ทีมแพทย์เฉพาะทางจากกรุงเทพเปิดตัว “ศูนย์ป้องกัน-ฟื้นฟูหลอดเลือด-สมดุลฮอร์โมน”ยกระดับการดูแลสุขภาพคนอีสาน

ครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปี !ทีมแพทย์เฉพาะทางจากกรุงเทพ ยกทีมลงพื้นที่อุดรธานี 5 วันรวด ประกาศเปิดตัวศูนย์ป้องกันและฟื้นฟูหลอดเลือดและสมดุลฮอร์โมนพร้อมเปิดตัวโครงการ “Strong Again Challenge” ท้าพิสูจน์ การฟื้นฟูหลอดเลือ

นับเป็นก้าวสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ GENESENN Wellness & Longevity Network ร่วมกับ DNA Plus Center อุดรธานี เปิดตัว “ศูนย์ป้องกันและฟื้นฟูหลอดเลือดและสมดุลฮอร์โมนแบบครบวงจร”

ศูนย์สุขภาพเชิงลึกระดับสากลแห่งใหม่ของภาคอีสาน

การเปิดตัวครั้งนี้ ได้จัดขึ้นพร้อมกิจกรรม ตรวจสุขภาพโดยทีมแพทย์เฉพาะทางจากกรุงเทพฯ ต่อเนื่อง 5 วัน ในระหว่างวันที่ 3 – 7 เมษายน 2569 เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองและวางแผนสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ที่มีการรวมทีมแพทย์

ที่มีการรวมทีมแพทย์เฉพาะทางด้านที่แทคทีมลงพื้นที่ตรวจและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเชิงลึกแก่ประชาชนในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-เวชศาสตร์ชะลอวัยและสมดุลฮอร์โมน
-เวชศาสตร์ครอบครัวและจีโนมิกส์
-ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด
-ศูนย์ออกแบบสุขภาพชีวิตแห่งใหม่ของภาคอีสาน

ศูนย์แห่งนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Preventive & Longevity Medicineซึ่งมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะก่อนเกิดโรค ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก และการออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล

บริการของศูนย์ครอบคลุมการดูแลสุขภาพหลายมิติ ได้แก่

-การประเมินสุขภาพหลอดเลือดหัวใจและสมอง
-การวิเคราะห์สมดุลฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ
-การตรวจวิเคราะห์สุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI
-การวางแผนสุขภาพระยะยาวผ่านโปรแกรม Life Map หรือ “คู่มือชีวิต”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ GENESENN คือการช่วยให้ผู้คนมี “คู่มือชีวิตด้านสุขภาพ”ที่ช่วยอธิบายโครงสร้างสุขภาพ ของแต่ละบุคคล ตั้งแต่พันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไปจนถึงความเสี่ยงของโรคในอนาคตเพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับตัวเอง ผู้เข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพของ GENESENN รวมถึงผู้เข้าร่วมโครงการ 90 Days Strong Again จะได้รับการออกแบบ Life Map หรือคู่มือชีวิตเฉพาะบุคคล เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพระยะยาว แนวคิดสำคัญของศูนย์จึงไม่ได้เป็นเพียงศูนย์ตรวจสุขภาพ แต่เป็น “ศูนย์ออกแบบสุขภาพชีวิต”ที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจสุขภาพของตนเองและวางแผนชีวิตด้านสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีระบบ

ขยายโครงการ “90 Days Strong Again” จากกรุงเทพสู่ภาคอีสาน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเปิดศูนย์ครั้งนี้ คือการนำแนวคิดจากโครงการ “90 Days Strong Again” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในกรุงเทพฯ มาต่อยอดในภาคอีสาน โครงการดังกล่าวเป็นโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพหลอดเลือดที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม ท้าพิสูจน์ผลลัพธ์จริง ผ่านการวัดสุขภาพหลอดเลือดก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมจะได้รับการประเมินสุขภาพ พร้อมคำแนะนำจากทีมแพทย์และการออกแบบแนวทางดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลผ่าน Life Map หรือคู่มือชีวิต เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพต่อเนื่องได้แม้จบโปรแกรมแล้ว และปัจจุบันโครงการในกรุงเทพก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมหลากหลายวงการ รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ต้องการฟื้นฟู สุขภาพและท้าพิสูจน์ผลลัพธ์ของโปรแกรม

