐาน ผู้ป่วยได้รับการติดตามผลผ่านระบบ และรายงานทีมสหวิชาชีพทราบ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ การพิทักษ์สิทธิ การทำงานเสริมพลังครอบครัวผู้ป่วย สนับสนุนผู้ป่วยให้อยู่ในระบบการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาอุปสรรคในการรักษา  บุคลากรทางการแพทย์ลดความกังวลต่อการแก้ไขปัญหาครอบครัว หรือปัญหาทางสังคมอื่นๆ ของผู้ป่วย

ขณะเดียวกันการออกแบบบริการ Medical Social work clinic 5 ระบบ 40 บริการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือทางสังคมเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการ และยังสามารถเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูล API คือ A-Med Home ward และHos xp กับAI ที่จะจำแนกระดับปัญหาผู้ป่วยเชื่อมโยงบริการที่เกี่ยวข้องและระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยประเมินผลข้อมูลทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย มีทั้งการพัฒนาบุคลากรทีมงานพัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบโครงการย่อยพัฒนาสมรรถนะผู้ใช้งานนักสังคมสงเคราะห์กับทีมสุขภาพในโรงพยาบาล รวมไปถึงขั้นที่ 2 คือ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะเป็นแพลตฟอร์มกลาง Cloud, Data lake, AI และการบริหารจัดการ Server บูรณาการข้อมูลไร้รอยต่อเชื่อมข้อมูลผ่าน API Meta Data และ Data catalog ซึ่งต้องมีความปลอดภัยของข้อมูลและมาตรฐานเครื่องมือสามารถทดลองใช้งานจริงพื้นที่ขยายผลครอบคลุมทุกเขตสุขภาพและการผลักดันเชิงนโยบายควรส่งมอบเชื่อมโยง PST กับสำนักบริการสุขภาพดิจิทัลกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือ”Social [Tele]care จุดเปลี่ยนวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่ทีมนักเขียน ซึ่งประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์และเครือข่ายสหวิชาชีพ 31 คน  ได้รวบรวมบทเรียนและแนวทางการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์และทีมสหวิชาชีพหลายรุ่น ที่ร่วมเรียนรู้ใช่งานและพัฒนา Platform Social Telecare ก้าวข้ามยุค analog มาสู่ยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทย

กระบี่น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ“พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

จังหวัดกระบี่ จัดพิธีเนื่องในวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ 2 มีนาคม 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลา 09.09 น. นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะวางพานพุ่มและกล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร“พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” ยืนสงบนิ่ง 89 วินาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  เนื่องในวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2568 ซึ่งจังหวัดกระบี่ โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 45 กระบี่  จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย และทรงพระปรีชาสามารถด้านการช่าง รวมทั้งทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาฝีมือแรงงานของช่างไทย มีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการพลเรือน ตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ  เหล่ากาชาดจังหวัด แม่บ้านมหาดไทย ภาคเอกชน ร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมสุดมงคล (ชั้น 2) สำนักงานเทศบาลเมืองกระบี่ ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่

อนึ่ง ก่อนหน้านั้นจัดให้มีพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะของหน่วยงานต่าง ๆ  หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยะภาพด้านการช่างในสาขาต่าง ๆ ด้วย

“วันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ” ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่มีความพิเศษต่อช่างฝีมือแรงงานไทยทั่วประเทศ เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ให้วันที่ 2 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ  สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานแนะแนวอาชีพ และแข่งขันฝีมือแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ณ ลุมพินีสถาน

รวมถึงมีการถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” เพื่อเทิดพระเกียรติฯ ที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถทางการช่างและเป็นแบบอย่างและแรงใจต่อแรงงานไทยทุกคน

ปูพรมตรวจค้น 10 จุดกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าใกล้สถาบันศึกษายึดของกลางกว่า 3 พันชิ้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระดมกวาดล้างตรวจค้นจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ใกล้สถานศึกษา ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล 10 จุด ของกลางกว่า 3,000 ชิ้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร่วมกันจับกุม
1.) น.ส.วิชุดา ฯ     อายุ 27 ปี 2.) น.ส.วิวรรณธณี ฯ อายุ 23 ปี
3.) นายสันติภาพ ฯ อายุ 23 ปี 4.) น.ส.บุญนภิส ฯอายุ 29 ปี
5.) น.ส.กรวิภา ฯ อายุ 36 ปี 6.) น.ส.ชญาดา ฯ อายุ 24 ปี
7.) น.ส.ณภัคธิดา ฯ อายุ 29 ปี 8.) น.ส.จารุณี ฯ อายุ 44 ปี
9.) นายกีรศักดิ์ ฯ อายุ 26 ปี 10.) น.ส.สุกรรณิกา ฯ อายุ 38 ปี

สถานที่จับกุม
1.) ร้านบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กทม.
2.) ห้องแถวไม่ติดเลขที่ ตลาดรวมมาร์เก็ต ประชาอุทิศ 90 ต.คลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ
3.) บริเวณ ม.3 ต.คลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ 
4.) บริเวณ ซอยลาดพร้าว101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. 
5.) ร้านบริเวณแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.

