“อนุทิน”สะใจชนะนายกอบจ.ศรีสะเกษโค่นเพื่อไทยสำเร็จ

“อนุทิน”บุกยินดีกลางดึกว่าที่นายกอบจ.ศรีษะเกษ “วิชิต ไตรสรณกุล” รักษาแชมป์ได้อีกครั้งมีคะแนนไม่เป็นทางการทิ้งห่างคู่แข่งเกือบ 1 แสน พร้อมรับปี๊ปกลับคืน หลังเคยล้อสมาชิกว่า หากแพ้ทุกคนต้องเอาปี๊ปคลุมหัว

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 21.00 น. หลังผลนับคะแนน นายกอบจ.ศรีสะเกษ ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ นายวิชิต ไตรสรณกุล ผู้สมัครหมายเลข 7อดีตนายกอบจ.ศรีสะเกษ 6 สมัย มีคะแนนนำห่าง นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคเพื่อไทย เกือบ 1 แสน คะแนน

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่เพื่อแสดงความยินดีกับ นายวิชิต ไตรสรณกุล และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรมว.มหาดไทยและโฆษกกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นลูกสาวของนายวิชิต ขณะแสดงความยินดี ได้นำปี๊ปมามอบกับนายอนุทิน เพื่อเป็นการหยอกล้อกันด้วย

นายอนุทิน เปิดเผยว่า ต้องรอให้ปิดหีบเลือกตั้งและมีการนับคะแนนเสร็จเรียบร้อยก่อน จึงเดินทางมาแสดงยินดีกับพี่น้อง โดยทราบว่า จ.อำนาจเจริญ และจ.ศรีสะเกษ ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จ ก็เลยเดินทางมาแสดงความยินดี แต่พอได้ทราบข่าวจากน.ส.ไตรศุลีว่า คุณพ่อก็ประสบผลสำเร็จ ก็ต้องเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีล่วงหน้า ให้กับท่านวิชิต ไตรสรณกุล ที่เป็นเหมือนพี่ชาย และคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นเวลานาน ตนต้องขอกราบขอบพระคุณ ชาวจังหวัดศรีสะเกษ ที่ให้ความเมตตา นายกวิชิต ซึ่งตนก็มาขอลูกสาวของท่านไปเป็นทำงานที่กระทรวงมหาดไทย เราได้ สส. พรรคภูมิใจไทย อยู่กันในจังหวัดศรีสะเกษ และใกล้เคียง ซึ่งเราก็ช่วยกันส่งกำลังใจ ช่วยกันเชียร์

“เคยบอกกับน.ส.ไตรศุลีแล้วว่า ไม่สามารถไปหาเสียงให้ได้นะ แต่สำหรับลูก ต้องทำให้พ่อ ต้องช่วยพ่อให้พ่อชนะ ให้ได้รับใช้ชาวศรีสะเกษ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณชาวศรีสะเกษ ทุกสิ่งที่มีก็หวั่นในใจอยู่ว่า เลขาฯผมแพ้ จะอยู่มองหน้าพรรคพวกได้อย่างไร แต่ว่า ความเป็น มท.1 ต้องวางตัวเป็นกลาง แต่พอท่านชนะ ก็ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะทำงานให้ชาวศรีสะเกษ อย่างสุดความสามารถ”นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ความมั่นใจที่ทำให้เราชนะ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในการลงแข่งขันครั้งนี้ คือ เราไม่มีสี มีสีเดียว คือ ศรีสะเกษ มีความหมายยิ่งกว่า สิ่งใด ๆ คนศรีสะเกษ ยังมีความเชื่อในความทุ่มเท ความมั่นใจ ในตัวนายกวิชิต เรียกว่า ยิ่งเก่า ก็ยิ่งเก๋า ยิ่งขลัง ยิ่งมีบารมี ยิ่งทำให้ความเจริญเกิดขึ้น ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ศรีสะเกษ มีความเจริญในทุกๆด้าน สร้างหนังยังดังเลย ( เรื่องสัปเหร่อ) ใน 2-3 อาทิตที่ผ่านมา ตนคิดถึงเขา ( กวาง ) มากกว่าใคร เป็นห่วง และถามไถ่ เพราะอย่างที่ตนบอกว่า หัวหน้ามาช่วยไม่ได้นะ แต่ตนบอกได้อย่างเดียว ว่าหาก อาเจ๊กส้มเกลี้ยงไม่ชนะพวกเอ็งทั้งหลายใส่ปี๊ปคลุมหัว ตอนนี้เลยต้องกลายเป็นว่าเอาปี๊ปมาคลุมหัวจยแทน แต่ไม่ว่าชาวจังหวัดศรีสะเกษ จะขุ่นมัวหมองใจ อะไรก็ตาม วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กาลเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา เราทำงานให้ทุ่มกับศรีสะเกษ ถ้าเคยโกรธอะไรแล้วแต่ ตนขออภัย และพร้อมจะให้การสนับสนุนทุกพรรคทุกฝ่ายอย่างดี