จากความสำเร็จดังกล่าว ทาง “ DNA Plus Center อุดรธานี” จึงนำแนวคิดนี้ มาพัฒนาเป็นโปรแกรมพิเศษสำหรับชาวอุดรธานี ภายใต้ชื่อ “Strong Again Mini Challenge”เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทดลองโปรแกรมฟื้นฟูหลอดเลือดและร่วมท้าพิสูจน์ผลลัพธ์ด้วยตนเอง

ท้าพิสูจน์ผลลัพธ์การฟื้นฟูหลอดเลือด

ผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับการประเมินสุขภาพหลอดเลือดด้วยเครื่อง ABI (Ankle-Brachial Index) ทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของอายุและความยืดหยุ่นของหลอดเลือด

– แนวคิดของโครงการคือการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ “พิสูจน์ผลลัพธ์ด้วยข้อมูลจริง”ผ่านการตรวจวัดทางการแพทย์ โปรแกรมฟื้นฟูดังกล่าวประกอบด้วยเทคโนโลยี EECP (Enhanced External Counterpulsation)ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่ได้รับการรับรองจาก US FDA และถูกใช้ในศูนย์หัวใจหลายแห่งทั่วโลกเพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและฟื้นฟูระบบหลอดเลือด

Kick-off เปิดศูนย์ พร้อมโอกาสตรวจสุขภาพเชิงลึก

นอกจากการเปิดตัวโครงการ Strong Again แล้ว ศูนย์ยังจัดโปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึกสำหรับประชาชนในพื้นที่ เพื่อช่วยคัดกรองความเสี่ยงโรคสำคัญ เช่น

-โรคหลอดเลือดสมอง
-โรคหัวใจ
-เบาหวาน
-โรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ

โดยทีมแพทย์จากกรุงเทพจะลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและตรวจสุขภาพ ในระหว่างวันที่ 3 – 7 เมษายน 2569

ยกระดับการดูแลสุขภาพของภาคอีสาน

การเปิดตัวศูนย์ป้องกันและฟื้นฟูหลอดเลือดและสมดุลฮอร์โมนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพเชิงป้องกันในประเทศไทย GENESENNตั้งเป้าพัฒนาเครือข่ายศูนย์ดูแลสุขภาพที่ผสานการตรวจวิเคราะห์ การฟื้นฟู และการออกแบบสุขภาพระยะยาว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพระดับสากลได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ

ผลักดัน ‘บ้านเพราะช้าง’ สู่ท่องเที่ยวชุมชน สืบสานวิถีชาวปกาเกอะญอ อัตลักษณ์วิถีชีวิต

“นายกจอย” นายก อบจ.ตาก เปิดงาน “วันช้างไทย”ประจำปี 2569. บ้านยะพอ ดัน ‘บ้านเพราะช้าง’ สู่ท่องเที่ยวชุมชน สืบสานวิถีชาวปกาเกอะญอ. ชูอัตลักษณ์วิถีชีวิต เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนควบคู่การอนุรักษ์  พร้อมผลักดัน เป็นแลนด์มาร์ค พื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569.นางอัจฉรา ทวีเกื้อกูลกิจ  “นายกจอย”  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ตาก เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว “วันช้างไทย” ณ.บ้านยะพอ หมู่ที่ 5 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก โดยมี นายธันย์ปวัฒน์ ภูริวัฒนเมธา นายอำเภอพบพระ จ.ตาก พร้อมด้วย น.ส.ธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ “ผอ.หน่อง”  ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้นำท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนและควาญช้างในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

นายวินัย คีรีเกริกก้อง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) วาเล่ย์ อ.พบพระ  กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่ออชูอัตลักษณ์วิถีชีวิตชาวปกาเกอะญอที่ผูกพันกับช้างมายาวนานนุรักษ์ช้างไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผ่านการนำเสนอวิถีชีวิตของคนกับช้าง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนชาวปกาเกอะญอ

ภายในงาน “วันช้างไทย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 ณ บ้านเพราะช้าง บ้านยะพอ มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ พิธีเรียกขวัญช้าง ,พิธีมัดมือช้างและเลี้ยงอาหารช้าง,การแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ นิทรรศการความรู้เกี่ยวกับช้างไทย,การประกวดวาดภาพและกิจกรรมศิลปะ ,การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านของชุมชน

นางอัจฉรา ทวีเกื้อกูลกิจ  “นายกจอย”  นายก.อบจ.ตาก กล่าวว่า ช้างไทยถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยในอดีตช้างถูกใช้เป็นกำลังสำคัญในสงคราม อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนไทย สำหรับพื้นที่ ตำบลวาเล่ย์ ชาวปกาเกอะญอได้สืบทอดวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างมายาวนานนับร้อยปี ครอบคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดตาก 

ทั้งอำเภอพบพระ แม่สอด แม่ระมาด และอุ้มผาง รวมถึงชุมชนชาวปกาเกอะญอในฝั่งประเทศเมียนมา สะท้อนความผูกพันระหว่างคนกับช้างที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชุมชน บ้านยะพอ นับเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างแบบดั้งเดิม โดยควาญช้างในพื้นที่สืบทอดภูมิปัญญาการดูแลช้างจากบรรพบุรุษ เดิมช้างถูกใช้ในการชักลากไม้ในป่า ก่อนที่บริบทพื้นที่ชายแดนจะเปลี่ยนแปลงไป

ต่อมาชุมชนได้รวมกลุ่มกันภายใต้แนวคิด “บ้านเพราะช้าง” เพื่อดูแลช้างให้อยู่ในถิ่นฐานเดิม โดยใช้พื้นที่ธรรมชาติที่มีแหล่งน้ำและอาหารสมบูรณ์ ดูแลช้างในรูปแบบครอบครัว ไม่เร่งรัดให้ช้างทำงานหนัก พร้อมเปิดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ด้าน นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตาก กล่าวว่า เนื่องในโอกาส วันช้างไทย 13 มีนาคม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวชุมชน “บ้านเพราะช้าง” ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดตาก ผ่านกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับช้างไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น

ทั้งนี้ การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนดังกล่าว ไม่เพียงช่วยสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น พร้อมสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ช้างไทยและรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนอย่างยั่งยืน

ทางด้าน นายธันย์ปวัฒน์ ภูริวัฒนเมธา นายอำเภอพบพระ กล่าวว่า ตนขอเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนอำเภอพบพระ กล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนงานวันช้างไทย ณ บ้านเพราะช้าง บ้านยะพอ ตำบลวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โดยกิจกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก องค์การบริหารส่วนตำบลวาเล่ย์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอพบพระ พร้อมทั้งสืบสานประเพณีวันช้างไทยให้คงอยู่คู่กับชุมชนต่อไป

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว “วันช้างไทย” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยสนับสนุนงบประมาณให้องค์การบริหารส่วนตำบลวาเล่ย์ จำนวน 200,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบลวาเล่สนับสนุนงบประมาณ 50,000 บาท พร้อมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงกัน

.

เสิร์ฟความอร่อยทุกช่วงเวลา … “ห้าดาว” เปิดบริการ 24 ชั่วโมง

“ห้าดาว” แบรนด์ไก่ย่างในตำนานของคนไทยกว่า 40 ปี เดินหน้าพัฒนารูปแบบร้าน “Five Star New Concept Store” ภายใต้แนวคิด “ความอร่อยไม่มีวันหยุด” พร้อมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการได้ทุกช่วงเวลา โดยมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารและบริการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม

ดีไซน์ร้านใหม่ “ทันสมัย สะดวก สดใหม่ตลอดวัน”

การปรับรูปแบบร้าน “ห้าดาว” ครั้งนี้ ชูคอนเซ็ปต์ Modern • Accessible • All Day Freshness โดยยังคงเอกลักษณ์โทนสีแดง-ขาวของแบรนด์ พร้อมปรับดีไซน์ให้ทันสมัย โปร่ง โล่ง และมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เพิ่มพื้นที่หน้าร้านให้เข้าถึงง่าย พร้อมระบบครัวมาตรฐานสากลที่รองรับลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งรูปแบบ Walk-in และ Delivery

พร้อมกันนี้ ยังขยายไลน์สินค้าเพิ่มเมนูอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และ Snack ให้มีความหลากหลาย เพื่อรองรับทุกช่วงเวลาของวัน ตั้งแต่มื้อเร่งด่วนระหว่างวัน ไปจนถึงมื้อดึกของคนเมือง

ขยายร้านอาหาร 24 ชั่วโมงสู่ทำเลสำคัญ

ปัจจุบัน “ห้าดาว” เปิดให้บริการแล้วที่สนามบินสุวรรณภูมิ 2 สาขา และสนามบินดอนเมือง 2 สาขา ซึ่งช่วยผลักดันแบรนด์อาหารไทยสู่สายตานักเดินทางจากทั่วโลก พร้อมเดินหน้าขยายสาขาสู่เมืองท่องเที่ยวและย่านเศรษฐกิจ อาทิ เชียงใหม่ – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์, กรุงเทพฯ – Summer Point BTS พระโขนง และภูเก็ต – หน้าโรงพยาบาลวชิระ

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด กล่าวว่า การพัฒนารูปแบบร้านครั้งนี้ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงอาหารคุณภาพได้ทุกช่วงเวลา การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยให้ลูกค้าอิ่มอร่อยกับเมนูของห้าดาวได้ทุกเวลา

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนทยอยปรับปรุงสาขาเดิมและเปิด Five Star New Concept Store เพิ่มเติม โดยเน้นพื้นที่เมืองหลักและจังหวัดท่องเที่ยว เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงความอร่อยได้สะดวกยิ่งขึ้น

“ตำนานไก่ย่างไทย” ที่ครองใจทุกเจเนอเรชัน

แม้จะพัฒนารูปแบบร้านใหม่ แต่ “ห้าดาว” ยังคงเอกลักษณ์ด้านรสชาติที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยเมนูไก่ย่างและไก่ทอดสูตรต้นตำรับที่หอมเครื่องเทศ พร้อมเพิ่มสีสันด้วยเมนูเบอร์เกอร์ไก่ชิ้นโตที่ทานง่าย พกพาสะดวก

ทุกเมนูจัดเสิร์ฟในรูปแบบ Grab & Go ที่สะดวก รวดเร็ว และพร้อมทานได้ทันที ทำให้ “ห้าดาว” ไม่เพียงเป็นร้านอาหารบริการด่วน แต่ยังเป็นแลนด์มาร์กความอร่อยแบบไทยที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้นเคย

.

ประชาชนแห่ขอพร หลวงพ่อผอม เขย่าเซียมซี หวังลุ้นโชคลาภ

ประชาชนแห่ขอพร ขอเลขเด็ดหลวงพ่อผอม หลังบนบานศาลกว่าวขอความช่วยเหลือหน้าที่การงาน  ไม่พลาดเสี่ยงทายเซียมซีได้หมายเลข 17-19 หลังประสบความสำเร็จได้ดังใจหวัง ก็นำกลองยาว ละครชาตรี หัวหมู ไข่ต้ม พวงมาลัย มาทำการแก้บน

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.  ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่บริเวณศาลาหลวงพ่อผอม หมู่ที่ 4 ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พบชาวบ้านมาบนบานศาลกล่าวขอความช่วยเหลือหลวงพ่อผอม เรื่องหน้าที่การงาน   ไม่พลาดขอเลขเด็ดหลวงพ่อผอม โดยการเสี่ยงทาย เสี่ยงเซียมซีได้หมายเลข 17-19

หลวงพ่อผอมพระพุทธรูปทองสำริด เนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 1 ศอก 1 คืบปางทรมานกาย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ชาวบ้านในตำบลสายทอง และใกล้เคียงมานานกว่า 100 ปี หลังประสบความสำเร็จได้ดังใจหวัง ก็นำกลองยาว ละครชาตรี หัวหมู ไข่ต้ม พวงมาลัย มาทำการแก้บน

โดยเมื่อ40ปีที่ผ่าน หลวงพ่อผอม เคยถูกขโมยลักไปซุกซ่อนอยู่ในบ่อน้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา ได้แสดงปฏิหารเมื่อชาวบ้านในตำบลสายทองได้ออกตามหาผ่านไปยังอยุธยา พบว่ามีแผ่นทองเปลวที่ปิดองค์หลวงพ่อผอม ปลิวออกมาติดตามตัวชาวบ้านที่ตามหา และได้เดินไปยังทุ่งนาทางทิศที่มาของทองคำเปลว พบว่าเป็นบ่อน้ำจึงได้ลงไปงมก็พบหลวงพ่อผอม

“หลวงพ่อผอม” มีจารึกอยู่บนแผ่นสัมฤทธิ์ที่ติดอยู่ในศาลาความว่า “เจ้าพนักงานตรวจโบราณคดีของรัฐบาลอินเดีย ส่งพระพุทธรูปปางบำเพ็ญเพียรหาโมกขธรรมกระทำทุกกรกิริยา หล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ปิดทองคำเปลวมาให้เป็นของที่ระลึก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในรัชกาลที่ 5”    

ทั้งนี้ หลวงพ่อผอมองค์จริงเป็น “ศิลา” ประดิษฐานไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานที่เมืองละออ ช่างโยนกสร้างไว้เมื่อราว พ.ศ. 900 ต่อมาช่างคนไทยขออนุญาตหล่อจำลองหลวงพ่อผอม ด้วยทองสัมฤทธิ์  แล้วนำไปมาไว้ที่ตำบลสายทอง ให้ชาวบ้านกราบไหว้บูชามาจนถึงปัจจุบัน

เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นเงิน!หนุ่มตรังเพาะ ‘ปลาคาร์ฟมงคล’ ขายดีสวนกระแส-รายได้พุ่ง

เกษตรกรหนุ่มต้นแบบ มีแนวคิดนอกกรอบ “วรวุฒิ นวลนิ่ม” อายุ 31 ปี เนรมิตรพื้นที่หมู่ 4 ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง หลังใช้ความพยายามและความรักในสัตว์เลี้ยง เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ารอบบ้านให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่มั่นคง ด้วยการเพาะเลี้ยง “ปลาคาร์ฟสวยงาม”และ“ปลามงคล”หลากสายพันธุ์

วรวุฒิ นวลนิ่ม

วรวุฒิ บอกว่า เริ่มต้นจากการศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟผ่านช่องทางยูทูบและเดินสายดูงานตามแหล่งเพาะพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยาวนานกว่า 5-6 ปี ปัจจุบันสามารถเปิดฟาร์ม ‘ตรังคาร์ฟ’ เป็นของตนเองได้สำเร็จ โดยมีปลาคาร์ฟหลากสีสัน เช่น สีขาว-แดง, สีเหลืองทอง, สีส้ม และปลา 3 สีในตัวเดียว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

ตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน สีสันของปลาคาร์ฟถือเป็นสีแห่งโชคลาภและบารมี ลูกค้าส่วนใหญ่จึงมักซื้อไปเลี้ยงเป็นเลขมงคล เช่น 8 หรือ 9 ตัว เพื่อเสริมโหงวเฮ้งให้บ้านและที่ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้การนั่งชมปลาคาร์ฟยังช่วยสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้เป็นอย่างดี

ที่ฟาร์มแห่งนี้มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ ตัวละ 25 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงามและอายุของปลา ทำให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม โดยสร้างรายได้เฉลี่ย 25,000 – 30,000 บาทต่อเดือน นอกจากปลาคาร์ฟแล้ว ยังมีปลาสวยงามอื่นๆ เช่น ปลาทองฮอลันดา ปลาบอลลูน และปลาหางนกยูง ไว้ให้ลูกค้าเลือกซื้อในราคาประหยัดอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกตักปลาคาร์ฟด้วยตนเอง หรือซื้อไปเสริมฮวงจุ้ย สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ตรังคาร์ฟ’ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 084-2494287

‘เนทันยาฮู’แถลงครั้งแรก รับโจมตีล้มเหลวโค่นระบอบอิหร่าน แค่หวังก่อเงื่อนไขให้ประชาชนลุกฮือ

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ออกแถลงการณ์ครั้งแรกเมื่อในวันพฤหัสบดี(12มี.ค.)ที่ผ่านมา ส่งเสียงขู่แบบอ้อมๆจะเอาชีวิต “มอจตาบา คอเมเนอี” ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน แม้อีกด้านหนึ่งจะยอมรับว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกับสหรัฐฯ ไม่อาจก่อการล่มสลายของระบอบปกครองของเตหะรานได้ แต่อ้างแค่หวังสร้างสภาพแวดล้อมให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกฮือต่อต้านเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ปรากฎตัวแถลงข่าวครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ผู้นำอิสราเอลอ้างว่าอิหร่าน “ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” หลังถูกทิ้งบอมบ์ต่อเนื่องมาเกือบ 2 สัปดาห์ และบอกว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านและกองกำลังกึ่งทหารบาซิช ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ขณะเดียวกันเขาประกาศเดินหน้าโจมตีพวกฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนต่อไป หลังจากนักรบที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้ เปิดฉากยิงเข้าใส่อิสราเอลเมื่อวันที่ 2 มีนาคม แก้แค้นกรณีทีอิสราเอลสังหาร อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บิดาของ มอจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน ในช่วงต้นของสงคราม

การแถลงข่าวครั้งนี้ เนทันยาฮู ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างธงชาติอิสราเอล และเปิดให้ถามผ่านวิดีโอวิงค์ หนึ่งในนั้นถามว่าอิสราเอลจะดำเนินการอย่างไร ในการจัดการกับ อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คอเมเนเอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และ นาอิม กัสเซม ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ “ผมไม่มีนโยบายรับประกันชีวิตพวกผู้นำองค์กรก่อการร้ายไหน แต่ผมไม่มีความตั้งใจบอกผู้สื่อข่าวคนหนึ่งคนใดที่นี่ ว่าเรากำลังวางแผนอย่างไร หรืออะไรคือสิ่งที่เราจะทำ”

ชาวไร่สุดช้ำรัฐไม่ให้เผา สุดท้ายตัดอ้อยออกขายไม่ทันโรงงานใกล้ปิดหีบ ขาดทุนยับ

ชาวไร่อ้อยเมืองชัยภูมิสุดช้ำไม่ให้เผาอ้อย สุดท้ายตัดอ้อยออกขายไม่ทันโรงงาน แถมโรงงานก็ใกล้จะปิดรับ ในเร็วๆนี้ มิหนำซ้ำบางพื้นที่ฝนก็ตกลงมาทำให้รถวิ่งเข้าไร่ไปขนอ้อยไม่ได้

ขณะเดียวกันชาวไร่ยังจำต้องแบกภาระใช้รถคีบอ้อยขึ้นมาใส่รถบรรทุกที่จอดอยู่ในระยะทางที่ไกลขึ้น แถมน้ำมันยังหาซื้อยากและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น อีกอย่างคนงานก็หายากมาก ราคาอ้อยตกต่ำ ค่าปุ๋ยค่ายาก็ยิ่งแพงขึ้น ไม่มีแนวทางที่จะลดลง ค่าแรงแพง ชาวไร่ขาดทุนยับ ปัญหาอ้อยค้างในไร่ปีนี้คาดแนวโน้วว่ามีแน่นอน

นอกจากนี้ชาวไร่คงต้องทำใจเพราะไม่ต้องหวังเลยว่าจะลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้เลย เอาแค่ประคองตัวรอดไปในปีนี้ยังยากเลย เป็นหนี้ซ้ำซ้อน ปัญหาที่แท้จริงมีใครลงมาดูแลแก้ไขที่ต้นตอให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้างเลย ส่วนมากมีแต่แก้ไขที่ปลายเหตุเพียงเท่านั้นเอง

ทำให้ชาวไร่ส่วนใหญ่มีที่ทำดินเป็นลุมดินและเชิงเขาบวกป่าภูเขาและหินไม่ใช่ที่ราบแบบที่ทางทุนร่วมกับรัฐส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมใหม่ๆที่มาสนับสนุนในการทำเกษตรได้หรือที่เรียกว่านำเครื่องจักรมาร่วมภาครัฐเพื่อสร้างนโยบาลบังคับให้เกษตรกรทำตามได้จึงอยากฝากให้รัฐบาลใหม่เข้าใจเกษตรกรให้มากกว่านีัก็คงจะดีขึ้นต่อไป

.

พลิกโชคชะตาพารวย!หนุ่มโคราชพลิกนา 2 ไร่ปั้นไม้โขดขายออนไลน์ รายได้พุ่งเดือนละนับแสน

เกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา สามารถพลิกผืนนาที่เคยปลูกข้าวให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้มหาศาล จากการปลูก “ชวนชมยักษ์” ไม้ประดับยอดนิยมที่กำลังเป็นกระแสในกลุ่มนักสะสมต้นไม้ทั้งในและต่างประเทศ

โดยเกษตรกรรายดังกล่าวคือ “ชาคริส รัตนวิจิตร” อายุ 59 ปี เจ้าของ “สวนบ้านวัดชวนชม” เปิดเผยว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นนาข้าวขนาดประมาณ 2 ไร่ แต่เนื่องจากรายได้จากการทำนาไม่แน่นอน จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนมาทดลองปลูกชวนชมยักษ์ เช่น ยักษ์แคระ และโซโคทรานั่ม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะโขดใหญ่ ทรงพุ่มสวย และเป็นที่ต้องการของตลาด

หลังจากศึกษาเทคนิคการปลูกและการพัฒนาทรงต้นอย่างจริงจัง ปัจจุบันสวนของตนสามารถสร้างรายได้ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเดือน โดยเฉพาะต้นที่มีโขดใหญ่และรูปทรงสวยงามจะได้รับความนิยมสูง

“ชวนชมถือเป็นไม้มงคล คนไทยนิยมปลูกไว้ประดับบ้าน เชื่อว่าเป็นสิริมงคล และยังเป็นไม้สะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามอายุและรูปทรงของต้น” ชาคริส กล่าว

เจ้าของสวนระบุว่า การปลูกชวนชมไม่ซับซ้อน แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ ชวนชมเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัดและไม่ชอบน้ำมาก จึงต้องปลูกในที่โล่งกลางแจ้ง และควรรดน้ำวันละครั้ง หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาโขดเน่า

ส่วนดินปลูกต้องเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี เช่น ดินผสมกาบมะพร้าวสับ หรือใบก้ามปู และต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อจัดทรงพุ่มให้สวยงาม เพราะรูปทรงของต้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มมูลค่าให้กับชวนชม

สำหรับการขยายพันธุ์ สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดและการเสียบยอด เพื่อให้ได้สายพันธุ์ยักษ์ที่มีลักษณะตรงตามต้องการของตลาด

ปัจจุบันชวนชมอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง สามารถจำหน่ายได้ในราคาต้นละ 3,000–4,000 บาท ส่วนต้นที่มีอายุ 5–6 ปีขึ้นไป หากมีโขดใหญ่และทรงพุ่มสวย อาจมีราคาสูงตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท

นอกจากนี้ ชวนชมยักษ์ที่ปลูกในกระถางขนาดใหญ่ บางต้นมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นถึงกระถางละกว่า 20,000 บาท โดยลูกค้าส่วนใหญ่ติดต่อซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และกลุ่มคนรักชวนชมที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายชาคริสยอมรับว่า การปลูกชวนชมยักษ์ให้ผลตอบแทนดีกว่าการทำนาหลายเท่า และยังสามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงในระยะยาวได้อีกด้วย

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

ขอนแก่น เปิดรันเวย์ “ผ้าแพร่” เชื่อมล้านนา–อีสาน ดันผ้าพื้นเมืองสู่ตลาดสากล

จังหวัดแพร่ได้ยกขบวนแฟชั่น ผ้าแพร่ และสินค้าเด่นจากท้องถิ่น มาปักหมุดที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของผ้าทอพื้นเมืองและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตอกย้ำศักยภาพของผ้าทอเมืองแพร่ที่สามารถพัฒนาและยกระดับจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่การเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ตลาดสากล ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและคุณภาพงานฝีมือที่ประณีต

นายคุณากร คชหิรัญ รอง ผวจ.แพร่ กล่าวว่า ขอนแก่นถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเมืองไมซ์ (MICE City) ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย การนำผลิตภัณฑ์ผ้าทอและสินค้า OTOP จากจังหวัดแพร่มาจัดแสดงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสินค้ามาจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการ เปิดประตูเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการจากทั้งสองภูมิภาคได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำธุรกิจร่วมกันทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่นจะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันผ้าทอแพร่ให้สามารถขยายตลาดและก้าวไกลสู่เวทีสากลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ขณะที่ นายวีรกานต์ บุญตัน พัฒนาการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ จังหวัดแพร่ได้คัดสรรแบรนด์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาดีไซน์ให้มีความร่วมสมัย ตอบโจทย์รสนิยมของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงได้รู้จักผ้าแพร่มากยิ่งขึ้น ภายในงานมีร้านค้าจากผู้ประกอบการกว่า 50 ร้านค้า นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม ผ้าทอพื้นเมือง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ ของใช้ และสุราชุมชน ตลอดจนของฝากจากจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Business Matching เปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตจากจังหวัดแพร่กับเจ้าของธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และผู้นำแฟชั่นในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เกิดการค้าขายระหว่างภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“จังหวัดแพร่จึงขอเชิญชวนชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงนักลงทุนและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองภูมิภาค ในงาน “แพร่พรรณผ้า สีสันภูมิปัญญาสู่สากล” ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น”

ระทึก!ลูกสาวอุ้มแม่วัย 84 หนีตาย ไฟไหม้บ้านกลางชุมชนยโสธรวอดทั้งหลัง

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านของชาวบ้านซึ่งอยู่กลางชุมชนจังหวัดยโสธรส่งผลให้ชาวบ้านแตกตื่นตกใจกลัวว่าเปลวเพลิงจะลุกลามไปบ้านข้างเคียงจึงต้องระดมรถดับเพลิงจำนวน 4 คัน เข้าช่วยฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิงอย่างโกลาหนส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 12 มี.ค.69 ศูนย์วิทยุ 191 ของตำรวจภูธรจังหวัดยโสธรได้รับแจ้งว่ามีเหตุไฟไหม้บ้านชาวบ้านที่บ้านค้อเหนือ ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร จึงแจ้งให้ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองยโสธร ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้งพร้อมกับได้ประสานรถน้ำดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียงจุดเกิดเหตุเข้าไปช่วยกันฉีดน้ำดับไฟ

โดยในที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังคามุงสังกะสีสภาพเก่าพบเปลวเพลิงกำลังลุกท่วมตัวบ้านทั้งหลังอย่างรุนแรงท่ามกลางความแตกตื่นตกใจกลัวของชาวบ้านที่เกรงว่าเปลวเพลิงอาจจะลุกลามไปติดบ้านข้างเคียงอีก เนื่องจากบ้านต้นเพลิงอยู่กลางชุมชนและมีบ้านเรือนของชาวบ้านปลูกอยู่ติดกันเป็นจำนวนชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงได้ช่วยกันหาถึงน้ำตักน้ำเท่าที่จะทำได้ไปช่วยดับไฟแต่ก็ไม่เป็นผลเนื่องจากเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนไหม้บ้านทั้งหลังก่อนที่รถน้ำดับเพลิง จำนวน 4 คัน เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุจึงได้ช่วยกันระดมฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิงเพื่อควบคุมเปลวเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้แต่ก็ส่งผลให้บ้านถูกไฟไหม้จนได้รับความเสียหายทั้งหลัง ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากสภาพสายไฟฟ้าภายในบ้านเก่ามีอายุใช้งานมานาน
                         
นางสาวอุลัย (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ในหมู่ 1 บ้านค้อเหนือ ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมีเพียงแม่ของตนอายุ 84 ปี ที่อยู่ในบ้านตามลำพังส่วนตนกับพี่ชายออกไปทำธุระนอกบ้านจนกระทั่งตนกลับเข้าบ้านพบว่าเปลวไฟกำลังลุกไหม้บ้านซึ่งต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณห้องนอนพี่ชายของตนซึ่งอยู่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้านก่อนจะลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็วตนจึงรีบเข้าไปอุ้มพาแม่ที่อยู่ในบ้านออกจากตัวบ้านหนีตายได้ทันเวลา ก่อนที่เปลวเพลิงจะลุกท่วมตัวบ้านทั้งหลังโดยที่ไม่สามารถจะหยิบทรัพย์สินต่างๆภายในบ้านออกมาได้แม้แต่ชิ้นเดียวเพราะเปลวเพลิงลุกลามเร็วมาก ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากที่ห้องนอนพี่ชายมักจะเสียบปลั๊กพัดลมทิ้งไว้ตลอดเวลา ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง