โคราชอ่วม!ลักลอบเผาพื้นที่การเกษตรไม่หยุดฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน

นครราชสีมา-เกษตรกรยังคงลักลอบเผาพื้นที่การเกษตรต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐานถึง 59.5 มคก./ลบ.ม. สิ่งแวดล้อมภาค 11 ระดมทุกภาคส่วนเร่งแก้ปัญหา เผยมีแนวโน้มพุ่งสูงต่อเนื่อง ต้นเหตุจากการเผาและอากาศเย็น

“เพจเมืองยางบ้านเอ็ง” ได้โพสภาพไฟไหม้ตอซังข้าวบริเวณทุ่งนา ห่างจากโรงพยาบาลเมืองยาง ตำบลเมืองยาง อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 300 เมตร ซึ่งจะเห็นว่ามีกลุ่มควันไฟที่เกิดจากการลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าวของชาวนาในพื้นที่ ได้ลอยขึ้นไปปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง สร้างฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง

ถึงแม้ว่าทางอำเภอเมืองยาง  จะมีการประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร รณรงค์ให้ชาวนาในพื้นที่หยุดการเผาตอซัง เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมกับมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เอาผิดกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าวแล้วก็ตาม แต่ยังพบว่ามีการลักลอบเผาตอซังข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่กลัวความผิดตามกฎหมาย ไม่สนใจนโยบายของภาครัฐ สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่อาจประสบอุบัติจากควันไฟที่บดบังการมองเห็นได้

ขณะเดียวกัน ที่ห้องประชุมชั้น 2 โรงแรมอิมพีเรียล อ.เมือง จ.นครราชสีมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา ก็ได้มีการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.นครราชสีมา, สำนักงานทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา, อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา, ผู้แทนจากสมาคมชาวไร่อ้อย จ.นครราชสีมา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อวางแผนการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่แบบบูรณาการ

นางสาวกุลชา ธนะขว้าง ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งอยู่ในการดูแลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยจากการรายงา พบว่า จ.นครราชสีมา มีค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงถึง 59.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับที่ 1 รองลงมา จ.สุรินทร์ 54.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, จ.ชัยภูมิ 49.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ จ.บุรีรัมย์ 48.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ

ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.สภาพอากาศที่เย็น ทำให้อากาศไม่ฟุ้งกระจายสูงขึ้นชั้นบรรยากาศด้านบน และ 2.มีการเผาเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ทั้งนี้สภาพอากาศเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุม แต่ในส่วนของการลักลอบเผาพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเกิดจากฝีมือมนุษย์ ยังคงมีเกิดขึ้นจำนวนมาก จากข้อมูลรายงานจุดฮอตสปอต หรือจุดความร้อน เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา จะพบว่า จ.นครราชสีมา มีมากที่สุดถึง 15 จุด โดยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ 1 จุด อยู่ในเขตป่าสงวน 4 จุด อยู่ในพื้นที่การเกษตร 6 จุด และพื้นที่อื่นๆ 4 จุด ส่วน จ.ชัยภูมิ พบจุดความร้อน 12 จุด, จ.สุรินทร์ 11 จุด และ จ.ชัยภูมิ 9 จุด

ดังนั้นในระยะ 3 สัปดาห์นี้ จึงทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงขึ้นเกินมาตรฐานในทุกพื้นที่ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ปีนี้มีแนวโน้มการเกิดค่าฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าปีที่แล้ว และมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถกระจายไปตามทิศทางลมสู่หลายจังหวัดใกล้เคียง ดังนั้นระยะนี้จึงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ช่วยกันรณรงค์ลดการเผา ไม่ว่าจะเป็นเผาตอซังข้าว เผาไร้อ้อย หรือเผาขยะ เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้ง อาจจะเกิดการลุกลามเป็นบริเวณกว้างได้ ส่วนประชาชนก็แนะนำให้งดการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