6.) ร้านบริเวณโรงไม้ 110 ถ.เพชรเกษม แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 
7.) ร้านไม่มีชื่อ ซ.สะแกงาม 35/2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. 
8.) ห้องแถวไม่ติดเลขที่ ถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 
9.) ร้านบริเวณ ซอยรังสิต-นครนายก 18 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 
10) ห้องแถวไม่ติดเลขที่ ถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีนโยบาย ในการเร่งรัดปราบปรามจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเฝ้าระวัง เด็กและเยาวชนตามโรงเรียน สถานศึกษา หรือที่มีแหล่งข่าวว่ามีสถานที่พัก ลักลอบเก็บอุปกรณ์ สิ่งของ และนำออกไปจำหน่ายให้เด็ก เยาวชน นักศึกษา หรือใกล้สถานประกอบกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โดยการนำของ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์    รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ชัชวาล ชูชัยเจริญ ผกก.2 บก.ปอศ. สั่งชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ปอศ.กำหนดจุดเป้าหมายเพื่อระดมตรวจค้นจับกุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในเขตปริมณฑล ในจุดที่ใกล้เคียง สถานศึกษา และชุมชน โดยเป็นการป้องกันไม่ให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงการกวดขันการลักลอบจำหน่ายทางแพลตฟอร์มและสื่อออนไลน์ต่างๆ ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า ได้จำนวน 10 ราย พร้อมของกลางกว่า 3,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 300,000 บาท

ซึ่งการกระทำดังกล่าวผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง ตามมาตรา 246 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากนั้นนำตัว ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้มาเปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องด้วยเล็งเห็นว่าในปัจจุบันเป็นสินค้าที่มีความต้องการในกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ซึ่งนอกจากจะมีการจำหน่ายทางหน้าร้านแล้วยังมีการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพื่อเพิ่มให้ง่ายในการเข้าถึง

กกล.นเรศวรตรึงชายแดนตากเข้มข้นเมียนมาสู้รบหนักผู้อพยพทะลักหนีภัยสงคราม

ตาก-ชายแดนไทย-เมียนมา ยังระอุ  กกล.KNLA บุกโจมตีหนัก หวังยึดฐานทหารเมียนมา มีผู้อพยพทะลักข้ามแดนเพิ่มเป็น  545 คน ผบ.กกล.นเรศวร เข้าพื้นติดตามสถานการณ์

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 พล.ต.ไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร (กกล.นเรศวร) เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ เข้าไปติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่าง กองกำลังกะเหรี่ยง KNLA(กกล.KNLA ) ที่นำกำลังเข้าโจมตีทหารเมียนมา อย่างต่อเนื่องบริเวณฐานปูลูตู่ ห่างจากแนวชายแดนไทยเพียง800 เมตร อยู่ตรงข้าม บ.หนองบัว  ต.แม่อุสุ  อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

และฐานแจเปี่ยวโกง ห่างจากแนวชายแดนไทย 1.5 กม. อยู่ตรงข้ามบ้านแม่ลอ ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก  เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้กับพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมทั้งวางกำลังสกัดกั้น เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของ กกล.ติดอาวุธต่างชาติ

จากสถานการณ์การสู้รบส่งผลให้มี ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) จากประเทศเมียนมาข้ามมาฝั่งไทย จำนวน 545 คน ที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 
2.1 พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านหนองบัว ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก จำนวน 445 คน
 2.2 พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านแม่ลอ ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก จำนวน 100 คน

โดยมี จนท.ทหารจาก หน่วยเฉพาะกิจราชมนู(ฉก.ราชมนู ) หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 35.(ฉก.ทพ.35) กกล.นเรศวร ,ร่วมกับฝ่ายปกครอง อ.ท่าสองยาง ,จนท.ตร. ,จนท.ตชด. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

ทั้งนี้ ผบ.กกล.นเรศวร ได้มอบสิ่งของ อาหาร , เสื้อผ้า และเครื่องอุปโภค/บริโภค ให้กับหน่วยงานในการช่วยเหลือ ผภสม. รวมทั้งได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ในการช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) ตามหลักมนุษยธรรม

 ทหารไทยยังคง ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างความปลอดภัย และความอบอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน

พี่น้องชาวมุสลิมไทย-มาเลย์แห่ซื้อ “อินทผลัม”ที่ตลาดเบตง รับถือศีลอด

ยะลา – พี่น้องชาวมุสลิมทั้งชาวไทยและมาเลเซียแห่เลือกซื้อ “อินทผลัม” ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงอนรับช่วงเดือนรอมฎอน ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายคึกคัก

ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา มีประชาชนทั้งชาวไทยและมาเลเซีย ที่นับถือศาสนาอิสลามออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อเตรียมไว้ต้อนรับช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอด ที่จะเริ่มดูดวงจันทร์ในวันที่ 28 ก.พ.2568 หากเห็นดวงจันทร์ในวันที่ 1 มีนาคม จะเริ่มนับเข้าสู่เดือนรอมฎอน และหากไม่เห็นดวงจันทร์จะเลื่อนมาดูในวันที่ 2 มีนาคม และจะเข้าสู่เดือนรอมฎอนอย่างเป็นทางการ โดยสินค้าที่นิยมซื้อส่วนใหญ่เป็นจำพวกอาหารแห้ง โดยเฉพาะผลอินทผลัมอบแห้ง ผลไม้รับเดือนบวชเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

นายดือรอแม เปาะอามา พ่อค้า เปิดเผยว่า ช่วงนี้เริ่มขายของดีเพราะใกล้เข้าสู่เดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิมทั้งในพื้นที่และชาวมาเลเซียเลยทำให้ในช่วงนี้มีความคึกคักมาก โดยส่วนใหญ่คนจะมาเลือกซื้อผลอินทผลัมที่นำมาจำหน่าย โดยมีราคาตั้งแต่กล่องละ 40 บาท ไปจนถึงราคากล่องละ 90-100 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ ผลอินทผลัมที่นำมาขายจะมีรสชาติหวานน้อย โดยพี่น้องชาวมุสลิมจะไว้กินหลังละศีลอดเป็นอันดับแรกก่อนดื่มน้ำตาม และกินอาหารอย่างอื่น เนื่องจากตามหลักทางศาสนาอิสลามมีความเชื่อกันว่าเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากช่วยป้องกันโรคได้หลายชนิดแล้ว ยังแก้อ่อนเพลียระหว่างวันได้อีกด้วย

สำหรับอินทผาลัม ถือเป็นผลไม้ทรงคุณค่าแห่งเดือนรอมฏอน เนื่องจากมีความเชื่อเรื่องการเป็นผลไม้แห่งการประทานพรจากพระเจ้าที่กินแล้วเพิ่มพูนผลบุญได้แล้ว ยังเป็นผลไม้ที่เพิ่มพลังให้กับคนที่อดอาหารมาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตกดิน เพื่อให้มีกำลังลุกขึ้นไปปฏิบัติศาสนกิจในเดือนแห่งเกียรติยศนี้ได้เป็นอย่างดี โดยท่านนบีมูฮัมหมัดส่งเสริมให้ชาวมุสลิมละศีลอดด้วยการกินอินทผลัมกับ “หากผู้หนึ่งผู้ใดถือศีลอด ก็ขอให้เขาละศีลอดด้วยอินทผลัม แท้จริงน้ำเปล่านั้นทำให้สดชื่น”

ผัวหึงโหด ฆ่าปาดคออดีตเมียดับสยองคาบ้าน ก่อนปลิดชีพตัวเอง

หนุ่มหึงโหดฆ่าปาดคออดีตเมียเสียชีวิตคาบ้านพัก ก่อนปลิดชีพตัวเองตายตาม ลูกเล่านาทีพบศพแม่ ไม่ทันเห็นอีกศพ ยังตะโกนถาม ฆ่าแม่ทำไม

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 68 พ.ต.ท.สุรสิงห์ สุขมาก รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายภายในบ้านหลังหนึ่ง ม.5 ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วพร้อมด้วย ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี แพทย์เวร และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รีบไปทำการตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว มีเนื้อที่กว่า 50 ตารางวา ภายในห้องด้านขวาของบ้าน ซึ่งถูกล็อกจากด้านใน พบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย รายแรกนอนอยู่บนเตียงนอน ทราบชื่อ นางนงคราญ ไชยปัญญา อายุ 62 ปี พบบาดแผลบริเวณลำคอมีแผลเหวอะหวะ คล้ายกับถูกของมีคมปาด ข้างศพพบมีดปลายแหลมยาว 30 ซม. วางอยู่ อีกมุมของห้อง พบศพนายสวัสดิ์ มวลคำลา อายุ 65 ปี ปลิดชีพตัวเองด้วยการใช้เชือกผูกคอ

นายเจริญ ไชยปัญญา อายุ 44 ปี ลูกชายของนางนงคราญ เผยว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาตนไปปลุกแม่ เพื่อจะไหว้วานให้ไปรับลูกที่โรงเรียน แต่พยายามเคาะเรียกเท่าไรก็ไม่มีใครเปิดประตูให้ จึงตัดสินใจไปส่องหน้าต่างด้านข้างของบ้าน แทบช็อกเมื่อเห็นแม่นอนจมกองเลือด จึงรีบงัดบานกระจกหน้าต่างปีนเข้าไปตรวจสอบ ก็พบว่าแม่ถูกของมีคมปาดที่บริเวณลำคอ พร้อมทั้งหันไปตะโกนตำหนิพ่อเลี้ยงว่า ฆ่าแม่ทำไม แต่หันไปดูพบว่าเขาจบชีวิตไปแล้ว จึงรีบแจ้งตำรวจและกู้ภัยมาทำการช่วยเหลือ

