ต้นแบบพระนักพัฒนานำชาวบ้านพลิกที่ดินวัดทำเกษตรพอเพียง สร้างงาน สร้างอาชีพ

นครราชสีมา –”คุณพระทำ” วัดดังโคราชพาชาวบ้าน คนตกงาน ผู้ติดสุรายาเสพติด หันมายึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างงานสร้างรายได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

พระครูโอภาสศีลคุณ เจ้าคณะอำเภอเฉลิมพระเกียรติ และเจ้าอาวาสวัดสมานมิตร บ้านเสม็ด ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา  ละมีพระครูโกศลวิทยาคมหรือพระอาจารย์ป๋อง ที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและต่างจังหวัด ต่างรู้จักกันดีเพราะทั้งสองรูปเป็นพระนักสร้าง และพัฒนาวัดบนเนื้อที่ 73 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะศาสนสถานวิหารปฏิบัติธรรมสมานมิตรที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีขาวสวยงามอลังการ

อีกทั้งภายพระอุโบสถหลังใหม่ยังมีพระพุทธชินราชจำลอง ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชา และวัดสมานมิตรยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวอำเภอเมืองนครราชสีมามากนัก จึงมีผู้คนแวะเวียนมาทำบุญกันไม่ขาดสาย โดยมีความเชื่อในเรื่องของการมาขอพรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ค้าขายร่ำรวย อีกทั้งยังมีรูปหล่อองค์ท้าวเวสสุวรรณให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพรอีกด้วย ทำให้วัดสมานมิตรเป็นอีกวัดดังที่ผู้คนนิยมมาทำบุญกันมากในช่วงวันหยุด

แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่ทางวัดสมานมิตรได้ทำคือการพัฒนาคน ที่เป็นปัญหาในสังคมในปัจจุบัน จากแนวคิดของพระครูโกศลวิทยาคมหรือพระอาจารย์ป๋อง ที่มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนไม่ว่าจะเป็นคนตกงาน คนติดสุรายาเสพติด หันหน้ามาเข้าวัด ติดอาวุธทางปัญญา บำบัดรักษา โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาบุคคลเหล่านี้ให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม

พระครูโกศลวิทยาคม รองเจ้าอาวาสวัดสมานมิตร กล่าวว่า อาตมาเล็งเห็นความสำคัญจากแนวพระราชดำริของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงเสด็จพ่อรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านได้ทำเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนได้เห็นมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการใช้พื้นที่ที่เราอยู่อาศัยให้เป็นประโยชน์ทุกตารางนิ้ว วัดสมานมิตรก็ได้เดินตามรอยพ่อหลวงได้ใช้พื้นที่เกือบ 74 ไร่ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ โดยชักชวนญาติโยมที่สนใจ ยากจน ว่างงาน ติดสุรา ติดยาเสพติด มาสร้างด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ติดอาวุธทางปัญญา  บำบัดคนที่ติดสุรา ยาเสพติด ด้วยวิธีธรรมชาติให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง และร่วมกันปลูกผักหลายชนิด

เช่น กระเทียม หอมแดง ผักกาด กวางตุ้ง ผักขี้เหล็ก รวมถึงร่วมกันทำนา  เลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ ปลา รวมทั้งผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลคนไหนถนัด เรื่องก่อสร้างก็ไปทำก่อสร้างเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพวกเขา ด้วยการนำผลผลิตไปวางขายให้กับผู้คนที่มาทำบุญที่วัด และชาวบ้านในหมู่บ้านชุมชนในราคาที่ไม่เเพง แล้วนำรายได้นั้นมาเเบ่งปันให้คนที่มาทำงาน มีอยู่มีกิน มีรายได้ ไม่อดอยากอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจมาทำงานที่วัดสมานมิตรแล้วร่วม 40 คน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสังคมได้อีกทาง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางราชการเพียงอย่างเดียว เป็นการดึงคนเข้าวัด ใช้ธรรมะและธรรมชาติบำบัด

จนขณะนี้ได้มีชาวบ้านที่มีที่ดินใกล้เคียงกับวัด นำแนวคิดนี้ไปขยายผล ไม่ปล่อยให้ที่ดินว่างเปล่า หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ถือว่าเป็นผลดีที่มีคนเห็นความสำคัญ และทำให้ชาวบ้านมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องไปทำงานที่อื่นหรือไปอยู่ต่างจังหวัด ทิ้งให้ผู้สูงอายุนั่งรอลูกหลานอยู่บ้านเพียงลำพังจนเจ็บป่วย เพราะฉะนั้นจึงฝากถึงญาติโยมว่าเราต้องมีความขยันอดทน อย่าอยู่บ้านเฉยๆ และอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หันมายึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแสงสว่างในการดำรงชีวิตเพราะปรัชญานี้ใช้ได้จริงเหมือนที่วัดสมานมิตรทำอยู่ในปัจจุบัน พระครูโกศลวิทยาคม รองเจ้าอาวาสวัดสมานมิตร กล่าว.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ/โคราช

ขาดแคลนหนัก!เมียนมาทะลักแม่สอด แห่เติมน้ำมันรถล้นปั๊ม หลังไทยตัดไฟ-น้ำมัน-เน็ต

แม่สอด-ชาวเมียวดี เมียนมา แห่เติมน้ำมันในฝั่งไทยจนล้นปั๊ม หลังถูกรัฐบาลไทยสั่งตัดส่งน้ำมันตามมาตรการกดดันขบวนการคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 6 ก.พ.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณปั๊มน้ำมันใน อ.แม่สอด จ.ตาก คึกคักตั้งแต่เช้า มีรถยนต์จำนวนมากมาต่อคิวเพื่อเข้าเติมน้ำมันล้นมาจนถึงถนนด้านนอก ทั้งรถของคนไทยและรถของชาวเมียนมา หลังจากด่านพรมแดนแม่สอดเปิดตั้งแต่เช้า มีรถยนต์ที่ข้ามฝั่งมาเติมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลไทยเริ่มมาตรการกดดัน ตัดไฟตัดน้ำมันและตัดเนตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในส่วนของน้ำมันก็ส่งผลกระทบถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องนำรถยนต์ มากักตุนน้ำมันในฝั่งเมียนมา ที่เริ่มขาดแคลนและบางส่วนต้องข้ามฝั่งมาที่ประเทศไทยเพื่อกักตุนน้ำมันไว้ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ต้องใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟเพราะเมื่อถูกตัดไฟแล้ว จะต้องใช้เครื่องปั่นไฟที่ต้องใช้น้ำมันด้วย

ขณะที่ ล่าสุด เพจ Know Shan State ได้โพสต์ภาพประชาชนชาวเมียนมาออกมาเติมน้ำมันรถกันล้นปั๊มน้ำมันในเมืองท่าขี้เหล็ก โดยระบุข้อความว่า “ประชาชนในเมืองท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามแม่สายของไทย มาต่อแถวรอเติมน้ำมันกันตั้งแต่เช้า หลังไทยงดจำหน่ายให้ โดยเช้านี้ไทย ได้ตัดไฟ ตัดเน็ต งดจำหน่ายน้ำมันให้กับประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ”

ขอบคุณ:วิทยุการจราจรเชียงใหม่/Know Shan State

ผลกระทบหนัก!ชาวเมียวดีแห่กักตุนน้ำมันแน่นปั๊มหลังไทยตัดไฟ-หยุดส่งพลังงาน

“ผู้การทหารราชมนู” เผย สถานการณ์พื้นที่แนวชายแดนด้านจังหวัดตาก หลังการตัดไฟฟ้า และหยุดการส่งน้ำมัน พบชาว จ.เมียวดี แห่เข้าปั้ม ซื้อน้ำมันกักตุน

พ.อ.ณัฐกร เรือบติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (แม่สอด) ได้แจ้งถึงสถานการณ์ราเหตุการณ์ในพื้นที่ อ.แม่สอด  จ.ตาก ตรงข้ามจังหวัดเมียวดี สหภาพเมียนมา หลังจากระงับการส่งไฟฟ้าไปในฝั่งเมียนมา และระวังการส่งออกน้ำมัน โดยมีรายละเอียดังนี้

 1. สถานการณ์สะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1. บ้านริมเมย ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก (เปิดบริการ 06.00 – 18.00 น.)
 – สามารถเดินทางเข้าและออก ด่านพรหมแดน ได้ตามปกติ 

 2. สถานการณ์สะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 (เปิดบริการ 06.30 น. – 18.30 น.)
 – สามารถนำเข้า และ ส่งออกสินค้าได้ตามปกติ

 3. สถานการณ์บริเวณท่าข้ามสินค้า(ช่องท่าอื่นอกช่องทางอนุมัติ) ในพื้นที่ อ.แม่สอด 
 – สามารถส่งสินค้าได้ตามปกติ 

 4. การระงับการส่งออกน้ำมัน บริเวณ สะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 และ ท่าข้ามสินค้า 
 – เรื่องการส่งออกน้ำมัน ปัจจุบันทางศุลกากรแม่สอด แจ้งให้ระงับการส่งออกไปก่อนชั่วคราว และรอเอกสารยืนยันเรื่องการงดการส่งออกน้ำมัน ตอนนี้ยังไม่มีการชั่งน้ำหนักเพื่อเตรียมการส่งออก รถน้ำมันจอดอยู่บริเวณท่าข้าม

 5. สถานการณ์อื่นๆ ในพื้นที่
 – สถานีบริการน้ำมัน ตัวเมืองจังหวัดเมียวดี สหภาพเมียนมา  ประชาชนเริ่มการกักตุนน้ำมันเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากทราบข่าวเรื่องการระงับการส่งไฟฟ้าและน้ำมัน

ลูกหลานหวั่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก พาพ่อแม่ทำธุรกรรมที่แบงค์โดยตรง

นครราชสีมา-ชาวโคราช ยอมเสียเวลาพาพ่อแม่ทำธุรกรรมที่แบงค์โดยตรง ดีกว่าใช้ Mobile Banking ชี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชอบหลอกผู้สูงอายุ  เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่าย  จี้ รัฐเร่งแก้ปัญหาด่วน แบงค์ต้องร่วมรับผิดชอบ

ตามที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้า โดยมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ปปง. ธปท. กสทช. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับความปลอดภัยการใช้งาน Mobile Banking โดยดำเนินการตรวจสอบให้ชื่อผู้ใช้งาน Mobile Banking ตรงกับชื่อเจ้าของซิมหมายเลขโทรศัพท์มือถือ  เพื่อสกัดกั้นบัญชีม้าที่เป็นเส้นทางก่ออาชญากรรมของมิจฉาชีพ

จากการลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นประชาชนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขานครราชสีมา โดยนางสาวณัฐชยา ด้วงกลาง อายุ 47 ปี ชาว อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า แม่เปิดบัญชีที่ธนาคารแห่งนี้ จึงพาแม่มาทำธุรกรรมการเงิน ฝาก-ถอน ที่ธนาคารโดยตรง จะไม่ผูกบัญชีไว้กับ Mobile Banking แอพพลิเคชั่นของธนาคาร เพราะตอนนี้มิจฉาชีพเยอะมาก ไม่อยากให้เกิดปัญหากับข้อมูลส่วนบุคคลหรือเงินในบัญชีรั่วไหล จึงไม่ผูกบัญชีธนาคารของแม่หรือเบอร์โทรศัพท์ของแม่ไว้กับแอพพลิเคชั่นหรือบริการใดๆ เลย

ที่ผ่านมา เคยมีเบอร์โทรแปลกๆ โทร.มาหาแม่ อ้างโน่นนี่ ก็จะบอกให้แม่กดตัดสายทิ้งทันที กลัวมาหลอกถามข้อมูล ซึ่งคนสูงอายุจะหลงเชื่อคล้อยตาม  รู้ไม่เท่าทัน กดตัดสายทิ้งไปเลยดีกว่า  และหากแม่ต้องการจะถอนเงิน ก็ยอมเสียเวลาพาแม่มาธนาคารโดยตรงจะดีกว่า ไม่ผูกบัญชีธนาคารไว้กับเบอร์โทรศัพท์หรือบัตรอะไรทั้งสิ้น และไม่ผูกบัญชีของแม่กับบัญชีหรือโทรศัพท์ของตนด้วย  ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน  แต่ส่วนตัว เป็นคนรุ่นใหม่ ก็จะใช้บริการ Mobile Banking  เหมือนกัน แต่จะไม่กดลิงค์ใดๆ ต้องรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ

นอกจากนี้จะใช้วิธีกระจายบัญชี กับฟังข่าวสาร หาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะบางคนแม้จะดูข่าวสารแต่ก็ยังพลาด เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพจะแอบอ้างรู้ข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และรู้รหัสเลขบัตรประชาชน ทำให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้รับผลกระทบ เดือดร้อนกันอย่างมาก หลายคนเครียดจนเป็นซึมเศร้าหาทางออกไม่ได้ จึงอยากฝากไปถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด และธนาคารอยากให้มีส่วนร่วมรับมือแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยตรง เพราะเมื่อเกิดเหตุโดนดูดเงินในบัญชี กว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินจะดำเนินการระงับบัญชีหรือช่วยเหลือ เงินก็ถูกส่งต่อไปหมดแล้ว และแต่ละเคสจะเจอปัญหาคล้ายๆ กัน จึงอยากให้ธนาคารมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย”

ด้านนางขวัญพร มาดายัง อายุ 63 ปี ชาว อ.เมืองนครราชสีมา บอกว่า “ปัจจุบันมิจฉาชีพมาหลายรูปแบบ ใช้ AI เลียนภาพ เลียนเสียงได้เหมือนมาก รัฐแก้ไขปัญหาไม่ได้สักที ระวังยากมาก ถ้ามีเบอร์แปลกไม่คุ้นโทร.มาหาตน ก็จะใช้วิธีไม่รับสายจะดีกว่า  และถ้ามีคนส่งข้อความหรือแชร์มาหา ก็จะไม่กดลิงค์ใดๆ ตนอยู่บ้านกับลูกหลานก็ยังโดนมิจฉาชีพโทร.มากวน น่ากลัวจริงๆ ส่วนบริการ Mobile Banking ตนยังจำเป็นต้องใช้ เพราะมีความสะดวกรวดเร็ว ต้องโอนเงินจากบัญชีของตนไปเข้าบัญชีของลูกที่อยู่ห่างไกลกัน  และชื่อที่เปิดใช้ก็ตรงกับชื่อที่ลงทะเบียนในซิมโทรศัพท์มือถือ  แต่ตนไม่แน่ใจว่า Mobile Banking จะสะดวกและป้องกันได้จริงหรือไม่ จึงต้องป้องกันตนเองให้มากยิ่งขึ้น ตรวจสอบบัญชีปลายทางให้ดีทุกครั้งก่อนจะกดโอน .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ชาวนาโคราชฝืนทำนาปรังกว่า 6 พันไร่แม้ลำตะคองเหลือน้ำใช้แค่ 19%งดปล่อยน้ำให้

นครราชสีมา – ชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง ฝืนปลูกข้าวนาปรังกว่า 6,000 ไร่ ไม่สนคำเตือนชลประทาน แม้เขื่อนลำตะคองเหลือน้ำใช้แค่ 19%

ชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง จ.นครราชสีมา ยังคงฝืนทำนาปรังกันอย่างคึกคัก แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จะมีปริมาณน้ำใช้ได้เพียง 19% โดยทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ได้ประกาศขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่อยู่ในลุ่มน้ำลำตะคองทั้ง 5 อำเภอ ได้แก่ อ.สีคิ้ว, อ.สูงเนิน, อ.ขามทะเลสอ, อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ งดทำนาปรังทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับนาปรังที่ปลูก

และเพื่อที่จะกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคเป็นหลักก็ตาม แต่ชาวนาบางส่วนก็ยอมเสี่ยงปลูกข้าวนาปรังกันอย่างคึกคัก อย่างเช่นชาวนาในพื้นที่ ต.บ้านโพธิ์ และ ต.พะเนา อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายน้ำลำตะคอง โดยมีคลองลำบริบูรณ์ คลองสาขาของลำตะคอง ขณะนี้มีน้ำค้างอยู่ในคลองไม่มากนัก แต่พบว่ามีชาวบ้านพากันสูบน้ำทำนาปรังกันหลายร้อยไร่ โดยไม่สนคำเตือนของเจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคองแต่อย่างใด

นายประพันธ์ แก้วม่วงพะเนา อายุ 60 ปี ชาวนาบ้านยองแยง หมู่ที่ 8 ต.พะเนา อ.เมืองนครราชสีมา กล่าวว่า ตนเองทราบดีว่าปีนี้อ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีน้ำเหลือน้อยกว่าทุกปี แต่ด้วยความที่เป็นชาวนา และทำนาปรังมาทุกปี ช่วงหน้าแล้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ถ้าปล่อยนาทิ้งไว้ก็จะรกร้างเสียเปล่า จึงยอมที่จะเสี่ยงลงทุนทำนาปรัง จำนวน 15 ไร่ โดยหวังว่าจะได้ผลผลิตบ้าง เพราะปีที่แล้ว ได้ประมาณ 7 ตัน แต่ปีนี้รู้สึกว่าจะแย่กว่าเดิม เพราะนอกจากน้ำจะน้อยแล้ว ช่วงหว่านข้าวที่ผ่านมาเจอกับสภาพอากาศหนาวเย็นอีก ทำให้ต้นข้าวไม่เติบโต อาจจะได้ผลผลิตน้อยกว่าปีที่แล้ว

ทั้งที่ลงทุนมาก เฉพาะค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็ใช้เงินอย่างน้อยสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 300 บาท ยังไม่รวมค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าเมล็ดพันธุ์อีก ประเมินค่าใช้จ่ายมากพอสมควร โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน ที่ข้าวกำลังตั้งต้อง ต้องใช้น้ำมากเป็นพิเศษ ถ้าขาดน้ำช่วงนั้นเมล็ดข้าวจะลีบหมด เสียหายมาก จึงต้องสูบน้ำเข้านาต่อเนื่อง จนถึงช่วงใกล้จะเก็บเกี่ยว ซึ่งอยู่ช่วงระหว่างปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งยอมรับว่าเสี่ยงมาก แต่ก็ทำใจไว้ก่อนแล้ว ถ้าข้าวเสียหายก็รับสภาพได้

ด้านนายสุคนธ์ เต็มยศยิ่ง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 มีปริมาณน้ำกักเก็บเหลืออยู่ 78.433 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 24.94% ของความจุกักเก็บทั้งหมด 314.49 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาณน้ำใช้การได้ เหลือเพียง 55.713 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 19.09% เท่านั้น ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้ำน้อยมากในปีนี้ ดังนั้นช่วงหน้าแล้งนี้จึงงดการจ่ายน้ำเพื่อการเกษตรทั้งหมด เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคเป็นหลัก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจตามเส้นทางน้ำลำตะคอง ตั้งแต่ อ.สีคิ้ว ลงมาถึงพื้นที่ อ.เมืองนครราชสีมา พบว่ามีเกษตรกรฝืนทำนาปรังมากกว่า 6,000 ไร่

โดยมีการสูงน้ำจากลำตะคองและลำน้ำสาขาของลำตะคอง เพื่อทำนาปรังกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อท้องถิ่นบางพื้นที่ ที่จะต้องใช้น้ำจากลำตะคองเพื่อผลิตน้ำประปา เพราะระดับน้ำต่ำกว่าหัวกะโหลกเครื่องสูบน้ำ จนทางอ่างเก็บน้ำลำตะคองต้องส่งน้ำมาเพิ่มให้ เพื่อให้เพียงพอสำหรับทำน้ำประปาอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันก็มีหลายท้องถิ่นซึ่งมีอ่างเก็บน้ำดิบสำหรับทำน้ำประปา แต่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอ หากพบว่ามีปริมาณน้ำดิบเหลืออยู่ไม่ถึง 50% ทางอ่างเก็บน้ำลำตะคองก็จะมีการส่งน้ำมาให้เป็นช่วงๆ โดยมีการนัดหมายกับท้องถิ่นไว้ เพื่อที่จะสูบได้ทันตามเวลาที่ส่งน้ำให้ โดยทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคไว้ว่าในช่วงหน้าแล้ง จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2568 จะมีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างแน่นอน

นายสุคนธ์ฯ กล่าวอีกว่า สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มีนาอยู่ริมน้ำลำตะคองและลำสาขาของลำตะคอง ตนเองอยากฝากว่าปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคองเหลือน้อยมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับทำนาปรังอย่างแน่นอน โดยน้ำที่ส่งลงมาช่วงนี้เป็นน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภคเท่านั้น จึงอยากขอความร่วมมือว่าให้งดทำนาปรังเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความเสียหายของขาวนาปรังได้ พร้อมกันนี้ก็ขอให้ท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งผู้นำชุมชน ได้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคได้อย่างทั่วถึง และผ่านพ้นวิกฤติช่วงหน้าแล้งนี้ไปด้วยกัน

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

ตำรวจไซเบอร์บุกทลายเครือข่ายเว็บพนันชาวไต้หวัน พบเงินหมุนปีละ 500 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์บุกทลายฐานเว็บพนันชาวไต้หวันรายใหญ่ใจกลางกรุง พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านต่อปี รวบชาวไต้หวันพร้อมแอดมินกว่า 20 ราย

ตามนโยบาย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. ได้ขับเคลื่อนนโยบายผ่าน พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้รับผิดชอบควบคุมสั่งการ บช.สอท. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ จนนำมาสู่ปฏิบัติการดังกล่าว

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.68 เวลา 13.00 น. ณ บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ซอยลาดพร้าว 88 เอกมัย ถ.รามอินทรา แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. นำโดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รรท.ผบก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 และ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ร่วมแถลงข่าว ตำรวจไซเบอร์บุกทลายฐานเว็บพนันชาวไต้หวันรายใหญ่กลางกรุง พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านต่อปี รวบชาวไต้หวันพร้อมแอดมินกว่า 20 ราย

สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนปราบปรามเว็บไซตพนันออนไลน์ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 ได้สืบสวนพบเว็บไซต์พนันออนไลน์ผิดกฎหมาย เครือข่าย sbfplay bet โดยได้มีการประกาศโพสต์โฆษณา หรือชักชวนให้ผู้อื่นหรือประชาชนทั่วไปเข้าเล่นการพนันออนไลน์ และมีผู้อื่น ซึ่งมีทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปติดตามเพจเฟซบุ๊กการพนัน มีทั้งประเภท สล็อต ยิงปลา คาสิโนสด กีฬา โป๊กเกอร์ และเกมส์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเล่นการพนันออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลอีกว่า มีเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปเข้าไปเล่นพนันออนไลน์เว็บไซต์ดังกล่าวทุกวันอีกด้วย ตรวจสอบข้อมูลทางการเงินเบื้องต้น พบยอดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อปี

จากข้อมูลสืบสวนพบว่า เว็บไซต์ดังกล่าวมีชาวไต้หวันรายหนึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ โดยใช้วิธีการเขียนโปรแกรมหน้าเว็บไซต์แสดงเป็นเว็บไซต์รับซื้อขายภาพ NFT แต่เมื่อคลิกเข้าไปกลับพบข้อมูลหลังบ้านเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์ ชื่อเว็บไซต์ www.sbfplay .bet

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งขบวนการได้ จำนวน 14 ราย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ตั้งแต่ผู้รับผลประโยชน์ลงมาจนถึงบัญชีม้า และได้ขออำนาจศาลออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้จำนวน 4 จุด กระทั่งช่วงเช้ามืดของวันที่ 4 ก.พ.68 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รรท.ผบก.สอท.3 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.3 และ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทั้ง 4 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ซอยลาดพร้าว 88 เอกมัย ถ.รามอินทรา แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. ซึ่งเป็นที่ตั้งของออฟฟิศ ผลการตรวจค้น พบหัวหน้า Admin เว็บไซต์พนันดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ 3 ราย และ เจ้าหน้าที่ Admin เว็บพนันอีกกว่า 20 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 33 เครื่อง และบัญชีธนาคารทั้งไทยและต่างประเทศ

