อลังการ! งานนมัสการหลวงพ่อเพชร ไหลเรือไฟดวงประทีป คาดเงินสะพัด30ล้าน

สวยงามตระการตา การแสดงแสงสีเสียง “พิธีอัญเชิญองค์หลวงพ่อเพชร” ในงานนมัสการหลวงพ่อเพชรและสมโภชเมืองพิจิตร ประจำปี 2568 สืบสานเรื่องราวประวัติศาสตร์หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวพิจิตร

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ประธานในการจัดงานนมัสการหลวงพ่อเพชรและสมโภชเมืองพิจิตร ประจำปี 2568 ณ วัดท่าหลวง พระอารามหลวง ในช่วงระหว่างวันที่ 21-31 ม.ค. 68 โดยได้มีพิธีเปิดงานไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 68 ซึ่งมีขบวนแห่รถบุปผชาติและการรำถวายหลวงพ่อเพชรที่หน้าพระอุโบสถ วัดท่าหลวง และที่เป็นไฮไลท์ของงาน คือเมื่อค่ำคืนของวันที่ 22 ม.ค. 68 โดยมีพิธีเปิดการแสดงแสงสีเสียงบนเวทีกลางแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็น“พิธีอัญเชิญองค์หลวงพ่อเพชร”

โดยมีการแสดงประกอบพิธีอัญเชิญหลวงพ่อเพชรกลางลำน้ำน่าน บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2442 ช่วงที่พระยาเทพาธิบดี เจ้าเมืองพิจิตร ได้อัญเชิญหลวงพ่อเพชร กลับจากเมืองพิษณุโลก มาประดิษฐานไว้ที่เมืองพิจิตรใหม่ ณ วัดท่าหลวง เนื่องด้วยชาวเมืองพิจิตรทุกคนมีความโศกเศร้าเสียใจ ที่หลวงพ่อเพชรจะถูกอัญเชิญไปที่วัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร ในขณะนั้น พร้อมประกอบพิธีขอขมาและสักการะหลวงพ่อเพชร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา มีประชาชนให้ความสนใจมาชมความงดงามของประวัติศาสตร์เมืองพิจิตรเป็นจำนวนมาก

หลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามองค์หนึ่งของประเทศไทย และทรงพุทธานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองพิจิตร ปัจจุบันองค์หลวงพ่อเพชรประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดท่าหลวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร เมื่อใครได้มาเที่ยวเมืองพิจิตรจะต้องแวะมากราบไหว้ขอพรจากองค์หลวงพ่อเพชร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ในวันที่ 25 และ 31  ม.ค. 68 จะได้ชมความอลังการ แสง สี เสียง ไหลเรือไฟ ประทีปนาวา บูชาหลวงพ่อเพชร เลือกซื้อของกินของใช้มากมาย พบกับการออกร้านจำหน่ายสินค้าแบบครบวงจร เลือกซื้อสินค้า Otop พืชพรรณไม้ดอก ไม้ประดับ เฟอร์นิเจอร์ไม้มากมาย ลิ้มรสกับสุดยอดอาหารอร่อยหลากหลายเมนู พบกับสินค้าร้านดังจาก tiktok และชมสุดยอดความบันเทิง จากศิลปินชั้นนำทุกค่ำคืน และที่เป็นสีสันของงานวัด คือ ลุ้นโชคลุ้นรางวัลกับร้านตักไข่ชาละวัน

สำหรับงานนี้จังหวัดพิจิตร อบจ.พิจิตร วัดท่าหลวง รวมถึงภาคประชาชนร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท่ามกลางบรรยากาศ อากาศที่เย็นสบาย จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวออกมาท่องเที่ยว ส่งผลให้บรรยากาศคึกคักซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดภายในงานนี้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท  

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร

ความเห็นที่ไม่ควรมองข้าม : กรณีปลาหมอคางดำ

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืนก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย หนึ่งในปัญหาที่ได้รับความสนใจจากสังคม คือการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ปลาชนิดนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแต่ยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ที่ปลาหมอคางดำอาศัยอยู่ด้วย

การติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าในเรื่องนี้ได้ทำให้เห็นถึงข้อถกเถียงมากมาย โดยเฉพาะคำพูดและความเคลื่อนไหวขององค์กร NGO ที่มีบทบาทในการให้ความรู้เกี่ยวกับปลาหมอคางดำ ตั้งแต่เริ่มมีการระบาด โดยดำเนินการแถลงข้อมูลในเวทีสาธารณะ และโพสต์ข้อมูลมากมายในเพจเฟซบุ๊ค ทุกครั้งที่มีการโพสต์จะมีกลุ่มแฟนคลับสนับสนุนอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ยังมีหนึ่งในความคิดเห็นที่ปรากฏบนเพจดังกล่าว เป็นความคิดเห็นที่ดูเหมือนจะยึดหลักการของการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของเกษตรกร ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรับมือกับปัญหานี้ โดยเขาได้เสนอให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการปฏิบัติที่มีความยั่งยืน ซึ่งเป็นความเห็นที่ควรได้รับการนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ในส่วนของแนวทางการจัดการกับปลาหมอคางดำ ไม่ใช่เพียงมุ่งหวังที่จะประณามหรือตำหนิผู้ที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้อง

ข้อเสนอที่ชัดเจนจากบัญชี (Account) นี้ก็คือ “ควรระบุให้ชัดเจนว่าการระบาดของปลาหมอคางดำเกิดจากปัจจัยใด” ซึ่งการชี้แจงและสื่อสารข้อมูลที่แท้จริงจะช่วยให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ในกรณีนี้ คำแนะนำที่ว่าควรจัดตั้งกรรมาธิการหาข้อเท็จจริงเพื่อหาสาเหตุของการระบาด ไม่ใช่แค่เพื่อประชาชนเท่านั้น แต่เพื่อหน่วยงานที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องก็จำเป็นต้องชัดเจนเช่นกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ กรรมาธิการ อว. สภาผู้แทนราษฎร ยังไม่สามารถสรุปผู้รับผิดชอบได้ เชื่อว่าปัญหานี้ก็จะยังคงวนเวียนไปในด้านความรับผิดชอบของภาครัฐเป็นหลัก

อีกความเห็นหนึ่งที่มองว่ามีความสำคัญคือ “ไม่มีวิธีใดที่จะกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปได้อย่างแน่นอน” ซึ่งหมายความว่าการปรับวิธีการในการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ที่มีปลาหมอคางดำ โดยการพัฒนานี้ควรมีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาล องค์กร NGO และชุมชนเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วปลาหมอคางดำไม่สามารถกำจัดให้เป็นศูนย์หรือหมดไปได้อย่างสิ้นเชิง การพัฒนาให้เกิดการเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนจึงถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง

ในประเด็นนี้ การสื่อสารและการให้ความรู้แก่เกษตรกรถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลจากภาครัฐถึงวิธีการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่เสี่ยงควรมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากเกษตรกรยังคงเลี้ยงกุ้งในรูปแบบเดิม ๆ ที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะไม่มีทางทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้เลย

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การหารือและวิพากษ์วิจารณ์เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางสังคม ข้อเสนอแนะจากผู้ติดตามเฟซบุ๊ครายนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่องค์กร NGO ต้องมีวิธีการดำเนินงานที่โปร่งใส โดยมีความร่วมมือกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีจากทุกฝ่าย

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับปลาหมอคางดำต้องอาศัยการประสานงานจากทุกภาคส่วน องค์กร NGO ควรที่จะพิจารณาและเปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การตั้งข้อสงสัยหรือตำหนิอย่างไม่มีเหตุผลอีกต่อไป ขณะที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่เพียงแต่ต่อตนเอง แต่เพื่ออนาคตของสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวมด้วย.

ตรุษจีนน่านสุดคึกคัก ฟื้นวัฒนธรรม ปลุกท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

เทศบาลเมืองน่าน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานน่าน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน  ชุมชนหัวเวียงใต้ และเครือข่าย  ได้ร่วมกันจัดงานเทศกาลตรุษจีน จากจีนสู่ไทย สุขใจในแผ่นดินน่าน  “China Town of Nan 2025”  ณ ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน  ระหว่างวันที่ 21 – 29 มกราคม 2568 ณ ศาลเจ้าปึงเถ่ากง น่าน

ซึ่งปีนี้เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวไทยเชื้อสายจีน ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ตลอดจนสร้างความสามัคคีของกลุ่มคนไทยทุกเชื้อชาติในจังหวัดน่าน และเป็นการสืบสาน ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้เด็ก เยาวชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น  อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในจังหวัด และเศรษฐกิจของชุมชนจากการนำสินค้าทางวัฒนธรรมมาสาธิตจัดจำหน่ายสร้างรายได้