เมื่อถามว่า ต่อแต่นี้ไล่หนูในศรีสะเกษได้แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าว เรามาดีจะมาไล่เราทำไม ไม่เคยมาร้ายเลย อย่าไล่เลย เลี้ยงหนูไว้สักตัว มาช่วยศรีสะเกษ และมั่นใจว่า หนูตัวนี้ จะทำให้พี่น้องชาวศรีสะเกษ มีความสุข ที่เลือกนายก อบจ. ที่ชื่อวิชิต อีกทั้ง สจ.ที่ทราบว่า น่าจะชนะทุกเขต ก็ขอขอบคุณหากจะเอ่ยถึงท่านทักษิณ ท่านเป็นผู้บังคับบัญชา วันนี้ผลออกมาแบบนี้แล้ว ต้องกราบขอบพระคุณท่านที่ลงมาช่วยหาเสียง ให้มีการตื่นตัวในระบบประชาธิปไตย จากศรีสะเกษเงียบๆ กลายเป็นจังหวัดที่ทำให้การตื่นตัว ในเรื่องของการรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบที่ถูกต้องที่สุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

เปิดกระทู้ “ประเสริฐ”รมว.ดีอี ตอบคำถาม”สว.เปรมศักดิ์”ปมแก้ปัญหาผู้สูงวัยถูกหลอกทางออนไลน์

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ รมว.ดีอีตอบกระทู้ “สว.เปรมศักดิ์ เพียยะระ”ถึงแนวทางแก้ปัญหาผู้สูงอายุตกเป็นเป้าหมายถูกหลอกลวงทางออนไลน์ ยกมีหลายมาตรการที่ทำแล้ว โดยเฉพาะได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อสกัดกั้นมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีใหม่าตุ๋นผู้สูงวัย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีได้ตอบกระทู้ถามของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในราชกิจจานุเบกษา หน้า 39 เล่ม 142 ตอนพิเศษ 23 เรื่อง แนวทางในการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุตกเป็นเป้าหมายในการถูกหลอกลวงทางออนไลน์

นายประเสริฐ ตอบถึงการแก้ปัญหาว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาละเมิด ความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้น เมื่อผู้สูงอายุแชร์ข้อมูลส่วนตัวลงบนแพลดฟอร์มออนไลน์ แบบสาธารณะ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกสอดแนม ขโมยข้อมูล หรือโจมตีทางไซเบอร์จากผู้ไม่หวังดี ปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุมีสาเหตุมาจาก หลายปัจจัยสําคัญ ได้แก่ การขาดความชํานาญในการใช้เทคโนโลยี เช่น ขาดความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว การหลงเชื่อข้อมูลหลอกลวง เช่น ฟิชชิง (Phishing) หรือการแชร์ ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ระมัดระวัง ผู้สูงอายุอาจไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการถูกสอดแนม ขโมยข้อมูล หรือโจมตีไซเบอร์ อีกทั้งการใช้งานเทคโนโลยีที่ไม่คล่องตัวหรือระบบที่ซับซ้อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจนําไปสู่การแชร์ข้อมูลสําคัญโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นในการสร้าง ความตระหนักรู้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้สูงอายุในโลกออนไลน์ โดยปัจจุบันกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัยถึงภัยอาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ทราบรูปแบบของการหลอกลวงออนไลน์รูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบการลงพื้นที่ เพื่อให้ความรู้เพิ่มทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การให้ข้อมูลผ่านข่องทางออนไลน์ โดยการบูรณาการการทํางานร่วมกันของศูนย์แก้ไขปัญหาอาชากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) กับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand: AFNC

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี

นายประเสริฐ ชี้แจงว่า 2.กระทรวงดิจิทัลฯ  มีมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม ทางออนไลน์ที่ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายขึ้นเมื่อผู้สูงอายุหลายคนต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่มีความชับซ้อน และเป็นอันตรายมากขึ้นอย่างไร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปราม ช่องทางการหลอกลวงประชาชน โดยาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบเนื้อหาที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงเว็บไซต์ที่ปรากฏลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่อยู่นอกแอปสโตร์ เพื่อดําเนินการปิดกั้นแอปพลิเคชัน ที่ผิดกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบเพื่อปิดกั้นให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

“กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบ ของเว็บไซต์หรือแพลดฟอร์มออนไลน์ เพื่อกำหนดมาตรการตรวจสอบเพื่อดําเนินการปิดกั้น เว็บไซต์หลอกลวงเหล่านั้น โดยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบ ค้นหาเว็บไซต์ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ AI การพัฒนาระบบตรวจสอบหลักฐาน การส่งคําร้องต่อศาล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การส่งคําสั่งศาลให้ผู้ให้บริการดําเนินการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ตามคําสั่งศาล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความรวดเร็วอีกด้วย”นายประเสริฐตอบ

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ  ยังได้ดําเนินการขอความร่วมมือกับ บริษัท Google ในการปราบปรามและป้องกันการติดตั้งแอปพลิเคชันที่เป็นอันตราย และมีความเสี่ยงจากแทลพี่ที่ไม่รู้จักโดยอัตโนมัติ บนสมาร์ทโฟนระบบ Android ด้วยฟีเจอร์ Google Play Protect ซึ่งเป็นการสกัดช่องทางการก่อเหตุของมิจฉาชีพที่หวังดูดเงิน หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน Goosle ในประเทศไทยด้วยอีกทางหนึ่ง กระทรวงดิจิทัลฯ  ตระหนักถึงความสําคัญในการแก้ไขปัญหา การหลอกลวงออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงและเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ๆ เสมอ โดยมีเป้าหมายการหลอกลวง กลุ่มของประชาชนที่ขาดความตระหนักรู้ หรือรู้ไม่เท่าทันมิจฉาชีพ โดยทราบดีว่าความร่วมมือ ของทุกภาคส่วนในการสร้างความตระหนักรู้ภัยออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เป็นเรื่องสําคัญเร่งด่วน

