“เกษตรทฤษฎีใหม่”เปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ

กลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย เดินตามรอยพ่อหลวงน้อมนำแนวพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” เปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จังหวัดพังงา เป็นอีกหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และการเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการเลี้ยงสุกรที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรในพื้นที่ตำบลโคกกลอย อำเภอตระกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นอย่างมาก

แม้ว่าในปัจจุบัน การเกษตรในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน แต่กลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย จังหวัดพังงาได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยการน้อมนำแนวพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย ให้มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนึ่งในหลักการสำคัญ นั่นก็คือ การทำการเกษตรในลักษณะพึ่งพาตนเอง และการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยใช้ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวัสดุจากภายในฟาร์ม เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาภายนอก และสร้างความยั่งยืนให้กับการผลิต

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอยได้นำแนวคิดดังกล่าว มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มสุกร และได้พัฒนากระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสุกร ซึ่งเป็นสิ่งปฏิกูลไร้ค่าที่เกิดขึ้นในฟาร์ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการลดต้นทุน และการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายณัชพล จินดาพล ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย เล่าว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลโคกกลอยมีผู้ที่สนใจจะประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรกันมากขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของต้นทุนที่มีราคาสูงขึ้น และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทางกลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอยจึงได้หันมาทำฟาร์มโรงเรือนสุกรแบบปิดที่ถูกสุขลักษณะ และเปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ เพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“ประธานาธิบดี” ควายปลักไทยเผือก หนุ่มถูกใจยอมควักเงินครึ่งล้านซื้อตัว

“ประธานาธิบดี” ควายปลักไทยเผือก  วัย 18 เดือน ลักษณะตรงตามตำรับควายดีโบราณ ทำเอาหนุ่มถูกใจยอมควักเงินครึ่งล้านซื้อตัวไปขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์และต่อยอดธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคต

นายเชิดพงษ์ ผึ่งฉิมพลี อายุ 41 ปี และนายชัยชนะ ดำครบุรี อายุ 32 ปี หรือ สท.ดำ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เจ้าของฟาร์มโคกระบือ บ้านไทย – กล้วยหอมฟาร์ม ได้ทุ่มเงินจำนวน 490,000 บาท เพื่อซื้อเจ้า “ประธานาธิบดี” ซึ่งเป็นควายเผือกเพศผู้สายพันธุ์ไทยแท้วัย 18 เดือน จากนายวีรเชษฐ์ ยี่สารพัฒน์ เกษตรกรชาวตำบลตะคุ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ภายหลังจากได้พบและเกิดถูกใจโดยทันที ในการประกวดกระบือปลักไทยเผือกในงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2568 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา เพื่อหวังที่จะนำไปขยายรักษา และพัฒนาสายพันธุ์กระบือเผือกสายพันธุ์ไทยแท้ให้คงอยู่สืบต่อไปในอนาคต

นายเชิดพงษ์ ผึ่งฉิมพลี ซึ่งเป็นผู้ทุ่มทุนซื้อเจ้าประธานาธิบดี บอกว่า ถูกใจตรงที่ควายตัวนี้ที่หัว ทรงเขา และลำตัวที่ใหญ่ยาว มีลักษณะที่ดีกว่าควายเผือกอื่นๆ ทั่วไป จึงคิดว่าอยากที่จะนำไปเพาะขยายพันธุ์ รักษาสายพันธุ์เอาไว้ภายในฟาร์ม อีกทั้งอาจจะยังสามารถนำไปพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีได้ยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากรูปร่างลักษณะที่ดีกว่าปกติแล้ว ควายตัวนี้ยังมี 5 ขวัญ คือบริเวณกลางหัว 1 จุด และลำตัวอีกข้างละ 2 จุด ทำให้ตรงตามตำรับควายดีโบราณ อีกทั้งควายตัวนี้ยังได้รางวัลที่ 4 กระบือปลักไทยเผือก จากการประกวดในงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2568 ที่ผ่านมาอีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าควายตัวนี้เป็นควายไทยสายพันธุ์แท้ และมีสุขภาพดีเยี่ยม เหมาะแก่การนำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ต่อ เพิ่มสร้างมูลค่าได้ต่อไปอีกในอนาคต

แม้ว่าจะเป็นราคาที่สูงมากหากเทียบกับราคาของควายตามท้องตลาดซึ่งหากเป็นควายปกติขนาดและอายุเท่ากัน ตอนนี้จะมีราคาเพียงประมาณไม่เกิน 20,000 บาทเท่านั้น

ภัยแล้งลามรวดเร็ว!อ่างเก็บน้ำลำตะคองโคราชวิกฤติ เหลือน้ำใช้แค่ 19 %

นครราชสีมา-อ่างเก็บน้ำลำตะคองวิกฤติแล้วเหลือน้ำใช้การได้เพียง 55.99 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 19.19 % เท่านั้น สำนักงานชลประทานที่ 8 สั่งการให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำทุกแห่งในพื้นที่ดูแล ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และวางแผนการจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสมตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้ง บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มีใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568

นายสุคนธ์ เต็มยศยิ่ง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ได้รายงานสถานการณ์น้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า “จากความจุที่ระดับกักเก็บปกติ 314.49 ล้านลูกบาศก์เมตร ล่าสุดวันนี้มีประมาณน้ำในอ่างฯ คงเหลืออยู่แค่ 78.71 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 25.03 % และเป็นน้ำใช้การได้เพียง 55.99 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 19.19 % เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “น้ำน้อยวิกฤติ” จะต้องสงวนน้ำส่งจ่ายให้กับ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.สีคิ้ว  อ.สูงเนิน  อ.ขามทะเลสอ  อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ ได้ใช้ผลิตประปาเพื่อการอุปโภค-บริโภคมาเป็นอันดับแรก ซึ่งได้สั่งการให้เจาหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ บริเวณแหล่งผลิตน้ำประปา เพื่อสนับสนุนการอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่ดูแล เพื่อนำมาประกอบการวางแผนส่งน้ำให้เพียงพอในช่วงฤดูแล้งปี 2568 พร้อมกับมอบหมายให้ฝ่ายช่างกล นำเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็กกรมชลประทาน บูรณาการร่วมกับเทศบาลนครนครราชสีมา กำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคในการส่งจ่ายระบายน้ำไปใช้ผลิตประปาอุปโภค-บริโภค

 นายกิตติธัช เทพหัสดิน ณ อยุธยา  ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา ได้ให้นโยบายและสั่งการให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำทุกแห่งในพื้นที่ดูแล ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และวางแผนการจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสมตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้ง บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มีใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 โดยเน้นสงวนน้ำไว้ผลิตประปาใช้อุปโภค-บริโภค มาเป็นอันดับแรก และต้องบริหารไว้ใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ทั้งรักษาระบบนิเวศลำน้ำ  เพื่อการเกษตร และอุตสาหกรรม ตามลำดับ  ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ปริมาณน้ำในภาพรวมยังไม่ประสบปัญหา แต่หลังจากวันที่ 30 เมษายน 2568  หมดฤดูแล้งไปแล้ว  ต้องมาประเมินสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำกันใหม่ เพราะยังไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและในเขื่อนมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ปริมาณน้ำคงเหลือภาพรวมในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่ง ของ จ.นครราชสีมา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง ,อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ,อ่างเก็บน้ำมูลบน และ อ่างเก็บน้ำลำแชะ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมคงเหลืออยู่ที่ 377.47 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 42.63 % และเป็นน้ำใช้การได้ 340.03 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 40.10 % ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 23 แห่งของ จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมคงเหลืออยู่ที่ 161.77 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 48.24 % และเป็นน้ำใช้การได้ 136.40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44.01 %  สรุปรวมปริมาณเก็บกักทั้งหมดในอ่างเก็บน้ำทั้ง 27 แห่ง ของ จ.นครราชสีมา รวมมีน้ำเก็บกักคงเหลืออยู่ที่ 539.24 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44.17 % และเป็นน้ำใช้การได้ 476.43 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 41.14 %

โดย….ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ระบาดหนักอีสานใต้ แนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้น

นครราชสีมา – โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ระบาดในอีสานใต้หนักมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้น โรงเรียนในโคราชสั่งปิดแล้วหลายแห่ง ผอ.ควบคุมโรคที่ 9 เน้นย้ำต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกัน แนะ 7 กลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีนป้องกัน

ในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้เกิดโรคและภัยสุขภาพต่างๆ หนึ่งในนั้นคือโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาพบผู้ป่วยแล้ว 1,752 ราย เสียชีวิต 1 ราย ส่วนใหญ่จะระบาดในสถานศึกษาที่มีเด็กเล็กอยู่รวมกันมากๆ และล่าสุดโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมาได้มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถมปีที่ 6 พบเด็กนักเรียนป่วยจำนวนมาก บางห้องเรียนป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ถึงครึ่งห้อง ทางโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมาจึงสั่งปิดการเรียนการสอนในวันที่ 31 มกราคม 2568 ทันที

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา ได้แสดงห่วงใยประชาชนและ ขอให้ดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน ล้างมือบ่อยๆ พร้อมแนะนำ 7 กลุ่มเสี่ยง คือ หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป) เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปีทุกคน ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน) ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) โรคอ้วน และผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ให้ไปรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่าช่วงนี้สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก และนักเรียน ขอให้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ โดยการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และล้างมือบ่อยๆ โรคไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อกันได้ทุกเพศทุกวัย และมักพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน เช่น โรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหาร หรือสถานที่ทำงาน อาการของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้สูง มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยเร็ว