สมช. สั่งเริ่ม 9 โมงเช้าวันนี้ ตัดไฟ-น้ำมัน-อินเทอร์เน็ต 5 จุด ชายแดนไทย-เมียนมา

มติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเห็นชอบให้ตัดไฟฟ้า-น้ำมัน-อินเทอร์เน็ต 5 จุด ชายแดนไทย-เมียนมา เริ่ม 9 โมงเช้าวันนี้ ขู่ดำเนินการหากลักลอบเดินสายไฟ 

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังหารือกับ นายหลิว จงอี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ทางจีนมาเยี่ยมตนเองอย่างไม่เป็นทางการ โดยนำความปรารถนาดีของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงของจีนมาให้ ซึ่งตนกับรองนายกฯ ความมั่นคงจีนและอีกหลายคนได้พูดคุยกันมาต่อเนื่องเป็นเดือนแล้ว ในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นปัญหา เพราะคิดว่าปัญหาเหล่านี้หากประเทศใดประเทศหนึ่งดำเนินการแก้ไขคงไม่จบ

แต่ต้องเกิดจากหลายส่วนพูดคุยกัน ซึ่งเขาก็มีข้อมูลในหลายส่วนเยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะจีนเป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เขาก็มาคุยเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้ทำความเสียหายกับทุกประเทศ ซึ่งไทยก็เสียหายโดยในหนึ่งปีมีผู้เป็นเหยื่อ 557,500 ราย สูญเสียเงินกว่า 68,000 ล้านบาท หากคิดเป็นรายวันตกวันละ 80 ล้านบาท ฉะนั้นเราก็ต้องจัดการ ซึ่งการซีลชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องยาเสพติด แต่รวมไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาชญากรรม และการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดน ซึ่งเขาก็อยากให้เราทำแต่เราทำไปก่อนแล้ว และจีนได้ขอบคุณและชื่นชมไทย

“จีนอยากให้ไทยช่วยตัดเส้นทางลำเลียง เพื่อช่วยสกัดกั้นทุกทาง ส่วนถึงขั้นปิดชายแดนหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณา แต่ได้บอกไปแล้วว่า ในการตัดสินใจเรื่องนี้ต้องเป็นความเห็นร่วมกันในฐานะที่มีปัญหาร่วมกัน และต้องเคารพอธิปไตยของประเทศไทยด้วย ซึ่งจีนก็ตอบรับ ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดการจัดประชุมร่วม 3 ฝ่าย ระหว่างไทย จีน และเมียนมา”

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า สมช.ได้รวบรวมข้อมูลทุกฝ่ายทุกส่วนแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ มีประชาชนทั้งหมด 557,500 กว่าคดี รวมเงิน 86,000 กว่าล้านบาท แต่ละวันมีความเสียหาย 80 ล้านบาท ถือเป็นการสรุปชัดเจนจากหน่วยงานด้านข่าวที่เกี่ยวข้องว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพี่น้องประชาชน และทั่วโลก จึงมีมติให้ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดน้ำมัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันที่ 5 ก.พ. เป็นต้นไป ซึ่งตนจะกลับไปเซ็นหนังสือในคืนนี้เลย (4 ก.พ.) โดยกระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งให้รัฐบาลเมียนมารับทราบ ให้แจ้งสถานพยาบาลให้รับรู้และเตรียมตัว โดยจะเป็นการตัดทั้ง 5 จุดตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งนั้น เราถือว่าเรื่องนี้เป็นความทุกข์ของประเทศ และประชาชนที่เผชิญอยู่เป็นเรื่องที่เราต้องดูแล

“เราแจ้งว่าเราจะตัดเพราะมีปัญหาความมั่นคง เมื่อเราแจ้งแล้วรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นเรื่องของรัฐบาลเมียนมา เราไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ด่านชายแดนทั้งหมดเราจะจัดการให้สอดรับกับการซีนชายแดน 51 อำเภอ ซึ่งจะสามารถควบคุมเรื่องนี้ได้ทั้งหมด ซึ่งมติสมช. จะได้ชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”

เมื่อถามว่า รัฐบาลเมียนมาจะเข้าใจ และจะไม่ตอบโต้ด้วยการตัดแก๊สจนบานปลายใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เคยหารือกันซึ่งเขามีความเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยแต่เป็นปัญหาของนานาชาติ เพราะมีบุคคลหลายชาติถูกหลอกเข้าไปในนั้น

สำหรับ 5 จุด ที่จะถูกตัดไฟได้แก่ 

1.จุดซื้อขายบริเวณบ้านเจดีย์สามองค์ – เมืองพญาตองชู รัฐมอญ โดยบริษัท Mya Pan Investment and Manufacturing Company Limited เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

2.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านเหมืองแดง – เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน โดยบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป (พีแอนด์อี) จำกัด เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

3.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย – พม่า – เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน โดยบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป (พีแอนด์อี) จำกัด เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

4.ซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย – พม่า แห่งที่ 2 – อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยบริษัท Nyi Naung Oo Company Limited และ บริษัท Enova Grid Enterprise (Myanmar) Company Limited เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

5.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านห้วยม่วง – อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง โดยบริษัท Shwe Myint Thaung Yinn Industry and Manufacturing Company Limited (SMTY) เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

กคช.โชว์ผลงานครบรอบ 52 ปี สร้างที่อยู่อาศัยกว่า 7.5 แสนหน่วย ลุยขับเคลื่อนต่อเนื่อง

การเคหะแห่งชาติแถลงผลงานครบรอบ 52 ปี สร้างที่อยู่อาศัยกว่า 7.5 แสนหน่วย ผลประเมิน ITA 96.44 คะแนน ได้อันดับ 1 ของกระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากรของ “ท็อป วราวุธ” รมว.พม.

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 นายทวีพงษ์  วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าวผลการดำเนินงานครบรอบ 52 ปี การเคหะแห่งชาติ (กคช.) พร้อมแถลงผลการดำเนินงานปี 2567 และแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยปี 2568 โดยมีผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานการเคหะแห่งชาติ รวมทั้งสื่อมวลชนร่วมงาน ณ สำนักงานใหญ่การเคหะแห่งชาติ ถนนนวมินทร์ คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดกล่าวว่า การเคหะแห่งชาติเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีภารกิจหลักในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชน และเมือง ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชน และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นี้จะครบรอบ 52 ปี ของการก่อตั้ง โดยที่ผ่านมาการเคหะแห่งชาติได้พัฒนาที่อยู่อาศัยในทุกรูปแบบไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 754,971 หน่วย อาทิ โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการเคหะชุมชน โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง และโครงการอาคารเช่า เป็นต้น ขณะที่ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ปี 2567 การเคหะแห่งชาติได้คะแนน 96.44 คะแนน จาก 100 คะแนนเต็ม เป็นอันดับที่ 1 ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง พม. และเป็นอันดับที่ 10 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

สำหรับการทำงานในปี 2567 การเคหะแห่งชาติมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)ที่มีมุมมองต่อการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และมุ่งเน้นนโยบายสำคัญที่เรียกว่า 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ได้แก่ เสริมพลังวัยทำงาน เพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน สร้างพลังผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสและเสริมคุณค่าคนพิการ และสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว (เกี่ยวข้องโดยตรงบการเคหะแห่งชาติ) ดังนั้นการขับเคลื่อนการดำเนินงานเรื่องบ้านสำหรับคนทุกช่วงวัย (Housing for all) และชุมชนน่าอยู่สำหรับประชากรทุกกลุ่มวัย (Community for all) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ และในปี 2568 รมว.พม. ยังได้ผลักดัน 9 โครงการ Flagship ต่อยอดนโยบาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากรซึ่งภารกิจที่การเคหะแห่งชาติได้รับมอบหมายจาก รมว.พม. ให้ดำเนินการ คือ บ้านสำหรับคนทุกช่วงวัย (Housing for all) ประกอบด้วย โครงการบ้านตั้งต้น (First Jobber) การเคหะแห่งชาติได้นำโครงการอาคารเช่ามาให้กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ได้เช่าในราคาพิเศษ โดยคัดเลือกโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 8 โครงการ รวมทั้งสิ้น 1,428 หน่วย ให้เช่าในราคาเริ่มต้น 1,200 บาทต่อเดือน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 มีประชาชนทำสัญญาเช่า
รวมทั้งสิ้น 540 หน่วย

นอกจากนี้ยังมียังมีโครงการอาคารเช่าพักอาศัยที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอีกจำนวน 12 โครงการ ประกอบด้วย สมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) นครสวรรค์ 2 ระยะที่ 2 มหาสารคาม ลำปาง สุรินทร์ (สลักได) อุบลราชธานี กาญจนบุรี พังงา (ตะกั่วป่า) ชลบุรี (แหลมฉบัง) ระยะที่ 1 สมุทรปราการ (บางพลี) อุดรธานี (สามพร้าว) และเชียงใหม่ (หนองหอย) รวม 3,540 หน่วย ปัจจุบันมีผู้ทำสัญญาเข้าอยู่อาศัยแล้ว จำนวน 1,935 หน่วย และในปี 2568 ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกจำนวน 5 โครงการ 1,594 หน่วย ได้แก่ ลพบุรี ระยะที่ 1 พระนครศรีอยุธยา (โรจนะ) ระยะที่ 1 ฉะเชิงเทรา (บางปะกง) หนองบัวลำภู และเพชรบุรี (โพไร่หวาน)  

ขณะที่ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ได้แก่ อาคาร D1 สูง 35 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวม 612 หน่วย รองรับผู้อยู่อาศัยเดิมในโครงการเคหะชุมชนดินแดง อาคารแฟลตที่ 23 – 32 ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบกุญแจให้กับผู้อยู่อาศัย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 จำนวน 397 ครัวเรือนและคาดว่าจะบรรจุผู้อยู่อาศัยเต็มจำนวนประมาณเดือนมิถุนายน 2568 ส่วน อาคาร A1 สูง 32 ชั้น จำนวน1 อาคาร 635 หน่วย รองรับผู้อยู่อาศัยเดิมในโครงการเคหะชุมชนดินแดง อาคารแฟลตที่ 9 – 17 และอาคารแฟลตที่ 63 – 64 ปัจจุบันมีผลการดำเนินงานการก่อสร้างร้อยละ 18.40 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2569

ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยประเภทขาย การเคหะแห่งชาติได้จัดโปรโมชันลดราคา 5-20% เป็นของขวัญปีใหม่ 2568 ให้กับประชาชนในนามกระทรวง พม. จำนวน 102 โครงการ และลดราคาพิเศษโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 47 โครงการ และวางเงินจองเริ่มต้น 1,000 บาท ถึง 31 มีนาคม 2568 ที่จะถึงนี้และหากประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านของการเคหะแห่งชาติแล้วโดนปฏิเสธสินเชื่อ การเคหะแห่งชาติยังมี โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ผ่านการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2563-2567 ได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้วจำนวน 1,785.116 ล้านบาท สามารถช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้มีบ้านเป็นของตนเอง จำนวน 2,758 ครัวเรือน แบ่งออกเป็น กลุ่มลูกค้าทั่วไป 2,404 ราย และกลุ่มเปราะบาง 354 ราย และในปี 2568 การเคหะแห่งชาติได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 388.800 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนได้ประมาณ 648 ราย

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว การเคหะแห่งชาติยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยได้จัดทำโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ (บ้านสบายเพื่อยายตา) ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2553-2567 จำนวนทั้งสิ้น 512 หลัง โดยเฉพาะในปี 2567 ได้ดำเนินการปรับปรุงที่อยู่อาศัยและสร้างใหม่จำนวนทั้งสิ้น 71 หลัง ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร ตราด ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา ชัยภูมิ สตูล และสุพรรณบุรี และในปี 2568 ได้มีการเปลี่ยนชื่อโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับ Flagships ด้านที่ 3 “สร้างงาน สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง” และครอบคลุมกับกลุ่มเป้าหมายตามภารกิจของกระทรวง พม.เป็น “โครงการปรับปรุงหรือสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี” (บ้านสบายเพื่อยายตา) และมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 9 จังหวัด จำนวน 30 หลัง ได้แก่ พื้นที่นิคมพึ่งตนเอง 6 จังหวัด จำนวน 23 หลัง และพื้นที่ของกรมกิจการเด็กและเยาวชน 3 จังหวัด จำนวน 7 หลัง

ด้านการบริหารจัดการชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินโครงการยกระดับชุมชนต้นแบบสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Smart Sustainable Community : SSC)เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และยกระดับชุมชนให้เป็น Smart Sustainable Community โดยกำหนดเกณฑ์ตัวชี้วัดออกเป็น 4 มิติ ประกอบด้วย มิติเศรษฐกิจมิติการมีส่วนร่วม มิติสุขภาพ และมิติสิ่งแวดล้อม และในปี 2567 ได้มีการต่อยอดขยายผลกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคัดเลือกชุมชนที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน SSC เป็นโครงการนำร่องในการประเมินดัชนีความสุขในชุมชนของผู้อยู่อาศัย จำนวน 2 ชุมชน ได้แก่ โครงการบ้านเอื้ออาทรบางโฉลง ระยะ 1 ผลประเมินความสุขได้ร้อยละ 80.30 และโครงการบ้านเอื้ออาทรพหลโยธิน กม.44 ระยะ 1 เฟส 1 ผลประเมินความสุขได้ร้อยละ 79.40 และเพื่อเป็นการเฟ้นหาชุมชนที่มีการเชื่อมโยงกับผู้อยู่อาศัยในชุมชนทุกมิติ การเคหะแห่งชาติยังได้จัดโครงการประกวดชุมชนสดใส จิตใจงดงาม ประจำปี 2567

โดยคัดเลือกชุมชนของการเคหะแห่งชาติกว่า 700 ชุมชน และกำหนดเกณฑ์ค่าคะแนนการประเมินชุมชนไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ด้านกระบวนการมีส่วนร่วม ด้านการบริหารจัดการชุมชน และด้านครอบครัวเข้มแข็ง โดยมีโครงการที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบในโครงการประกวดฯ ทั้งสิ้น 18 ชุมชน ซึ่งโครงการบ้านเอื้ออาทรเชียงราย (ริมกก) ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการประเภทอาคารแนวราบ โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน จังหวัดสมุทรปราการ (เทพารักษ์ 3) ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการประเภทอาคารแนวสูง และโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2 ระยะ 1-2 ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการประเภทอาคารเช่า

และในปี 2568 การเคหะแห่งชาติยังได้มีพันธมิตรมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในด้านเศรษฐกิจ โดยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติได้ MOU ร่วมกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติให้มีความรู้ ความสามารถ ทั้งในด้าน Reskill และ Upskill ให้สูงขึ้นและได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน นับเป็นการส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการอบรมนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพอิสระ มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว สามารถพึ่งพาตนเองได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมี โครงการพัฒนาการจัดสวัสดิการด้านการอยู่อาศัยทุกช่วงวัย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย โดยขับเคลื่อนโครงการฯ ผ่าน 6 กิจกรรม ดังนี้ 1. ส่งเสริมปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน 2. ส่งเสริมการบริหารจัดการขยะและสร้างชุมชนสะอาด 3. สร้างชุมชนและครอบครัวเข้มแข็งด้วยการส่งเสริมจัดกิจกรรมวันสำคัญต่าง ๆ 4. การเสริมสร้างศักยภาพเพื่อสร้างอาชีพและผลิตภัณฑ์ชุมชน (Productivity) 5. สนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยของการเคหะแห่งชาติกรณีถูกสถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อ และ 6. การส่งเสริมการดูแลสุขภาวะของคนในชุมชนซึ่งในปี 2567 ได้ดำเนินการแล้ว จำนวน 12 ชุมชน และในปี 2568 จะดำเนินการเพิ่มอีก 12 ชุมชน

และในช่วงปีที่ผ่านมาได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคใต้ การเคหะแห่งชาติก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่โครงการของการเคหะแห่งชาติ ทั้งยังเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยรวมถึงได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อและปลอดค่าเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือนอีกด้วย

จากผลการดำเนินงานในปี 2567 ทำให้การเคหะแห่งชาติได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน อาทิ รางวัล “องค์กรเกียรติยศ” ในงานหอเกียรติยศ 2567 วุฒิสภา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 รางวัล “รัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านการส่งเสริมและพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน” ในงาน “Siamrath Awards 2024” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 รางวัล Friendly Design Awards 2024 ประเภท “โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อคนทั้งมวล” จากมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ในงาน Thailand Friendly Design Expo 2024 : มหกรรมอารยสถาปัตย์นวัตกรรมสุขภาพ และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 และยังได้รับรางวัล 2025 WOW Awards (Wonder of Well-Living City Awards) “โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง” จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 อีกด้วย

“ตลอดระยะเวลา 52 ปีที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชน โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงความยั่งยืนตามเกณฑ์ NHA Eco Village เพื่อลดโลกร้อนและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยในเชิงอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design ซึ่งปัจจุบันการเคหะแห่งชาติได้แบ่งสัดส่วนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 10% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และในปี 2568 จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 20% และในอนาคตจะทยอยเพิ่มจำนวนสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จนครบ 100% เพราะ Universal Design ไม่ใช่แค่การออกแบบภายในห้องพักอาศัยแต่หมายถึงสภาพแวดล้อมทั้งหมดของโครงการ ที่ทุกคนต้องสามารถดำเนินชีวิตประจำวันร่วมกันได้อย่างปกติสุข ตามวิสัยทัศน์ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี”ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวย้ำ

สินค้าเกษตรไทยผงาดครองตลาดโลกส่งออกมูลค่า 1.8 ล้านล้านต่อปี

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Global Markets: เกษตรไทยผงาดตลาดโลก ภายในงาน “Go Thailand 2025 Women Run the World : พลังหญิงเปลี่ยนโลก” ณ TRUE ICON HALL ICONSIAM เพื่อเป็นการแบ่งปันวิสัยทัศน์และมุมมองการขับเคลื่อนประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจและเรียนรู้จากผู้นำหญิงที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันเวทีโลกให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรของไทย องค์กรนานาชาติที่เกี่ยวกับเรื่องของอาหารและการเกษตรมาตั้งสำนักงานสาขาที่เรียกว่า สำนักงานภูมิภาคในประเทศไทยครบหมดแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเรามีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของภาคการเกษตร จากข้อมูลปี 65 – 67 ไทยส่งสินค้าเกษตร เฉพาะสินค้าเกษตรร่วม 1.8 ล้านล้านบาท และก็เพิ่มขึ้นทุกปี โดยลำดับแรกของประเทศที่เราส่งสินค้าเกษตรออกไปคือประเทศจีน ถัดมาเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มาเลยเซีย และอินโดนีเซีย

โดยข้าวมีมูลค่าส่งออกเยอะที่สุด รองลงมาคือเนื้อไก่ ทุเรียน ยางพารา ที่วันนี้เราเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ปี 67 ราคายางพาราเพิ่มขึ้นร่วม 40 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้ภาระงบประมาณ ไม่ต้องใช้ภาษี ถ้าดูในภาพรวมแล้ว การส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 15 จากปีก่อนหน้านั้นอยู่ลำดับที่ 16 ปีนี้ขยับขึ้นมา ซึ่งเราก็หวังว่าเราจะขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งในเชิงมูลค่าและปริมาณ ไม่ใช่แค่ปริมาณอย่างเดียว 
        
“วันนี้ภาคการเกษตรของไทยไปอยู่ในลำดับต้น ๆ ของตลาดโลกได้นั้นเป็นเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงริเริ่มไว้หลาย ๆ โครงการ เช่น นวัตกรรมทำฝนหลวงในพื้นที่แห้งแล้งภาคอีสาน จนกำเนิดเป็นกรมฝนหลวง การศึกษาวิจัยว่าจะเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่ดี จึงเกิดเป็นกรมพัฒนาที่ดิน และทำให้ยูเอ็นประกาศให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันดินโลกเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้กับพระองค์ท่าน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่าต่อว่า ในส่วนของสินค้าเกษตรมูลค่าสูง กระทรวงเกษตรฯ จึงสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ ๆ เหมาะสมปลูกกาแฟหรือโกโก้ ซึ่งตรงนี้กำลังทำงบประมาณเพื่อที่เราจะสนับสนุนให้มีรายได้ที่สูงขึ้น รวมไปถึงการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปีนี้เราตั้งเป้าปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ โดยการใช้วิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราสามารถลดการใช้น้ำในการเพาะปลูกได้กว่า 50% และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซที่จะไปสร้างภาวะเรือนกระจกได้ 
        
“วันนี้ประเทศเรามีประชากรสูงวัยจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มเกษตรกรด้วย ตอนนี้ที่เราภูมิใจว่าเรามีความมั่นคงทางอาหาร เราส่งออกให้ชาวโลกได้ แต่ถ้าเราไม่มีเกษตรกรเข้ามาเพิ่มในภาคการเกษตร ท้ายที่สุดมันจะไม่สามารถเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ จึงพยายามที่จะสนับสนุนให้ young smart farmer เข้ามาให้มากขึ้น ขอฝากให้ทุกคนช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย”

ฮิตเที่ยวตามรอย”โคมไฟตรุษจีนอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์”หลังอัพลงโซเชียล

หลังจากชาวไทยเชื้อสายจีนในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวมาเลเซีย ต่างแต่งตัวชุดกี่เพ้า โมเดิรน์ สไตล์แฟชั่น ทันสมัย และเสื้อยืดสีแดงแบบคูลๆ สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพี่น้องชาวจีน เดินทางมาถ่ายรูปเช็คอินกับโคมไฟตรุษจีน หรือ โคมเต็งลั้ง  ที่หน้าอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ เพื่ออัพลงโซเชียล ที่ทางกองช่างเทศบาลเมืองเบตง มาประดับตกแต่งโคมไฟตรุษจีน กว่า 1,600 ลูก

ทั้งด้านหน้าและภายในอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  และบริเวณ 4 แยกหอนาฬิกาเทศบาลเบตง เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจีน และร่วมเฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ของชาวไทยเชื้อสายจีน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอเบตงในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาสัมผัสสถานที่ดังกล่าวต้องเดินทางมาท่องเที่ยวตามรอย

ด้านนายสกุล เล็งลัคน์กุล นายกเทศมนตรีเมืองเบตง กล่าวว่า โคมไฟตรุษจีน ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์มงคลในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกลจากตัวบ้านและผู้อยู่อาศัย อีกทั้งยังถือเป็นของมงคลที่เปรียบเสมือนเครื่องชี้นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เทพเจ้าได้มองเห็นโคมไฟสีแดงได้ง่าย เพื่อที่จะได้ประทานพรให้เจ้าของบ้าน มีความสุขและความร่ำรวยนั่นเอง

สำหรับอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ตั้งอยู่ ณ บริเวณถนนอมรฤทธิ์ ตัดกับถนนภักดีดำรงผ่านสวนสาธารณะออกสู่ถนน บริเวณหน้าสวนนก เชื่อมต่อกับถนนมงคลประจักษ์ ทะลุไปสู่ชุมชนเมืองใหม่หมู่บ้านแกรนด์วิว และเชื่อมต่อกับถนนอัยเยอร์เบอร์จัง ไปสู่ชุมชนธารน้ำทิพย์อีกทอดหนึ่ง เป็นอุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของเมืองไทย ที่ขุดทอดโค้งให้รถวิ่งไป-มาก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความยาวตลอดอุโมงค์ ประมาณ 273 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร ผิวจราจรคู่ กว้าง 7เมตร ทางเท้าเดินกว้างข้างละ 1 เมตร ความเร็วรถสามารถวิ่งได้ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2544 และมีอายุการใช้งานแล้ว  24 ปี

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถถ่ายรูปกับรูปปั้นไก่เบตงที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับปากอุงโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งไก่เบตงนอกจากจะเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองเบตงแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของอำเภอเบตงอีกด้วย

ขณะที่ภายในเขตเทศบาลเมืองเบตง คราคร่ำ.ไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวมาเลเซียต่างเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายหลังเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแบบครอบครัว ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวมาเลเซียต่างพาครอบครัว มายลโฉมความงามของ ดอกทิวลิปและดอกลิลลี่ บาน ที่สวนหมื่นบุปผา และตามสถานประกอบการ ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของระลึก ต่างคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังช่วงก่อนตรุษจีนในพื้นที่เงียบเหงามาหลายสัปดาห์

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา