อากาศแห้งลมแรงไฟป่าเผาอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง วอดแล้วกว่า100 ไร่

อำนาจเจริญ-เกิดไฟป่าลุกไหม้พื้นที่ป่าวนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง วอดไป100กว่าไร่ พ่อเมืองระดมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในจังหวัดระดมกำลังดับไฟป่าตลอดทั้งคืนจนสำเร็จ

นางขนิษฐา  แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญได้รับรายงานจากสถานีควบคุมไฟป่า ภูสิงห์ภูผาผึ้ง -ภูสระดอกบัว ว่าเกิดสถานการณ์ไฟไหม้ป่า ขึ้นบริเวณ ภูสิงห์ -ภูผาผึ้ง ตำบลสร้าง  อำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ จึงรุดไปที่เดิดเหตุพร้อมเจ้ากน้าที่ที่รับผิดชอบพร้อมนายณรงค์  เทพเสนา  ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมาได้เกิดไฟไหม้ป่าบริเวณ ภูสิงห์ำภูผาผึ้ง จังหวัด อำนาจเจริญ สภาพป่าเป็นป่าทึบสลับพะลานหิน

คณะเจ้าหน้าที่และเครือข่าย ได้ทำการดับไฟป่า จำนวน 50-60 นาย  ดังนี้
-เจ้าหน้าที่วนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง  จำนวนอีก 10 นาย
-เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่า
-ภูสิงห์ ภูผาผึ้ง-ภูสระดอกบัว จำนวนอีก 30 นาย
– เครื่อข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

-บ้านคำปอแก้ว บ้านคำไหล ตำบลเหล่าพรวน อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 30 กว่านาย
-เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง
-ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
-เวลาประมาณ 21.30  น. สามารถควบคุมสถานการณ์ไฟได้ 
– พื้นที่ป่าเสียหาย ถูกไฟไหม้ ประมาณ  100กว่าไร่

ทางด้านนายณรงค์   เทพเสนา ผวจ.อำนาจเจริญ กล่าว ก่อนหน้านี้ตนได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกส่วนของจังหวัด และได้ประชุม้ชีแจ้งให้ความรู้ เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า ระยะนี้ อยู่ในช่วงฤดูแล้ง อากาศจะหนาวเย็น ตามวนอุทยานต่างๆ มักจะเกิดเกินไฟไหม้หรือไฟป่า ในช่วงแรงนี้ทุกๆปีที่อำนาจเจริญ ตนจึงได้มีการประชุมชี้แจง มอบนโยบาย มอบหลักการวิธี ดับไฟป่าที่ถูกต้องถูกวิธี อย่างได้ผล ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ภูสิงห์-ภูผาผึ้ง ตำบลสร้างนกทาอำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญนี้ สันนิษฐานว่าเบื้องต้น คงเกิดจาก การ ทิ้งก้นบุหรี่ ลงบนพื้นที่เป็นชนวนก่อให้ เกิดไฟติดได้ง่าย จึงเกิดไฟลุกลาม ใหญ่โตขยายเป็นวงกว้าวขึ้น แต่ถึงยังไงก็ตามทางเจ้าหน้าที่เรา ได้ออก ปฏิบัติ เข้ม ตามหลักการ ที่เรียนมา จึงได้มีการดับไฟป่าครั้งนี้ได้สำเร็จในเวลาต่อมา 

ตนขอตฝากเตือน พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในป่า หรือออกไปล่าสัตว์ ให้ช่วยกัน ดูแล ระมัดระวัง อันอาจจะเกิดอัคคีภัยขึ้นได้ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ  เพราะหากเกิดขึ้นแล้วมันเป็นการสูญเสีย ทรัพยากรธรรมชาติ และก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆตามมา ได้อีกด้วย ตนของฝากถึงเจ้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงาน ให้เฝ้า ระวัง เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะ หากเกิด ไฟไหม้หรือไฟป่าขึ้น จะได้ออกปฏิบัติการ อย่างเร่งด่วน และทันเวลา หากเรามีความพร้อม อยู่ตลอด 24 ชั่วโมงเวลาออกปฎิติบัติงานก็จะรวดเร็วและได้ผม  ถึงยังไงก็ตาม ตนขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ที่ออกปฏิบัติการดับไฟ ให้สำเร็จ

พร้อมกับตนในเวลาอันสั้นและรวดเร็วทันเวลา ซึ่งก็เกิดการสูญเสียยังไม่มาก ในการเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในครั้งนี้ และขอขอบพระคุณทางประชาชน ที่แจ้งเบาะแสเข้ามาให้เจ้าหน้าที่เราทราบ เพราะประชาชนเป็นผู้อยู่ใกล้เหตุการณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้น จึงทราบก่อนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนถึงขอขอบคุณประชาชน ที่แจ้งเบาะแสบเข้ามาในครั้งนี้ เป็นอย่างสูงขอบคุณมากครับ

 ภาพ-ข่าว/นายทิพากรหวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

ระทึก!ไฟฟ้าลัดวงจรเพลิงไหม้ 7 คูหา เสียหายกว่า 2 ล้านบาท

อำนาจเจริญ- ระทึกขวัญ เกิดเพลิงไหม้ 7 คูหา เสียหายกว่า 2 ล้านบาท คาดการณ์ไฟฟ้าลัดวงจร

นายบัญเจิด เอี่ยมเทศ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 154 เบ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลนาจิกอำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเช่า 7 คูหา ของบ้านเช่า 7 คูหา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุเกิดช่วงเวลา 7.30 น ของวันนี้ตนเห็นประกายไฟลุกขึ้นมาบนดาดฟ้า อย่างรวดเร็ว ตนวิ่งไปเปิดน้ำประปาฉีด เพื่อให้ ไฟดับ แต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะไฟ ลุกอย่างรวดเร็วเนื่องจากดาดฟ้าเป็นฉนวนไฟอย่างดีทำใช ให้ไฟลุกไหม้ได้เป็นอย่างดี และอุปกรณ์สิ่งของต่างๆในร้านทั้ง 7 คูหา ก็มีสิ่งของเต็มไปหมด มีฉนวนติดไฟได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวย

ร้านทำเอกสาร ร้านจำหน่าย สิ่งของทุกสิ่งทุกอย่าง 20 บาทซึ่งมีของเป็นจำนวนมาก เมื่อดับไฟไม่อยู่ก็ได้เรียกรถดับเพลิง ทางอำเภอ ทางจังหวัดและทางโครงการบริหารส่วน ตำบลดอนเมยมาช่วยเหลือ ประมาณ 30-40นาทีรถดับเพลิงมาถึงช่วยกันระดมดับไฟ ยุติลงได้ แต่ไฟก็ดับช้า เสียหายไปทั้งหมด สรุปเบื้องต้นแล้ว ก็ประมาณ 1 ล้าน กว่าๆ เพราะมีอุปกรณ์ ที่มีค่าเป็นจำนวนมาก โดนไฟไหม้ วอดไปทั้ง 7 คูหา แต่ยังดีที่ไม่ได้ลุกลามไป ไม่บ้านข้างหลัง อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณทางด้าน รถดับเพลิง ที่มาสกัดไว้ทัน ท่ามกลาง ชาวบ้าน ที่ทราบข่าวแตกตื่นมามุงดูเป็นจำนวนมาก

ทางด้านนิกร ทองจิตร นายอำเภอเมืองอำนาจเจริญ ได้รถลงพื้นที่ ทันทีหลังทราบเหตุ พร้อมกับ รถดับเพลิงรถกู้ชีพ เข้าสกัดไฟที่กำลัง โหมลุกไหม้อย่างรุนแรง โดยทางด้านนายอำเภอได้นำทีม งาน สั่งการควบคุมการดับภัยพร้อมนำหน่วยกู้ภัยอำเภอและถูภัยจังหวัด และหน่วย กู้ชีพ เพชรเกษมอำนาจเจริญลงพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้อย่างทันท่วงที่ต้องขอขอบคุณทางหน่วยกู้ชีพเพชรเกษมอำนาจเจริญในครั้งนี้เป็นอย่างมาก นายอำเถอ กล่าวด้วยว่า ในช่วงนี้ สภาพพื้นที่ในจังหวัดอำนาจเจริญ อากาศแห้ง และร้อน มันก่อให้เกิดอัคคีภัยขึ้นได้

ฝากเตือนประชาชน ให้ระมัดระวัง ในการจุดปืนไฟ และมั่นให้ตรวจสอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ในครัวเรือน ว่าอยู่ในสภาพ ที่ยังใช้การได้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะสายไฟ ตามบ้านเรือน ตามถนนหนทางต่างๆ หาก เก่าจนเกินไป ให้รื้อออกเปลี่ยนสายไฟใหม่ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี และหากเป็นไปได้ ควรมีถังดับเพลิง ไว้ประจำบ้าน หรือโรงงาน ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการเกิดอัคคีภัย ขึ้นมาจะได้ดับ ได้ทันเวลา ซึ่งจุดนี้ เราก็จะให้เจ้าหน้าที่หาสาเหตุ ที่แท้จริงว่าการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ ว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่