หากจำเป็นก็ให้สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นไว้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ และเด็กเล็ก เป็นต้น รวมทั้งชุมชนเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ให้ช่วยกันลดใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้บริการรถขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยลดอัตราการเกิดควันจากรถยนต์ ที่เป็นต้นเหตุของฝุ่น PM 2.5 ได้อีกทางหนึ่งด้วย

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

รัฐบาลสั่งคุมเข้ม ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากภาคเกษตร ฝ่าฝืนตัดสิทธิ์การช่วยเหลือ

ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร และการเผาในพื้นที่เกษตร เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจ ให้ได้หลายรอบต่อปี เช่น การเผาใบอ้อย ตอซังฟางข้าว และตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หามาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไข และเมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกมาตรการเชิงรุก ผ่าน “โครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร” เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาด้านการเกษตร และช่วยเหลือเกษตรทุกโครงการ

อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยได้กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้าร่วม “โครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร” ผ่านการตรวจเช็กประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตรในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค.-31 พ.ค. 68 ด้วยการเก็บข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลของเกษตรที่ทำการเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมด้วยการบูรณาการประสานการขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการหมู่บ้านให้มีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเผาพื้นที่อีกขั้นหนึ่ง โดยหากพบว่าเกษตรที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ เมื่อตรวจสอบแล้วมีประวัติการเผาพื้นที่การเกษตร ให้ถือว่าขาดคุณสมบัติ ไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการ โดยให้ถือเป็นการขาดคุณสมบัติ ในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรนับตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2568-วันที่ 31 พฤษภาคม 2570

รองโฆษก กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตาม และตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จาก GISTDA พบว่าสถานการณ์การเผาในพื้นที่การเกษตรในขณะนี้ พบจุดความร้อน โดยมีหลายพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเพิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลขอย้ำว่า ขอให้เกษตรการงดวิธีการเผา เนื่องด้วยวิธีการดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและมีความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดได้อย่างเด็ดขาด ขอให้เกษตรปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการเป็นการปลูกพืช ให้เป็นไปในรูปแบบที่ไม่ต้องมีการเผา ปลูกพืชทดแทนจากพืชล้มลุก เป็นพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น กาแฟ มะคาเดเมีย อะโวคาโด มะม่วง หรือไม้ยืนต้นที่ไม่โตเร็ว ซึ่งจะสามารถเป็นส่วนช่วยในการเก็บกักคาร์บอนได้ดี หรือการปลูกพืชทดแทนพื้นที่นาปรัง เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาที่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลพร้อมดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่มาตรการการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 รัฐบาลพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนในมาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในการดำเนินการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ผ่านสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ ทั้งยังเป็นการประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนให้การจัดการและการแก้ไขปัญหาการเผาหมดไปอย่างยั่งยืน” นายอนุกูลกล่าว

“ก.วัฒนธรรม” เปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ”จ่าทวี” แหล่งเรียนรู้งานศิลป์

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ ร้อยตรี ทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ – ช่างปั้น หล่อ) พุทธศักราช ๒๕๖๖

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ ร้อยตรี ทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ – ช่างปั้น หล่อ) พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นางสาวนิภาวรรณ กาญจนพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก

พร้อมด้วย (๑) นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (๒) ดร. เปรมฤดี ชามพูนท ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก (๓) นางสาววรรณชลี กุลศรีไชย หัวหน้างานศิลปวัฒนธรรม กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร (๔) รศ.ดร. สนิท ปิ่นสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (๕) คณะศิลปินแห่งชาติ (๖) คณะศิลปินจังหวัดพิษณุโลก และบุคลากรจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมงานพิธีดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างพื้นที่ให้ประชาชน
ได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงกระบวนการสร้างสรรค์งานประณีตศิลป์และวิถีชีวิตของ ร้อยตรีทวี บูรณเขตต์ อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจในงานศิลปะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ร้อยตรี ทวี บูรณเขตต์ เป็นศิลปินผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการปั้นและการหล่อโลหะ ได้รับการยอมรับจากวงการศิลปะไทยและนานาชาติด้วยผลงานที่ประณีต อันสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของศิลปะไทยอย่างงดงาม การเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างพื้นที่ให้ทุกประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงกระบวนการสร้างสรรค์งานประณีตศิลป์และวิถีชีวิตของร้อยตรีทวี บูรณเขตต์แล้ว ยังเป็นการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่ารายได้เชิงพาณิชย์สู่การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของทุกคนทุกครอบครัวให้มีความยั่งยืนเข้มแข็งตามแนวทาง ๑ ครอบครัว ๑ ซอฟต์พาวเวอร์ (One Family One Soft Power: OFOS) นับเป็นส่วนหนึ่ง
ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาสถาบัน (institute) ทุนทางสังคม (social capital) และทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) ด้วยอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ (๑) การรับชมการแสดง “รำอวยพร” จากนักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก (๒) การรับชมการขับบทกลอนเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ ร้อยตรี ทวี บูรณเขตต์ โดยรองศาสตราจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ ศิลปินแห่งชาติ (๓) การรับชมการบรรเลงขลุ่ย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี โสภณ ลาวรรณ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ (4) การเยี่ยมชมนิทรรศการ หอศิลปาจารย์ และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ซึ่งนำชมโดย นายธรรมสถิตย์ บูรณเขตต์ ทายาทศิลปินแห่งชาติ

โดย:กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กลุ่มบริหารกองทุนและระดมทุน

ระทึก!หารเข้าเก็บกู้ลูกจรวด RPGสภาพเก่าพบใก้ลศูนย์อพยพบ้านแม่หละ

ท่าสองยาง- เจ้าหน้าที่ทหารชุดกู้ เก็บวัตถุระเบิด เข้าเก็บกู้ลูกจรวด RPG สภาพเก่าพบใก้ลศูนย์อพยพบ้านแม่หละ

ทหารกองกำลังนเรศวร และทหารพราน ที่ 3503 ได้เดินทางเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ว่าอาจจะเป็นวัตถุระเบิดบริเวณเนินเขา หลังพื้นที่พักพิงชั่วคราว ผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ โซน A. หมู่ 9 ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทหาร กกล.นเรศวร ได้รับแจ้งจาก สมาชิกกองอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ที่ประจำพื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่หละ ว่าพบวัตถุต้องสงสัยเป็นวัตถุระเบิด

จากนั้น เจ้าหน้าที่ ทหาร- ทหารพราน และ อส. จึงเดินทางเข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดที่พบวัตถุต้องสงสัย จากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทหารชุดกู้ เก็บวัตถุระเบิด ได้ตรวจพบลูกจรวด RPG จำนวน 1 นัด มีสภาพเก่า และ มีสนิม (ตรวจสอบลูกระเบิดดังกล่าวใช้งานไม่ได้) ซึ่งคาดว่าผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ ได้ เก็บมาแล้วกลัวระเบิด จึงนำไปวางซ่อนไว้ในซอกหินบนเนินเขา ซึ่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ทหารกองกำลังนเรศวร จึงทำการเก็บกู้ลูกจรวด RPG ดังกล่าวเพื่อนำไปทำลายในพื้นที่ปลอดภัยต่อไป

ตำรวจบุกทลายเครือข่ายขบวนการค้า ลิงอุรังอุตัง แพนด้าแดง สัตว์ป่าหายาก

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ทลายเครือข่ายขบวนการค้าขาย ลิงอุรังอุตัง , แพนด้าแดง และสัตว์ป่าหายาก รวมมูลค่าของกลางกว่า 10 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปทส. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย  พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก. 2 บก.ปทส, พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส, พ.ต.อ.วันพิชิต วัฒนศักดิ์มณฑา ผกก.6 บก.ปทส.,พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ ทองจำรูญ รอง ผกก.5 บก.ปทส., พ.ต.ท.บรรลพ สมพงษ์ , พ.ต.ท.ธนิสร หุ้ยเวชศาสตร์, พ.ต.ท.วินัย สายคุ้ม, พ.ต.ต.อภิชาติ พรหมมนตรี สว.กก.5 บก.ปทส., พ.ต.ท.พิทยา ธนาวุฒิ สว.ส.ทล.4 กก.2.บก.ทล.,ร.ต.อ.ยุทธการ กาญจนรักษ์กุล รอง สว.กก.5 บก.ปทส. พร้อมกับพวกชุดปฏิบัติการ กก.5 บก.ปทส.ได้ร่วมกันตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 3 จุดในพื้นที่ จ.นนทบุรี และ จ.สงขลา และได้จับกุม

1.นายพงศกร ฯ หรืออ๊อฟ  ที่บ้านเลขที่ 99/36 ม.3 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
2.นายสุภวัชร ฯ หรือกอล์ฟ ที่บ้านเลขที่93/6 ซอยเทศบาล 11/1 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี (ที่ทำการช่องโคตรลุย studio gt exotic zoo)
3..นายวินัย ฯ ที่บ้าน363 ถ.ยาตราสวัสดิ์ ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล

พร้อมตรวจยึดของกลาง
1.ชะนีเซียมัง จำนวน 2 ตัว
2.ชะนีมือขาว จำนวน 1 ตัว
3.อุรังอุตัง จำนวน 3 ตัว
4.ลูกควายป่าอานัว จำนวน 1 ตัว
5.ลิงแทมมารีนหัวสำลี จำนวน 7 ตัว
6.แพนด้าแดง จำนวน 2 ตัว
7.พังพอน จำนวน 1 ตัว
8.นกกรงหัวจุก จำนวน 3 ตัว
รวมมูลค่าของกลางกว่า 10 ล้านบาท

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2, 5, 6 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับเจ้าหน้าตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง(ชุมพร) เจ้าหน้าที่ US.Fish & Wildlife Service และ  Wildlife Justice Commission และเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สืบสวนขยายผลจากขบวนการค้าสัตว์ป่าจนทราบว่าจะมีการลักลอบขนลิงอุรังอุตัง และสัตว์ป่าผิดกฎหมายใกล้สูญพันธุ์ ทั้งจากไทยและต่างประเทศจึงได้วางแผนสกัดจับ ขบวนการลักลอบขนสัตว์ป่าดังกล่าว

โดยได้ดักสกัดจับ นายวินัย สตามัน ได้ที่ จ.ชุมพร และ ได้ขยายผลไปยังกลุ่มผู้ขาย และ กลุ่มผู้ซื้อสัตว์ป่าของกลางที่ตรวจยึดในคดีนี้เพื่อทลายเครือข่ายขบวนการทั้งต้นทางและปลายทางเพื่อทำลายเครือข่าย และจะได้ขยายผลออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย

ห้าดาว สร้างตำนาน! คว้า 3 รางวัลใหญ่ ‘แฟรนไชส์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2024’

‘ห้าดาว’ (FIVE STAR) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแฟรนไชส์อาหารในประเทศไทยมากว่า 40 ปี คว้า 3 รางวัลใหญ่ จากเวที Thailand Franchise Award 2024 (TFA 2024) จัดโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ รางวัลแฟรนไชส์ไทยอาหารยอดเยี่ยม (BEST FOOD FRANCHISE), รองชนะเลิศอันดับ 1 สุดยอดแฟรนไซส์ไทยแห่งปี (FRANCHISE OF THE YEAR 2024) และรองชนะเลิศอันดับ 1 แฟรนไชส์ไทยโกอินเตอร์ยอดเยี่ยม (BEST EXPORT FRANCHISE) การันตีความสำเร็จที่สะท้อนถึงคุณภาพ ความคุ้มค่า และความยั่งยืนที่ห้าดาวส่งมอบแก่ผู้บริโภคและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘อาหารเป็นยา’ ในทุกมื้ออาหาร

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด กล่าวว่า ห้าดาว มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการที่เราได้รับ 3 รางวัลจากกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ เป็นสิ่งยืนยันความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อธุรกิจ ที่พร้อมส่งมอบ ‘คุณค่า’ ผ่านเมนูคุณภาพ ควบคู่กับความสุขในทุกมื้อจนถึงโต๊ะอาหารทุกครอบครัว เพราะเราเชื่อว่า ความสำเร็จที่แท้จริงคือ ผู้บริโภคต้องได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ คุ้มค่า ดีต่อสุขภาพ และผู้ประกอบการเติบโตไปพร้อมกัน

“ปัจจุบัน ห้าดาวต่อยอดอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคง แก่ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารกว่า 4 ทศวรรษ ขยายสาขาไปกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก ในประเทศไทยมีจำนวน 5,000 สาขา และอีก 5,000 สาขาในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการสานต่อความสำเร็จ สร้างเถ้าแก่ที่เข้มแข็งมีคุณภาพ ส่งต่ออาหารคุณภาพปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยมีบริษัทฯ เป็น “เพื่อนแท้ทางธุรกิจ” ช่วยสร้างโอกาสและสนับสนุนงานในทุกด้าน ด้วยกลยุทธ์ที่โดดเด่น ประกอบกับความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาอย่างยาวนาน สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการให้เติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง” นายสุนทร กล่าว

ห้าดาว เป็นแบรนด์ร้านอาหารแฟรนไชส์ที่ครองใจทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน พร้อมยึดมั่นใน 4 ความคุ้มค่า ประกอบด้วย 1.) คุ้มรสชาติ : การปรุงไก่และเมนูต่างๆ ด้วยสูตรเฉพาะที่ให้ความ ‘นุ่ม หอม กลมกล่อม’ อร่อยอย่างลงตัว 2.) คุ้มคุณภาพ : ทุกกระบวนการผลิตได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานระดับสากล เพื่อส่งมอบอาหารที่มีประโยชน์ และสร้างสุขภาพที่ดีแก่ผู้บริโภค 3.) คุ้มปริมาณ : ยึดมั่นในความเต็มที่ โดยไม่ลดปริมาณหรือคุณภาพสินค้าลง แม้ในภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติต่างๆ และ 4.) คุ้มราคา : มอบอาหารที่ ‘คุ้มค่าที่สุด’ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ทั้งนี้ ห้าดาว เปิดโอกาสให้นักลงทุนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ที่สามารถเข้าถึงและเริ่มต้นได้ง่าย ด้วยรูปแบบการลงทุนที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้ประกอบการ และมีการสนับสนุนจากทีมงานมืออาชีพ ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://fivestar.in.th หรือ โทร. 02-800-8000

ศป.ปส.อ.บ้านตาก สนธิกำลังทำลายต้นฝิ่นลักลอบปลูกในพื้นที่ป่าบ้านขุนห้วยตาก

นายอำเภอบ้านตาก สั่งการ ศป.ปส.อ.บ้านตาก สนธิกำลังร่วม ตรวจยึดตัดทำลายพื้นที่ปลูกฝิ่น ในพื้นที่ป่าบริเวณบ้านขุนห้วยตาก

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 นายอัครพันธุ์ พูลศิริ นายอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก /ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอบ้านตาก (ศป.ปส.อ.บ้านตาก) มอบหมายให้นายชัยยศ ธรรมชาติ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายนิเวศ มุ่ยทุม ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง

พร้อมด้วยสมาชิก อส.ร้อยอส.อ.บ้านตาก ที่ 7. สนธิกำลังบูรณาการและประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 34 (กองร้อย ตชด. 343) ,หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ตก 10. (ท้องฟ้า), อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย – ไม้กลายเป็นหิน (เตรียมการ) และหน่วยพิทักษ์ป่ากิ่วสามล้อ ได้สนธิกำลังร่วมกันตรวจยึดและตัดทำลายพื้นที่ปลูกฝิ่น ในพื้นที่ป่าบริเวณบ้านขุนห้วยตาก หมู่ที่ 5 ต.ท้องฟ้า อ.บ้านตาก จ.ตาก จำนวน 1. แปลง เนื้อที่ 0.22 ไร่

“12 ปี สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์” ก้าวสู่ยุคใหม่ จัดงานใหญ่ มอบรางวัล 6 นักสังคมสงเคราะห์ต้นแบบ

“12 ปี สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์” ก้าวสู่ยุคใหม่ จัดงานใหญ่ มอบรางวัล 6 นักสังคมสงเคราะห์ต้นแบบ “ปลัดพม.” ชี้ทุ่มเท-สร้างความเปลี่ยนแปลง หวังเป็นศูนย์กลางพัฒนาวิชาชีพระดับประเทศ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะที่นายกสภาฯ พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ Digital Transformation” มุ่งหวังสะท้อนบทบาทของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในโลกยุคปัจจุบัน สร้างความตระหนักรู้และร่วมมือในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 ที่ห้องประชุมอังศุสิงห์ อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ   กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ได้จัดงานครบรอบ 12 ปี สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ขึ้น โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน และมอบรางวัลให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ต้นแบบ ประจำปี 2567 โดยมี​ ตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆอาทิ​ ผู้บริหารกระทรวงพม. ตัวแทน​ แพทยสภา​ สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา​ สภาการบัญชี​ สภาสถาปนิกและสภาทนายความ​ เข้าร่วมแสดงความยินดี

นายอนุกูล​ กล่าวเปิดงานว่า การครบรอบ 12 ปีของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนามาตรฐานวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทย 12 ปีที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการพัฒนาศักยภาพของนักวิชาชีพ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ทั้งในประเทศและในระดับสากล เพื่อยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ ทั้งนี้ 12 ปีที่ผ่านมา สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ได้ทุ่มเททำงานอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสังคม ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพของนักสังคมสงเคราะห์ การสนับสนุนชุมชน และการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายประกาศกำหนด ถือเป็นตัวอย่างอันดีของความมุ่งมั่นและเสียสละ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม จึงขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา และขอให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในก้าวต่อของระบบงาน เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในระดับประเทศ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ขณะที่ศาสตราจารย์ สค.ร.ระพีพรรณ คำหอม นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ระบุว่า สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. 2556 ด้วยพันธกิจในการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน  ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด   ในการควบคุมมาตรฐาน จรรยาบรรณ ส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และการสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน  โดยในวันนี้ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ได้จัดงานภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ยุคใหม่ Digital Transformation” โดยมุ่งหวังที่จะสะท้อนถึงบทบาทของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในโลกยุคปัจจุบัน​ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับ การจัดงานในครั้งนี้ได้กำหนดให้มีพิธีมอบรางวัล “นักสังคมสงเคราะห์ต้นแบบ” ขึ้นเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญในวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่มีเป้าหมายเพื่อยกย่องและเชิดชูนักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ที่มีความมุ่งมั่น และมีคุณูปการสำคัญต่อการพัฒนาสังคม โดยรางวัลนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมกำลังใจให้กับนักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานหนักในสายอาชีพ แต่ยังเน้นความสำคัญของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในฐานะกลไกสำคัญของการพัฒนาสังคมในระยะยาว เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับบุคคลอื่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม

ส่วนรางวัลประกาศเกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ต้นแบบ  6 ท่าน ประกอบด้วย สค.ร.กนกพร โคตะยันต์  สค.ร.จนันท์พร มันทุ่ย  สค.ร.ชุติเนตร อาษากิจ  สค.ร.วีรมลล์ จันทรดี  สค.ร.นัสรูลเลาะห์ อาแว และ สค.ร.สุไบนา เจะเฮง พร้อมกันนี้ยังมีการนำเสนอวิดิทัศน์ถึงการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “บนเส้นทาง 12 ปี สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์” รวมทั้งเวทีพูดคุย Soft Power ก้าวต่อ…สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมีผู้ร่วมเวที ได้แก่ดร.นันท์นัดดา ฤทธิ์มนตรี ผู้อำนวยการกองพัฒนานโยบายและนวัตกรรมทางสังคม รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และดร.วิเชียร ชุบไธสงค์ประธานสมาพันธ์วิชาชีพแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ยังเปิดเวทีเสวนาการเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างรุ่นเพื่อความอยู่ดีมีสุขที่ยั่งยืน นักสังคมสงเคราะห์งานที่ใครก็ทำแทนไม่ได้โดยดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปิลมันน์ ราชบัณฑิต สค.ร.พงศธร จันทร์แก้ว เจ้าหน้าที่ด้านงานคุ้มครองเด็กองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน IOM ประเทศไทย โดย สค.ร.ชุติเนตร อาษากิจ นักสังคมสงเคราะห์องค์กรลิฟท์ International มูลนิธิสานสัมพันธ์ครอบครัว

ร้านค้าเมืองเบตงคึกคัก คนมาเลย์ เชื้อสายจีน แห่ซื้อเสื้อแดงรับตรุษจีน

ยะลา – ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายโคมไฟจีน ร้านขนมเข่งใน อ.เบตง จ.ยะลา เริ่มคึกคักรับตรุษจีน 2568 โดยมีประชาชนคนไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวชามาเลเซียแห่ข้ามแดนกันซื้อตั้งแต่ช่วงก่อนถึงเทศกาลอีกทั้งราคาปีนี้ไม่ปรับขึ้น

บรรยากาศสู่เทศกาลกาลตรุษจีน 2568 ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ตามหน้าร้านที่จำหน่ายเสื้อผ้า ร้านจำหน่ายของมงคลต่างๆต่างตบแต่งหน้าร้านให้เข้ากับเทศกาลโดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองเบตง บรรดาร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป และร้านขายโคมไฟจีน ต่างนำโคมไฟแดง เสื้อผ้าสีแดง ชุดกี่เพ้า และชุดลวดลายต่างๆ มาแขวนโชว์หน้าร้าน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดสีแดงให้เข้ากับเทศกาล และปีนี้บรรดาร้านจำหน่ายเสื้อผ้าตรุษจีนต่างไม่ได้ปรับราคาขึ้น เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีทั้งบ้านเราและมาเลเซีย

โดยลูกค้ามีความนิยมเสื้อผ้าลายมังกรเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งยังมีให้เลือกหลายราคา ได้แก่ เสื้อยืดเด็ก เสื้อยืดผู้ใหญ่ ชุดกี่เพ้าเด็ก ชุดกี่เพ้าผู้ใหญ่ และเสื้อเชิ้ตแขนยาว (เสื้อเจ้าสัว) โดยเริ่มต้นจากราคา 100 – 500 บาท    ในส่วนของร้านขายโคมไฟต่างได้นำโคมไฟสีแดงและเครื่องแขวนตกแต่งป้ายคำอวยพรสีแดงทอง มาแขวนโชว์หน้าร้านอย่างสวยงาม หรือพวงแขวนรูปแบบต่างๆ ไปประดับตกแต่งหน้าร้าน หน้าบ้าน เพื่อความสวยงามและเสริมมงคลตามความเชื่อของชาวจีน

นางกันนิรทร์ จงศิรินุรักษ์ ลูกสาวเจ๊หลานขนมเข่ง  บอกว่า ช่วงก่อนตรุษจีนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ต่างเดินทางมาเลือกซื้อขนมเข่ง และของเซ่นไหว้ต่างๆเพื่อนำไปไหว้ในวันตรุษจีน โดยที่ร้านเจ๊หลานจำหน่ายขนมเข่ง 2 ชนิดแบบข้าวเหนียวขาว กก.ละ 160 บาท และข้าวเหนียวดำ กก.ละ 185 บาท ถึงแม้ราคาวัตถุดิบจะปรับราคาขึ้นไปก็ตามแต่ยังคงขายในราคาเดิมซึ่งในช่วงนี้ชาวมาเลเซียจะเดินทางเข้ามาในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อมาเลือกซื้อขนมเข่ง เสื้อผ้า และสิ่งของไหว้เจ้าต่างๆ

โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะเข้ามามากเพื่อมาซื้อขนมเข่ง และของเซ่นไหว้ในวันตรุษจีนรวมทั้งท่องเที่ยวด้วย ส่วนสาเหตุที่ชาวมาเลเซียมาเลือกซื้อที่ อ.เบตง เพราะขนมเข่ง ที่นี่มีรสชาติอร่อยกว่าและมีราคาไม่แพงรวมทั้งเสื้อผ้าที่มีสีสัน สวยงามมากกว่า และราคาไม่แพงอีกด้วยเพราะที่มาเลเซีย เสื้อผ้า และขนมมงคลต่างๆ มีราคาแพงกว่าที่เบตง

โดยวันตรุษจีนในปี 2568 ตรงกับวันพุธที่ 29 มกราคม 2568 และต่อเนื่องไปอีกรวม 3 วัน และมีวันความสำคัญที่แตกต่างกัน คือ “วันจ่าย” จะตรงกับวันที่ 27 มกราคม 2568 นับเป็นวันสิ้นปี เป็นวันที่จะต้องออกไปจับจ่ายซื้อของ อาหาร ผลไม้ หรือของสำหรับเตรียมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และสำหรับทำอาหารกินในครอบครัว ถือเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่ “วันไหว้” ตรงกับวันที่ 28 มกราคม 2568 คือ วันที่ญาติจะต้องมารวมตัวกันเพื่อเริ่มทำพิธีไหว้บรรพบุรุษในช่วงกลางวัน

ส่วนในช่วงกลางคืนจะเป็นการไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ เพื่อเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ให้ตนเองและครอบครัว และสุดท้าย “วันเที่ยว” ตรงกับวันที่ 29 มกราคม 2568 คือ วันที่คนในครอบครัวจะพากันออกไปขอพรจากญาติผู้ใหญ่หรือออกไปท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่จะแต่งกายด้วยสีสันสดใส เสื้อผ้าใหม่ที่สวยงาม อีกทั้งยังมีการมอบอั่งเปา และแต๊ะเอียในวันนี้อีกด้วย

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

คู่รัก LGBTQ+ จูงมือจดทะเบียนรักฉลองกม.สมรสเท่าเทียมบังคับใช้วันแรกชื่นมื่น

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 ที่สำนักงานเขตบางรัก คุณสุมาลี สุดสายเนตร อายุ 64 ปี และคุณธนพร สุดสายเนตร อายุ 59 ปี คู่รัก LGBTQ+ คู่รักคู่แรกเดินทางแบบ Walk-in มาจาก จ.เพชรบูรณ์ เพื่อมาจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ที่สำนักงานเขตบางรักเป็นคู่แรก หลังจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เป็นวันแรก อีกทั้งคู่รักชาวไทยและคู่รักชาวต่างชาติ จูงมือกันมาจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมกันตั้งแต่เช้าบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นหวานชื่น โดยมี นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ และ น.ส.ณธีร์ภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สส.พรรคประชาชน ขึ้นกล่าวแสดงความยินดีคู่สมรสใหม่บนเวที ที่ เขตบางรัก

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป เป็นวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ มอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย

กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และกำหนดเวลาอีก 120 วันเพื่อที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ได้ปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้อง อย่างเช่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว ซึ่งมีรายละเอียดการปรับถ้อยคำจาก “ชาย-หญิง” เป็น “บุคคล” และ “สามี-ภริยา” เป็น “คู่สมรส” โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ม.ค. 2568

เส้นทางของการต่อสู้เพื่อกฎหมายสมรสเท่าเทียมเดินทางมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ และร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไทยในวาระที่หนึ่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2566 และผ่านความเห็นชอบในวาระสุดท้ายจากวุฒิสภาในเดือน มิ.ย. 2567 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาในอีก 3 เดือนถัดจากนั้น และมีผลบังคับใช้จริงในวันนี้