ภายในงานได้มีการนำเสนอศิลปวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของของชาวจังหวัดน่าน ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ผ่านการแสดงและกิจกรรมที่ผสมผสานเสน่ห์ของไทย-จีน  อาทิ การแสดงเชิดสิงโต  การแสดงชุด สายใยผูกพัน ลำนำไทย-จีน  และการแสดงไท้เก๊ก  จุดถ่ายภาพ Check in  เซียมซีเสี่ยงทาย  เขียนคำอวยพรพู่กันจีน รวมถึงการประกวดถ่ายภาพเครื่องแต่งกายสไตล์จีน

นอกจากนี้ทางชุมชนหัวเวียงใต้ ยังร่วมกันประดับโคมไฟสีแดงมงคล หน้าบ้าน อาคาร ร้านค้า ตลอดเส้นทางถนนสุมนเทวราช ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ เพื่อร่วมต้อนรับเทศกาลตรุษจีน พร้อมกับรวบรวมร้านอาหารอร่อย อาหารเด็ด และสินค้าท้องถิ่นมารวมไว้ ให้ได้เลือกซื้ออีกด้วย  ซึ่งได้รับความสนใจทั้งนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ต่างจังหวัด และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้าเยี่ยมชมไหว้ขอพรศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน  และรับชมศิลปวัฒนธรรม ไทย-จีน กันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้งานเทศกาลตรุษจีน จากจีนสู่ไทย สุขใจในแผ่นดินน่าน  “China Town of Nan 2025”  มีระหว่างวันที่ 21-29 มกราคม 2568   และในวันที่ 23 มกราคม 2568 เวลา 18.00 น. จะมีพิธีไหว้ปึงเถ่ากง และผูกโบว์สิงโตคู่  และการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน การประโคมกลองสิงโต และการเชิดสิงโต

โดย..ระรินธร  เพ็ชรเจริญ/น่าน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งทุกด่านตรวจเข้มชิปเมนต์ ก่อนอนุญาตส่งออกทุเรียนไปจีน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งทุกด่านตรวจเข้ม 100% ทุเรียนทุกชิปเมนต์ การันตีไทยพร้อมส่งทุเรียนคุณภาพเป็นของขวัญเทศกาลตรุษจีน

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พร้อมกับนายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เพื่อดำเนินการตรวจติดตามสินค้าทุเรียนไทยส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ขอออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (ทางอากาศ)  ณ ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามนโยบายเร่งด่วนให้ขับเคลื่อน “นโยบายผลไม้ปลอดภัย มีคุณภาพ สำหรับการบริโภคในประเทศและส่งออก” ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชทุกแห่ง ตรวจสอบทุกชิปเมนท์ทางกายภาพเข้มข้น 100% อีกครั้ง

ก่อนอนุญาตส่งออกทุเรียนไปจีน แม้ว่าบริษัทจะได้รับเอกสารผลวิเคราะห์ (Test Report) “Not Detected” สาร Basic Yellow 2 (BY2) และ แคดเมียม (Cadmium) มาแล้วก็ตาม แต่ต้องดำเนินการตามมาตรการตรวจสอบย้อนกลับควบคู่กับการควบคุมดูแลคุณภาพทุเรียน ตามมาตรการเข้มงวด 4 ไม่ คือ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่มีสวมสิทธิ์ และ4.ไม่สีไม่มีสารเคมีต้องห้าม มีเป้าหมาย “Set Zero” การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบของกรมวิชาการเกษตรให้กับกรมศุลกากร สาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และผู้บริโภคชาวจีน

สำหรับการส่งออกทุเรียนทางด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 21 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวน 11 ชิปเมนท์ ปริมาณการส่งออก 45 ตัน มูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งในทุกชิปเม้นท์ได้รับการรับรองรายงานผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการแล้ว โดยได้กำชับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรให้ตรวจสอบใบรายงานผลการทดสอบ Basic yellow 2 ในเนื้อและเปลือก ต้องตรวจไม่พบหรือ Not Detected และแคดเมียมในเนื้อ (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05mg/kg) ประกอบกับการตรวจทางกายภาพ 100% ในทุกชิปเมนท์จึงจะอนุญาตออกใบรับรองสุขอนามัยพืช PC เพื่อแสดงที่ด่านนำเข้าของประเทศจีน

“ขอย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการ ล้ง ผู้ส่งออก และเกษตรกร ต้องปฏิบัติตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง มาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสด พ.ศ.2568 ลงวันที่ 9 มกราคม 2568 มาตรการเข้มงวด 4 ไม่ และมาตรการ Big Cleaning เพื่อรักษาตลาดทุเรียนไทยคุณภาพที่ส่งออกไปจีน ที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ พร้อมส่งทุเรียนไทยคุณภาพไปยังผู้บริโภคชาวจีนได้ทันในช่วงเทศกาลตรุษจีน ถือเป็นของขวัญพิเศษในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