ภาพ-ข่าว/ทิพกร หวานอ่อน รายงานจากจังหวัดอำนาจเจริญ

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเปิดงานตรุษจีนเยาวราช “ปีมะเส็งมหามงคล อุดมโชคลาภ”

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ปี 2568

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 เวลา 16.53 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ปี 2568 ซึ่งปีนี้กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกับ ชาวไทยเชื้อสายจีน ภาคเอกชน และ TCC GROUP (กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น) จัดงานขึ้นภายใต้ชื่อ “ปีมะเส็งมหามงคล อุดมโชคลาภ” ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ทรงพระราชทานพระพรปีมะเส็งงูเล็ก ให้แก่พี่น้องคนไทยเชื้อสายจีนและชาวจีนในประเทศไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล ด้วยลายพระราชหัตถเลขาภาษาจีน “蛇年步步 高” อ่านว่า “เฉือเหนียนปู้ปู้เกา” แปลว่า “ปีมะเส็ง (งูเล็ก) ชีวิตก้าวสูงขึ้นทุกที” ในการนี้ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยเสด็จฯ ด้วย


ครั้นเมื่อเสด็จฯ ถึงวัดไตรมิตรวิทยาราม ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธสัมฤทธิ์มหาจักรพรรดิ ทรงคม เสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระประธาน ทรงคม เสด็จออกพระอุโบสถไปยังที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงคม จากนั้นทรงติดธนบัตรที่องค์ผ้าป่าทรัพย์ระย้า และเสด็จเข้าพระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ทรงวางผ้าไตรถวายพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ทรงคม ทรงติดธนบัตรที่ต้นบายศรี ทรงพระสุหร่าย ทรงโปรยดอกไม้ที่องค์พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (จำลอง) เพื่อประดิษฐาน ณ วัดร้างที่จะยกขึ้นเป็นวัดเฉลิมพระเกียรติฯ ขณะนี้พระสงฆ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประเคนผ้าไตรแด่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ถวายของที่ระลึก ต่อมาประทับรถรางไปยังซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการจัดงานฯ พร้อมด้วยประชาชนชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก ที่ต่างพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีแดงมาเฝ้าฯ รับเสด็จ และพร้อมใจเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

เมื่อประทับพระราชอาส์นในพลับพลาพิธี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กราบบังคมทูลรายงาน นายหาน จื้อเฉียง (H.E. Mr. Han Zhiqiang) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กราบบังคมทูลถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงชุด “การสืบทอดของความรัก” จากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และการแสดงชุด “ประสบสุขสราญรมย์สัมพันธ์ไทยจีน จากประเทศไทย” โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางแผ่นป้ายหยินเปิดงานตรุษจีนเยาวราช ปี 2568 และพระราชทานซองอั่งเปาให้คณะสิงโต ก่อนเสด็จฯ ไปประทับรถรางไปยังโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระอวโลกิเตศวร (กวนอิม) ทรงคม ผู้แทนคณะกรรมการฯ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก โดยนายสมัย กวักเพฑูรณ์ ประธานกรรมการโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ ผู้แทนคณะกรรมการทูลเกล้าฯ ถวายเงินและทูลเกล้าฯ ถวายช้างทองคำ จำนวน 2 ตัว โดยเป็นตัวเล็กกับตัวใหญ่ ซึ่งช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติไทย


โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมชมบูธร้านค้าต่างๆ อาทิ ร้านภูฟ้า, ร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา, มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, มูลนิธิมหาจักรีสิรินธร เพื่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, มูลนิธิรามาธิบดี และฝ่ายวัฒนธรรมสถานทูตจีน การนี้ ได้พระราชทานซองอั่งเปาให้แก่นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ เพื่อมอบแก่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ก่อนเสด็จฯ ไปยังไชน่าทาวน์มาร์เก็ต เฉลิมบุรี ทอดพระเนตรนิทรรศการฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน และฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับนายหาน จื้อเฉียง (H.E. Mr. Han Zhiqiang) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย และคณะกรรมการจัดงานฯ