นายประเสริฐ ชี้แจงว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ดําเนินโครงการ “Digital Vaccine” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงดิจิทัล ฯ  สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมประชาสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สํานักงานคณะกรรมการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย และ สมาคมโทรคมนาคม แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการจัดทําสื่อประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบต่าง ๆ โดยมุ่งหวังว่าการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานพันธมิตรเหล่านี้จะช่วยสร้างความตระหนัรู้ ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ในหลากหลายช่องทาง

พช.จัดใหญ่ “OTOP ภูมิภาค 2568”นำร่อง 5 จังหวัด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 100 ล้าน

นายสยาม ศิริมงคล  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” ภายใต้แนวคิด “OTOP ช้อปสนุก สุขทุกภาค”  พบกับสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ และสินค้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ OTOP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คาดสร้างรายได้รวม 100 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2568 ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ เชียงใหม่ และพระนครศรีอยุธยา

นายสยาม กล่าวอีกว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้เตรียมความพร้อมจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” ใน 5 จังหวัด โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ มาร่วมแสดงและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคได้ชมและเลือกซื้อในราคาพิเศษ จำนวนกว่า 300 ร้านค้า แบ่งเป็น  5 ประเภทผลิตภัณฑ์  ได้แก่ อาหาร  เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่งและของที่ระลึก สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และ OTOP ชวนชิม ที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด ยกทัพรวมพลกันมาจัดแสดงและจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นจุดจัดงาน

ภายในเต็นท์โดมขนาดใหญ่ติดแอร์ตลอดงาน โดยในงานจะตกแต่งด้วยสีสันที่สดใส สนุกสนาน สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขและสนุกกับการช้อป และเพลิดเพลินกับการชมกิจกรรมโชว์การสาธิตต่างๆ ซึ่งภายในงานแถลงข่าว ได้จัดให้มีกิจกรรมโชว์การสาธิตการย้อมเย็นด้วยสีธรรมชาติ จากดอกอัญชัน โดยกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม จ.นครราชสีมา และโชว์การสาธิตการปักผ้าลายวิธีถิ่นล้านนา  โดยกลุ่มแสงแก้วล้านนา จังหวัดลำพูน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศในการช้อป และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

สำหรับการจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568”  กำหนดจัดงานรวม 5 ครั้งๆ ละ 7 วัน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 6 -12 กุมภาพันธ์ ณ สนามทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 – 21 กุมภาพันธ์  ณ ลานจอดรถ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 3 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม  ณ สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ ครั้งที่ 4 ในวันที่ 10 – 16 มีนาคม ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา จังหวัด เชียงใหม่ และครั้งที่ 5 ในวันที่ 1 – 7 พฤษภาคม ณ ลานข้างวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  โดยการจัดงานทั้ง 5 ครั้ง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายภายในงานรวม 100 ล้านบาท

ภายในงาน นอกจากจะพบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้ง 5 ประเภท และ OTOP ชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัดแล้ว ยังมีการสาธิตและจัดแสดงกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีความโดดเด่น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดความสนใจ ให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงจากเยาวชนในจังหวัด รวมถึงการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินนักร้อง  และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น สินค้าดีนาทีทอง  สินค้าโปรโมชั่น ที่สำคัญผู้ที่มาร่วมช้อป ชม ชิม กับกิจกรรมภายในงาน สามารถลุ้นรับโชคกับรางวัล GIFT VOUCHER ในทุกวัน และรางวัลใหญ่ ในวันสุดท้ายของการจัดงาน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท อีกด้วย

โอกาสนี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้วยการอุดหนุนสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค ที่จะจัดขึ้นทั้ง 5 จังหวัดในเร็ว ๆ นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

ทลายรง.รีไซเคิลเถื่อนนายทุนจีน ผงะพบสายไฟเก่ากว่า 4 พันตัน

เจ้าหน้าที่บุกค้นโรงงานรีไซเคิลสายไฟขนาดใหญ่ เป็นของนายทุนจีนตั้งโรงงานเถื่อน ผงะสายไฟเก่ากว่า 4 พันตัน ชี้เข้าข่ายวัตถุอันตราย

ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานพลาสติกไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ในต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ที่ผ่าน ซึ่งหลังเพลิงสงบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบเศษสายไฟ และวัสดุพลาสติกที่ยังหลงเหลือจากเหตุเพลิงไหม้ ทราบว่าโรงงานแห่งนี้มีชาวจีนเข้ามาทำธุรกิจรีไซเคิล และกำจัดสายไฟขนาดใหญ่ โดยมีการนำสายไฟมาจากโรงงานแห่งหนึ่งที่ตั้งห่างไประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่จึงเข้ามาตรวจสอบดังกล่าว