อช.ทับลาน ชิงเผาป่า 600 ไร่ ให้หญ้าระบัดแตกใบ เป็นอาหารให้ช้างป่า

อช.ทับลาน ชิงเผาป่า 600 ไร่ ให้หญ้าระบัดแตกใบ เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารให้ช้างป่า พร้อมดึงดูดให้ช้างป่า กลับเข้าสู่เขตป่าธรรมชาติ

นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เปิดเผยว่า นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) พร้อมด้วย นายเกรียงไกร โพธิงาม หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าปราจีนบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดำเนินการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบมีการควบคุม (ชิงเผา) ในพื้นที่ผาเม่น ท้องที่ ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่

นายยศวัฒน์ กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติทับลาน ได้นำเสนอแผนงานในการบริหารจัดการปัญหาช้างป่า และเพิ่มแหล่งอาหารสัตว์ป่า เพื่อลดปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ผาเม่น โดยใช้หลักการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสัตว์ป่า เพื่อดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 รวมถึงขอรับการสนับสนุนจากองค์กรเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ต่าง ๆ

ทั้งนี้ การจัดการเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าเช่นนี้ ถือเป็นการเพิ่มปริมาณอาหารให้แก่สัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าที่ออกไปสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรในชุมชนท้องที่ ต.ทุ่งโพธิ์ และ ต.แก่งดินสอ อ.นาดี โดยใช้หลักการชิงเผาเพื่อลดเชื้อเพลิง และให้หญ้าระบัดแตกใบออก เพื่อเป็นอาหารให้ช้างป่า และดึงดูดให้ช้างป่าเหล่านั้น กลับเข้าสู่เขตป่าธรรมชาติในลำดับต่อไป

อินทรีย์ 19 ผนึก 6 หน่วยงาน ฝึกปฏิบัติการพิเศษกวาดล้างอาชญากรรม-ยาเสพติด

ป.ป.ส.อวดโฉม “อินทรีย์ 19” โชว์ศักยภาพผนึกกำลัง 6 หน่วยงาน ฝึกปฏิบัติการพิเศษ หน่วยสกัดกั้นยาเสพติด

เมือวันที่ 22 มกราคม 2568 พิธีปิดการฝึกอบรมหลักสูตรฝึกปฏิบัติการร่วมทางยุทธวิธีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม ได้แก่ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปราบปรามยาเสพติด, ผู้บังคับการประจำสำนักงาน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ผู้กำกับการปฏิปฏิบัติการพิเศษ, ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้กำกับการต่อต่อต้านการก่อการร้าย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บช.ก.), ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ, รองผู้บังคับการ ณ หน่วยอรินทราช 26 กองบินตำรวจ

การสาธิตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการฝึกปฏิบัติการร่วมทางยุทธวิธีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2568 เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการบูรณาการกำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษจาก 6 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยอรินทราช 26 (บก.สปพ.), หน่วยอินทรีย์ 19 (ป.ส), หน่วยสยบริปูสะท้าน (บช.ก.), หน่วยสยบไพรี 43 (บช.ปส.), กรมสารวัตรทหารอากาศ และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำลองสถานการณ์ตามเบาะแสยาเสพติดที่ได้รับแจ้งผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ครอบคลุม สถานการณ์สำคัญ ได้แก่

1) การส่งกำลังทางดิ่งจากอากาศยานเข้าจู่โจมจับกุมคนร้าย

2) การจับกุมคนร้ายโดยใช้ยานพาหนะ 3) การเคลื่อนกำลังเข้าสู่ที่หมายทางน้ำและการจัดชุดปฏิบัติการจู่โจม 4) การประกอบกำลังเพื่อเข้าตีที่หมายภายในอาคารมั่นคงแข็งแรง

โดยมุ่งเน้นการบูรณาการกำลังและยุทธวิธีของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับองค์กรอาชญากรรมยาเสพติดที่มีความชับซ้อน

นายปฤณ เมฆานันท์ ประธานในพิธีได้กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรทุกท่าน ซึ่ง แต่ละหน่วยได้รับการฝึกฝนทางร่างกายและยุทธวิธีขั้นสูงร่วมกับหน่วยอรินทราช 26 ครอบคลุมการปฏิบัติแบบทีมโจมตี, การตรวจค้นอาคารและยานพาหนะ, การหาข่าว และการปฐมพยาบาล เพื่อสนับสนุนการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดที่มีอาวุธรุนแรง ตามนโยบายรัฐบาล

สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคงในการร่วมมือปราบปรามยาเสพติด มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน มุ่งลดปัญหายาเสพติด ทั้งการนำเข้าและส่งออกสารตั้งต้นไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงขยายผลยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามเครือข่าย ยาเสพติดระหว่างประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมเน้นย้ำให้ผู้สำเร็จ

การฝึกนำความรู้และทักษะไปบูรณาการกับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และขยายผลการยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดต่อไป

ชวนไปนั่งชิลบรรยากาศเก่าๆ ยุค90s ณ ร้าน “เพื่อนกัน เกาะล้าน”(Bar & Restaurant)

มาถึงเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี ถ้าไม่ได้ชนสักแก้วก็เหมือนมาไม่ถึง สายชนสายปาร์ตี้ หรือสายกินชิล ๆ ต้องมาที่ร้านนี้ “เพื่อนกัน เกาะล้าน” Koh Larn My Friends(Bar & Restaurant) เป็นร้านที่สายชิลต้องไป บรรยากาศมีครบทุกรส อาหารอร่อย มุมถ่ายภาพสวยๆ ให้เก็บไว้ในความทรงจำ สายปาร์ตี้บอกเลยว่า เพลิน อิ่มเอมกับอาหารหลากสัญชาติ จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ชื่นใจ นั่งฟังเพลงสบาย ๆ โดยทางร้านแต่งเป็นแบบสไตล์บรรยากาศยุค 90s คุมโทนไปกับตัวร้านเหมือนเจาะเวลาหาอดีตเก๋ๆ ฟีล retro ย้อนยุคมีมุมถ่ายรูปทั้งร้าน

สำหรับ เมนูอาหารทางร้านจะนำวัตถุดิบท้องถิ่นมานำเสนออาหารไทยในรูปแบบใหม่ ลิ้มลองความสดใหม่ของอาหารทะเลและปลาสดใหม่ที่จับได้จากแหล่งธรรมชาติแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติ เริ่มที่ “ไข่ตุ๋นทะเลหม้อไฟ” หมึกหั่นเป็นแว่นๆ ชิ้นใหญ่ กับกุ้งขาวไซส์ใหญ่ วางแต่งหน้ารอบไข่ตุ๋น ตักไข่ตุ๋นเห็นเนื้อในไข่สีนวลเนียนๆ เด้งๆ รสชาติไข่ตุ๋นนุ่มๆ เอาน้ำจิ้มซีฟู้ดมาราดใส่หมึกยิ่งเพิ่มอรรถรสในการกินและดื่มด่ำรสชาติความสดจากทะเล อร่อยจนต้องสั่งอีกจานแน่นอน

ตามมาด้วย “ปลากะพงทอดน้ำปลา” เมนูยอดฮิตที่ใครไปเที่ยวทะเลก็ต้องสั่ง ปลากะพงที่ถูกคัดอย่างดีไซส์พิเศษ รสชาติกลมกล่อมทั้งเนื้อปลาและน้ำปลาก็ส่งกลิ่นหอมยั่วต่อมน้ำลาย เนื้อปลาที่กรอบเหลืองแต่เนื้อในยังหวานฉ่ำ แล้วได้เนื้อเต็มปากเต็มคำดี

แต่หากเป็นเมนูปลาหมึกก็ต้องสั่งเมนูนี้เลย “ปลาหมึกไข่ย่าง” อร่อยที่สุดกับปลาหมึกไข่ตัวกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรของทางร้าน กัดแต่ละคำไข่ปลาหมึกทะลักออกมาเลยทีเดียว เมนูกุ้งก็ต้อง “กุ้งราดซอสมะขาม” กรอบนอกนุ่มใน เนื้อไม่สุกมากจนกระด้าง มีความนุ่มละมุน มีความหวานแทรกความมันของมันกุ้ง ราดด้วยซอสมะขามสูตรเฉพาะจากทางร้าน มีรสชาติหวานเบาๆ เค็มนิดๆ อร่อยติดลิ้นเลย

ตามมาด้วย “กุ้งแช่น้ำปลา” กุ้งสดๆ ราดด้วยน้ำยำสูตรพิเศษ เป็นอาหารเบาที่รสชาติไม่เบาเลย เมนูแบบอีสาน ก็ต้องเมนูนี้ “ตำหลวงพระบาง” อาหารอีสานสุดแซ่บ เด็ดที่เส้นมะละกอ ความที่เป็นเส้นใหญ่กรอบๆกรึบๆ เต็มปากเต็มคำ ไม่กินคือพลาด หรือใครชอบแบบ “จิ้มจุ่ม” หมูสามชั้นสไลด์ กุ้ง ปลาหมึก หมูนุ่ม ปูอัด จัดมาแบเต็มๆ ทางร้านยังมีเครื่องดื่มค็อกเทลหลายเมนูให้คุณได้ลิ้มลอง

