“วิลสัน” โปรออสซี่แรงปลาย คว้าแชมป์เปิดซีซั่น “สิงห์-ทีดีที” สนามเขื่อนอุบลรัตน์

ปีเตอร์ วิลสัน นักกอล์ฟวัย 47 ปีจากออสเตรเลีย จบสกอร์รอบสุดท้ายอีก 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสามวัน 7 อันเดอร์พาร์ 209 ทิ้งอันดับสอง 3 สโตรก คว้าแชมป์แมตช์เปิดฤดูกาลไทยแลนด์ ดีเวลลอปเมนต์ทัวร์ 2025 รายการ “สิงห์-เอสเอที ขอนแก่น 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท ณ สนามกอล์ฟเขื่อนอุบลรัตน์ ระยะ 6,691 หลา พาร์ 72 จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 

สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพ ไทยแลนด์ ดีเวลลอปเมนต์ ทัวร์ รายการ “สิงห์-เอสเอที ทีดีที ขอนแก่น 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท ณ เขื่อนอุบลรัตน์ กอล์ฟ คอร์ส จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2568 โดยการสนับสนุนจาก สิงห์ คอร์ปอเรชั่น, การกีฬาแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ, บีจีเอฟ และผู้ร่วมสนับสนุน น้ำดื่มสิงห์, เลอบอร์น และ อะเบ้าท์ กราส แข่งขันแบบสโตรกเพลย์ 54 หลุม

การแข่งขันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ปีเตอร์ วิลสัน นักกอล์ฟจากออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มวันด้วยการตามหลัง ธนกร ทิพยจันทร์ ผู้นำหลังจบรอบสอง 4 สโตรก เปิดหัวด้วยการเสียโบกี้ที่หลุม 2 จากนั้นแก้ตัวด้วยการเก็บคืน 6 เบอร์ดี้ ก่อนจบรอบสุดท้าย 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสามวันแซงคว้าแชมป์ไปครองด้วยสกอร์รวม 7 อันเดอร์พาร์ 209 รับเงินรางวัลไปครอง 100,000 บาท

ทางด้าน ธนกร ทิพย์จันทร์ แชมป์ทีดีที 3 รายการวัย 35 ปีจากกรุงเทพฯ มาฟอร์มหลุดในรอบสุดท้าย แม้ได้มา 4 เบอร์ดี้ แต่เสียคืนไป 3 โบกี้กับ 1 ดับเบิ้ลโบกี้ ก่อนจบวัน 2 โอเวอร์พาร์ 74 รวมสามวันจบอันดับสองด้วยสกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์ 212 ดีกว่า ปวัน เพชรอยู่ (71) ที่จบการแข่งขันในอันดับสาม 1 สโตรก

รายการต่อไปของสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย เตรียมจัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพ ไทยแลนด์ ดีเวลลอปเมนต์ ทัวร์ รายการ “สิงห์-เอสเอที เขาใหญ่ 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม 2568 ณ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา

สรุปผลทีดีที ขอนแก่น 2025 (สนามพาร์ 72)
209  ปีเตอร์ วิลสัน (ออสเตรเลีย) 68-74-67
212  ธนกร ทิพยจันทร์ 68-70-74
213  ปวัน เพชรอยู่ 70-72-71
214  วริศ บุญรอด 72-71-71
215  ปีเตอร์ ชีเรียน (อินเดีย) 74-70-71, รัชชากร เพชรจอม 74-68-73 , ภานุวัฒน์ บุลสมบัติ 69-73-73, ยศกร สุโภภาค 69-73-73
217  อานน ว่องวานิช 74-74-69, ณัฐดนัย เนื่องจากนิล 73-71-73, สุพคม มีสม 68-76-73

ศาลพิพากษา “แก๊งซิ่งรถแข่งบนมอเตอร์เวย์” กักขัง 2 เดือน ริบรถของกลางทั้งหมด

ศาลพิพากษา แก๊งซิ่งรถแข่งบนมอเตอร์เวย์ ชนระนาว 13 คัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนดคนละ 2 เดือน ที่เรือนจำกลางชลบุรี และริบรถของกลางทั้งหมด