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ในเขตสุขภาพที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2568 มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 3,674 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย แยกเป็นรายจังหวัด ดังนี้ 1) จ.นครราชสีมา มีผู้ป่วย 1,752 ราย เสียชีวิต 1 ราย 2) จ.สุรินทร์ มีผู้ป่วย 1,231 ราย 3) จ.ชัยภูมิ มีผู้ป่วย 392 ราย 4) จ.บุรีรัมย์ มีผู้ป่วย 299 ราย พบผู้ป่วยมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ เด็กอายุ 4 ปี และอายุ 1 ปี ตามลำดับ

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน กล่าวต่อไปว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะ7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทุกคน ผู้มีโรคเรื้อรัง ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) โรคอ้วน (น้ำหนัก> 100 กิโลกรัม หรือ BMI > 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) และผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ 

ขอให้ไปรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้งที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และขอให้ดูแลรักษาอนามัยส่วนบุคคล เมื่ออยู่ในที่ที่มีคนรวมกลุ่มกันจำนวนมาก ให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 นายแพทย์ทวีชัยฯ กล่าว.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ/นครราชสีมา

ฝ่ายบกครองบุกทลาย “บ่อนใหญ่”นครนายก รวบนักพนันนับ 100 ผู้เสียงวัยเพียบ

ชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครองงบุกฟ้าผ่า ทลาย “บ่อนใหญ่” นครนายก นักพนันนับ 100 คน สูงวัยเพียบ แตกตื่นมุดใต้โต๊ะหนีไม่รอด พบเปิดให้เล่นการพนันหลายชนิด

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง บูรณาการร่วมกับนายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นำกำลังจัดชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดนครนายก และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอองครักษ์ นำโดยนายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ นายอิสรา เจริญชาศรี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน นายอำเภอองครักษ์ และนายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบุกทลายบ่อนการพนันกลางทุ่งนาในพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

ปฏิบัติการครั้งนี้ เริ่มต้นมาจาก มีผู้ร้องเรียนมายังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครนายก และศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย ว่ามีบ่อนการพนันขนาดใหญ่เปิดให้นักพนันเข้าเล่นตลอด 24 ชม. โดย นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ได้เข้าตรวจสอบด้วยตนเอง พบว่ามีรถเข้าออกสถานที่แห่งนี้หลายคันและเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นบ่อนการพนันจริง แต่เมื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำกำลังเข้าทำการจับกุมบ่อนการพนันดัวกล่าว พบว่าบ่อนการพนันจะปิดในทันที จึงได้ประสานกำลังจากส่วนกลาง เพื่อบูรณาการร่วมกันเข้าทลายจับกุมบ่อนการพนันแห่งนี้

ผลการจับกุมในครั้งนี้ พบว่ามีการเล่นการพนันประเภท เสือมังกร ไฮโลว์ และพนันออนไลน์ พบนักพนันกว่า 200 คน ของกลางเป็นเงินสดและชิปแทนเงินสดรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท  และอุปกรณ์การเล่นการพนันอีกเป็นจำนวนมาก 

จากการสืบสวนพบว่า บ่อนแห่งนี้มีพฤติการณ์ รับ-ส่ง นักพนันจากในหลายพื้นที่เข้ามาเล่น มีทั้งรถแท็กซี่ มินิบัส และรถตู้ ขนนักพนันเข้ามาเล่นเป็นจำนวนมาก โดยพบว่า บ่อนแห่งนี้มีการเปิดเล่นการพนันเป็นเวลาเกือบปีแล้ว แต่มีการหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาหลายครั้ง จนนำมาสู่การวางแผนการจับกุมร่วมกันระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ในครั้งนี้

โดยได้ตั้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งหมด ในข้อหา ดังนี้
     1. ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นเพื่อพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 4 วรรค 1, มาตรา 5, มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 (2) แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     2.ร่วมกันเข้าเล่นหรือเข้าพนันเพื่อพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 4 วรรค 1, มาตรา 5, มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 (2) แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จาากาารตรวจสอบเมื่อปี 2562 ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้เคยบุกทลายบ่อนเจ๊รุ้ง ในพื้นที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เจ้าของบ่อนได้ต่อสู้คดีหลายปี ล่าสุดศาลฎีกาได้มีพิพากษายืน ตัดสินให้จำคุกเจ้าของบ่อนโดยไม่รอลงอาญา จนกระทั่งมีการจับกุมบ่อนพนันขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกในครั้งนี้

ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการจับกุมปราบปรามบ่อนการพนันที่ลักลอบเปิดโดยผิดกฎหมายตามนโยบายการจัดระเบียบสังคม และปรามปรามผู้มีอิทธิพล ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งนายอนุทินฯ ได้ให้นโยบายไว้ว่า “หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยคือ มุ่งเน้นการจัดระเบียบสังคมเพื่อสร้างสังคมให้สงบสุข บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย ปล่อยอบายมุข ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย สิ่งใดที่ขัดกับความมุ่งหมายนี้ก็คือสิ่งที่เราต้องให้กลไกของรัฐในการกำจัดให้สิ้นไป

เร่งล่าคนร้ายฉกทองกว่า 100 บาทกลางห้างดังย่านคลองหกลำลูกกา

คนร้ายฉกทองกว่า 100 บาทในร้านทองออโรร่า สาขาบิ๊กซี่คลองหกลำลูกกา เมืองปทุมธานี หนีลอยนวลตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดหาเบาะแส

เมื่อเวลา 11.20 น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 พ.ต.ท.ทัศนะ  อุดมพร สว.สอบสวนสภ.ลำลูกกา รับแจ้งมีเหตุคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ภายในร้านทองออโรร่า สาขาบิ๊กซี่คลองหกลำลูกกา ต.บึงคำพร้อย  อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี  หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย  งามวงศ์ รองผบช.ภ.1  พ.ต.ท.สุเมธ  ธีราพืช รองผกก.สอบสวนสภ.ลำลูกกา กำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสภ.ลำลูกกาจำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเป็นร้านทองออโรร่าอยู่ชั้นที่2ของห้างสรรพสินค้าติดกับบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออก พบพนักงานสาว2คน อยู่ในอาการตื่นตกใจทราบชื่อ นส.ลาวัลย์  ออนา อายุ 35ปีและน.ส.นิภาพร  ประทีปเมือง อายุ 29ปี   ยังอยู่ในอาการตื่นตกใจ โดยที่บริเวณถาดทองพบว่าสร้อยทองทองคำรูปพรรณถูกหยิบไปจนเกือบหมดถาด

น.ส.ลาวัลย์  ออนา อายุ 35ปี  เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนเองและพนักงานอีกคนอยู่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์  ตอนนั้นไม่มีลูกค้าโดยมีคนร้ายชาย1คน รูปพรรณสันฐานรูปร่างผอมสูงประมาณ160ซ.ม.สวทเสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน สวมกางเกงยีนสีน้ำเงินรองเท้าผ้าใบสีขาวดำยี่ห้อไนซ์กี้ สวมหมวกปีกสีดำ เดินเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์แล้วบอกให้ตนเองนั่งลง ด้วยความตกใจจึงนั่งลงก่อนคนร้ายจะเดินเข้าไปที่หน้าตู้ทองก่อนที่จะเลื่อนบานกระจกแล้วนำสร้อยคอทองคำรูปพรรณน้ำหนักต่างๆรวมกวส่า100บาท ใส่เสื้อแล้ววิ่งลงไปที่ลานจอดรถชั้นที่1 ก่อนหายไป หลังเกิดเหตุตนเองจึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทั้งนี้ตนเองได้ประสานเขตของร้านทองเพื่อเปิดกล้องวงจรปิดและตรวจสอบน้ำหนักทองที่แน่ชัด

ทางด้าน พล.ต.ต.โชคชัย  งามวงศ์ รองผบช.ภ.1   ได้รุดมาตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมให้ชุดสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียงและตรวจสอบตามเส้นทาง พร้อมทั้งประสานพิสูจนน์หลักฐานเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการประกอบคดี

กระบี่ประกาศให้ทั้ง 8 อำเภอเป็นพื้นที่ห้ามเผาป่าหยุดฝุ่นพิษ PM 2.5

กระบี่ Kick Off งดเผา ลดการปล่อยมลพิษ และหมอกควัน ฝุ่น PM2.5 พร้อมประกาศให้ทั้ง 8 อำเภอ เป็นพื้นที่ห้ามเผาป่า พื้นที่การเกษตร พื้นที่โล่ง และงดกิจกรรมสร้างมลพิษหมอกควัน PM2.5 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.จนถึงวันที่ 15 พ.ค. 2568

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่  นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม เพื่อสร้างการรับรู้และรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงผลกระทบและพิษภัยจากการเผา และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม มีการอ่านประกาศจังหวัดกระบี่ให้ทั้ง 8 อำเภอ เป็นพื้นที่ห้ามเผาป่า  พื้นที่การเกษตร พื้นที่โล่ง และงดกิจกรรมสร้างมลพิษหมอกควัน PM2.5  จากนั้นมีการปล่อยขบวนการรณรงค์

นายอังกูรกล่าวว่า เพื่อป้องกันการเกิดสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ขนาดเล็ก PM2.5 จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 15 มาตรา 21 มาตรา 22 และกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง ประกาศให้ทั้ง 8 อําเภอในทุกพื้นที่ของจังหวัดกระบี่ งดเว้นการเผาป่า เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เผาขยะ เผาเศษไม้ใบไม้ การเผาวัชพืชสองข้างทาง การเผาในพื้นที่ชุมชน และการเผาในพื้นที่โล่งแจ้งทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ยกเว้นกรณีที่เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการดับไฟจำเป็นต้องใช้วิธีการดับโดยการชิงเผา และให้หน่วยงานดําเนินการ ดังนี้

1. ให้ทุกหน่วยงานตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ สนธิกําลังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ ลาดตระเวน ป้องกัน ไม่ให้มีการลักลอบเผาในพื้นที่ทุกประเภท หากพบการลักลอบเผาให้ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

2. ให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ร่วมกับทุกอำเภอ องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน อสม.จัดชุดรณรงค์ประชาสัมพันธ์แบบเคาะประตูบ้าน รณรงค์ประชาสัมพันธ์ งดเผาในพื้นที่โล่ง พื้นที่ป่าทุกชนิด พร้อมจัดชุดปฏิบัติการชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังสถานการณ์

3. ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด อำเภอทุกอำเภอ สำนักงานเกษตรอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room ) เร่งรัดแก้ไขปัญหา หากเกินขีดความสามารถให้รายงานศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดกระบี่ ปี 2567 – 2568 ทราบโดยด่วน เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาต่อไป

4. ให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัด ดำเนินการกวดขันเข้มข้นกับยานพาหนะที่ปล่อยควันพิษควันดำ และร่วมกับอำเภอในกรณีที่มีการฝ่าฝืนประกาศนี้โดยดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

5. ให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมกับอำเภอ องค์กรปกครองท้องถิ่น ตรวจสอบโรงงานสถานประกอบการที่อาจส่งผลให้เกิดการปล่อยมลพิษหากมีการฝ่าฝืนหรือสร้างมลพิษเกินกำหนดให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

6. ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ร่วมกับอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน จัดโซนนิ่งพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงสูงและทำแนวกันไฟล่วงหน้า

7. ให้หน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

“สาวไทย”แห่ร้องถูกแก๊งจีนเทา หลอกบังคับขาย “ไข่” สืบพันธุ์ ผสมเทียมทำเด็กขาย

“ปวีณา” ประสาน ตร. ช่วย “สาวไทย” ถูกแก๊งจีนเทาหลอกไปอุ้มบุญที่จอร์เจีย แต่ไปถึงถูกบังคับให้ขาย “ไข่” สืบพันธุ์ ผสมเทียมทำเด็กขาย สั่งรีดไข่ทุกเดือนเหมือนไม่ใช่คน มีเหยื่อรอความช่วยเหลือนับร้อยชีวิต

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 68 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ประสานขอความช่วยเหลือ พล.ต.ต.สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ ผบก.กองการต่างประเทศ และทีมงานตำรวจสากลไทย ได้ประสานตำรวจสากลระหว่างประเทศ นำกำลังตำรวจสากลประมาณ 30 นาย ช่วยเหลือเหยื่อหญิงไทย 3 คน ที่ร้องขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ ให้ช่วยพาออกจากบ้านของจีนเทาในประเทศจอร์เจีย ซึ่งทำธุรกิจค้ามนุษย์ขายไข่สืบพันธุ์ส่งไปประเทศที่ 3 เพื่อทำเป็นเด็กหลอดแก้ว และขายอวัยวะต่างๆ อย่างน่ากลัว

โดยตำรวจสากลระหว่างประเทศนำทั้ง 3 คนส่งบ้านพักชั่วคราว และมูลนิธิปวีณาฯ จัดส่งตัวเครื่องบินให้กลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพในวันที่ 30 ม.ค. 67 ซึ่งมูลนิธิปวีณาฯ ได้ไปรับวันที่เดินทางกลับถึงไทย โดยประสาน ตม. และ ผกก.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะนี้หญิงไทยทั้งหมดอยู่ในความดูแลของมูลนิธิปวีณาฯ ที่เซฟเฮ้าส์ เพราะถูกข่มขู่จนหวาดกลัว และยังมีหญิงไทยที่รอความช่วยเหลืออีกกว่า 100 คน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์เพื่อเตือนภัยหญิงไทย ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีหน่วยงานไหนจะมายื่นมือขอความช่วยเหลือ

นางปวีณา หงสกุล เผยว่า หลังรับเรื่องได้ประสาน พล.ต.ต.สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ ผบก.กองการต่างประเทศ ก่อนจะพา น.ส.นา (นามสมมติ) 1 ใน 4 ผู้เสียหาย ที่เดินทางกลับมาก่อน และมาร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ไปให้ข้อมูล โดยท่านผู้การมีการประสานตำรวจสากลระหว่างประเทศและนำกำลังเข้าช่วยเหลือสาวไทยกลับมาได้ 3 ราย ในวันที่ 30 ม.ค. 68 ขณะที่สาวไทยอีกจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ก็อยากจะเดินทางกลับด้วยเช่นกัน

สำหรับกรณีนี้ถือว่าเป็นขบวนการค้ามนุษย์ที่ทำโดยกลุ่มจีนเทา และมีคนไทยร่วมขบวนการ จึงอยากขอวอนให้รัฐบาลไทยประสานรัฐบาลจีนตรวจสอบทลายเส้นทางค้ามนุษย์ โดยมีจีนเทาแฝงบัญชาการอยู่ในประเทศไทย ให้รัฐบาลจีนเข้ามาทำการตรวจสอบขบวนการค้ามนุษย์ของจีนเทาและปราบปรามให้สิ้นซาก เพราะถือเป็นภัยมหันต์ มีการรีดรังไข่ในตัวผู้หญิงเพื่อหวังนำไข่ไปขายต่อเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว โดยทำเป็นธุรกิจค้ามนุษย์ส่งขายประเทศที่ 3 ซึ่งทารกที่คลอดออกมาอาจจะถูกเก็บสเต็มเซลล์เพื่อนำไปรักษาโรค หรือเพื่อประโยชน์ของคนบางคน และทารกที่เกิดมาอาจจะต้องเสียชีวิตในที่สุด

“ทั้งนี้ขอเตือนภัยสาวไทยที่คิดจะหางานทำหรือไปทำงานในต่างประเทศควรจะตรวจสอบให้ดีอย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ อย่าไป เพราะไปแล้วอาจไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน เพราะงานสบายรายได้ดีไม่มีอยู่จริง หลายคนต้องไปตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ ถูกกักขัง ทรมาน ทำร้ายร่างกาย บังคับเสพยา ค้าประเวณี บางคนถึงกับเอาชีวิตไม่รอด จากสถิติมูลนิธิปวีณาฯ ปี 2567 ปัญหาล่อลวง/ค้าประเวณี/ค้ามนุษย์ สูงถึง 257 ราย แยกเป็น แจ้งเบาะแสค้าประเวณีในประเทศ จำนวน 53 ราย และขอความช่วยเหลือค้าประเวณี/ค้ามนุษย์ ต่างประเทศ 204 ราย กรณีถูกหลอกค้ามนุษย์ต่างประเทศ มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือกลับมาแล้ว 152 ราย ซึ่งการช่วยเหลืออาจจะช่วยไม่ได้ทุกคน เพราะฉะนั้นควรจะตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างให้ดีก่อนตัดสินใจเดินทางเพราะอาจตกเป็นเหยื่อได้.”

ด้าน น.ส.นา (นามสมมติ) เผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเป็นเซลล์ขายของแต่รายได้ไม่พอรายจ่าย เพราะว่ามีลูก 1 คน จึงอยากหาอาชีพเสริมช่วยสามีใช้หนี้ ช่วงเดือน ก.ค. 67 ตนได้หางานในโซเชียลโดยค้นหาคำว่า “หางานทำในบ้าน หางานต่างประเทศ” จนได้พบเพจเฟซบุ๊กหนึ่งที่อ้างว่า “มีงานสำหรับผู้หญิง รายได้ 4-6 แสนบาท” ตนจึงติดต่อไป แอดมินบอกว่าเป็นงานอุ้มบุญที่ถูกกฎหมายในประเทศจอร์เจีย ซึ่งพ่อแม่ชาวต่างชาติที่มีลูกยากจะมาเซ็นสัญญาให้อุ้มบุญ จะดูแลอย่างดีมีที่กินอยู่อย่างสบาย รายได้ 4-6 แสนบาท พร้อมกับจะออกค่าใช้จ่ายในการทำพาสปอร์ตและค่าเดินทางให้ทั้งหมด ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินเรื่องประมาณ 1 เดือน

“สาวไทย” ถูกแก๊งจีนเทา หลอกบังคับขาย “ไข่” สืบพันธุ์ ผสมเทียมทำเด็กขายจากนั้นทางแอดมินก็ให้ตนไปทำพาสปอร์ตและนัดเดินทางในวันที่ 30 ส.ค. 67 โดยไปขึ้นเครื่องที่สนามบินอู่ตะเภา เมื่อถึงวันนัดหมายพบว่ามีสาวไทยที่ร่วมเดินทางไปด้วยอีก 10 คน และมีผู้นำพาเป็นสาวไทย 1 คน รวมทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนไม่รู้จักกัน จากนั้นผู้นำพาได้ให้เงินติดตัวคนละ 500 ดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 15,000 บาท บอกว่าเอาไว้โชว์เวลาที่เจ้าหน้าที่ ตม.ตรวจ เครื่องบินไปลงที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องไปลงที่ประเทศอาร์เมเนีย ผู้นำพาได้ให้ทุกคนนอนค้างที่โรงแรม 3 คืนและพาไปที่ต่างๆ เพื่อถ่ายรูป วันที่ 4 ได้เดินทางโดยรถไฟเข้าประเทศจอร์เจีย ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าชั่วโมง