นายเจริญ ยังเล่าอีกว่า แม่กับพ่อเลี้ยงคบหาและอยู่กินที่บ้านหลังนี้ได้ประมาณ 10 ปี และเพิ่งจะเลิกลาและแยกทางกันอยู่ ส่วนสาเหตุที่เลิกกันเพราะแม่ทนพฤติกรรมของพ่อเลี้ยงไม่ไหว ทั้งในเรื่องของการดื่มเหล้า และชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาท โดยพ่อเลี้ยงได้ย้ายไปอยู่บุรีรัมย์ได้ประมาณ 7-8 เดือน แต่พ่อเลี้ยงได้กลับมาที่บ้านได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ระหว่างที่กลับมาอยู่ด้วยกันทั้งคู่ได้มีปากเสียง ถึงขั้นพ่อเลี้ยงทุบโทรศัพท์แม่ และจับแม่ขังในห้องนอน จนกระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดดังกล่าว

ส่วนปมเหตุคาดว่าน่าจะมาจากปัญหาเรื่องของความหึงหวง รวมถึงเรื่องเงินที่แม่ต้องการให้พ่อขายที่ดินในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อนำเงินมาทำธุรกิจ

เบื้องต้นตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดรวมถึงเก็บหลักฐาน โดยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า นายสวัสดิ์ มวลคำลา น่าจะมีอาการเครียดเรื่องปัญหาส่วนตัวระหว่างตนกับภรรยา ซึ่งจากแนวทางการสอบสวนทราบว่า ฝ่ายหญิงต้องการให้ฝ่ายชายขายที่ดินแล้วนำเงินมาลงทุน ก่อนจะมีปากเสียงกันถึงขั้นก่อเหตุสลด อย่างไรก็ตามตำรวจจะเร่งสอบปากคำญาติๆ และกลุ่มลูกๆ ของผู้ตายทั้งสองคน เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ปทส.บุกจับ “อดีตสามี” นางแบบดัง ซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยงบนพื้นที่เกือบ 100 ไร่

“ปทส.” บุกจับ “อดีตสามี” ยู่ยี่ อลิสา ครอบครองสัตว์ป่าหลายชนิด สารภาพซื้อมาเลี้ยงเล่น ถูกจับเพราะชอบโพสต์อวดในโซเชียล

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 68 พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา รอง ผบก.ปทส. พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. ร่วมกับตำรวจตรวจค้นเข้าเมือง เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ฝ่ายปกครองอำเภอเลาขวัญ จ.กาญจนบุรี นำหมายศาลจังหวัดกาญจนบุรี เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ต.เลาขวัญ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี หลังได้รับร้องเรียนว่าลักลอบเลี้ยงสัตว์ป่าคุ้มครองไว้หลายชนิด รวมถึงสัตว์เลี้ยงหายากที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

จากการตรวจสอบพบบ้านหลังดังกล่าว ตั้งอยู่ในพื้นที่ 98 ไร่ ภายในพบกรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิด เช่น จิงโจ้, นกกระจอกเทศ, กวาง, ม้าแคระ, ควายแคระ, วัวแคระ, แพะแคระ, แกะ, หมูป่า, ชะมด, เต่าซูลคาต้า, หนูคาปิบาร่า, นกอีมู, นกยูงสายพันธุ์ต่างประเทศ, งูเหลือมปากเป็ด มากกว่า 50 ตัว

จากการสอบสวน นายฟรานซิสโก คูเอสต้า อายุ 54 ปี เจ้าของบ้าน ให้การยอมรับว่าสัตว์ต่างๆ ที่พบเป็นของตนซื้อไว้เอามาเลี้ยงเล่นภายในไร่ ส่วนที่ดินทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกชายที่เกิดกับอดีตนางแบบดัง “ยู่ยี่ อลิสา อินทุสมิต” มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ที่ผ่านมาเคยถ่ายรูปคู่กับสัตว์ต่างๆ แล้วนำโพสต์ใน Facebook และช่อง YouTube ของตน จนทำให้ถูกผู้อื่นร้องเรียนดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา ในความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 คือ “มีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่ง สภ.เลาขวัญ ดำเนินการ พร้อมกับให้นำหลักฐานครอบครองสัตว์ทุกชนิดที่พบมาแสดงด้วย หากพบความผิดก็จะถูกดำเนินเพิ่มอีกด้วย.