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 68 มีรายงานว่า จากกรณีปรากฏคลิปวิดีโอซึ่งแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 68 ที่ผ่านมา มีกลุ่มรถยนต์แต่งซิ่ง ขับแข่งกันบนถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) ด้วยความเร็วสูง และประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันจำนวน 13 คัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของท้องที่เกิดเหตุและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ในลักษณะอุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อความเสียหายให้เกิดความหวาดกลัวแก่ประชาชนในวงกว้าง

ต่อมา สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล.) ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 91+700 (มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร) ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เวลาประมาณ 02.20 น. วันที่ 16 ก.พ. 68

โดยพนักงานสอบสวน ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ทราบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด 12 คน ได้ขับรถมาด้วยความคึกคะนอง ด้วยความเร็วสูงประมาณ 130-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในลักษณะฉวัดเฉวียน แซงซ้ายขวา เปลี่ยนช่องเดินรถตลอดเวลา

ศาลพิพากษา "แก๊งซิ่งรถแข่งบนมอเตอร์เวย์" กักขัง 2 เดือน ริบรถของกลางทั้งหมด

ขณะเดียวกันยังขับกระจายกันเต็มพื้นที่ผิวถนนทุกช่องเดินรถ บ้างประกบซ้ายขวาของรถยนต์คันอื่นที่ขับมาตามปกติ และแซงขึ้นหน้าในระยะและทิศทางที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อันเป็นการขับรถโดยประมาทและน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และเป็นการขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น และไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ย่อมทำให้ผู้ใช้ถนนร่วมกับกลุ่มผู้ก่อเหตุเกรงกลัวต่อความปลอดภัย เป็นระยะทางต่อเนื่องกันไปกว่า 10 กิโลเมตร

เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถของผู้ก่อเหตุ 1 คน ได้เฉี่ยวชนกับผู้ใช้ทางอื่นเสียหลักและหมุนไม่เป็นทิศทางขวางช่องเดินรถ และผู้ก่อเหตุคนอื่นซึ่งขับรถมาด้วยความเร็วสูงไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน เป็นเหตุให้รถทั้งหมด 13 คัน เป็นการขับรถในลักษณะรวมกลุ่มแข่งรถกันในทาง โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ศาลพิพากษา "แก๊งซิ่งรถแข่งบนมอเตอร์เวย์" กักขัง 2 เดือน ริบรถของกลางทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในชั้นสอบสวนกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 12 คน ให้การรับสารภาพในความผิดฐาน “ร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงาน, ขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น และไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น, ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด”

จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 12 คน ไปยังพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ซึ่งพนักงานอัยการขอให้ศาลลงโทษกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43(5), และ 43(8), 134 วรรคสอง, 158/1, 160 ทวิ, 160 เบญจ (2) พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ (ฉบับที่ 13) มาตรา 5, 9, 28, 30, 34 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83 และขอริบรถยนต์ จำนวน 12 คันของกลาง เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมดตามกฎหมาย

ศาลพิพากษา "แก๊งซิ่งรถแข่งบนมอเตอร์เวย์" กักขัง 2 เดือน ริบรถของกลางทั้งหมด

ล่าสุดวันนี้ (20 ก.พ. 68) ศาลแขวงชลบุรี ได้พิพากษากลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด โดยพิพากษาจำคุกคนละ 2 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนดคนละ 2 เดือน ที่เรือนจำกลางชลบุรี และริบรถของกลางทั้งหมด

ต่างชาติแห่เที่ยวญี่ปุ่นเดือนม.ค.จำนวน 3.7 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติของญี่ปุ่นเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นเป็น 3.78 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่อเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ช่วงเดือนมกราคม อยู่ที่ 3.78 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวน 3.48 ล้านคนในเดือนธันวาคม และถือเป็นยอดรวมรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน

ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปีอยู่ที่ 980,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า2 เท่าจากปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวนประมาณ 967,000 คน ขณะที่กว่า 593,000 คนมาจากไต้หวัน และมากกว่า 243,000 คนมาจากฮ่องกง

ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ และประเทศแถบยุโรปหลายแห่งเดินทางเยือนญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุของสายการบินในเกาหลีใต้เมื่อไม่นานนี้ และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเยือนจุดหมายแห่งอื่นๆ ในเอเชียอาจเป็นปัจจัยผลักดันนักท่องเที่ยวชาวจีนเลือกเดินทางเยือนญี่ปุ่น

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยว 60 ล้านคนต่อปี และสร้างการใช้จ่ายเงิน 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573 โดยประเทศ ขณะที่การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนหลังการระบาดของโควิด-19 เป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ตัวเลขล่าสุดได้สร้างสถิติใหม่ในเดือนมกราคม.

