ฝนแรกของปี ช่วยดับไฟป่าเขาคอกช้าง อช.ทับลาน มอดสนิทแล้ว

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:0.0000,0.0000; brp_del_sen:0.0000,0.0000; motionR: 0; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 8;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 128.73927;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 45;

ฝนที่ลงมาตกต่อเนื่องหลายวันในพื้นที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา จนถึงเช้าวันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2568) ส่งผลดีต่อสถานการณ์ไฟป่าที่บริเวณเขาคอกช้าง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ท้องที่เขตรอยต่อระหว่างตำบลครบุรีใต้และตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี  ซึ่งได้เริ่มลุกไหม้มาตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าทับลาน , เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หรือ อส.อส. , กำลังพลทหารกองพันทหารปืนใหญ่ที่3 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 กองทัพภาคที่ 2 รวมถึง เครือข่ายจิตอาสาจากภาคส่วนต่างๆ ได้ระดมกำลังเข้าควบคุมไฟป่ากันอย่างต่อเนื่องกว่า 4 วัน จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ

นอกจากนี้ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ไฟป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่บางส่วน โดยเฉพาะไฟสุมตอ ซึ่งเป็นไฟที่ลุกไหม้เศษตอไม้หรือต้นไม้แห้ง ยากต่อการดับ เพราะอยู่กลางวงไฟก่อนหน้านี้ ดับมอดสนิทจนไม่เหลือเชื้อไฟที่จะทำให้ไฟลุกลามขึ้นมาได้อีก เจ้าหน้าที่ที่มาประจำการเข้าควบคุมสถานการณ์และเฝ้าระวังโดยรอบพื้นที่ จึงเตรียมที่จะถอนกำลังกลับที่ตั้ง

นายสมเกียรติ พวงเกาะ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าทับลาน ระบุว่า เหตุการณ์ไฟป่าที่บริเวณเขาคอกช้าง สร้างผลกระทบต่อสภาพป่าโดยรวมประมาณ 1,800 ไร่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไฟที่ไหม้เศษกิ่งไม้ใบไม้ต้นพริกต้นไผ่แห้งที่กระจายอยู่ตามพื้นดิน ส่วนต้นไม้ใหญ่ยืนต้นได้รับความเสียหายไม่มากนัก ซึ่งหลังจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ฯ จะยังคงร่วมกับเครือข่าย อส.อส.ในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ยกทัพสินค้าเด่นจากสุราษฎร์ธานีมาให้คนอีสานได้ชม ชิม ช้อป ที่ขอนแก่น

สุราษฎร์ธานี ยกทัพสินค้าเด่นที่มีเอกลักษณ์ของจังหวัดมาให้คนอีสานได้ชม ชิม ชอป แชร์ ที่ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จังหวัดขอนแก่น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ก.พ.2568 ที่ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น นายบันดาล สถิรซวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดงานจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ สินค้า GI และสินค้าเด่นที่มีเอกลักษณ์ของ จ.สุราษฎร์ธานี  โดยมีนายกอบ ทวนดำ พาณิชย์ จ.สุราษฎร์ธานี ,นายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์  รอง ผวจ.ขอนแก่น,นายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น, พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น ,ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดขอนแก่น, อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น,สภาอุตสสหกรรม จ.ขอนแก่น  และประธานเครือข่ายธุรกิจ MOC BizClub จังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ท่ามกลางความสนใจของชาวขอนแก่นที่มาเลือกซื้อสินค้าอย่าวคับคลั่ง

นายบันดาล สถิรซวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี  กล่าวว่า ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ จาก จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 30 ร้านค้า โดยเป็นสินค้า GI ประกอบด้วย ไข่เค็มไชยา, หอยนางรม สุราษฎร์ธานี, ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะสินค้าเด่นที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ อาหารทะเล ผ้าปาเต๊ะ ทุเรียน และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรในท้องถิ่น อาทิ น้ำมันขมิ้นชัน  รวมถึงกิจกรรมการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรี การเจรจาธุรกิจการค้า กิจกรรมไลฟ์สด และกิจกรรมนาทีทอง คูปองเงินสด

“สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการผลิตสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป และผลิตภัณฑ์เด่นที่มีเอกลักษณ์ มีความหลากหลายสร้าง ซึ่งชื่อเสียงให้กับจังหวัดอยู่มากมาย จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือสินค้า GI จำนวน 7 สินค้า ประกอบด้วย หอยนางรมสุราษฎร์ธานี, ไข่เค็มไชยา, มะพร้าวเกาะพะงัน ,เงาะโรงเรียนนาสาร ,ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี,ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย”รองผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าว

ชู”SMEs Growth 2025″พลิกโฉม เอสเอ็มอี ภาคกลางและภาคอีสานเติบโตยั่งยืน

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จับมือรัฐ-เอกชน เปิดตัว “SMEs Growth 2025” พลิกโฉม เอสเอ็มอี ภาคกลางและภาคอีสาน สร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยAI และ Digital Transformation ที่ขอนแก่น

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 20 ก.พ.2568 ที่โรงแรมแอดลิบ จ.ขอนแก่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)หรือ ETDA ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และ Tech provider ร่วมกัน เปิดตัว “SMEs Growth 2025 พลิก SMEs ไทย เติบโตได้อย่างยั่งยืน”  เพื่อยกระดับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มภาคกลาง และภาคอีสาน พร้อมสู่โอกาสด้วย AI และ Digital Transformation โดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 29 มี.ค. ที่ http://www.etda.or.th/ th/smesgrowth2025

นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า การมุ่งยกระดับให้ธุรกิจเอสเอ็มอีพร้อมสู่โอกาสและเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นพันธกิจสำคัญที่ สพธอ.หรือ ETDA ในฐานะหน่วยงาน Co creation Regulator ที่กำกับดูแลธุรกิจบริการดิจิตอลที่พร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่องผ่านการดำเนินงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ภายใต้ Digital Eco System ที่ทุกคนมั่นใจ

“โครงการ SMEs Growth ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างโมเดลการยกระดับนวัตกรรมดิจิทัลเชิงพื้นที่ ที่ทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC และภาคใต้ ให้เกิดการพัฒนาการทำธุรกิจและการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสและรายได้เชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีเพื่อสานต่อความสำเร็จในปีนี้ ETDA จึงจับมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล DEPA, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สสว., สมาพันธ์ SME ไทย ,และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด จัด SMEs Growth 2025 พลิก SMEs ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เดินหน้ายกระดับ SMEs ใน 2 ภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางแห่งเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคกลางและภาคอีสาน คือที่นครปฐม, พระนครศรีอยุธยา และขอนแก่น”

นายมีธรรม กล่าวต่อว่า การเตรียมตัว ให้พร้อมสู่โอกาสทางธุรกิจโดยเทคโนโลยี AI และ Digital Transformation จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างเกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ผ่านหลากหลายกิจกรรมที่รวมเครือข่ายทางธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐเอกชนหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ SME ได้ทดลองใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ ที่มาพร้อมกับการให้คำแนะนำและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจอย่างมืออาชีพ จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและผู้นำองค์กร กิจกรรม Business matching ทดลองใช้นวัตกรรมสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ต่อยอด เกิดการจับคู่ทางธุรกิจระหว่าง SMEs และ Tech provider เพิ่มโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตามผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ SMEs Growth 2025 จะต้องมีคุณสมบัติคือเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย ภาคกลางและภาคอีสาน มีความต้องการที่จะพัฒนาและปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และต้องมีความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ ETDA ได้จัดขึ้น ภายใต้โครงการนี้ โดย SMEs สมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 19 ก.พ.- 29 มี.ค. 2568 ที่ http://www.etda.or.th/ th/smesgrowth2025

เครื่องบินจีนถึงแม่สอดแล้วรับเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชุดแรกกลับแดนมังกรวันนี้

ทหาร ฉก.ราชมนู รับชาวจีน หลังรัฐบาลเมียนมาส่ง  ผ่านสะพานมิตรภาพ ฯ ถึงสนามบินแม่สอด ฝั่งไทยแล้ว  ก่อนขึ้นเครื่องบินกลับ

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568.  ทหารไทย หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ได้มารับชาวจีน โดยทางรัฐบาลเมียนมาได้มีการส่งตัชาวจีน 50 คนแรก ที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดน  BGF ควบคุมตัวได้จากบริษัทสแกมเมอร์ ในเมืองเมียวดี มาส่งยังสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 โดยใช้รถบัสในการส่งตัว และมีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำขบวน และปิดท้ายขบวน เพื่อรักษาความปลอดภัย

เมื่อรถขนส่งมาเทียบจอดที่ด่านพรมแดนแม่สอด 2 เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจราชมนูได้รับตัวเหยื่อ 1 คน ต่อเจ้าหน้าที่ 1 คน เพื่อพาตัวเข้าไปด้านในซึ่งมีการจัดเตรียมโต๊ะ และเก้าอี้เอาไว้ให้  ก่อนที่จะเป็นการส่งชาวจึนทั้ง 50 คนไปยัง ท่าอากาศยานนานาชาติสนามบินแม่สอด ซึ่งทางการจีนได้ส่งเครื่องบินมารอรับ และเตรียมขึ้นเที่ยวบินแรกวันนี้

โดยที่ด่านพรมแดนแม่สอด 2 มีเจ้าหน้าที่ทหารไทย จากหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ตรึงกำลังอยู่บริเวณโดยรอบ และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน เข้าไปถ่ายภาพทำข่าวในพื้นที่   ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องใช้วิธีถ่ายจากด้านนอก และใช้กล้องซูมถ่ายกันเอา  ซึ่งในการเดินกลับโดยเครื่องบินของจีนนั้น ในวันนี้จะมีทั้งสิ้น 4 เที่ยวบินๆละ 50 คน รวมชุดแรกที่จะเดินทางกลับ 200 คน

เปิด 9 สัมปทานซื้อคืนรถไฟฟ้าหาทางออก 20 บาทตลอดสาน

สภาองค์กรของผู้บริโภคสนับสนุน การดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลได้ศึกษา แนวทางการซื้อคืนสัญญา9สัมปทานรถไฟฟ้าคาดว่าจะใช้เงิน2 แสนล้านบาท  โดยเตรียมเปิดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสาย และ ศึกษาแนวทางการซื้อคืนสัมปทานคู่ขนานไปด้วยเพื่อให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทเกิดขึ้นได้จริง  

นาย คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค บอกว่า สภาองค์กรผู้บริโภคกำลังจะเปิดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละสายเพื่อดูว่ามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง และจะศึกษาแนวทางการซื้อคืนสัมปทานว่าทำได้อย่างไรบ้าง คาดว่าผลการศึกษาจะออกประมาณปลายปีนี้ และต้นปี2568 เพื่อสนับสนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทให้เกิดขึ้น
 
“เราคิดว่าเรา เปิดตัวสัญญาสัมปทานก่อน  รูปแบบสัญญาสัมปทานในสายสำคัญๆ ที่ให้บริการแล้ว  โดยจะพิจารณาว่ามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ที่จะส่งผลต่อนโยบายกำหนดราคา 20 บาททุกสาย รวมถึงเรื่องของการซื้อคืนสัมปทานต่างๆเพื่อหาทางออกว่าจะสามารถดำเนินการซื้อคืนสัมปทานจากเอกชนได้อย่างไรบ้าง”

นาย คงศักดิ์   ย้ำว่า การซื้อคืนคงจะส่งผลต่อตัวผู้ประกอบการที่จะขาดตัวรายได้ ในบางส่วนซึ่งรัฐต้องชดเชย เยียวยา แต่นโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะทำเรื่องการซื้อคืนสัมปทาน เพื่อให้ทุกคนใช้บริการรถไฟฟ้าในราคา 20 บาท สภาองค์กรของผู้บริโภคให้ความสำคัญจึงไดนำสัญญามาศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยนักวิชาการว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างซึ่งว่าจะสามารถนำเสนอแนวทางได้ในต้นปี2568
  
ขณะ ที่นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ นักวิชาการอิสระ  เห็นว่ารัฐบาลควรจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาคประชาชน เข้ามาร่วมการศึกษาแนวทางการซื้อคืนสัมปทานเพื่อให้เห็นความคุ้มค่าและความเหมาะสมในการดำเนินการอย่างแท้จริง

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค

“ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญให้ภาคประชชนนักวิชาการ  เข้าไปมีส่วนร่วมในการ ทำประมาณการณ์ ที่คาดว่าจะได้รับหลังจากที่มีการซื้อคืน ระบบรถไฟฟ้ามาเป็นของรัฐ  ที่ผ่านมาปัญหาคือว่า เวลาเราทำแผน ทำโครงการรถไฟฟ้ามีการประมาณการณ์ผู้โดยสารที่สูง เกินความเป็นจริง ทำให้ผู้โดยสารที่เป็นจริงไม่เคยถึงประมารการณ์นั้นเลยส่งผลให้การคิดค่าโดยสารแพงกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นปัญหาหนึ่ง ดังนั้นการทำเวทีคู่ขนานในการศึกษาวิจัยจะทำให้โครงการซื้อคืนโปร่งใสและสมเหตุสมผลมากขึ้น”

หรับสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเปิดดำเนินการแล้งวในปัจจุบันมีทั้งหมด 9 โครงการ โดยคาดว่า รัฐอาจใช้งบประมาณกว่า2 แสนล้านบาทในการซื้อคืนสัมปทาน

1.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ผู้ลงทุน ,ผู้บริหาร และผู้เดินรถ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)   หรือ BEM  ระยะเวลาสัญญา 30 ปี (2563-2593 )เหลือเวลา 26 ปี)

2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ผู้ลงทุน,ผู้บริหารและผู้เดินรถคือ บริษัท บีทีเอส  ระยะเวลา 30 ปี (2542-2572 ) เหลือเวลา 5 ปี 

3.โครงการรถไฟฟ้าสีเขียวส่วนต่อขยาย1 สถานีตากสิน-บางหว้า และสุขุมวิท -แบริ่ง ผู้ลงทุนคือ BMA หรือ การบริหารกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration  ผู้บริหาร คือ  บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด, ผู้เดินรถคือ บีทีเอส  ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี (2555-2585 )เหลือเวลา 19 ปี

4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 2 ช่วง แบริ่ง-สมุทรปราการ และ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต   ผู้ลงทุนคือ BMA หรือ การบริหารกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration  ผู้บริหาร คือ  บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด, ผู้เดินรถคือ บีทีเอส  ระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี (2560-2585 ) เหลือเวลาสัมปทาน 19 ปี

5.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ผู้ลงทุน  และผู้บริหาร คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ MRTA ,ผู้เดินรถ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)   หรือ BEM  ระยะเวลาสัมปทาน 30ปี (2559-2589 ) เหลือเวลาสัมปทาน 23 ปี

6.โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง   ผู้ลงทุนคือ BMA หรือ การบริหารกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration  ผู้บริหาร คือ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และผู้เดินรถ คือ  บริษัท บีทีเอส  ระยะเวลาสัญญา 30 ปี (2561-2591 ) เหลือเวลา 25 ปี

7.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง  ผู้ลงทุนคือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ MRTA  ผู้บริหาร และผู้เดินรถ คือ บริษัท บีทีเอส ระยะเวลาสัญญา 30 ปี (2566-2596 ) เหลือเวลาสัมปทาน 30 ปี

8.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง  ผู้ลงทุน และผู้บริหาร คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ SRT  ,ผู้เดินรถคือ บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด  ต่อสัญญาปีต่อปี

9.โครงการถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์  ผู้ลงทุน และผู้บริหาร  คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ SRT ผู้เดินรถคือ AERA1 ผู้ลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะเวลาสัญญา 50 ปี หลังเริ่มสัญญา

10.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู  ผู้ลงทุน การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ MRTA  ผู้บริหาร และผู้เดินรถ คือ บริษัท บีทีเอส ระยะเวลาสัญญา 30 ปี (2566-2596 )

เปิดตลาดหมู-ไก่ ให้สหรัฐ ไทยต้องรอบคอบ ควรยกเลิกโควต้าและภาษีนำเข้าวัตถุดิบเสริมแกร่งปศุสัตว์ไทย

หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบาย “America First Trade Policy” ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งหนึ่งในสินค้าที่อาจถูกผลักดันให้เปิดตลาด คือ เนื้อหมูและเนื้อไก่ เนื่องจากสหรัฐฯ ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงด้วยต้นทุนและราคาที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ของไทยมาก การเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบบนพื้นฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืน (Fair Trade) เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การเปิดตลาดให้กับสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเปิดตลาดสามารถเสริมสร้างโอกาสในภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในการส่งออกสินค้าเกษตรสู่ตลาดสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน ภาคปศุสัตว์ของไทยก็อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าราคาถูกจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (win-win benefit) รัฐบาลไทยจำเป็นต้องพิจารณาข้อแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมทั้งกับประเทศและเกษตรกรไทยในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกับสหรัฐฯ และหนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่เกษตรกรภาคปศุสัตว์ของไทย คือ การลดภาษีนำเข้าและการยกเลิกโควต้าสำหรับอาหารสัตว์ ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง และอาจเพิ่มเติมในส่วนของข้าวสาลี มีบทบาทสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์ของไทย การลดอุปสรรคดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เนื้อสัตว์ไทยสามารถแข่งขันกับเนื้อสัตว์ของสหรัฐฯได้ ที่สำคัญเนื้อสัตว์ของไทยยังมีมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ของสหรัฐฯ เช่น ไทยห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง ที่สำคัญเนื้อสัตว์ที่ผลิตในประเทศย่อมมีความสดและสะอาดกว่าเนื้อสัตว์ที่ต้องใช้เวลาในการขนส่งนานแน่นอน

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกหลักของวัตถุดิบเหล่านี้ แต่การเก็บภาษีสูงและการตั้งโควต้านำเข้า เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันมีโควต้านำเข้าและค่าธรรมเนียมนำเข้าซึ่งอัตราแตกต่างกันขึ้นกับประเทศที่นำเข้า ขณะที่กากถั่วเหลืองเก็บภาษีนำเข้า 2% ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ในไทยสูง ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของภาคปศุสัตว์ไทยทั้งตลาดภายในและการส่งออกไปต่างประเทศ

สมาพันธุ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (2552) รายงานว่า ปัจจุบันไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9.2 ล้านตัน แต่ผลิตในประเทศได้เพียง 5 ล้านตัน นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 2 ล้านตัน และนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ทดแทน 1.7 ล้านตัน แต่เนื่องจากเกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจากสหรัฐฯ

การลดภาษีนำเข้าและยกเลิกโควต้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐฯ จึงเป็นข้อเสนอที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้โดยตรง ทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถเข้าถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลไทยสามารถกำหนดช่วงเวลาในการนำเข้าไม่ให้ตรงกับช่วงเวลาเก็บเกี่ยวของพืชดังกล่าวได้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านราคาที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทยได้

นอกจากนี้ การลดภาษีและยกเลิกโควต้านำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวไม่เพียงแต่จะลดต้นทุนการผลิตในภาคปศุสัตว์เท่านั้น แต่ยังกระตุ้นและส่งเสริมให้ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ ทั้งการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าได้ โดยรัฐบาลไทยต้องให้การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการวิจัยในการเพิ่มผลผลิต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการผลิตในระยะยาว และส่งผลดีต่อเกษตรกรในท้องถิ่นที่อาจได้รับประโยชน์จากการเพิ่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและลดต้นทุนในระดับประเทศ

การเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย “America First Trade Policy” จำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและภาคเกษตรไทยอย่างรอบคอบ การลดภาษีนำเข้าและยกเลิกโควต้าจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในประเทศและในตลาดโลกได้ดีขึ้น ที่สำคัญไทยยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการต่อรองกับสหรัฐฯ เพื่อขอความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ และการให้การสนับสนุนด้านการตลาดเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลไทยควรพิจารณาการลดภาษีนำเข้าและการยกเลิกโควต้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐฯ ตามแนวทางการรักษาผลประโยชน์แบบ win-win โดยไทยจะสามารถลดต้นทุนการผลิตในภาคปศุสัตว์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะได้ประโยชน์จากการขยายตลาดสินค้าเกษตรของตนเอง การเจรจาการค้าครั้งนี้จึงควรเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันในฐานะประเทศคู่ค้า รัฐบาลไทยควรพิจารณาข้อเสนอที่เป็นธรรมนี้อย่างละเอียด เพื่อให้การเปิดตลาดสินค้าเกษตรกับสหรัฐฯ เกิดผลประโยชน์สูงสุดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดย…สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

สืบสานประเพณีบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ กระตุ้นศก.ชุมชน

ศรีสะเกษ-ชาวบ้านอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณนึ่งข้าวเหนียวทำข้าวจี่ยักข์ร่วมงานบุญข้าวจี่มหัศจรรย์ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ 2568 ที่วัดบ้านหนองม้า ตำบลหนองม้า อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ

นายเทิดไท แสงผล นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ นางขวัญตา คิดดี ปลัดอาวุโส อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และ ร.ต.อ.เสถียร พรหมสุวรรณ  นายก อบต.หนองม้า นำชาวบ้านชาย/หญิง ผู้สูงวัย ผู้นำชุมชนหมู่บ้าน กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน  ร่วมกันทำข้าวจี่ยักข์และตบแต่งรถที่บรรทุกข้าวจี่ยักษ์ ซึ่งเป็น 1 แห่งใน 5 จุด 5 ตำบล และ 1 เทศบาล ของอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ที่วัดบ้านหนองม้า ตำบลหนองม้า อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวักศรีสะเกษ

โดยชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจรักนึ่งข้าวเหนียวให้สุก นำมาติดกับโครงไม้ไผ่ขนาดขนาดใหญ่ แล้วนำมาย่างหรือจี่ ข้าวจี่ยักษ์และตกแต่งรถบรรทุกเข้าจี่ยักษ์ที่จะร่วมขบวนนางรำ ประกอบในกิจกรรม 1 อำเภอ 1 กิจกรรมสร้างสรรค์ ของงานประเพณีบุญเข้าจี่ มหัศจรรย์ ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ ประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 21-27 กุมภาพันธ์ 2568 ณ.หน้าที่ว่าการอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ โดยจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ ทุกตำบลจะจัดขบวนแห่เข้าจี่ยักษ์และของดีประจำตำบลตนเอง

พร้อมด้วยสาวสวยนางรำ จำนวน 60 -100 คนต่อขบวน จำนวนทั้งหมด 6 ขบวน แห่ข้าวจี่ยักษ์เข้าสู่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอ นอกนี้ยังจะการจัดนิทรรศการผลผลิตทางการเกษตร ผ้าไหมโพธิ์ศรีสุวรรณ สินค้าหัตถกรรม การแข่งขันชกมวยไทย ทั้งชาย – หญิง การแล่นหรือวิ่งเอาบุญ เที่ยววัดไตรสามัคคี เกาะนาค วังบาดาล และอื่นๆของดีอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ นำมาแสดงออกร้านร่วมและจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมงานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชาวอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณในครั้งนี้

นายเทิดไท แสงผล นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ กล่าวว่า งานบุญประเพณีข้าวจี่โพธิ์ศรีสุวรรณ ได้จัดมาเป็นประจำทุกปีกว่า 28 ปีอย่างต่อเนื่องกันมาแล้ว  ซึ่งในปีนี้อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ  ได้จัดให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา  และในวันนี้ได้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน ได้ร่วมกันออกมานึ่งข้าว ติดแปะกับโครงไม้ไผ่ ทำข้าวจี่ยักษ์ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง กว่า 1 เมตร ความยาวราว 2.50 เมตร เมื่อทำการติดแปะข้าวเหนียว เสร็จแล้ว ก็จะนำไปย่างหรือจี่ให้สุก นำไข่ไก่มาชุบทาขณะย่าง จะทำให้ส่งกลิ่นหอมเหมือนข้าวจี่

เมื่อสุกแล้ว สามารถรับประทานได้ และจะเปิดงานประเพณีบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ  ประจำปี 2568 ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ณ.สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จึงขอเชิญชวนข้าราชการพ่อค้าประชาชนและสื่อมวลชนจังหวัดศรีสะเกษ  ร่วมเปิดงานประเพณีบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ  ประจำปี 2568 ในครั้งนี้ ด้วย

เสนาะ วรรักษ/รายงาน

ชลประทานพิจิตรเทงบ 55.47ล.ต่อท่อน้ำป้อนนาปรังกว่า 2 พันไร่สู้วิกฤติภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์  2567 นายฉัตรชัย ทองปอนด์  ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร พร้อมด้วย นายณัฐภูมิ อนันตภูมิ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำคลองหนองจอกพร้อมระบบส่งน้ำ ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โดยโครงการชลประทานพิจิตร สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการ  โครงการดังกล่าวเป็นค่าก่อสร้าง 55,473,130 บาท  ซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยโครงการชลประทานพิจิตรดำเนินการเอง

โดยวัตถุประสงค์ของของโครงการ คือการสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรได้มีน้ำเพื่อการทำนาข้าว ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านย่านท่าเสาพร้อมระบบส่งน้ำ ให้เข้าไปยังพื้นที่ชลประทานกว่าอีก 2,000 ไร่   ในเขตพื้นที่ของ ต.หอไกร และ ต.ลำประดา อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร  สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อเร่งรัดติดตามความคืบหน้าของการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการวางท่อส่งน้ำระยะทาง 3,690 เมตร ท่อมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ซม. วางท่อจากแม่น้ำน่านที่มีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าส่งน้ำผ่านท่อส่งน้ำเข้าไปยังนาข้าวและรวมทั้งก่อสร้างอาคารท่อระบายน้ำขนาด 2.40×2.40 เมตร จำนวน 3 ช่อง

ทั้นี้เพื่อเก็บกักน้ำในลำคลองห้วยกรวด ทำให้สามารถส่งน้ำและเก็บกักน้ำให้พื้นที่เกษตรกรได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ไร่ ให้ได้มีน้ำต้นทุนในการทำการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี จะสูบน้ำจากแม่น้ำน่านส่งน้ำมาตามท่อส่งน้ำและมีก๊อกน้ำให้เปิดน้ำเข้าสู่แปลงนาเป็นช่วงๆครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าว เกษตรกรจะสามารถทำนาปลูกข้าวพันธุ์ดีได้ถึงปีละ 2 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงยังเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำทำนาให้กับพื้นที่ดังกล่าวนี้อีกด้วย

สำหรับระยะเวลาการดำเนินการโครงการชลประทานพิจิตรจะเร่งงานการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและการเดินท่อส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ขณะนี้ดำเนินงานไปแล้วประมาณ 20% โดยมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2568 เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ให้เร็วที่สุดอีกด้วย

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย /พิจิตร/

ไฟป่าเขาคอกช้างเขตอุทยานฯทับลานเพลิงยังโหมไหม้ไม่หยุด ลามทุ่งต่อเนื่อง

filter: 0; fileterIntensity: -0.01; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:8; brp_del_th:0.0000,0.0000; brp_del_sen:0.0000,0.0000; motionR: 0; delta:null; bokeh:0; module: night;hw-remosaic: false;touch: (0.2380163, 0.5890625);sceneMode: 1048576;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 517.07056;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 30;

นครราชสีมา –หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าทับลานยังคงนำกำลังเจ้าหน้าที่และงเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯเข้าดับไฟป่าที่ลุกไหม้บริเวณเขาคอกช้างในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานแต่ยังไม่สามารถสกัดกั้นได้อีกทั้งยังลามลงหุบเข้าด้านในทำให้การเข้าไปควบคุมเพลิงยิ่งยากลำบาก

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ตลอดทั้งคืนวันที่ 15 ก.พ.68 ต่อเนื่องวันนี้ นายสมเกียรติ พวงเกาะ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าทับลาน  ยังคงนำกำลังเจ้าหน้าที่ ที่ประสานกำลังร่วมระหว่างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.อส.) บ้านตลิ่งชัน บ้านมาบพิมาน และบ้านคอกช้าง รวมถึงกำลังพลทหารจากกองพันปืนใหญ่ที่ 3 กรมทหารปืนใหญ่ที่  3 กองทัพภาคที่ 2 รวมเกือบ 100 นาย  กระจายกำลังเข้าดับไฟป่าที่ลุกไหม้บริเวณเขาคอกช้างในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน บริเวณแนวนอยต่อระหว่างตำบลจระเข้หิน และตำบลครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา  ที่ไหม้ต่อเนื่องกันมาเข้าสู่วันที่ 3 แล้ว

โดยสถานการณ์ในภาพรวมพบว่าไฟป่ายังคงลุกลามขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะระดมกำลังกันดับไฟอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากพื้นที่ที่เกิดไฟป่าเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง ประกอบกับในทุกพื้นที่มีเชื้อไฟ ซึ่งเป็นเศษกิ่งไม้ ใบไม้ รวมไปถึงหญ้าแห้งหนาแน่นทุกจุด  รวมถึงสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นลมที่พัดกรรโชกเป็นช่วงๆตลอดทั้งวัน สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นภูเขาสูงลาดชัน ทำให้การเข้าทำทำได้ลำบาก จึงทำให้เกิดไฟป่าลุกลามอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดจนถึงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 ก.พ.68 ยังพบกลุ่มไฟอยู่บริเวณรอบนอกของภูเขาทางด้านทิศตะวันตกอยู่เล็กน้อย  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งจะเข้าทำการดับไฟในส่วนนี้ก่อนเพื่อหยุดไม่ให้ไฟลุกลามเพิ่มเติม ก่อนที่จะเข้าไปทำการดับไฟที่ได้เริ่มลุกไหม้ภายในหุบเขา  ซึ่งมีหมู่บ้านคอกช้างอยู่ด้านล่าง ที่ตอนนี้ได้มีการทำแนวกันไฟรอบหมู่บ้านเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งตั้งแต่ที่เริ่มเกิดไฟป่ามาตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 ก.พ.68 จนถึงปัจจุบัน ทางนายสมเกียรติ พวงเกาะ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าทับลานประเมินว่ามีพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วประมาณ 700 – 800 ไร่.

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

คนขอนแก่นร่วมใจทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์ 1,234 รูปฉลองครบรอบ 234 ปี

ชาวขอนแก่นร่วมใจทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง พระสงฆ์ 1,234 รูปเนื่องในโอกาสการก่อตั้ง เมืองขอนแก่น 234 ปี เพื่อแบ่งปันผู้ยากไร้ ตามโครงการคนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 16 ก.พ.2568 ที่ลานวัฒนธรรมวัดธาตุ พระอารามหลวง ริมบึงแก่นนคร เขตเทศบาลนครขอนแก่น พระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ในฐานะประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น ประธานฝ่ายฆราวาส,นายวัฒนา ช่างเหลา นายก อบจ.ขอนแก่น,พระครูศรีวิสุทธิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองขอนแก่น,นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ร่วม เป็นประธานในกิจกรรม ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อแบ่งปันผู้ยากไร้ คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกันโดยมีพระสงฆ์จากทุกวัดในอำเภอเมืองขอนแก่น จำนวน 1,234 รูป รับบิณฑบาต

นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี่เป็นการรวมบุญใหญ่ของคนขอนแก่นและผู้ใจบุญที่จะให้การช่วยเหลือคณะสงฆ์และประชาชนคนขอนแก่น ในโครงการกองบุญแห่งการให้  ใน 5 เรื่อง คือ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านรายได้/สุขภาพ การมอบทุนศึกษา ด้านยาเสพติด และด้านภัยพิบัติ ซึ่งมีภาคีเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พุทธศาสนิกชนชาวขอนแก่น ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งและร่วมบริจาคปัจจัยในการดำเนินงานโครงการเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ พระครูศรีวิสุทธิวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองขอนแก่น กล่าวว่า โครงการร่วมใจตักบาตรเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน เนื่องในโอกาสการก่อตั้ง เมืองขอนแก่น 234 ปี และเพื่อฉลองพระลับ ซึ่งเป็นพระประจำจังหวัดขอนแก่นครบ 500 ปี และในโอกาสวันแห่งความรักพระพุทธศาสนา คือวันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปฏิโมกข์ เป็นการแสดงความรักต่อเพื่อนร่วมโลก อำเภอเมืองขอนแก่น คณะสงฆ์อำเภอเมืองขอนแก่น ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และเครือข่ายชาวพุทธ ร่วมกันกำหนดจัดงานเพื่อส่งเสริมและสืบสานพุทธประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม รำลึกถึงคุณปการของบรรพบุรุษ ผู้ก่อตั้งเมืองขอนแก่น เพื่อแสดงพลังความรัก ความสามัคคี และเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ คนขอนแก่นไม่ทอดทิ้งกัน โดยสมทบทุนทุนกองบุญแห่งการให้ อำเภอเมืองขอนแก่น

“ปัจจุบันการสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนยังมีการขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ มีปริมาณเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้การช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง สุขภัณฑ์ เวชภัณฑ์ต่างๆไม่เพียงพอ เพื่อให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน คณะสงฆ์และประชาชนได้ร่วมช่วยเหลือ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในกองบุญแห่งการให้อำเภอเมืองขอนแก่น เพื่อช่วยให้คนยากจน คนด้อยโอกาสได้มีโอกาสเหมือนกับคนอื่นในสังคมต่อไป”