สำหรับ ผู้สนใจสามารถจองหรือสำรองที่นั่ง ร้าน “เพื่อนกัน เกาะล้าน” Koh Larn My Friends(Bar & Restaurant) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/TIME.KOH.LARN/ โทร 081-321-4046 มีบริการรถรับส่งฟรี

พิกัด https://g.co/kgs/m9EBTeZ

ข่าว/ภาพ : พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

รัฐบาลยืนยันเงินหมื่นเฟส 2 โอนถึงมือผู้สูงอายุ 27 ม.ค.นี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

โฆษกรัฐบาลย้ำเงินหมื่นเฟส 2 พร้อมโอนวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. นี้แน่นอน สามารถตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแอป “ทางรัฐ” ได้แล้ววันนี้ ส่วนคนไม่มีสมาร์ทโฟนแนะฝากลูกหลานช่วยลงทะเบียนให้เสร็จภายในวันนี้

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้เตรียมพร้อมในการโอนเงินสนับสนุน 10,000 บาทเฟส 2 ให้กับกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2568 นี้ โดยยืนยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน โดยกระทรวงการคลังจะจ่ายเงินในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2568 นี้ สำหรับกรณีที่จ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายไม่สำเร็จในครั้งแรกจะมีการดำเนินการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวอีก 3 ครั้ง เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิ์นี้จำนวนกว่า 3,000,000 คนมีโอกาสได้รับการสนับสนุนเงินอย่างทั่วถึง

“การจ่ายซ้ำอีก 3 ครั้งเนื่องจากในวันที่ 27 นี้ ช่วงแรกอาจมีจำนวนมากที่ติดขัดเรื่องระบบและการลงทะเบียน แต่หากจ่ายอีก 3 ครั้งครบแล้วกระทรวงการคลังจะยุติการจ่ายเงินและถือว่าผู้มีสิทธิ์ไม่ประสงค์จะรับเงินโครงการฯ”

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้ผ่านคุณสมบัติได้สิทธิ์รับเงินเพื่อใช้จ่ายจำนวน 10,000 บาทในเฟส 2 ของผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อาจจะไม่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้ลงทะเบียนในแอปพลิเคชันทางรัฐได้ รัฐบาลกำลังเร่งพิจารณารูปแบบการดำเนินการเพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิ์ ทั้งนี้ รัฐบาลเข้าใจว่ากลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน แต่ขอความเมตตาจากลูกหลานให้ช่วยกันเป็นธุระในการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เพื่อจะได้ใช้เป็นฐานข้อมูลต่างๆ ในการรับเงินสนับสนุนหรือสิทธิประโยชน์ที่ท่านพึงจะได้รับจากรัฐอย่างต่อเนื่องโดยไม่ติดขัด อีกทั้งยังเป็นการลดขั้นตอนทางเอกสารและการเดินทางไปที่ส่วนราชการต่างๆ อีกด้วย

“ตั้งแต่วันนี้ (พุธ 22 มกราคม 2568) เป็นต้นไป ระบบจะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิการได้รับเงินในโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” โดยระบบจะแสดงผลผู้มีสิทธิ์เพื่อพร้อมรอรับการจ่ายเงินในวันที่ 27 มกราคม 2568 นี้ ส่วนกลุ่มที่อาจจะมีปัญหา เช่น ไม่ได้ผูกบัญชีธนาคารไว้กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งสามารถทำได้เพียงธนาคารเดียว หรือกลุ่มที่มีแบล็คลิสต์ (Blacklist) กับธนาคารนั้นๆ หรือไม่มีการเคลื่อนไหวของบัญชีธนาคารจนบัญชีถูกปิดไปแล้ว กลุ่มเหล่านี้สามารถที่จะไปเปิดธนาคารใหม่ได้และผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน” นายจิรายุกล่าว

เตือนแก๊งภัยมิจฉาชีพ!ย้ำกรมบัญชีกลางไม่มีนโยบายติดต่อหาผู้เกษียณ

“คารม”รองโฆษกรัฐบาลเตือนมิจฉาชีพระบาดหนัก อ้างเป็น “กรมบัญชีกลาง” ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ รวมถึงข้าราชการเกษียณอายุ ลวงดูดเงินประชาชนผ่าน QR Code ปลอม ย้ำไม่มีนโยบายติดต่อหาผู้เกษียณ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนประชาชนระมัดระวังไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงมิจฉาชีพ โดยปัจจุบันมิจฉาชีพมีจำนวนมากขึ้น มีการเตรียมการเป็นอย่างดี และทำกันเป็นขบวนการเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินจากทุกช่องทาง และมาในรูปแบบที่หลากหลาย โดยกลุ่มมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการหลอกลวงผ่านรูปแบบการโทรศัพท์แจ้งให้ดำเนินการต่าง ๆ เช่น การขอรับบำเหน็จดำรงชีพ บำเหน็จตกทอด โดยแอบอ้างชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่หน่วยงาน และการใช้เอกสารราชการปลอมของกรมบัญชีกลาง

นายคารมกล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุด พบกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นกรมบัญชีกลาง แจ้งให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญรวมถึงข้าราชการเกษียณอายุ ประจำปี 2567 ให้ดำเนินการแจ้งรหัสบัญชีย่อย เพื่อใช้ประกอบการขอเบิกจ่ายเงินในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) โดยให้ผู้รับบำนาญตรวจสอบรหัสบัญชีย่อยของตัวเองในระบบ New GFMIS Thai และให้สแกน QR Code ท้ายหนังสือ ขอย้ำเตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อหนังสือแอบอ้างดังกล่าว และอย่าสแกน QR Code ท้ายหนังสือ เพราะจะทำให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกรมบัญชีกลาง และขอเน้นย้ำว่า “กรมบัญชีกลาง” ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อหาผู้รับบำนาญหรือทายาท เพื่อให้ดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับการขอเบิกจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญแต่อย่างใด

“เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อเป็นการสร้างการตระหนักรู้และเท่าทันภัยรูปแบบใหม่ ๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าหลงเชื่อทำตาม ไม่คุย ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง หากพบไลน์ปลอมหรือไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งได้รับ SMS ที่ส่งลิงก์ต่าง ๆ ห้ามคลิกกดลิงก์โดยเด็ดขาด”

ส่องความสำเร็จ “ลุงถัน”เจ้าของสวนสละเมืองลุงแปรรูปสินค้าป้อนตลาดโลก

สละ “รีทอร์ท (Retort)” แห่งแรกของไทย แปรรูป ไวน์ สละลอยแก้ว ผง ขยับส่งออกต่างประเทศตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย 2 ล้านแก้ว ไวน์ ตอบรับอื้อยอดขายไม่พอตลาด เสนอรัฐเป็นนโยบาย “Soft Power” สร้างรายได้เข้าประเทศ

นายวิชัย ดำเรือง เจ้าของสวนสละลุงถัน อ.ป่าบอน จ.พัทลุง กล่าวว่า สวนสละลุงถันได้ลงทุนต่อยอดพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ มีสละผงชงน้ำดื่ม น้ำสละบรรจุขวดพร้อมดื่ม ไวน์สละ และสละลอยแก้ว และอีกหลายผลิตภัณฑ์

นายวิชัย กล่าวอีกว่า ทางสวนสละลุงถันยังมีการลงทุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไวน์สละ โดยสามารถผลิต 100 ขวด / ปี มีทั้งขนาด 375 ML ราคา 500 บาท / ขวด และ 750 ML ราคา 1,000 บาท / ขวด ซึ่งในระยะแรกวางที่ห่างโมเดิร์นเทรดได้รับการตอบรับที่ดีโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวแต่ละทริปที่เข้ามาท่องเที่ยวจะซื้อเป็นประจำ แต่ในระยหลังได้งดวางจำหน่ายตามห้างโมเดิร์นเทรด เพราะยังประเด็นอากรแสตมป์สรรพสามิต และขาดขออนุญาตขั้นมีมาก จึงได้ยุติงดวางจำหน่ายภายในห้าง จึงหันมาจำหน้าที่สวนลุงถันเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปกลั่นเป็นไวน์สละหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประกาศเป็น Soft Power จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้กับชาวสวนสละ และจะสร้างงานสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลยังต้องมีการส่งเสริมทางด้านการตลาดออกสู่ต่างประเทศด้วย ขณะนี้ไวน์สละ ยังไม่พอกับความต้องการของตลาด” นายวิชัย กล่าว

ส่วนสละน้ำต่างประเทศก๊มีความต้องการทั้งในประเทศมาเลเซีย สปป.ลาว เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศอาหรับตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอารเบียต้องการประมาณ 2 ล้านแก้ว / รอบ แต่มีประเด็นต้องการน้ำสละสด ไม่เย็นและแช่แข็ง ซึ่งขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ กำลังดำเนินการทำวิจัยเพื่อรักษาน้ำสละสดที่สามารถเก็บรักษาวระยะนานเพื่อป้องกันการเน่าเสีย เพราะการส่งออกไปยังประเทซาอุดีอาระเบีย โดยขนส่งสินค้าไปทางเรือจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน และไปกลับประมาณ 5 เดือน

สละลอยแก้ว ฯลฯ การจำหน่ายในร้าน ห้างสรรพสินค้า และตลาดส่งออกต่างประเทศ คือการเก็บรักษาได้ในระยะเวลาสั้น จึงเป็นอุปสรรค เพื่อแก้ปัญหาการเก็บรักษาให้ได้นาน ทางสวนสละลุงถัน จึงได้ร่วมกับ มอ.ทำโครงการวิจัยและพัฒนาสินค้า โดยการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตสละลอยแก้ว ใน มอ เพื่อแปรรูปผลิตสละแบบรีทอร์ส ซึ่งจะเป็นสินค้าที่บรรจุอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิทที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเพื่อให้อาหารปลอดภัยจากจุลินทรีย์ก่อโรคและจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย โดยสามารถเก็บรักษาได้ 1 ปี สำหรับโรงงานมีศักยภาพในการแปรรูปผลิตได้ไม่เกิน 10,000 แก้ว / วัน

นายวิชัย กล่าวอีกว่า สำหรับ จ.พัทลุง ข้อมูลของสำนักเกษตร จ.พัทลุง มีการปลูกสละประมาณ 4,000 ไร่ ปลูกมากเป้นอันต้นคือ อ.ป่าบอน ประมาณ 2,000 ไร่ และในส่วนสวนสละลุงถันตนนั้นมีผลผลิตประมาณ 10,000 กก./ เดือน ภาพรวมจำนวน 4,000 ไร่ เฉลี่ยผลผลิต 500 กก. / ไร่ / รอบ รอบประมาณ 8 เดือน โดยเฉลี่ยแล้วมีผลิตสละประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 2,000 ตัน / ปี มีมูลค่าเฉลี่ยราคาที่ 50 บาท / กก. จะมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับสละสด หากเมื่อนำแปรรูปเพื่อมูลค่าเพิ่มจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว และ 3 เท่าตัว

สละสดมีประมาณ 2,000 ตัน ปัจจุบันเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทุกประเทศจะพอเพียง แต่สละใน 2,000 ตัน ยังไม่สามารถได้คุณภาพตามสเป็คในการนำมาแปรรูปมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด ซึ่งประเด็นสละที่นำมาแปรรูปที่จะต้องมาตรฐานคุณภาพตามสเป็ค ดังนั้นแนวทางเพื่อเกิดความก้าวหน้าไปทิศทางที่มั่นคงยั่งยืน จะต้องได้ผลผลิตระดับมาตรฐาน จึงจำเป็นที่ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) กรมส่งเสริมการเกษตร และอุตสาหกรรม ต้องเข้าไปดูแลส่งเสริมการปลูกในการบำรุงรักษาดูแลซึ่งผลสละที่ได้คุณภาพมาตรฐานซึ่งจะสสามารถแปปรูปหรือขายผลสดที่จะได้ราคาดีขึ้น ผลสละมีหลายเกรดเกรดีด 70 บาท / กก. แต่บางจังหวัดราคาถึง 130 บาท / กก.

“สละทุกแปรรูปแทบทุกผลิตของวนสละลุงถันตลาดต้องการหมด โดยเฉพาะ 7-Eleven ต้องการปริมาณมาก แต่ข้อเสนอของ 7-Eleven คือเครดิต 60 วัน มีการชำระเงิน ซึ่งทางสวนสละลุงถัน ไม่เงินทุนสำรองตรงนี้ ซึ่งมีแนวทางที่จะหารือกับสถาบันการเงินเรื่องสินเชื่อถึงเงื่อนไข หากมีเงินสำรองวางสินค้าใน 7-Eleven ชาวสวนสละจะมีทิศที่ดี เพราะใน 7-Eleven ผลิตภัณฑ์สินค้าพร้อมดื่มไปดีทุกตัว โดยเฉพาะทางกลุ่มผู้ดูแล 7-Eleven ที่ได้ประสานกับสวนสละลุงถัน ดูแลอยู่ถึง 10,000 สาขา”นายวิชัย กล่าว

สำหรับสวนสละลุงถัน ได้รับรางวัลบุคลากรทางการเกษตรและสถาบันการเกษตรระดับประเทศปี พ.ศ. 2567.