เมื่อไปถึงจอร์เจียผู้นำพาได้ให้สาวไทยทั้งหมดเข้าพักในโรงแรม 1 คืน และยึดพาสปอร์ตทุกคน ก่อนจะพาไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีเนื้อที่ขนาดใหญ่และในบริเวณมีบ้านอยู่ 4 หลัง วันต่อมาตนถูกนำตัวไปที่บ้านหลังที่ 1 ซึ่งเป็นหลังที่ใหญ่ที่สุด พบสาวไทยอยู่รวมกันกว่า 60 คน บางคนสภาพร่างกายทรุดโทรมนั่งร้องไห้บอกว่าอยากกลับบ้าน วันต่อมาตนถูกย้ายมาอยู่บ้านหลังที่ 2 ที่มีสาวไทยอยู่ 10 กว่าคน ตนสังเกตเห็นว่าที่บ้านทั้ง 4 หลัง มีแต่สาวไทยรวมแล้วประมาณ 100 คนได้ และบริเวณดังกล่าวจะมีคนจีนเข้าออกตลอดเวลา ตนได้สอบถามกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่อยู่ในนั้นจนทราบว่า หญิงสาวเหล่านั้นถูกหลอกมาให้อุ้มบุญ แต่ก็ไม่มีพ่อแม่ต่างชาติคนไหนมาให้เซ็นสัญญาจ้าง ทุกคนจึงถูกบังคับให้ขายไข่ คนที่ยอมก็จะถูกรีดไข่ทุกเดือนเหมือนไม่ใช่คน สภาพร่างกายย่ำแย่ คนที่ไม่ยอม อยากกลับบ้าน ก็ถูกเรียกค่าไถ่ตัว อ้างว่าเป็นค่าเดินทางและค่ากินอยู่ 50,000-70,000 บาท

เหยื่อหญิงสาวหลายคนบอกว่า ต้องทนอยู่เพราะไม่มีเงินไถ่ตัวและถูกข่มขู่ว่า หากกลับประเทศไทยก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี ทุกคนจึงกลัวมาก หญิงสาวที่อยู่ในบ้านทั้ง 4 หลัง จะมีคนจีนเข้าออกพาไปเก็บไข่หมุนเวียนกันอยู่ตลอด สำหรับคนที่จะถูกรีดไข่ จะมีการถูกฉีดยากระตุ้นการตกไข่ก่อนเพื่อให้ไข่ตกหลายใบ และเมื่อไข่พร้อมปฏิสนธิ ก็จะถูกนำตัวมาวางยาสลบและใช้เครื่องมือดูดไข่ออกไป โดยไม่รู้ชะตากรรมของทารกเหล่านั้นที่จะต้องเป็นเหยื่อค้ามนุษย์จะเป็นเช่นใด สภาพร่างกายก็ย่ำแย่ไปทุกที หญิงสาวทุกคนที่นั่นเหมือนตกนรกทั้งเป็น ส่วนตนเองเมื่อรู้ว่าถูกหลอกและไม่ยอมรีดไข่ จึงได้ติดต่อญาติเพื่อขอให้หาเงินส่งมาไถ่ตัว 70,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีคนในขบวนการที่คาดว่าเป็นหัวหน้า จากนั้นจึงได้รับการปล่อยตัวและซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับไทยวันที่ 9 ก.ย. 67

ก่อนที่ตนจะกลับประเทศไทย มีเพื่อนสาวไทย 3 รายที่ถูกหลอกไปเหมือนกัน ซึ่งไม่ต้องการให้กลุ่มคนจีนรีดไข่ และไม่มีเงินค่าไถ่ตัวได้ ขอร้องให้ตนหาทางช่วยให้ได้กลับบ้าน ตนจึงเข้าร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอให้ช่วยเหลือเพื่อนสาวไทยทั้ง 3 รายด้วย โดย นางปวีณา หงสกุล ได้ประสานตำรวจสากลที่ไทยร่วมกับตำรวจสากลระหว่างประเทศนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 30 นายเข้าไปช่วยเพื่อนทั้ง 3 คนออกจากบ้านหลังดังกล่าวที่จอร์เจีย และมูลนิธิปวีณาฯ ได้ช่วยเหลือค่าเครื่องบินในการเดินทางกลับไทยอย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา

ลำน้ำมูลโคราชลดรวดเร็วสันดอนดินโผล่หลังชาวนาเร่งสูบทำนาปรัง

นครราชสีมา-ลำน้ำมูล น้ำลดรวดเร็ว บางช่วงเห็นสันดอนดินโผล่ เหตุชาวนาสูบทำนาปรัง ไม่สนคำเตือนและไม่ให้ความร่วมมือ ชาวบ้านส่วนใหญ่ หวั่นเดือดร้อน น้ำกินใช้ไม่พอตลอดแล้ง

นี่คือภาพล่าสุด ของลำน้ำมูล ช่วงไหลผ่าน ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ในวันนี้ (30 มกราคม 2568) ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากชาวนาในพื้นที่เร่งสูบดึงน้ำไปใส่นา เพื่อหล่อเลี้ยงข้าวนาปรังที่ฝืนปลูก มากกว่า 200 ไร่ โดยไม่สนคำเตือนของหน่วยงานรัฐที่แจ้งว่า ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำ เขื่อน และลำน้ำธรรมชาติ มีน้ำเหลือน้อย จึงต้องสงวนน้ำไว้ใช้ผลิตประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคมาเป็นอันดับแรก

ส่วนน้ำเพื่อการเกษตรทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน มีน้ำต้นทุนเหลือน้อย ไม่สามารถจะส่งจ่ายน้ำให้ทำนาปรังได้  จึงขอให้งดทำนาปรังในปีนี้ เพราะคาดว่า จะมีน้ำไม่เพียงพอสำหรับเลี้ยงต้นข้าวไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว เสี่ยงทำให้ข้าวนาปรังเหี่ยวเฉา ยืนต้นตาย ได้รับความเสียหายได้สูง

แต่ชาวนาในตำบลสัมฤทธิ์ ไม่สนใจคำเตือนและไม่ให้ความร่วมมือ กลับเร่งสูบน้ำจากลำน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะลำน้ำมูล ไปใส่ในนาข้าว ซึ่งจากภาพมุมสูง บริเวณบ้านสินสมบูรณ์ ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย มีชาวนาหลายรายสูบน้ำจากแม่น้ำมูลขึ้นมาเพาะปลูกข้าวนาปรัง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำมูลแห้งลงอย่างรวดเร็ว จนบางจุดพบสันดอนดินทรายโผล่ขึ้นมากลางลำน้ำ ชาวบ้านอื่นๆ ในพื้นที่ ต่างหวั่นวิตกว่า จะมีน้ำไม่เพียงพอใช้ไปตลอดหน้าแล้ง

เนื่องจากอำเภอพิมาย ส่วนใหญ่จะทำการเกษตร และเกษตรกรจะประกอบอาชีพทำนามากที่สุด  แต่ที่ยังมีชาวนาหลายรายฝืนทำนาปรัง เพราะหวังจะได้ผลผลิตเพิ่ม หลังจากโรงสีรับซื้อข้าวในราคาที่สูง จึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาตัดสินใจปลูกข้าวนาปรังเพิ่มในช่วงหน้าแล้งปีนี้

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ตร.บุกรวบ“สาวใหญ่”เปิดบัญชีรับโอนเงิน6.2พันล้านคดีแก๊งโรแมนซ์สแกม

กองปราบปราม บุกรวบสาวใหญ่ เปิดบัญชีม้าหลายบัญชี รับโอนเงินจากเหยื่อแก๊งโรแมนซ์สแกมเสียหายกว่า 6.2 พันล้านบาท จับกุมคาสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา ภายหลังกลับจากประเทศมาเลเซีย

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.มอบหมายให้ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม รอง ผบก.ป.พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1บก.ป.พ.ต.ต.เอกรัฐ จันทร์มณี สว.กก.1บก.ป.นำกำลังข้าจับกุม น.ส.อรทัย อายุ 52ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาข้อหาอั้งยี่, ซ่องโจร, มีส่วนรวมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฟอกเงินจับกุมได้ที่บริเวณห้องผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ หมู่ 3 ต.คลองหลา อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา

การจับกุมดังกล่าว เนื่องจากเมื่อปี 2560ผู้ต้องหาได้เดินทางไปทำงานที่ร้านนวดในประเทศมาเลเซีย และได้พบรักกับหนุ่มผิวสีชาวไนจีเรียผ่านการแนะนำของเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน จากนั้นแฟนหนุ่มชาวไนจีเรียได้รับผู้ต้องหามาอยู่ด้วยกันและได้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง โดยที่ผู้ต้องหาไม่ต้องทำงานอะไร ระหว่างอยู่ด้วยกันนั้น ผู้ต้องหาทราบว่าแฟนหนุ่มสนใจจะเปิดบริษัทในประเทศไทย

ทั้งนี้ หลังจากอยู่ด้วยกันเกือบ 2 ปี แฟนหนุ่มชาวไนจีเรียได้ชักชวนผู้ต้องหาเปิดบัญชีธนาคารให้ เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินโดยให้เหตุผลว่าตนเองนั้นเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินในประเทศไทยได้ โดยจะได้รับค่าตอบแทนในการเปิดบัญชีๆ ละ 6,500 บาท ซึ่งผู้ต้องหาได้เปิดบัญชีธนาคารไว้หลายบัญชี จากนั้นจึงมอบบัญชีธนาคารให้แฟนหนุ่มชาวไนจีเรียเป็นผู้ดำเนินการ ฝาก-ถอน ทั้งหมด

จากการสืบสวนทราบว่า บัญชีธนาคารที่ผู้ต้องหาได้เปิดให้กับแฟนชาวไนจีเรียเป็นบัญชีธนาคารที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีการรับโอนเงินในคดีของ น.ส.ชมานันทน์กับพวก ที่ร่วมกันลักทรัพย์ เป็นเงินของบริษัทอื่น โดยที่มีการลักลอบโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัทดังกล่าวหลายครั้ง ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหายเป็นเงิน 6,223,872,674.31 บาท จนนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเอาไว้

ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซียและกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อมาเยี่ยมลูก โดยเดินทางมายังท่าอากาศยานหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงวางแผนติดตามจับกุมและประสานให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ด่าน ตม.ท่าอากาศยานหาดใหญ่ เฝ้าสังเกตุการณ์ที่ห้องผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ จนพบตัวและสามารถจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1บก.ป.รับไว้ดำเนินคดีและขยายผลการจับกุมต่อไป