เตรียมยุบพรรคฝ่ายประชาธิปไตยฮ่องกง หลังโดนจีนปราบปรามหนัก

ผู้นำพรรคประชาธิปไตยของฮ่องกงได้ประกาศแผนการยุบพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด หลังถูกทางการจีนปราบปรามอย่างหนัก

ผู้นำพรรคประชาธิปไตยของฮ่องกงได้ประกาศแผนการยุบพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด หลังถูกทางการจีนปราบปรามอย่างหนัก นายโล คิน-เฮย ประธานพรรคกล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ สมาชิกพรรคจะลงคะแนนเสียงในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะยุบพรรคที่มีอายุ 31 ปีหรือไม่

พรรคประชาธิปไตยพยายามต่อสู้เพื่อความอยู่รอด หลังจากที่จีนเคลื่อนไหวเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างฮ่องกงหลังจากเหตุประท้วงในปี 2019 ขณะที่รัฐบาลจีนและฮ่องกงโต้แย้งว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ โดยทางการจีนได้ยกเครื่องระบบการเลือกตั้งของฮ่องกงอดีตอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปราม

กฎหมาย “ผู้รักชาติ” ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลฮ่องกงในปี 2021 ซึ่งรับรองว่าเฉพาะคนที่ถือว่าภักดีต่อระบอบคอมมิวนิสต์ในจีนเท่านั้นที่สามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นได้ กฎหมายนี้สั่งห้ามพรรคประชาธิปไตยเข้าร่วมในการเลือกตั้ง

สมาชิกพรรคประชาธิปไตยหลายคน รวมถึงบุคคลสำคัญที่สนับสนุนประชาธิปไตยอย่างเฮเลน่า หว่อง, ลัม เฉิงติง, หวู่ จี้ไหว และอัลเบิร์ต โฮ อยู่ในกลุ่มนักเคลื่อนไหว ที่มีชื่อว่า “ฮ่องกง 47” ที่ถูกจำคุกภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

สมาชิกอีกคนคือ นายเท็ด ฮุย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย และถูกทางการฮ่องกงตามล่าตัวในข้อหาละเมิดความมั่นคงของชาติ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ศาลได้ออกคำสั่งยึดทรัพย์สินและเงินของเขาในฮ่องกง ซึ่งครอบครัวของเขาและบริษัทกฎหมายถือครองอยู่

กาตาร์ลุกเป็นไฟ! “โจชัว” รวบบัลลังก์ MMA รุ่นสตรอว์เวต,”แฮ็กเกอร์ตี” รั้งเข็มขัดคิกบ็อกซิ่งสำเร็จ

รูดม่านปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับศึก ONE 171 ที่ระเบิดความมันสู่สายตาแฟนกีฬาการต่อสู้ใน 195 ประเทศทั่วโลก เมื่อค่ำคืนวันพฤหัสบดี ที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ สังเวียน ลูเซล สปอร์ตส์ อารีนา ประเทศกาตาร์ โดยผลปรากฏว่า “โจชัว พาซิโอ” เอาชนะทีเคโอ “จาร์เร็ด บรูกส์” ขึ้นแท่นเป็นเจ้าบัลลังก์ ONE MMA รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.) ตัวจริงเพียงหนึ่งเดียวอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่ “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี” เกาะบัลลังก์ ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

คู่เอกเป็นการเปิดศึกไตรภาคเพื่อเฟ้นหาเจ้าบัลลังก์เพียงหนึ่งเดียว ระหว่าง “โจชัว พาซิโอ” แชมป์โลก ONE MMA รุ่นสตรอว์เวต จากฟิลิปปินส์ พบกับ “จาร์เร็ด บรูกส์” เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกเฉพาะกาล จากสหรัฐอเมริกา โดยผลปรากฏว่าเป็นทางด้าน “โจชัว” ที่ระเบิดฟอร์มขั้นเทพ พลิกสถานการณ์จากตกเป็นรองในยกแรก กลับมาเร่งเครื่องทุบชนะทีเคโอไปได้ในยกที่ 2 นั่งแท่นราชันของรุ่นนี้เพียงหนึ่งเดียวโดยไม่มีข้อโต้แย้ง พร้อมพิชิตโบนัส 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.7 ล้านบาท) ติดมือกลับบ้านไปด้วย

ส่วนคู่รอง “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี” แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต จากเกาะอังกฤษ ขึ้นทำหน้าที่ป้องกันบัลลังก์คิกบ็อกซิ่งครั้งแรก พบกับผู้ท้าชิงเบอร์ 1 ของแรงกิง อย่าง “เว่ย รุย” ตำนานนักสู้จากประเทศจีน ซึ่งภาพรวมเกมการชกตลอด 5 ยกออกมาสนุกสุดมันสมการรอคอย ต่างฝ่ายต่างออกอาวุธใส่กันไม่มีหยุด ก่อนสุดท้ายจะเป็น “แฮ็กเกอร์ตี” ที่เข้าทำได้น้ำได้เนื้อกว่า เป็นฝ่ายชนะไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ ป้องเข็มขัดคิกบ็อกซิ่งครั้งแรกเอาไว้ได้ พร้อมหยุดสถิติไร้พ่ายกว่า 7 ปีของ “เว่ย รุย” ได้อีกด้วย

โดยในศึกนี้ มีนักกีฬา 5 คน ที่ระเบิดฟอร์มโดนใจบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” คว้าเงินรางวัลคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.7 ล้านบาท) ได้แก่ “เคด รูโทโล”, “อายากะ มิอูระ”, “ชามิล เออร์โดกัน”, “โรแบร์โต โซลดิก” และ “โจชัว พาซิโอ” รวมยอดเกือบ 8.5 ล้านบาท (แปดล้านห้าแสนบาท) ในอีเวนต์เดียว 

สรุปการแข่งขันทุกคู่ศึก ONE 171
คู่เอก โจชัว พาซิโอ ชนะทีเคโอ จาร์เร็ด บรูกส์ นาทีที่ 4:22 ของยก 2 (ชิงแชมป์โลก ONE MMA รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
คู่รอง โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี ชนะคะแนนเอกฉันท์ เว่ย รุย (ชิงแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)
โรแบร์โต โซลดิก ชนะน็อก ดากี อาร์สลานาลิเอฟ นาทีที่ 1:55 ของยกแรก (MMA รุ่นเวลเตอร์เวต 170-185 ป.)
ชามิล เออร์โดกัน ชนะน็อก ออง ลา เอ็น ซาง นาทีที่ 0:28 ของยกแรก (MMA แคตช์เวต 210 ป.)
ชามิล กาซานอฟ ชนะคะแนนเอกฉันท์ มาร์ติน เหงียน (MMA รุ่นเฟเธอร์เวต 145-155 ป.)

บิเบียโน เฟอร์นานเดส ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ เควิน เบลิงกอน (MMA รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)
คิริลล์ กรีเชนโก ชนะทีเคโอ มาวโร เซริลลี นาทีที่ 3:28 ของยกแรก (MMA รุ่นเฮฟวีเวต 225-265 ป.)
เจก พีค็อก ชนะทีเคโอ ชินจิ ซูซูกิ นาทีที่ 1:29 ของยก 3 (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)
อายากะ มิอูระ ชนะซับมิชชัน ริตู โฟกาต นาทีที่ 2:24 ของยกแรก (MMA รุ่นอะตอมเวต 105-115 ป.)
เคด รูโทโล ชนะซับมิชชัน นิโคลัส วินญา นาทีที่ 3:04 ของยกแรก (MMA แคตช์เวต 175 ป.)