โอกาสนี้ทรงผัด “โหงวก้วย” ผลไม้มงคล พระราชทาน เป็นหนึ่งในเมนูอาหารมงคลของคนจีน ที่เชื่อกันมาแต่โบราณว่าจะช่วยให้ชีวิตโชคดี เจอแต่เรื่องดีๆ สิ่งดีๆ คำว่า “โหงวก้วย” มาจากภาษาจีน 2 คำคือ “โหงว” ที่แปลว่าห้า กับ “ก้วย” ที่แปลว่า เมล็ดผลไม้ รวมกันจึงมีความหมายว่า เมล็ดผลไม้ 5 อย่าง หรือ ธัญพืช 5 อย่างนั่นเอง

สำหรับ “ไชน่าทาวน์มาร์เก็ต เฉลิมบุรี” เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเยาวราช อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ “ซุ้มประตูวชิรธำรง 72 พรรษา” หนึ่งในซุ้มประตูที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตั้งอยู่บริเวณห้าแยกหมอมี ที่จัดสร้างขึ้นพร้อมกันกับ “ซุ้มประตูวชิรสถิต 72 พรรษา” ที่ตั้งอยู่บริเวณสะพานดำรงสถิตใกล้เคียงกับเยาวราช โดยตั้งแต่วันนี้ถึง 15 เม.ย. นี้ ได้จัด “นิทรรศการฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน” ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและจีน ที่มีมาอย่างยาวนาน ที่ได้ร่วมกันส่งเสริม และสืบสานวัฒนธรรมอันเป็นประเพณีดีงามที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล สู่อนุชนคนรุ่นหลัง นอกจากนี้ “ไชน่าทาวน์มาร์เก็ต เฉลิมบุรี” ยังเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ ที่นำเสนออาหารคาว-หวาน และการแสดงทางวัฒนธรรม โดยรายได้หักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ เพื่อสนับสนุนงานสาธารณกุศลต่าง ๆ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ประทับรถรางไปทอดพระเนตรร้านยาจีนเซี้ยงเฮงฮั่วกี่ และธนาคารกสิกรไทย สาขาเยาวราช และเสด็จฯ ประทับรถรางไปยังวัดมังกรกมลาวาส โดยมี พระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส และคณะกรรมการ เฝ้าฯ รับเสด็จ

จากนั้น ทรงวางพวงมาลัยสักการะพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ และท้าวจตุโลกบาล ทรงคม เสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธปฏิมาตรีกาย พระประธานอุโบสถ ทรงคม ประทับพระราชอาสน์ ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม พระสงฆ์จีนนิกายถวายพระพรชัยมงคล เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส ถวายของที่ระลึก เสด็จฯ ไปยังวิหารเทพ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาเทพคุ้มครองชะตาชีวิต (ไท่ส่วยเอี๊ย) เทพเจ้าไภษัชยราช และเทวแพทย์ฮัวโต๋ (ฮั่วท้อ) ทรงนำใบเทียบฝากดวงพระชะตา ปัดพระองค์ 13 ครั้ง ทรงคม

ในการนี้ ทรงถวายพวงมาลัยและทรงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดที่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์, วิหารปฐมบูรพาจารย์ (สกเห็งโจวซือ), วิหารสังฆปริณายกองค์ที่ 6 แห่งจีนนิกายณาน ประเทศจีนสมัยราชวงศ์ถัง (ฮุยเล้งโจวซือ) และวิหารเทพเจ้ากวนอู แล้วเสด็จฯ กลับ

ผู้ว่าฯชลบุรีสั่งดูแลความปลอดภัยเต็มพิกัดนาวิกโยธินอเมริกายกพลขึ้นบกพัทยา 5,400 นาย

ผู้ว่าฯชลบุรี เยี่ยมชมกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 1 และเรือธง USS Carl Vinson (CVN 70) ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ที่ ท่าเรือแหลมฉบัง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เยี่ยมชมกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 1 และเรือธง USS Carl Vinson (CVN 70) ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังจาก กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 1 และเรือธง USS Carl Vinson (CVN 70) และกำลังพลของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ประมาณ 5,400 นาย เดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เทียบท่าระหว่างวันที่ 27 – 31 ม.ค. 2568 ตามกำหนดการเข้าเยี่ยมท่าเรือตามกิจวัตรปกติ ในช่วงระหว่างพักการฝึก

นายธวัชชัย กล่าวว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบินนี้ ประกอบไปด้วย เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Carl Vinson (CVN 70) เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้น Nimitz ที่สามารถปฏิบัติภารกิจหลากหลายทั่วโลก ตั้งแต่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปจนถึงการตอบสนองต่อภัยพิบัติและการสนับสนุนความพร้อม พร้อมทหารประจำกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 1 และกองเรือพิฆาตที่ 1 รวมถึงกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 2, เรือ USS Princeton (CG 59) ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีชั้น Ticonderoga และเรือ USS Sterett (DDG 104) และ USS William P. Lawrence (DDG 110) ซึ่งเป็นเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถีชั้น Arleigh Burkeกองบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 2 ประกอบไปด้วย ฝูงบิน 9 ฝูง ซึ่งมีเครื่องบิน F-35C Lightning II, F/A-18E/F Super Hornets, EA-18G Growler, E-2D Advanced Hawkeye, CMV-22 Osprey และ MH-60R/S Sea Hawks

สำหรับ กองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 1 ปฏิบัติการในพื้นที่ปฏิบัติการของกองเรือที่ 7 แห่งสหรัฐฯ กองเรือที่ 7 เป็นกองเรือที่มีกองกำลังส่วนหน้าขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ และมีปฏิสัมพันธ์และร่วมปฏิบัติการกับภาคีและหุ้นส่วนอยู่เป็นประจำเพื่อพิทักษ์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ตนได้สั่งการและกำชับให้หน่วยงานความมั่นคงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย นำกลุ่มนายทหารลงพื้นที่ตรวจถนนคนเดิน Walking Street พัทยา พร้อมทั้งชี้จุดดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกเรือและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรีต่อไป อีกทั้งยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่จะมีเม็ดเงินสะพัดอย่างมาก

วุฒิสภา สานพลัง “Sang Sook – Happiness”ลดขรก. ป่วยโรค NCDs เครียดสะสม

วุฒิสภา สานพลัง สสส.-ภาคี 15 องค์กร จัดงาน “Sang Sook – Happiness is All Around Festival” หนุนองค์ความรู้ สว.-ข้าราชการ-ลูกจ้าง ใช้วางแผนดูแลสุขภาพกาย-ใจ หลังพบ ปี 67 บุคลากรเสี่ยงป่วยโรค NCDs พุ่ง 64.98% และเครียดสะสม-เสี่ยงป่วยซึมเศร้าสูง “เกรียงไกร” รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ชูแนวคิด Happy Workplace ช่วยคนทำงานมีสุขภาพร่างกายดี-จิตใจดี-สภาพแวดล้อมที่ทำงานดี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ม.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สานพลัง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และภาคีเครือข่าย 15 องค์กร จัดงาน “Sang Sook – Happiness is All Around Festival” ภายใต้โครงการรัฐสภาร่วมใจรวมพลังสร้างสุข : การเสริมสร้างศักยภาพเพื่อมุ่งสู่การเป็นรัฐสภาองค์กรแห่งความสุข เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรวุฒิสภา มีองค์ความรู้ ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงเกิดความตระหนักรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวว่า วุฒิสภา มุ่งส่งเสริมให้บุคลากรมีสุขภาวะดีทุกมิติ จึงร่วมกับ สสส. พัฒนาโครงการรัฐสภาร่วมใจรวมพลังสร้างสุขฯ ตามหลักการองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) และความสุข 8 ประการ (Happy 8) จากรายงานผลตรวจสุขภาพบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จำนวน 1,222 คน ปี 2567 พบว่า บุคลากร 749 คน หรือ  คิดเป็น 64.98% มีภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการนำไปสู่การป่วยโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง รับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าบุคลากรมีภาวะเครียดจากภาระงานหนัก จนทำให้เกิดภาวะความเครียดสะสมเสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความเข้าใจในการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง ทำให้เกิดเป็นโมเดลรัฐสภาองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace Happy Life) ด้วยแนวคิด “สุขกาย สบายใจ ไร้หนี้ ชีวีมีสุข” พร้อมขยายผลสู่ประชาชนต่อไป

นายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของคนวัยทำงาน จากรายงานสุขภาพคนไทยปี 2566 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ไทยมีคนวัยทำงานอยู่ 39 ล้านคน ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสุขภาพป่วยโรค NCDs ที่น่าสนใจยังพบว่ากลุ่มโรค NCDs ที่คร่าชีวิตคนวัยทำงานมากที่สุดอันดับ 1 คือ โรคเบาหวาน รองลงมาคือ โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง มีสาเหตุจากการขาดการออกกำลังกาย  การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ สอดคล้องกับรายงานผลตรวจสุขภาพบุคลากรรัฐสภา ปี 2567 พบว่า มีบุคลากรป่วยเป็นโรค NCDs โดยมีไขมันในเลือดสูง 61.85% ภาวะโภชนาการ 61.96% ความสมบูรณ์เม็ดเลือดไม่ปกติ 39.32%

“สสส. สานพลังกับ วุฒิสภา ขับเคลื่อนงานสร้างสุขภาวะในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เกิดระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพและระบบที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร เกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ อาทิ ชมรมออกกำลังกาย กิจกรรมให้คำปรึกษาบริการทางใจ รวมถึงจัดตั้งทีม ‘ฝ่ามือจันทรา CPR พาชีวิตรอด’ มุ่งส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจ ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่ถูกต้อง และ       เกิดต้นแบบนักสร้างสุของค์กรผู้นำสุขภาพ 103 คน ทั้งนี้ ในปี 2568 สสส. และวุฒิสภา ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร โดยหวังให้วุฒิสภาเป็นโมเดลองค์กรสุขภาวะต้นแบบยั่งยืน พร้อมขยายความร่วมมือกับองค์กรรัฐและเอกชน ส่งต่อชุดองค์ความรู้ นวัตกรรม และกระบวนการสร้างสุขภาวะ ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีและยั่งยืนต่อไป” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

“ไทย-จีน-ลาว-เวียดนาม”ทำบุญตักบาตรตรุษจีน​สืบสานประเพณีอันดีงาม

ผู้ว่าฯนครพนมนำชาวไทยหลายเชื้อชาติทั้งเวียดนามจีนและสปป.ลาวทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในวันตรุษจีนสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568  ที่บริเวณลานหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม นายปรัชญา อุ่นเพชรวรากร ผวจ.นครพนม พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต รมว.แรงงาน พร้อมด้วย นายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนครพนม นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เชื้อสายจีน รวมถึงชาวลาว ได้พร้อมใจร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตร เพื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในวันตรุษจีน เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาวไทยเชื้อชาติจีน รวมถึงชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม และชาวลาว แสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ทั้งนี้ เนื่องจาก จ.นครพนม ถือเป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านมายาวนาน รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีน เวียดนาม สปป.ลาว เคยอพยพมาอาศัยในยุคสงครามอินโดจีน จึงมีความสัมพันธ์อันดีมาต่อเนื่อง และมีบางส่วนได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในพื้นที่ จ.นครพนม และสร้างฐานที่อยู่มาถึงปัจจุบัน ทำให้ จ.นครพนม เป็นจังหวัดที่มีหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม จะยังคงสืบสานประเพณีทำบุญไหว้ตรุษจีนมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน และถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน จ.นครพนม จำนวนมาก

สำหรับ ในช่วงตรุษจีน ทุกเชื้อชาติจะได้ร่วมกิจกรรมตรุษจีน รำลึกความสัมพันธ์อันดีมาแต่อดีต ในปีนี้ถือว่าครบรอบ 60 ปี ในการก่อสร้างหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ตั้งแต่ปี 2503 ที่ยังเป็นอนุสรณ์มาถึงปัจจุบันให้รำลึกถึง เมื่อครั้งที่ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามได้อพยพมาลี้ภัยในยุคสงครามอินโดจีน และเมื่อย้ายกลับมาตุภูมิได้สร้างหอนาฬิกาไว้เป็นอนุสรณ์ กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว รวมถึงมีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ขึ้นที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ทำให้ในช่วงประเพณีสำคัญรวมถึงเทศกาลตรุษจีนจะมีประชาชน นักท่องเที่ยว ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมทำบุญและท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้าชายแดน เงินหมุนเวียนสะพัด และปัจจุบัน จ.นครพนม ถือเป็นจังหวัดท่องเที่ยวชายแดนที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นเมืองรองที่ใครมาเยือน จะต้องจองโรงแรม เนื่องจากจะเต็มในวันศุกร์เสาร์

ข่าว/ภาพ​ : ประทีป​ วชิระ​ธ​ั​ญญา​กุล​ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค​ประจำจังหวัดนครพนม

คนไทยเชื้อสายจีนแห่ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือแน่นขอพรให้โชคดีรับเทศกาลตรุษจีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวแห่ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือกันจำนวนมากขอพรเนื่องในวันตรุษจีน ถือเทพเจ้าแห่งความโชคดี การปกป้อง และการคุ้มครองจากสิ่งไม่ดี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 บรรยากาศประชาชนจำนวนมากสวมชุดแดง เดินทางมาสักการะไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในเทศกาลวันตรุษจีน ซึ่งวันนี้ตรงกับวันไหว้ในเทศกาลตรุษจีน หมายถึงการที่คนจีนหรือชาวไทยเชื้อสายจีนทำการบูชาเทพเจ้า และบรรพบุรุษ เพื่อขอพรให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ และความโชคดีในปีใหม่

ทั้งนี้เป็นประเพณีที่สำคัญมากในช่วงตรุษจีน โดยจะมีการไหว้บูชาเครื่องเซ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ ขนมหวาน อาหาร หรือของใช้ที่มีความหมายเป็นมงคล เพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณสำหรับการคุ้มครองจากเทพเจ้า และบรรพบุรุษในปีที่ผ่านมา รวมถึงขอให้ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงเป็นปีที่ดี มีโชคดีและสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต

ทั้งนี้ ศาลเจ้าพ่อเสือเป็นศาลที่สำคัญในวัฒนธรรมจีน โดยเจ้าพ่อเสือถือเป็นเทพเจ้าแห่งความโชคดี การปกป้อง และการคุ้มครองจากสิ่งไม่ดี ตามความเชื่อของชาวจีน เจ้าพ่อเสือมีความเชื่อว่ ามีอำนาจในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและเสริมสร้างความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรืองให้กับผู้ที่กราบไหว้บูชา การบูชาเจ้าพ่อเสือจะมีการจุดธูปและถวายของเซ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ ขนม และบางครั้งก็มีการขอพรเกี่ยวกับการงาน การเงิน ความสุข หรือความปลอดภัยในชีวิต

กระบี่จัดใหญ่พิธีบวงสรวงนพเคราะห์ศาลหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล

ผู้ว่าฯกระบี่นำพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ บวงสรวงนพเคราะห์ศาลหลักเมืองกระบี่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัดกระบี่

นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และนางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ นำพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ บวงสรวงนพเคราะห์ ศาลหลักเมืองกระบี่ โดยมี สมเด็จพระมหาวชิรมังคาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้/ ที่ปรึกษากรรมการมหาเถรสมาคม วัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง จ.ตรัง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

สำหรับ พิธีดังกล่าว นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และ พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมี พลเรือตรี ปรีชา รัตนสำเนียง  รองผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 2 พล.ต.ต.ศรัญญู ชำนาญราช รอง ผบช.ภ.8  นาวาเอก สุรการ สังข์รุ่ง รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 กองพลนาวิกโยธิน  พ.ต.อ.ชัยเกียรติ วิริยสถิตย์กุล รอง ผบก.ฯ รรท. ผบก. ภ.จว.กระบี่

 นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  นายสุวิทย์ สุริยะวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรภาคเอกชน ในสังกัดจังหวัดกระบี่ และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมในพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ บวงสรวงนพเคราะห์ ศาลหลักเมืองกระบี่ ณ มณฑลพิธีศาลหลักเมืองกระบี่ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัดกระบี่

นอกจากนั้น ได้จัดให้มีพิธีทางศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ มีพระเถระ จำนวน 21 รูปสวดเจริญพระพุทธมนต์ และพระเกจิย์ 4 รูป ประกอบด้วย พระครูรัตนสิกขการ วัดถ้ำพระพุทธโกษย์ (วัดในเตา) จ.ตรัง, พระครูวัชรวิหารคุณ วัดวิหารสูง จ.พัทลุง, พระครูเกษมพัฒนกิจ วัดชะเมา จ.นครศรีธรรมราช และพระครูสังฆรักษ์ภูริณัฐ ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค อ.ลำทับ จ.กระบี่ นั่งปรกอธิฐานจิต

“วิเชษฐ์” แนะทางปรับการไหว้บรรพบุรุษช่วงตรุษจีนช่วยกันลดฝุ่น PM 2.5

“วิเชษฐ์ เกษมทองศรี” เสนอปรับการไหว้บรรพบุรุษช่วงตรุษจีนช่วยกันลดฝุ่น PM 2.5 เน้นการลดการจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง และการจุดพลุประทัด พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดมลพิษและการบูชาแบบออนไลน์ สร้างความตระหนักรู้ส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน มีการการไหว้บรรพบุรุษเป็นประเพณีสำคัญของชาวจีนเชื้อสายไทย อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การจุดธูป การเผากระดาษเงินกระดาษทอง และการจุดประทัด เป็นปัจจัยที่เพิ่มปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย การลดผลกระทบดังกล่าวควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและส่งเสริมทางเลือกไหว่บรรพบุรุษที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน มีกิจกรรมที่เพิ่มปริมาณฝุ่น PM 2.5 เช่น การจุดธูป การเผากระดาษเงินกระดาษทอง และการจุดประทัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีบ้านเรือนหนาแน่นและสภาพอากาศแห้งในฤดูหนาว ซึ่งทำให้ฝุ่นสะสมในชั้นบรรยากาศนานขึ้น กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออัคคีภัย ส่งกระทบต่อสุขภาพและสังคมฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็ก และผู้สูงอายุ

นายวิเชษฐ์ ได้เสนอแนวทางช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในช่วงตรุษจีนว่า ควรงดจุดธูปโดยใช้ธูปไร้ควันหรือธูปเทียนไฟฟ้าแทนการจุดธูปแบบเดิม งดเผากระดาษเงินกระดาษทองโดยใช้การไหว้เชิงสัญลักษณ์โดยไม่เผา หรือเผาในเตาเผาที่ได้มาตรฐาน ลดการจุดพลุและประทัดโดยสนับสนุนกิจกรรมอื่นที่สืบทอดวัฒนธรรมโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการบูชาออนไลน์โดยพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษแบบออนไลน์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดมลพิษ

“ผมเห็นว่า ควรมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน โดยรัฐบาลควรส่งเสริมการให้ความรู้และมาตรการต่าง ๆ เช่น การใช้หน้ากาก N95 การปิดประตูหน้าต่างเพื่อลดการรับฝุ่น และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ช่วยลดการเผาไหม้ เช่น เตาเผาปลอดฝุ่นในชุมชน” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

ชาวขอนแก่นเชื้อสายจีนเซ่นไหว้ขอพรศาลเจ้าพ่อคึกคัก

ชาวขอนแก่นเชื้อสายจีน น้ำเครื่องเซ่นไหว้ ขอพรเอาฤกษ์เอาชับ รับเทศกาลตรุษจีน แน่นทุกศาลเจ้า ขณะที่ผู้ว่าฯ เชื่อว่าบรรพบุรุษเข้าใจและไม่อยากให้ลูกหลานป่วย  จึงขอให้เผากระดาษเงินกระดาษทองอย่างพอดี

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2568 ซึ่งพบว่าคนขอนแก่นเชื้อสายจีนต่างนำเครื่องเซ่นไหว้ ทั้งแบบซาแซ และโหวงแซ รวมทั้งผลไม้และอาหารมงคลต่างๆ มากราบไหว้ขอพรเอาฤกษ์เอาชัยเนื่องในเทศกาลตรุษจีนปีนี้กันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง,ศาลเจ้าปึงเถ่า กง-ม่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่และจุดบริการทั้งในเรื่องขอโต๊ะ เก้าอี้ จุดจอดรถ หรือจุดพักวางสิ่งของเพื่อรอการกราบไหว้

ขณะเดียวกันยังคงมีการจัดจุดเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ในปริมาณที่เหมาะสมและขอความร่วมมือผู้ที่มากราบไหว้ขอพรศาลเจ้าพ่อให้เผากระดาษเงิน กระดาษทองในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5. ที่มีปริมาณหนาแน่นในเขตชุมชนเมืองขณะนี้ ทำให้เทศบาลฯต้องมีการจัดรำดับเพลิงมาประจำการโดยรอบศาลเจ้าพ่อหลักมเองเพื่อพ่นละอองน้ำ และเตรียมความพร้อมรับมือในเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้

นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ยังคงต้องขอความร่วมมือทุกคนให้เผากระดาศเงิน กระดาษทองหรือเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆในปริมาณที่พอเหมาะ หรือกาไม่เผาเลยจะดีมาก แต่ด้วยความเชื่อที่ต้องเผาก็ต้องขอความร่วมมือในการเผาในปริมาณที่เหมาะสม เพราะเชื่อว่าบรรพบุรุษจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“ผมเชื่อว่าบรรพบุรุษท่านเข้าใจ แต่ด้วยความเชื่อและประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา ซึ่งจำเป็นต้องเผาก็ต้องเผา แต่ก็ไม่อยากให้เผากันเยอะเพราะนอกจากสภาพอากาศที่ไม่ดีให้กับลูกหลานที่เผาส่งไปให้แล้ว อาจจะนำอาการป่วยจากภาวะ PM2.5 ไปฝากให้กับบรรพบุรุษด้วย”