จากการตรวจสอบภายในโรงงานมีเศษวัสดุที่ตรงกับโรงงานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จริง ส่วนที่ประตูด้านหน้ามีป้ายชื่อบริษัทเถิงต๋าฯ ติดอยู่ แต่ประตูล็อค และไม่มีผู้ใดมาแสดงความเป็นเจ้าของ โดยชาวบ้านข้างโรงงานให้การว่าโรงงานนี้เป็นของคนจีน ตั้งแต่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานใกล้เคียง ก็เก็บข้าวของออกไปจนหมดแล้ว ส่วนภายในโรงงานพบเศษสายไฟ ซึ่งน่าจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ กองอยู่เป็นจำนวนมาก บางส่วนบรรจุเอาไว้ในถุงบิ๊กแบ็กแล้ว น้ำหนักกว่า 4 พันตัน

เบื้องต้นตรวจสอบแล้วพบว่าโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานเถื่อน ไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน ส่วนสายไฟเก่าที่พบเป็ยจำนวนมากนั้นก็เข้าข่ายครอบครองวัตถุอันตราย หลังจากนี้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจะเข้าไปแจ้งความที่ สภ.บ้านแพ้ว เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าของ ฐานประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป

ชู‘ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา’สินค้า (GI)ลุยยกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท. 9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดสงขลา นับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดของภาคใต้มีศักยภาพด้านการเกษตร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทะเลสาบสงขลาที่มีความโดดเด่นด้านประมงที่เป็นแหล่งผลิตปลากะพงที่สำคัญ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัด และสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา (Songkhla Lake Seabass หรือ Pla Ka Phong Sam Num Tha Le Sab Songkhla) ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 

จากการลงพื้นที่ของ สศท.9 เพื่อติดตามการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ ตำบลเกาะยอ  อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นับเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการผลิตปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา และเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตจากกลุ่มเครือข่าย จำนวน 19 กลุ่ม ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอสิงหนคร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายอื่นในการกระจายผลผลิต โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ เริ่มดำเนินการปี 2563 มีสมาชิก 40 ราย โดยมีนางจีรวัฒน์ ชุตินธร เป็นประธานกลุ่ม มีพื้นที่เลี้ยงรวม 4 ไร่ จำนวน 320 กระชัง (เลี้ยงเฉลี่ย  10 กระชัง/ครัวเรือน)

ด้านสถานการณ์การผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ พบว่า การเลี้ยงปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ใน 1 รอบ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 24 เดือน ซึ่งเกษตรกรมีการวางแผนการเลี้ยงเป็นอย่างดี ทำให้สามารถจับผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจฯ สามารถผลิตได้ 2,350 ตัน/ปี จำหน่ายในราคาเฉลี่ย (ราคา ณ เดือน ธันวาคม 2567) กิโลกรัมละ 160 บาท/กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 376 ล้านบาท/ปี คิดเป็นรายได้สุทธิเฉลี่ย (กำไร)  94 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจฯ ยังสามารถผลิตและรวบรวมผลผลิตทั้งภายในกลุ่มและจากกลุ่มเครือข่ายอื่น ๆจำนวน 19 กลุ่ม เ

พื่อจำหน่ายออกสู่ตลาดได้ประมาณ 3,500 – 5,000 ตัน/ปี สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 560 – 800  ล้านบาท/ปี หรือ คิดเป็นรายได้สุทธิเฉลี่ย (กำไร) 140 – 200 ล้านบาท/ปี ด้านสถานการณ์ตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่   ร้อยละ 70 จำหน่ายภายในจังหวัดสงขลา อาทิ ร้านอาหารต่างๆ ภายในจังหวัด การนำไปใช้ในการปรุงอาหารเลี้ยง  ในพิธีต่าง ๆ รวมถึงจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป และอีกร้อยละ 30 เป็นการจำหน่ายภายนอกจังหวัด อาทิ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร รวมถึงจำหน่ายช่องทางออนไลน์

“สำหรับแนวทางการพัฒนาและการยกระดับในระยะต่อไปของกลุ่มวิสาหกิจฯ คือการนำปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา เข้าไปจัดแสดงในงาน THAIFEX – Anuga Asia เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วโลกได้รู้จัก มีแนวทางการส่งเสริมให้มีการใช้วัตถุดิบสินค้า GI ในการประกอบอาหารในร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อเพิ่มช่องทางและมูลค่าให้กับสินค้า ส่งเสริมให้มีส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมาทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้มีการศึกษาดูงาน และเรียนรู้วิธีการเลี้ยงปลาการจับปลา การบรรจุภัณฑ์ การเจาะหัวปลาเพื่อรีดเลือดออก การบ่มปลาเพื่อเพิ่มคุณภาพของปลา โดยการไล่ความชื้นส่วนเกินในตัวปลาออกมาในอุณหภูมิที่ควบคุมได้ รวมถึงวิธีการส่งออกผลิตภัณฑ์ อีกทั้งการเตรียมความพร้อมเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA ของ สศก. เพื่อยกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ผู้อำนวยการ สศท.9 กล่าว 
 
ทั้งนี้ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา คือ ปลากะพงสด ปลากะพงสดแช่แข็ง ปลากะพงเค็ม และหนังปลากะพงทอดกรอบ จากปลากะพงขาวที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 2 กิโลกรัม เลี้ยงในพื้นที่ทางทะเลในเขตพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอสิงหนคร อำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ และอำเภอควนเนียง และขอบเขตพื้นที่การแปรรูปครอบคลุมทุกอำเภอ   ในจังหวัดสงขลา โดยลักษณะเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะของการเลี้ยงปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นการเลี้ยง ด้วยอาหารสดซึ่งจะทำให้ปลา มีเนื้อแน่น น้ำหนักเนื้อมาก มีความหวานฉ่ำ ไม่มีกลิ่นคาว เป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย

โดยเลี้ยง  ในแหล่งน้ำธรรมชาติ 3 น้ำ คือ น้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย มีกระแสน้ำไหลเวียนทำให้มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ เลี้ยงแบบวิธีธรรมชาติ ปราศจากฮอร์โมน สารเร่งโต และปลอดยาปฏิชีวนะ โดยเกษตรกรจะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก  เพื่อความยั่งยืนของอาชีพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบทะเลสาบสงขลา หากท่านใดสนใจข้อมูล สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.9 โทร 0 7431 2996 หรือ อีเมล์zone9@oae.go.th หรือ วิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ ตำบลเกาะยอ   อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โทร 08 6962 4579 

ตำรวจป.ป.ส.บุกรวบแก๊งส่งยาเสพติด 2 ราย หลบหนีไปได้ 1 คน

ตำรวจป.ป.ส.บุกจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 คน หลบหนี 1 คน ในพื้นที่ กทม. มีบทบาทเป็นผู้จัดส่งยาเสพติด

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในห้วงวันที่ 29 – 30 มกราคม 2568 สำนักปราบปราม ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการความร่วมมือกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และหน่วยข่าวกรองทหาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ขกท.ศปก.ทบ.) ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา จำนวน 2 คน คือ นายปฏิพัทธ์ (สงวนนามสกุล) และ นายสุภเดช (สงวนนามสกุล) ในข้อกล่าวหา “สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน)

โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และร่วมกันพยายามส่งออกยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” (โดยบุคคลทั้ง 2 มีบทบาทเป็นผู้จัดส่งยาเสพติดที่ซุกซ่อนในเครื่องทำสเลอบี้ เตรียมจัดส่งปลายทางไต้หวัน) เหตุเกิดที่ เขตประเวศ และเขตลาดกระบัง กทม.

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การจับกุมตามหมายจับดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ บก.ปส.1 บช.ปส. ตรวจยึดเฮโรอีน น้ำหนัก 14.8 กิโลกรัม (40 แท่ง) ซุกซ่อนในเครื่องทำสเลอบี้ 2 เครื่อง เตรียมจัดส่งปลายทางไต้หวัน ผ่านการขนส่งทางท่าอากาศยาน เหตุเกิดที่ บริษัทขนส่งเอกชน ในพื้นที่ กทม.

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผล จนกระทั่งทราบว่า ผู้จัดส่งพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติด คือ นายปฏิพัทธ์ฯ และนายศุภเดชฯ ตนจึงมอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. สั่งชุดปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยายผลการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ บุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 3 คน จนนำมาซึ่งการจับกุมบุคคลในเครือข่ายดังกล่าว จำนวน 2 คน และหลบหนีไปได้ 1 คน

เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาการค้ายาเสพติดในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ยังคงมีความพยายามลักลอบค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม การบูรณาการความร่วมมือในการทำงานร่วมกันทั้งหน่วยงานภายในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากในปัจจุบัน ซึ่ง สำนักงาน ป.ป.ส. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนขยายผลเครือข่ายการค้ายาเสพติด และรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ถึงระดับนายทุน ผู้สั่งการ เพื่อขยายผลยึดทรัพย์สินเครือข่ายนี้ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เตือนเกษตร เฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยขณะนี้เป็นช่วงกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนนอกฤดูพื้นที่ภาคใต้ ในขณะที่ทุเรียนพื้นที่ภาคตะวันออกกำลังออกดอก รุ่นแรกส่วนใหญ่อยู่ในระยะดอกบาน ระยะหางแย้ เริ่มทยอยติดผลเล็กเพิ่มขึ้น รุ่นถัดมาการออกดอกส่วนใหญ่อยู่ในระยะมะเขือพวง ระยะกระดุม นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ทุเรียนยังทยอยออกดอกในระยะไข่ปลา/ตาปู และระยะเหยียดตีนหนู ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้ผลผลิตทุเรียนปีนี้จะมีหลายรุ่น จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่แหล่งผลิตลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ รวมถึงชี้แจงสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคการค้าผลไม้ด้านสุขอนามัยพืช และการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยในสินค้าผลไม้บางชนิด พร้อมเตือนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน

เนื่องจากตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่ได้ 100 – 200 ฟองต่อตัว โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนผลทุเรียนในขณะที่ผลยังอ่อน เมื่อตัวหนอนเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล จะสังเกตรอยเจาะของหนอนได้ยาก เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก จึงขอให้เกษตรกรสำรวจสวนทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ หากพบตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน (ผีเสื้อ) ในกับดักแสงไฟ ให้ดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาด สำหรับเกณฑ์การประเมินพื้นที่ระบาดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ในช่วงทุเรียนติดผล ให้ตรวจดูตัวเต็มวัยของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนในกับดักแสงไฟ (black light) ทุก 2 – 3 ครั้ง/สัปดาห์ โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักให้ตรวจดูทุกวันในระดับเศรษฐกิจ หากตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ 1 ตัว ให้ถือว่าพบการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนในแปลงนั้น

กรมส่งเสริมการเกษตรมีคำแนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้ 1) เลี่ยงการขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก 2) หากมีความจำเป็น ก่อนทำการขนย้ายเมล็ดทุเรียน ควรคัดเลือกเมล็ดอย่างระมัดระวัง และแช่เมล็ดด้วยสารกำจัดแมลง เช่น มาลาไทออน 83% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร 3) ห่อผลทุเรียนอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป ด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่น และเจาะรูระบายที่ขอบล่าง 4) ก่อนห่อผลควรมีการสำรวจเพลี้ยแป้ง ถ้าพบเพลี้ยแป้งระบาดควรพ่นสารไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และ 5) หากพบผีเสื้อหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเริ่มระบาด ให้ใช้สารคาร์บาริล 85% WP อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เดลทาเมทริน 3% EC อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้พ่นสารห่างกันทุก 7 – 10 วัน ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร โดยไม่ควรใช้สารเคมีชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน และควรมีการสลับชนิดสารเคมี เพื่อป้องกันศัตรูพืชเกิดความต้านทาน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเน้นย้ำให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูกของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ในช่วงทุเรียนติดผลอ่อน หากเกษตรกรพบตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน (ผีเสื้อ) ในกับดักแสงไฟ ให้ดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนที่ผีเสื้อจะวางไข่บนผลอ่อนของทุเรียน หรือสามารถขอคำแนะนำได้ที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

สำหรับหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเป็นแมลงศัตรูที่มีความสำคัญและทำความเสียหายต่อผลผลิตทุเรียน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศมาเลเซียแล้วระบาดเข้ามาทางภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อเกษตรกรนำเมล็ดทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีขนาดโตมาจากภาคใต้เพื่อใช้เป็นต้นตอ เมื่อปลูกจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และมีความทนทานต่อโรคสูง การนำเมล็ดพันธุ์จากทางภาคใต้มาเป็นเหตุทำให้หนอนชนิดนี้ติดมาด้วย เกษตรกรจึงเรียกหนอนชนิดนี้ว่า “หนอนใต้” หรือ “หนอนมาเลย์” หนอนชนิดนี้เมื่อเข้าทำลายผลทุเรียนจะไม่สามารถสังเกตจากลักษณะภายนอกได้

หนอนที่เจาะเข้าไปในผลทุเรียนถ่ายมูลออกมาปะปนอยู่กับเนื้อทุเรียนทำให้เนื้อทุเรียนเสียคุณภาพ เกษตรกรไม่สามารถขายเนื้อทุเรียนสดได้ ต้องนำไปแปรรูปซึ่งราคาต่ำ สูญเสียรายได้  จนกระทั่งเมื่อหนอนโตเต็มที่พร้อมเข้าดักแด้ จะเจาะเปลือกเป็นรูออกมาและทิ้งตัวลงบนพื้นดินเพื่อเข้าดักแด้ในดิน เกษตรกรเห็นแต่รูไม่พบตัวหนอนอยู่ภายในหรือบางครั้งพบความเสียหายเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้วหลังจากหนอนเจาะออกมา จึงเรียกหนอนชนิดนี้อีกชื่อว่า “หนอนรู” พบระบาดเป็นครั้งแรกที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยองเมื่อปี 2530

สจล. ผนึก ยูแทคไทย ลุยพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

ในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยีให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่และเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทั่วโลก มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การสื่อสาร การขนส่งยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยี AI ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในอนาคต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี และบริษัท ยูแทคไทย จำกัด (UTAC Thai) โดย ดร.ณัฏฐพงษ์ สุทธิวงศ์สุนทร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อการพัฒนาและยกระดับความสามารถของบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ มุ่งเน้นในการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ เพื่อการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สจล. สู่การยกระดับการศึกษาและนวัตกรรมระดับโลก เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ ทักษะและประสบการณ์ผ่านการฝึกงาน งานวิจัยและการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ “The World Master of Innovation” ที่มุ่งเน้นผลิตกำลังคนที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต”

ดร.ณัฏฐพงษ์ สุทธิวงศ์สุนทร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูแทคไทย จำกัด (UTAC Thai) กล่าวว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้เป็นความฝันของผม ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทุกประเทศสามารถจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อใช้ในงานได้เหมือนๆ กัน แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่างและประสบความสำเร็จได้ ก็คือทรัพยากรมนุษย์ เราจะพัฒนากำลังคนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบตรงที่คนไทยมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงาน  หากได้รับการสนับสนุนจากภาคการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เราก็จะสามารถก้าวหน้าได้เร็วมากขึ้น ระบบการศึกษาในไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย ผมคิดว่าประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในด้านนี้ได้อย่างแน่นอน ผมมั่นใจในความร่วมมือครั้งนี้จากศักยภาพของบริษัท ยูแทคไทย และ สจล.ที่เป็นผู้นำด้านความรู้และมีศักยภาพไม่แพ้มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เราจะยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ การฝึกอบรม การฝึกงาน และรับนักศึกษาเข้าทำงาน เป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเยาวชนไทย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกในอนาคตได้ครับ”

          รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า “การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่ทำให้เกิดเกิดประโยชน์ในหลายด้าน เช่น

  1. ด้านการเรียนการสอนหลักสูตร เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือในการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งในระดับปริญญาตรี และ บัณฑิตศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน
  2. ด้านงานวิจัยและนวัตกรรมด้าน เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เช่น การพัฒนาวัสดุใหม่ๆ สำหรับเซมิคอนดักเตอร์และ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะหรือการวิจัยในกระบวนการผลิต เพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ

  1. ด้านการส่งนักศึกษาฝึกงาน สหกิจ และการรับนักศึกษาเข้าทำงาน

“สจล.” จะจัดส่งนักศึกษาที่มีความสามารถในการฝึกงานหรือทำสหกิจศึกษาที่บริษัท ยูแทคไทย โดยมีการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะนอกจากนี้ บริษัท ยูแทคไทย จะพิจารณาการรับนักศึกษาจาก สจล. เข้าทำงานหลังจากสำเร็จการศึกษา

  1. ด้านการบริจาคเครื่องมือ อุปกรณ์ ด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

บริษัท ยูแทคไทย จะให้การสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนและงานวิจัยในด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะเครื่องมือที่มีความทันสมัยและมีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องแก่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้แก่ เครื่องจักรด้าน Assembly & Test และบอร์ดแสดงกระบวนการผลิต IC (IC Process Flow)

  1. ด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

ทั้งสจล. และ บริษัท ยูแทคไทย จะร่วมมือในการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งในด้านการสอน การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม

 นอกจากการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม  ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาสำหรับการเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน พัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก สร้างนวัตกรรมที่มีความหมาย และนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในยุคของอุตสาหกรรมดิจิทัล

ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยปี 67 สร้างสถิติใหม่ ทะลุ 3.2 แสนล้าน

กรมปศุสัตว์เผยการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยปี 2567 มูลค่ากว่า 320,674 ล้านบาท สูงที่สุดในประวัติกาล โดยเติบโตขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 11 ที่มีมูลค่าการส่งออก 288,379 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าสินค้าปศุสัตว์ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออก 320,674 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2566 มีมูลค่าส่งออก 288,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 11 โดยสินค้าหลักที่ส่งออกมากที่สุดถึงร้อยละ 50 ของการส่งออกรวมทั้งหมด คือ กลุ่มสินค้าเนื้อสัตว์แช่แข็ง มีมูลค่า 161,996 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ปีก ที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

สำหรับสินค้าที่มีมูลค่ารองลงมา คือ กลุ่มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง มีมูลค่าส่งออกในปี 2567 อยู่ที่ 103,784 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.36 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมด และมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 ถึงร้อยละ 26.76 กลุ่มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วย อาหารกระป๋องสุนัขและแมว Pet Treats อาหารขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว อาหารเสริมสัตว์เลี้ยง และอาหารเม็ดสุนัขและแมว มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ที่มีการส่งออกในกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์แช่เย็น ผลิตภัณฑ์นม ไข่ รังนก นํ้าผึ้ง เนื้อสัตว์บรรจุกระป๋อง สัตว์มีชีวิต ซากสัตว์ และอาหารปศุสัตว์ มีมูลค่าการส่งออกใกล้เคียงกับสถิติในปี 2566 เมื่อพิจารณาข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2565 – 2567 พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อไปว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการควบคุมดูแลความปลอดภัยอาหารด้านสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป สถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ ให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับและมีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะและมีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยระบบ GHPs และระบบ HACCP ในสถานประกอบการเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้กำหนดมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยทางอาหาร สวัสดิภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามระเบียบและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าและหลักสากล เพื่อพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารของโลก และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันเจรจาให้เกิดการส่งออก เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ เจรจาเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญทั้งเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื้อสัตว์แปรรูปไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ และอาหารสัตว์เลี้ยงต่อประเทศผู้ค้าเพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับจากประเทศคู่ค้าต่างๆ

ทั้งนี้ผลจากการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นการนำเงินตราเข้าประเทศแล้ว อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีการจ้างงานในภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่การผลิตขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครื่องจักร แรงงานภาคการเกษตร โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงโรงงานผลิตสินค้าปศุสัตว์และโรงงานแปรรูป ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย

ในปี 2568 คาดการณ์ว่า การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากความต้องการแหล่งโปรตีนสำหรับการบริโภคยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ และการเกิดโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั่วโลก เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดการขยายตัวของสินค้าปศุสัตว์ไทยในตลาดโลกได้ โดยกรมปศุสัตว์จะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และผู้ผลิตในการรักษามาตรฐานการผลิต สถานะปลอดโรคที่สำคัญที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ และยังคงความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในตลาดโลก เพื่อให้สามารถรักษาตลาดเก่าได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนขยายตลาดใหม่เพิ่มขึ้นอีก

อากาศแห้งลมแรงไฟป่าเผาอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง วอดแล้วกว่า100 ไร่

อำนาจเจริญ-เกิดไฟป่าลุกไหม้พื้นที่ป่าวนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง วอดไป100กว่าไร่ พ่อเมืองระดมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในจังหวัดระดมกำลังดับไฟป่าตลอดทั้งคืนจนสำเร็จ

นางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญได้รับรายงานจากสถานีควบคุมไฟป่า ภูสิงห์ภูผาผึ้ง -ภูสระดอกบัว ว่าเกิดสถานการณ์ไฟไหม้ป่า ขึ้นบริเวณ ภูสิงห์ -ภูผาผึ้ง ตำบลสร้าง  อำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ จึงรุดไปที่เดิดเหตุพร้อมเจ้ากน้าที่ที่รับผิดชอบพร้อมนายณรงค์  เทพเสนา  ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมาได้เกิดไฟไหม้ป่าบริเวณ ภูสิงห์ำภูผาผึ้ง จังหวัด อำนาจเจริญ สภาพป่าเป็นป่าทึบสลับพะลานหิน

คณะเจ้าหน้าที่และเครือข่าย ได้ทำการดับไฟป่า จำนวน 50-60 นาย  ดังนี้
-เจ้าหน้าที่วนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง  จำนวนอีก 10 นาย
-เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่า
-ภูสิงห์ ภูผาผึ้ง-ภูสระดอกบัว จำนวนอีก 30 นาย
– เครื่อข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

-บ้านคำปอแก้ว บ้านคำไหล ตำบลเหล่าพรวน อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 30 กว่านาย
-เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง
-ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
-เวลาประมาณ 21.30  น. สามารถควบคุมสถานการณ์ไฟได้ 
– พื้นที่ป่าเสียหาย ถูกไฟไหม้ ประมาณ  100กว่าไร่

ทางด้านนายณรงค์   เทพเสนา ผวจ.อำนาจเจริญ กล่าว ก่อนหน้านี้ตนได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกส่วนของจังหวัด และได้ประชุม้ชีแจ้งให้ความรู้ เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า ระยะนี้ อยู่ในช่วงฤดูแล้ง อากาศจะหนาวเย็น ตามวนอุทยานต่างๆ มักจะเกิดเกินไฟไหม้หรือไฟป่า ในช่วงแรงนี้ทุกๆปีที่อำนาจเจริญ ตนจึงได้มีการประชุมชี้แจง มอบนโยบาย มอบหลักการวิธี ดับไฟป่าที่ถูกต้องถูกวิธี อย่างได้ผล ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ภูสิงห์-ภูผาผึ้ง ตำบลสร้างนกทาอำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญนี้ สันนิษฐานว่าเบื้องต้น คงเกิดจาก การ ทิ้งก้นบุหรี่ ลงบนพื้นที่เป็นชนวนก่อให้ เกิดไฟติดได้ง่าย จึงเกิดไฟลุกลาม ใหญ่โตขยายเป็นวงกว้าวขึ้น แต่ถึงยังไงก็ตามทางเจ้าหน้าที่เรา ได้ออก ปฏิบัติ เข้ม ตามหลักการ ที่เรียนมา จึงได้มีการดับไฟป่าครั้งนี้ได้สำเร็จในเวลาต่อมา 

ตนขอตฝากเตือน พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในป่า หรือออกไปล่าสัตว์ ให้ช่วยกัน ดูแล ระมัดระวัง อันอาจจะเกิดอัคคีภัยขึ้นได้ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ  เพราะหากเกิดขึ้นแล้วมันเป็นการสูญเสีย ทรัพยากรธรรมชาติ และก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆตามมา ได้อีกด้วย ตนของฝากถึงเจ้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงาน ให้เฝ้า ระวัง เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะ หากเกิด ไฟไหม้หรือไฟป่าขึ้น จะได้ออกปฏิบัติการ อย่างเร่งด่วน และทันเวลา หากเรามีความพร้อม อยู่ตลอด 24 ชั่วโมงเวลาออกปฎิติบัติงานก็จะรวดเร็วและได้ผม  ถึงยังไงก็ตาม ตนขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ที่ออกปฏิบัติการดับไฟ ให้สำเร็จ

พร้อมกับตนในเวลาอันสั้นและรวดเร็วทันเวลา ซึ่งก็เกิดการสูญเสียยังไม่มาก ในการเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในครั้งนี้ และขอขอบพระคุณทางประชาชน ที่แจ้งเบาะแสเข้ามาให้เจ้าหน้าที่เราทราบ เพราะประชาชนเป็นผู้อยู่ใกล้เหตุการณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้น จึงทราบก่อนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนถึงขอขอบคุณประชาชน ที่แจ้งเบาะแสบเข้ามาในครั้งนี้ เป็นอย่างสูงขอบคุณมากครับ

 ภาพ-ข่าว/นายทิพากรหวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