คู่นำเข้ารายการ

ซาเยด อัลคาทีริ ชนะซับมิชชัน โมฮัมหมัด อาบูรูมูห์ นาทีที่ 2:21 ของยกแรก (ปล้ำจับล็อก ไม่จำกัดน้ำหนัก)
อับดุลลอ โคดชาเยฟ ชนะทีเคโอ วิเลียน โปเลส นาทีที่ 4:56 ของยกแรก (MMA รุ่นไลต์เวต 155-170 ป.)
ฮุสเซน ซาเลม ชนะน็อก วอลเตอร์ ค็อกลีอันโดร นาทีที่ 2:25 ของยกแรก (MMA รุ่นเฟเธอร์เวต 145-155 ป.)

แล้งมาเร็ว!แม่น้ำมูลสายหลักเริ่มวิกฤติแห้งขอดทำ 3 หมู่บ้านเสี่ยงขาดน้ำใช้อุปโภค-บริโภค

DCIM\100MEDIA\DJI_0373.JPG

นครราชสีมา-แม่น้ำมูลสายหลักหล่อเลี้ยงประชาชนชาวโคราชเริ่มแห้งขอดทำ 3 หมู่บ้านเสี่ยงสูงขาดน้ำใช้ช่วงหน้าแล้ง

สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา เริ่มแห้งลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปริมาณน้ำในลำน้ำมูล ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะปริมาณน้ำภายในลำน้ำมูลในเขตพื้นที่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่าปริมาณน้ำแห้งลงอย่างรวดเร็ว เริ่มส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่

โดยเฉพาะ ตำบลสัมฤทธิ์  4 หมู่บ้านที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใช้ หลังลำน้ำมูลแห้งขอดจนสันดอนดินทรายโผล่ขึ้นมาเป็นบางช่วง และ บางจุด ชาวบ้านสามารถเดินข้ามไปมาได้ ได้แก่ บ้านสินสมบูรณ์ หมู่ที่ 10 บ้านพุทรา หมู่ที่ 6 บ้านซึมพัฒนาหมู่ที่ 14 และ บ้านซึม หมู่ที่ 5 ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย พบว่าปริมาณน้ำมูลที่ชาวบ้านได้ใช้สูบน้ำมาผลิตน้ำประปาเริ่มแห้งขอด ชาวบ้านเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำใช้ อุปโภค บริโภค ในช่วงฤดูแล้วนี้อย่างแน่นอน

นาย ธวัชชัย นิยมไร่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสัมฤทธิ์ พร้อมด้วย ผอ.กองช่าง ได้ลงพื้นที่สำรวจ ปริมาณน้ำในลำน้ำมูล เพื่อเตรียมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำใช้ในการผลิตน้ำประปาให้กับประชาชนในพื้นที่.

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

แม่ค้าไก่ทอด-กล้วยทอด โอดน้ำมันปาล์มแพงดันต้นทุนพุ่ง กำไรหดหาย

ยะลา-ร้านข้าวไก่ทอด กล้วยทอด  ยังคงขายราคาเดิมแม้ราคาน้ำมันปาล์มจะปรับขึ้นเท่าตัว ทางร้านยังคงขายราคาเดิมหวั่นลูกค้าหายเพราะประชาชนมีรายได้ลดลง แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นกำไรน้อยลง

นางปราณี แซ่ฉ่าง วัย 60 ปี เจ้าของร้านข้าวไก่ทอดเจ๊ณี ตั้งอยู่ปากซอยสมันตรัฐ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ร้านไก่ทอดรสเด็ดราคาถูก ขวัญใจชาวเบตงและชาวมาเลเซีย ที่ยังคงขายราคาเดิม ข้าวเหนียวห่อละ 10 บาท ส่วนไก่ทอดราคาเริ่มต้นที่ 15 บาท และ 70 บาทเท่านั้น โดยนางปราณี แซ่ฉ่าง หรือเจ๊ณี เผยว่า ช่วงนี้ราคาน้ำมันปาล์มปรับราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทอดไก่และมีความจำเป็นต้องใช้จำนวนมากต่อวัน เนื่องจากต้องใช้กระทะทอดไก่สดและเครื่องใน 2 กระทะ และต้องใส่น้ำมันเกือบเต็มกระทะ

โดยใช้น้ำมันปาล์มของไทยไม่ได้ใช้น้ำมันปาล์มถุงจากมาเลเซียถึงแม้ว่าจะราคาถูกกว่า  เพราะคุณภาพน้ำมันปาล์มของไทยมีคุณภาพดีกว่าไม่มีกลิ่นหืน เพราะส่วนมากมีการเติมสารกันหืนจากโรงงานน้ำมันปาล์ม จึงใช้แต่น้ำมันปาล์มของไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มของไทยมีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัว ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ที่ร้านยังคงยืนยันที่จะขายราคาเดิมโดยไม่มีการขึ้นราคาแต่อย่างใด เพื่อลูกค้าที่มาอุดหนุนด้วยดีเสมอมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี โดยไม่ฉวยโอกาสปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด ลูกค้าก็ยังคงเดิมไม่มีลดลง ขายหมดไม่มีเหลือทุกวันแต่หากขึ้นราคาคิดว่าลูกค้าต้องลดลงแน่นอนเพราะช่วงนี้เศรษฐกิจแย่ประชาชนมีรายได้ลดลง

ขณะที่ร้านขายกล้วยทอด มันทอด ฟักทองทอด ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ของ นางรจนา บุญประกอบ แม่ค้ากล้วยทอด เผยว่า หลังน้ำมันปาล์มปรับราคาขึ้น แต่กล้วยทอดที่ร้านยังไม่ได้ปรับราคาขึ้นยังคงขายราคาเดิม 6 ชิ้น 20 บาท ทุกอย่างที่ขาย นอกจากน้ำมันปาล์มปรับราคาแล้ว มะพร้าวที่เป็นส่วนประกอบในการทำกล้วยทอดก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดยกะทิสดก่อนหน้านี้ กก.ละ 60 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 90 บาท ต่อ กก. นอกจากนี้ ยังมีแป้งทอดกรอบก่อนหน้านี้ถุง 500 กรัม ราคา 30 บาท ปรับขึ้นเป็น 35 บาท

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

เตรียมจัดยิ่งใหญ่ประเพณีสู่ขวัญข้าวชาวไทยทรงดำ บ้านวังพิกุล เมืองพิษณุโลก 1-2 มี.ค.นี้

พิษณุโลก –ชาวไทยทรงดำในพื้นที่ ต.วังพิกุล อ.วังทอง พร้อมใจมาร่วมกันตกแต่งปราสาทรวงข้าว ตามประเพณีสู่ขวัญข้าว ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่  1-2 มีนาคม นี้

นางพีรกานต์ ทองเชื้อ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังพิกุล พร้อมด้วยชาวบ้านบ้านวังพิกุล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทรงดำ ได้มาร่วมกันช่วยกันคัดแยกตัดแต่งต้นข้าว ให้เหลือเพียงรวงข้าว ก่อนจะมัดตกแต่งตามโครงปราสาทที่ทำจากไม้ไผ่ให้เกิดความสวยงาม เป็นการฟื้นฟูขนบธรรมเนียม ประเพณีสู่ขวัญข้าว ของชาวไทยทรงดำ ตำบลวังพิกุล ที่จัดขึ้นในงานประเพณีสู่ขวัญขวัญ และงานชาวไทยทรงดำ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่  1-2 มี.ค.2568 โดยในวันที่  1 มี.ค. จะเป็นงานประเพณีสู่ขวัญข้าว และวันที่  2 มี.ค.จะเป็นการจัดงานไทยทรงดำ ที่บริเวณลานกิจกรรม องค์การบริหารส่วนตำบลวังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

โดยผู้สูงอายุที่เป็นชาวไทยทรงดำ ในตำบลวังพิกุล ได้เล่าวว่า ประเพณีสู่ขวัญข้าว เป็นประเพณีที่สำคัญของชุมชน ขึ้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่มีพื้นเพเป็นชาวไทยทรงดำและชาวอีสานที่ย้ายถิ่นฐาน มาทำกิน ในพื้นที่ ต.วังพิกุล ปัจจุบันมีถึง 15 หมู่บ้าน จึงมีมติที่จะสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว เนื่องจากปัจจุบันไม่มีการขอขมาพระแม่โพสพ หลังเก็บเกี่ยวข้าวเหมือนในอดีต ปัจจุบันใช้รถเกี่ยวลงเกี่ยวแล้วก็เผานา ทำให้คนรุ่นใหม่ลืมที่จะขอขมาพระแม่โพสพตามความศรัทธาของคนไทยที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเชื่อว่าเมื่อทำแล้วจะเกิดความเป็นสิริมงคล

ด้านนางพีรกานต์ ทองเชื้อ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังพิกุล กล่าวว่า ชาวไทยทรงดำ ส่วนใหญ่จะมีพื้นเพมาจากเวียดนาม และมาตั้งถิ่นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งในพื้นที่ ต.วังพิกุล มีชาวไทยทรงดำ ถึง 15 หมู่บ้าน   วิถีตั้งเดิมของชาวนาตำบลวังพิกุลไม่แตกต่างจากชาวนาอื่นทั่วไปแต่มีการดำเนินชีวิตโดยพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก จึงมีความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ และแสดงความ การทำขวัญข้าวเป็นการแสดง ความอบน้อมต่อแม่โพสพ เพื่อให้ดลบันดาลให้พืชพรรณ ที่เพาะปลูกมีความอุดมสมบูรณ์ แม่โพสพเป็นเทวีแห่งข้าว พิธีทำขวัญหรือรับขวัญข้าวทำตามควานเชื่อ

และความศรัทธาที่มีต่อพระแม่โพสพ เพื่อขอบคุณพระแม่โพสพ ที่ดูแลให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ชาวนา เชื่อกันว่าเมื่อทำพิธีนี้แล้ว แม่โพสพจะช่วยคุ้มครองข้าวในนาให้มีผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ในการทำนาครั้งต่อไป สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวนา ว่าข้าวในนาจะปราศจากโรคภัยธรรมชาติ และจะไม่มีแมลงศัตรูพืชต่างๆ เข้ามาทำร้ายต้นกล้าในนาข้าว จึงขอเชิญชวนประชาชน หรือ ชาวไทยทรงดำ มาร่วมงานในวันดังกล่าว

ตำรวจบุกช่วยเหยื่อแก๊งคอลฯ โดนหลอกโอนเงิน 5 แสน ถูกกักขังในโรงแรม

สืบ สน.วังทองหลาง สืบ 4 สืบนครบาล บุกช่วยชายเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจ โดนหลอกให้เปิดโรงแรม ให้ตัดขาดโลกภายนอก ขู่ห้ามบอกญาติ-ตำรวจ สูญเงิน 5 แสนบาท

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ ผบก.น.4 พ.ต.อ.นิภพล สุขนิยม รอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง พ.ต.อ.ธัญญพัทธ์ บุญสุข ผกก.กก.สส.บก.น.4 และ พ.ต.อ.วิชิต ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น.ดำเนินการช่วยเหลือเหยื่อถูกแก๊งคอลเซนเตอร์ หลอกให้ออกจากหอพักมาเปิดโรงแรมใกล้ๆ ให้ตัดขาดโลกภายนอก อยู่ในสภาพบังคับไม่ให้บอกใคร สูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท

พล.ต.ต.โชติวัฒน์ กล่าวว่า คดีนี้ได้รับรายงานจาก สน.วังทองหลาง มีกลุ่มคนร้ายขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ ได้โทรศัพท์มาหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินจำนวน 5 แสนบาท และยังหลอกให้มาเปิดโรงแรมห้ามติดต่อญาติ เมื่อได้รับรายงานไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงสั่งการให้ชุดสืบสวน สน.วังทองหลาง สืบสวน บก.น.4 และ บก.สส. บช.น.ลงพื้นที่ตรวจสอบพิสูจน์กรณีดังกล่าวทุกมิติ จากนั้นได้ข้อมูลเบาะแสจึงได้เข้าช่วยเหลือเหยื่อทันที

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบ นายโช (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย อยู่ที่ห้องพักในโรงแรมย่านลาดพร้าว ระหว่างที่เข้าไปช่วยเหลือปรากฏว่า พบผู้เสียหายโทรศัพท์กำลังสนทนาทางไลน์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยคุยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 17 ชม. ปลายสายอ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.แม่โจ้ หลอกให้ทำอะไรต่างๆ โดยไม่ให้เหยื่อติดต่อญาติเด็ดขาด ไม่ให้แจ้งความตำรวจ จึงได้เข้าช่วยเหลือไว้ได้ ขณะนี้นำตัวมาที่ สน.วังทองหลาง และได้พบกับพ่อแม่อย่างปลอดภัยแล้ว.

บุกรวบพ่อค้าบุหรี่ไฟฟ้า-น้ำท่อม ทำ ป.6 ปอดหาย เปิดขายโจ๋งครึ่มหน้าโรงเรียน

บุรีรัมย์-เด็กหญิงชั้น ป.6 วัย 12 ปี ที่ถูกหามส่งโรงพยาบาล และพบว่าปอดหายเกือบทั้งหมด เนื่องจากสูบบุหรี่ไฟฟ้า-ดื่มน้ำท่อมมานาน 2 ปี อาการยังไม่ดีขึ้น ล่าสุดตำรวจตามจับคนขายน้ำกระท่อมและบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้ว ที่แท้เปิดร้านขายโจ๋งครึ่มอยู่หน้าโรงเรียน ชาวบ้านงงเปิดขาย 2 ปี ทำไมคุณครูไม่รู้

จากกรณีเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี เด็กนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งใน ต.ดอนมนต์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ถูกครูในโรงเรียนนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการอาเจียนไม่มีแรงและหายใจเหนื่อยหอบ

จนกระทั่งต่อมาแพทย์ระบุเด็กปอดหายไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการซักประวัติเด็กหญิง 12 ปี ทราบว่าสูบมาตั้งแต่ชั้น ป.4 หรืออายุ 10 ปี เท่ากับเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้วประมาณ 2 ปี

หลังตกเป็นข่าว พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ เร่งติดตามแหล่งที่มาของการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำกระท่อม

จนกระทั่งต่อมา พ.ต.อ.ยุทธนา ไตรทิพย์ ผกก.สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ทำการสืบสวนจนกระทั่งทราบว่าแหล่งที่จำหน่ายน้ำกระท่อมและบุหรี่ไฟฟ้า จำหน่ายอยู่ที่หน้าโรงเรียนของเด็กนักเรียนที่ป่วย

จนนำมาสู่การตรวจค้นและจับกุมนางสาวเหลา (สงวนนามสกุล) อายุ 84 ปี, ชาว ต.ดอนมนต์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ และนายดาราวิทย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ชาว ต.ดอนมนต์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลานชายนางสาวเหลา พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 3 เครื่อง, น้ำต้มใบกระท่อมปรุงรสชาติ จำนวน 41 ขวด, ยาแก้ไอจำนวน 2 ขวด และอาวุธปืนแก๊สแบบไทยประดิษฐ์อีกจำนวน 1 กระบอก จับกุมได้ที่ห้องเช่าตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่

ที่แท้ขายโจ๋งครึ่มอยู่หน้าโรงเรียน จับแล้วพ่อค้าบุหรี่ไฟฟ้า-น้ำท่อม ทำ ป.6 ปอดหาย

โดยทั้งสองรับสารภาพว่ามาเช่าห้องเพื่อขายน้ำกระท่อมและบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเด็กนักเรียนและวัยรุ่นในหมู่บ้านนี้จริง โดยไม่เลือกอายุ โดยสั่งบุหรี่ไฟฟ้ามาทางอินเทอร์เน็ต แล้วเอาไปโพสต์ขายในกลุ่มลับ จนวัยรุ่นในแถบนี้รู้จักกันดี

ผู้สื่อข่าวสอบถามชาวบ้านและวัยรุ่นในหมู่บ้านทราบว่า บริเวณหน้าโรงเรียนมีคนมาเปิดร้านขายน้ำกระท่อมและบุหรี่ไฟฟ้ามานานกว่า 2 ปีแล้ว มีทั้งวัยรุ่นและนักเรียนในโรงเรียนมาซื้อกันเป็นประจำ

ทั้งนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายคนยังงงว่ามีร้านขายน้ำกระท่อมและบุหรี่ไฟฟ้ามาเปิดในพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงเรียนมานานกว่า 2 ปี แล้วชาวบ้านรู้กันหมด แต่ทำไมครูในโรงเรียนถึงไม่รู้ ทั้งที่มีการจำหน่ายอยู่หน้าโรงเรียน

โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ร.ต.อ.มานิตย์ ศิริเวช รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.สตึก ได้ตั้งข้อหา โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายน้ำต้มใบกระท่อมซึ่งเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า ขาย, ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป.