“ททท.” จัดยิ่งใหญ่ตรุษจีนเยาวราช ฉลอง 50 ปี ไทย-จีน คาดทั่วไทยเงินสะพัด 4 หมื่นล้าน

ททท. ได้ร่วมจัดเทศกาลตรุษจีน บริเวณถนนเยาวราช กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมจีน โดย ททท. เนรมิตถนนเยาวราชด้วยการประดับไฟตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 18.00-24.00 น. ภายใต้แนวคิด “Ignite Your Senses Embrace Our Two Cultures” นำเสนอผ่านสีโทนแดงและทอง สื่อถึงพลังแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ความมั่งคั่งร่ำรวยและโชคลาภ สร้างสรรค์ไฮไลต์ซุ้มไฟงูสีแดงและประดับไฟดอกไม้หลากสีบริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ วงเวียนโอเดียน ถึง แยกเฉลิมบุรี ถนนเยาวราช
\"ททท.\" จัดไฟยิ่งใหญ่ ฉลอง 50 ปี ไทย-จีน ที่เยาวราช คาดรายได้ 4 หมื่นล้าน

นอกจากนี้ ททท. จัดงานในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 28 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในช่วงเทศกาลตรุษจีนจากทั่วโลก โดยต้อนรับผู้เข้าร่วมงานด้วยไฮไลต์ 

Art Installation แลนด์มาร์กรูปงูฉลุลายประดับไฟขนาดใหญ่ องค์เจ้าแม่กวนอิมและเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือ พร้อมจำลองชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่และมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจได้แก่ ชุมชนจีนโบราณบ้านชากแง้ว จ.ชลบุรี และชุมชนจีนตลาดน้อย ศาลเจ้าโรงเกือก 

เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสบรรยากาศและเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด รวมทั้งยังมีกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน 4 กิจกรรม ได้แก่ 

1 การเขียนพู่กันจีน 

2 ศิลปะการตัดกระดาษจีน 

3 การเขียนหัวโขน 

4 การเขียนลายเบญจรงค์ 

รวมถึงการออกร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนกว่า 30 ร้าน พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมคณะนักแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนกว่า 80 คน และการแสดงศิลปินตลอด 6 วัน ได้แก่วง MEAN วง HERS, Tilly birds, Landokmai, Scrubb, Whal & Dolph, ต้าห์อู๋ พิทยา, PAIINNTT, Bowkylion, Better Weather, bamm และ Risa Narisa  

\"ททท.\" จัดไฟยิ่งใหญ่ ฉลอง 50 ปี ไทย-จีน ที่เยาวราช คาดรายได้ 4 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ กิจกรรมสำคัญในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2568 ประกอบด้วย วันที่ 28 มกราคม 2568 พิธีกล่าวอวยพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนให้กับพี่น้องชาวจีนทั่วโลก ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมทั้งจัดการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย-จีน โดยประเทศไทยนำเสนอเสน่ห์และเอกลักษณ์ไทยในการแสดงชุด “Soft Power Of Thailand ” วันที่ 29 มกราคม 2568 พิธีเปิดเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2568 ณ ถนนเยาวราช โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน 

\"ททท.\" จัดไฟยิ่งใหญ่ ฉลอง 50 ปี ไทย-จีน ที่เยาวราช คาดรายได้ 4 หมื่นล้าน

ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนนำการแสดงทางวัฒนธรรมรูปแบบ Thai Contemporary ผสมผสานเครื่องดนตรีจีน แสดงหน้าพระพักตร์ รวมทั้งจัดทำบูธในงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช นำเสนอนิทรรศการ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน  

ททท. คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2568 จะก่อให้เกิดรายได้ทางการท่องเที่ยวไทยรวมประมาณ 40,360 – 40,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 – 10 เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลตรุษจีนในปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.22 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 สร้างรายได้ประมาณ 6,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ขณะที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.34 – 1.35 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 6 และมีรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 34,060 – 34,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7-8 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 2.77 – 2.87 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3-7 สร้างรายได้ 8,500 – 8,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 9 นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมทั้งนักท่องเที่ยวเชื้อสายจีนในมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เข้ามาสมทบในช่วงเทศกาลตามลำดับ 

CPF จัดเต็มของไหว้ตรุษจีน ‘ปีมะเส็ง เฮง รวย ปัง’ เสิร์ฟผลิตภัณฑ์คุณภาพ เสริมมงคลตามธาตุประจำ 12 นักษัตร

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ตอกย้ำเจ้าแห่งเทศกาล ผนึกกำลัง แม็คโคร (Makro) และ โลตัส (Lotus’s) จัดแคมเปญ “ปีมะเส็ง เฮง รวย ปัง” เสิร์ฟชุดไหว้ตรุษจีน ยกขบวนผลิตภัณฑ์คุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบายในการไหว้ ถูกต้องตามหลักความเชื่อ เสริมความมงคล การงาน มั่งคั่ง ความสมบูรณ์ครบทุกด้าน มีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบดั้งเดิมที่เน้นของไหว้เป็นตัว และรูปแบบสมัยใหม่ที่ผสมผสานความเรียบง่ายให้เหมาะสมกับยุคสมัย พร้อมกิจกรรมพิเศษที่มีทั้งดูดวง ลุ้นรับของรางวัลมงคล และส่วนลดมากมาย

สำหรับปีนี้ แบรนด์ CP ยังเสิร์ฟผลิตภัณฑ์เด่นที่เต็มไปด้วยความหมายมงคล เพื่อเสริมดวงให้โชคดีในทุกด้าน เริ่มต้นที่ ซีพี เป็ดพะโล้ ของไหว้ยืน 1 ช่วยเสริมดวงทุกด้าน เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ช่วยเสริมความปลอดภัยและความรุ่งเรือง ซีพี ขาหมูพะโล้ สื่อถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์​ ซีพี ไก่ต้ม เสริมความเจริญก้าวหน้าในการงานและความสำเร็จ​ และซีพี กุ้งจักรพรรดิ เสริมวาสนาและบารมี ชีวิตรุ่งเรือง ราบรื่น

พิเศษสุด! ชุดเสริมดวงให้เฮงตามธาตุประจำ 12 นักษัตร อาทิ ปีกุน ต้องเสริมธาตุน้ำและธาตุทอง เพื่อเสริมธาตุในร่างกายให้สมดุล ช่วยให้แคล้วคลาดจากอุปสรรค พร้อมเปิดรับโอกาสดีๆ ​ด้วย ‘ซีพี ไก่ต้ม’ จะช่วยเสริมโชคในด้านการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ และสร้างโอกาสในหน้าที่การงาน ปีขาล ต้องเสริมธาตุน้ำ การไหว้ ‘ซีพี กุ้งต้มแปซิฟิก’ จะช่วยเสริมพลังในการรับมือกับอุปสรรค บรรเทาความตึงเครียด และดึงดูดความสำเร็จในชีวิต​เป็นต้น สามารถติดตามข้อมูลทั้ง 12 นักษัตร ได้ที่ Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/brandcp/

โปรโมชันพิเศษ… เพียงสั่งจองสินค้าไหว้เจ้าซีพี ส่งตรงให้ถึงหน้าบ้าน รับสิทธิ์ลุ้นรับ สร้อยข้อมือปี่เซียะรับทรัพย์ จาก RAVIPA มูลค่า 1,890 บาท รวม 15 รางวัล โดยเปิดให้จองผ่าน Makro Pro ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 มกราคม 2568 (ลิ้งค์: https://bit.ly/3HFkycd) และห้าง ‘Lotus’s’ เปิดให้จองเฉพาะหน้าร้าน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 มกราคม 2568 หรือหาซื้อสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ เช่น CP Freshmart, Big C, Gourmet Market และ Tops Market เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ​และช่องทางออนไลน์อื่นๆ

มงคลต่อเนื่อง.. ที่ห้าง Makro รับฟรี! ถาดไหว้เจ้า ขนาด 35 เซนติเมตร จำนวน 2 ใบ มูลค่า 218 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของไหว้ตรุษจีนครบ 1,599 บาท เฉพาะสาขาที่จัดกิจกรรม ส่วนห้าง Lotus’s รับฟรี! ถาดไหว้เจ้า ขนาด 35 เซนติเมตร จำนวน 1 ใบ มูลค่า 109 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของไหว้ตรุษจีนครบ 899 บาท เฉพาะสาขาที่จัดกิจกรรม พร้อมพบกับแบรนด์ Uoriki ที่ขนทัพซูชิพรีเมียม สดใหม่ทุกวัน ส่งตรงจากทะเลญี่ปุ่น ร่วมเสริมความมงคลรับปีมะเส็งนี้ ด้วยซูชิชุดแซลมอนเลิฟเวอร์ ซูชิชุดครอบครัว และเมนูอื่นๆ ที่มีให้เลือกลิ้มลอง

พลาดไม่ได้ กับลุ้นดูดวงฟรี! แบบ Exclusive Private Session กับอาจารย์เซิน เพียงช้อปสินค้าของไหว้ซีพี และมียอดซื้อสูงสุด 3 ท่านแรก (เฉพาะท่านที่ซื้อภายในวันและสาขาที่กำหนดเท่านั้น) เริ่มที่ Makro สาขาศรีนครินทร์ ถึงวันที่ 25 มกราคม 2568 ส่วน Lotus’s สาขาบางแค ถึงวันที่ 26 มกราคม 2568​

ซีพีเอฟ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านของไหว้ ด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มาจากกระบวนการผลิต สด สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งมั่นผลิตและพัฒนาสินค้าแช่แข็ง ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท แช่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ดีที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน

สอนเด็กเลี้ยงไก่ไข่ สร้างแหล่งอาหารในโรงเรียน ส่งต่อความมั่นคงอาหารสู่ชุมชน

ด้วยระยะทางที่ห่างไกลถึง 205 กิโลเมตร จากตัวเมืองกาญจนบุรี ถึงต.ซะแล อ.ทองผาภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านเหมืองสองท่อ  โรงเรียนขยายโอกาส  อยู่บนภูเขาสูง พื้นที่รอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร การเดินทางยากลำบากบนเส้นทางคดเคี้ยว ดังนั้น การสร้างแหล่งอาหารในโรงเรียน จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คุณครูและนักเรียนได้เป็นอย่างมาก สามารถช่วยแก้ปัญหาการจัดซื้ออาหารสำหรับเด็กนักเรียน ที่แต่เดิมต้องซื้อมาในคราวเดียวให้เพียงพอในการทำอาหารทั้ง 5 วัน  หรือหากมีการขนส่งวัตถุดิบโดยเฉพาะไข่ไก่มักพบปัญหาแตกเสียหายระหว่างทาง

 “โรงเรียนของเราตั้งอยู่พื้นที่สูงและห่างไกล การเดินทางต้องใช้เวลาเดินทางนาน หนทางกว่าจะถึงโรงเรียนค่อนข้างลำบาก เราเห็นตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียนพื้นที่สูง ที่มีโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ก็คิดว่าถ้าโรงเรียนมีไข่ไก่ให้นักเรียนได้รับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วันก็คงดี จะช่วยลดภาวะทุพโภชนาการได้บ้าง  จากประโยชน์ของไข่ไก่ ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ที่สำคัญนักรียนยังได้ฝึกอาชีพติดตัวด้วย” สนอง ยอดกุล ผู้อำนวยการ รร.บ้านเหมืองสองท่อ เล่าถึงที่มาของการร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ที่ทำให้เด็กๆบ้านเหมืองสองท่อ ได้เข้าถึงไข่ไก่อาหารโปรตีนคุณภาพดี

 หลังจากที่ได้ประสานไปกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และมีการเข้ามาสำรวจพื้นที่ จึงเห็นถึงความพร้อมของโรงเรียน ทางมูลนิธิฯ และซีพีเอฟจึงเริ่มต้นสนับสนุนงบประมาณสร้างโรงเรือน ติดตั้งอุปกรณ์การเลี้ยง ทั้งกรง ระบบน้ำ รางอาหาร มอบพันธุ์ไก่และอาหารไก่ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 60 สัปดาห์ พร้อมปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เทคนิคการเลี้ยงจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ ที่เข้ามาช่วยสอนน้องๆ เพื่อให้การเลี้ยงไก่เป็นเรื่องง่ายและสนุกสำหรับทุกคน

หลังจากเข้าเลี้ยงไก่ไข่ 150 ตัว และแม่ไก่เริ่มให้ไข่ เมื่อปี 2565 ทำให้เด็กนักเรียนทั้ง 240 คน มีไข่ไก่รับประทานอย่างเพียงพอ และด้วยที่นี่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนชั้นอนุบาล 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีนักเรียนพักนอนในโรงเรียนเกือบ 80 คน ไข่ไก่ที่ได้จากโครงการฯ จึงเป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารให้กับนักเรียนพักนอนด้วย โครงการฯนี้ เป็นสิ่งใหม่สำหรับน้องๆนักเรียน ทุกคนต่างสนใจเรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ไข่ การจัดการผลผลิต การจำหน่ายเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียน และไข่ไก่ที่เหลือจะนำไปจำหน่ายให้ผู้ปกครองและชาวชุมชน เกิดเป็นรายได้เข้าโครงการฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนของโครงการ

 “วันนี้ที่โรงเรียนมีโครงการเกษตรทั้งปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงไก่ไข่และไก่พื้นเมือง เลี้ยงแพะเนื้อ รวมถึงปลูกกาแฟและต่อยอดทำร้านกาแฟ Bmst Coffee Shop โดยเฉพาะโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ที่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เสริมทักษะเกษตร ตอนนี้เลี้ยงไก่ไข่รุ่นที่ 2 โดยมีเงินกองทุน 3 หมื่นกว่าบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการเลี้ยงรุ่นแรกมาเป็นมีทุนดำเนินการต่อในรุ่นนี้ และกำลังบูรณาการในแผนงานวิชาเกษตร” ผอ.สนอง กล่าว

น้องอาวิกา ตัวแทนนักเรียนที่รับผิดชอบดูแลโครงการฯ บอกว่า ในแต่ละวันเธอกับเพื่อนๆจะมาให้อาหารแม่ไก่ไข่ เก็บไข่ไก่ ทำให้ได้ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ หากโตขึ้นแล้วยังไม่ได้ทำงานที่ไหนก็สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้ ทุกวันนี้ที่บ้านก็เลี้ยงไก่ ซึ่งพ่อนำความรู้จากเธอที่ได้เรียนรู้มาไปใช้เลี้ยงไก่ เกิดเป็นอาชีพเป็นรายได้ให้กับครอบครัวด้วย

 “วันนี้เราได้ทานไข่ไก่สดๆ ทุกคนได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่ไข่เป็นพื้นฐานอาชีพ เรายังต่อยอดทำโครงการโรงตากมูลไก่ ใช้เป็นปุ๋ยในแปลงผักในโรงเรียน จำหน่ายให้ผู้ปกครองและเกษตรกรใกล้เคียง เป็นรายได้เสริมเพื่อดำเนินโครงการฯต่อไป ขอบคุณมูลนิธิฯและซีพีเอฟ ที่ให้โอกาสเราได้สร้างคลังอาหารในโรงเรียนและส่งต่ออาหารให้ชุมชน” น้องเอวิกา กล่าว

ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ซีพีเอฟ และพันธมิตร ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารแก่โรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร ส่งต่อโอกาสเข้าถึงแหล่งโภชนาการอาหารแก่นักเรียนใน 988 โรงเรียนทั่วประเทศ ช่วยให้นักเรียนกว่า 223,000 คน และครู 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการเรียนรู้การบริหารจัดการด้านอาชีพ การบริหารการเงิน รู้จักวิธีค้าขาย เกิดเป็นทักษะและสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว จนกระทั่งสามารถต่อยอดเป็นพื้นฐานอาชีพในอนาคต.

คลิกชมคลิป >> https://youtu.be/2ksU7u_wDQ4

“ทรัมป์” สาบานตนรับตำแหน่งปธน.สหรัฐ ลั่นยุคทองคนอเมริกาเริ่มขึ้นแล้ว

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศจุดพลุ “ยุคทองใหม่”สหรัฐอเมริกา เริ่มขึ้นแล้ว หลังเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัย 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยคำกล่าวสุนทรพจน์อันเข้มข้นของเขาจะใช้นโยบายแข็งกร้าวในการกอบกู้สิ่งที่”เสื่อมถอยของสังคมอเมริกา”



“ทรัมป์ ยังได้กล่าวโจมตีพวกผู้อพยพผิดกฎหมาย และวัฒนธรรมสงคราม “ยุคทองของอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้วในเวลานี้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ประเทศของเราจะมีแต่ความรุ่งเรืองและได้รับความเคารพจากทั่วโลกอีกครั้ง ” ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ในอาคารรัฐสภา บริเวณที่พิธีสาบานตนของเขาถูกจัดขึ้นในร่มเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวจัด

ประธานาธิบดีจากรีพับลิกันรายนี้ยังพาดพิงถึงกรณีที่กระสุนของมือสังหารที่เฉียดเข้าไป ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ที่เขาได้รับชัยชนะ ว่า “ผมได้รับการปกป้องจากพระเจ้า ให้ทำอเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

นอกจากนี้เขายังได้ประณามอย่างดุเดือดต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “การทรยศหักหลังอเมริกา โดยสถาบันหัวรุนแรงและคอรัปชัน” ภายใต้ว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่กำลังพ้นจากตำแหน่ง “การเสื่อถอยของอเมริกาจบลงแล้ว”

ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ยังวางกรอบนโยบายต่างประเทศ ที่ต้องการเป็นผู้สร้างสันติภาพและความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่กลับตรงข้ามเขาบอกว่าสหรัฐฯจะทวงคืนคลองปานามา และเตือนว่าจะใช้สงครามการค้าโดยอิสระเสรี พร้อมประกาศปกธงชาติอมริกา บนดาวอังคาร

และการเริ่มต้นวาระการดำรงตำแหน่งสมัยล่าสุดของทรัมป์ ด้วยการเซ็นคำสั่งพิเศษต่างๆนานา “ผมจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ ณ ชายแดนทางใต้ของเรา” ติดกับเม็กซิโก ทรัมป์กล่าวท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นหวั่นไหวในห้องประชุม Rotunda พร้อมประกาศขับไล่พวกผู้อพยพผิดกฎหมายหลายล้านคน


ทรัมป์ บอกว่ารัฐบาลของเขา จะยอมรับเพียง “2 เพศ เพศชายและเพศหญิง” ยุติแนวทางปฏิบัติในปัจจุบันที่มองทางเลือกแก่เพศที่ 3 ในทางออกบางอย่าง ขณะเดียวกันเขาจะวาจะถอนวอชิงตันออกจากข้อตกลงโลกร้อนปารีส ที่มีเป้าหมายหยุดภาวะโลกร้อน

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมพิธีสานบานตนของทรัมป์ครั้งนี้ ประกอบด้วย อีลอน มัสก์ ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก บอสของเมตา, เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน และ ซันดาร์ พิชัย ซีอีโอของกูเกิล ทั้งหมดล้วนแต่ได้นั่งในเก้าอี้แถวหน้าในอาคารรฐสภา เคียงข้างครอบครัวของทรัมป์และเหล่าคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ มัสก์ จะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนลดค่าใช้จ่ายในรัฐบาลใหม่

อดีตประธานาธิบดีอย่าง บารัค โอบามา, จอร์จ ดับเบิลยู.บุช และ บิล คลินตัน ต่างเข้าร่วมพิธีพร้อมกับภริยา ยกเว้น มิเชล โอบามา อดีตสุภาพสตรีหมายเลย 1 ที่ไม่ได้เข้าร่วม





ในส่วนของผู้นำทั้งโลกต่างก็เชื่อใจว่า การกลับคืนสู่ตำแหน่งของ ทรัมป์ ครั้งนี้ พวกเขาคาดหมายได้เลยว่า ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้


ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แสดงความยินดีกับ ทรัมป์ ก่อนสาบานตน และบอกว่าเขาเปิดกว้างสำหรับพูดคุยเกี่ยวกับความขัดแย้งยูเครน 

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็แสดงความยินดีกับ ทรัมป์ เช่นกัน โดยบอกว่า “วันที่ดีที่สุดของความเป็นพันธมิตรระหว่างเรา ยังมาไม่ถึง” หลังจากก่อนหน้านี้ไม่นาน ทีมงานของทรัมป์ เพิ่งช่วยเป็นคนกลางบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในกาซา ระหว่างอิสราเอลกับฮามาส

พระราชทานดินฝังศพ ” พ.ต.ท. สุวิทย์-ด.ต.โดม”สองพ่อลูกเหยื่อบึ้มศรีสาคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานดินฝังศพ แก่ พ.ต.ท. สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และ ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ สองพ่อลูก ครูโรงเรียน ตชด. เสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

ความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้ จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดบนถนนสายศรีสาคร ลูโบ๊ะยือริง ช่วงบริเวณบ้านไอร์กือแด ม.4 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ พันตำรวจโท สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอ และ ดาบตำรวจ โดม ช่วยเทวฤทธิ์ อายุ 35 ปี “คุรุทายาท” ครูสอนวิชาเกษตร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เสียชีวิต สร้างความเสียใจแก่ญาติ นักเรียน เพื่อนร่วมงาน เพราะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก “ครูวิทย์ ผู้ที่ปิดทองหลังพระ ผู้ที่มุ่งมั่นพัฒนาชายแดนใต้”

โดยวันนี้ ( 20 มกราคม  2568) เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีอัญเชิญดินพระราชทานหลุมฝังศพ ที่ทรงพระราชทานให้แก่ พันตำรวจโท สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และ ดาบตำรวจ โดม ช่วยเทวฤทธิ์ สองพ่อลูก ครูโรงเรียน ตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมี พลตรี พิชิต โชติแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง, หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ญาติ ครู นักเรียน และครอบครัวของผู้เสียชีวิตร่วมในพิธีฯ ณ บ้านเลขที่ 293 หมู่ 8 บ้านคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง

ในการนี้ ญาติและข้าราชการตั้งแถวรับดินพระราชทาน เจ้าหน้าที่ อัญเชิญดินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และอัญเชิญดินพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำตรวจแห่งชาติ และนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง วางดินพระราชทานบนหลุมฝังศพ ผู้วายชนม์ ผู้นำศาสนาอ่านฟาตีฮะ ร่วมสวดดูอาร์ ผู้เข้าร่วมในพิธีต่างสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ จากนั้น ประธานในพิธีฯ ได้มอบธงชาติไทย และเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ครอบครัว พันตำรวจโท สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและรำลึกถึงผู้วายชนม์ที่เสียสละชีวิต เพื่อปกป้องประเทศชาติ

โดย พันตำรวจโท สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ อายุ 56 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 เมยายน 2511 เป็นบุตรของ นายเจียน ช่วยเทวฤทธิ์ และนางอนัน ชูดำ เป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนพี่น้อง 4 คน สำหรับการรับราชการบรรจุเข้าเป็นพลตำรวจ สายคุรุทายาท (ศิษย์เก่าโรงเรียมตำรวจตระเวนชายแดน) ปี 2542 ปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านละโอ หมู่ที่ 2 ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาธิวาส เมื่อปี 2543 และปี 2545 แต่งตั้งให้มียศเป็น สิบตำรวจตรี เลื่อนยศไปตามลำดับ ปี 2555 ได้รับการแต่งตั้งยศเป็น ร้อยตำรวจตรี ปฏิบัติหน้าที่ ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านต้องอช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เลื่อนยศมาตามลำดับ

โดยในปี 2564 ได้รับการแต่งตั้งยศ เป็น พันตำรวจตรี และปี 2567 ได้รับการแต่งตั้งยศ เป็น พันตำรวจโท ทั้งนี้ พันตำรวจโท สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ขณะปฎิบัติหน้าที่ได้ทำคุณงามความดีมาโดยตลอด ปฏิบัติหน้าที่ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ปี 2546 รับพระราชทานโล่รางวัล ครู ตชด.(ผู้สอนดีเด่น)จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2550 ได้รับรางวัล ข้าราชการตำรวจดีเด่นต้นแบบ ประจำปี 2550 มูลนิธิบุญจินดา ปี 2554 ได้รับโล่รางวัล ครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ประจำปี 2553 ปี 2558 ได้รับเกียรติบัตร ครูยิ่งคุณ ประจำปี 2558 ของมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และ ปี 2559 ได้รับโล่รางวัล ยอดครูผู้มีอุดมการณ์ ระดับจังหวัด จาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ รับรางวัล คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ สาขารางวัล “ผู้ปิดทองหลังพระ”

สำหรับ ดาบตำรวจโดม ช่วยเทวฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 เป็นบุตรของ พันตำรวจโทสุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ผู้วายชนม์ และนางสุปรีดา ช่วยเทวฤทธิ์ เป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนพี่น้อง 2 คน บรรจุเข้าเป็นสิบตำรวจตรี สายคุรุทายาท (ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน) ปี 2552 เลื่อนยศไปตามลำดับ ถึงปี 2564 และปี 2563 ได้รับการแต่งตั้งยศเป็น ดาบตำรวจ ปี 2553 ปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านละโอ หมูที่ 2 ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ปี 2556 ปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนิคมพิทักษ์ราษฎร์ ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ปี 2558 ปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอนโรงเรียนตำรวจตระวนชายแดนบ้านตืองอ ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้ง 2 ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชามาโดยตลอด

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ยิ่งกว่าถูกหวย!ชาวไร่แฟงโคราชยิ้มราคาพุ่งกก.ละ10บาท ลุ้นจับเงินล้านในรอบเดียว

นครราชสีมา –ยิ่งกว่าถูกหวย ชาวไร่แฟงโคราชยิ้มแฉ่ง ราคาพุ่งกิโลกรัมละ 10 บาท ลุ้นจับเงินล้านในรอบเดียว เร่งเก็บผลิตส่งตลาด

นางสุพิณ พินิจวรานนท์ อายุ 53 ปี เกษตรกรผู้ปลูกแฟงในพื้นที่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เร่งเก็บผลผลิตส่งตลาดสินค้าการเกษตรดอนแขวน ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าทางการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา หลังจากที่ตอนนี้ผลผลิตแฟงกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทำให้ได้ราคาดี โดยล่าสุดราคาของแฟงที่ตลาดดอนแขวน อยู่ที่ปราณกิโลกรัมละ 10 บาท  ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าพอใจอย่างมากสำหรับเกษตรกร

นางสุพิณฯ บอกว่า พื้นที่ที่ตัวเองใช้ปลูกแฟงรอบนี้มีทั้งหมด 14 ไร่ ซึ่งเดิมทีก็จะใช้ปลูกมันสำปะหลังและอ้อย  แต่มาในช่วงหลังพอมีตลาดกระจายสินค้าทางการเกษตรดอนแขวนที่อำเภอเสิงสาง ซึ่งอยู่ห่างจากไร่ของตัวเองเพียงแค่ 20 กิโลเมตรเศษ จึงหันมาปลูกพืชอายุสั้นจำพวกผักต่างๆ เพื่อส่งขาย หวังที่จะเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว  และเห็นว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา ราคาแฟงตกต่ำและมีคนเลิกปลูกจำนวนมาก จึงลองคิดในมุมกลับเสี่ยงปลูกดู เพราะคิดว่ารอบหน้าผลผลิตแฟงน่าจะมีน้อย

นอกจากนี้ราคาอาจจะสูงขึ้น ผลปรากฏว่ามาตอนนี้หลังจากปลูกมาประมาณ 2 เดือนเศษ ราคาแฟงพุ่งสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 2 บาท เป็น 10 บาทแล้ว อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวเย็นในประกอบกับมีแดดจัด ทำให้แฟงเจริญเติบโตได้ดีมีโรคแมลงน้อย ก็ทำให้ได้ผลผลิตดกดีกว่าหลายๆรอบ  ตอนนี้เหมือนกับถูกหวย เพราะราคาแฟงก็สูง ผลผลิตก็ได้ดี คาดว่าปีนี้น่าจะได้ไร่ละไม่น้อยกว่าไร่ละ 8 ตัน และอาจจะมีลุ้นได้รับเงินล้าน เพราะแนวโน้มตอนนี้ราคาแฟงยังอาจจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเหลือเวลาให้เก็บผลผลิตได้อีกอย่างน้อย 2 เดือนเลยทีเดียว

สำหรับการปลูกแฟงนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ซึ่งการเก็บผลผลิตแต่ละรอบก็จะอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 เดือนต่อรอบ การลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 4 – 5 พันบาทต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 5 – 7 ตันต่อไร่ โดยราคาที่เกษตรกรพอใจจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาทขึ้นไป

ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

ชาติพยัคฆ์ !! เข้ากราบสวัสดีปีใหม่2568 “พระสิ้นคิด”ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ

ชาติพยัคฆ์ !! เข้ากราบสวัสดีปีใหม่2568 หลวงตาสินทรัพย์  จรณธัมโม(พระสิ้นคิด) ประชาชนร่วมเสวนาธรรมที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ ประชาชาร่วมเสวนาธรรมกับหลวงตาสินทรัพย์  จรณธัมโม(พระสิ้นคิด) อย่างต่อเนื่อง อาทิ นายรัฐณกรณ์ อมรวีระวัฒน์(ชาติพยัคฆ์)นายกสมาคม ช่างภาพ สื่อมวลชนดิจิทัล ศิลปินนักร้อง ดำรง วงศ์ทอง,เด่นชัย  สายสุพรรณเอ๊าะคัมภีร์  ศรีปฐม,แหม่มทูลธิดาทองใจ  ศิลปินตลก หยอง ลูกหยี,เชษ เชิญยิ้ม นางลศูรย์ สายศรี  ธนาภา สายศรี

และประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทราบข่าวว่าหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม(พระสิ้นคิด)เจ้าอาวาสวัดบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางมารับกิจนิมนต์ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ ประชาชนต่างทยอยเข้ามากราบและหลวงตาพระสิ้นคิดได้สอนธรรมะอีกด้วย

รองนายก สั่ง เข้มผู้ขายมือถือ แท็บเล็ตทุกยี่ห้อ ไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

รองนายกฯ ประเสริฐ สั่ง สคส. คุมเข้มบริษัทผู้จำหน่ายและให้บริการเกี่ยวกับมือถือทุกยี่ห้อ รวมทั้ง Oppo และ realme ต้องไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ไม่มีแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมายติดมากับโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต

นายเวทางค์  พ่วงทรัพย์ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC  เผยว่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้สั่งการให้ สคส. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต มีการลงแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมาย

หรือมีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ซื้อมือถือ สคส. จึงได้เชิญบริษัทผู้จำหน่ายและให้บริการเกี่ยวกับมือถือทุกยี่ห้อ พร้อมหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย ETDA  และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เข้าร่วมประชุมในวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2568 เวลา 13.00 น. ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อร่วมปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้มือถืออย่างเคร่งครัด

และชี้แจงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสรุปแนวทางป้องกันไม่ให้มือถือ และแท็บเล็ตที่วางจำหน่าย มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมายติดมาพร้อมกับตัวเครื่อง

ทั้งนี้หากประชาชนได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจากกรณีดังกล่าว สามารถติดต่อทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 1118800 อีเมล saraban@pdpc.or.th

อานิสงส์หนาวเย็นดันยอดขายแม่ค้าขายกล้วยปิ้งพุ่งนับเดือน

นครราชสีมา -สภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องส่งผลดีต่อแม่ค้าขายกล้วยปิ้งได้ต่อเนื่องนับเดือน สร้างรายได้วันละ 600-700 บาท

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่าหลังจากในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ยังคงมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นต่อเนื่องมานานกว่า2สัปดาห์แล้วตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา โดยเฉพาะสภาพอากาศในพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ในช่วงนี้สภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องทุกวัน ทำให้ส่งผลดีต่อแม่ค้าขายกล้วยปิ้งเป็นอย่างมาก

นางกาญจนา แสงอ่อน อายุ 49 ปี แม่ค้าขายกล้วยปิ้ง หน้าลานเมรพรมฆฑัต  ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ตอนนี้มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนกันอย่างคึกคัก เป็นพิเศษกว่าฤดูอื่น นางกาญจนา  ฯ บอกว่า ร้านของตนเองจะขายเปิดขายกล้วยปิ้งทุกฤดูกาล

โดยจะซื้อวัตถุดิบ กล้วย มาจากตลาดสดพิมายเมืองใหม่ และซื้อกล้วยจากเกษตรกรในพื้นที่ นำมาปิ้งขายในราคาย่อมเยา เช่น กล้วยน้ำว้าปิ้งจะขายในราคา  7 ลูก ขาย 20 บาท โดยแต่ละวันจะขายได้ประมาณ 600-700 บาท โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะขายดีกว่าฤดูกาลอื่นๆ ทำขายดีเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

สสว.เผย ธุรกิจสุขภาพโตแรง SME หวังนโยบายการเงินหนุนอยู่รอด

สสว.เผยผลสำรวจ SME ภาวะเศรษฐกิจปี 68 พบ ธุรกิจสุขภาพมีโอกาสขยายตัวสูง ต้องการใช้เทคโนโลยีเสริมศักยภาพการแข่งขัน หวั่นสินค้าต่างประเทศทะลัก หวังนโยบายการเงินภาครัฐอุ้ม SME อยู่รอด

นางสาวปณิตา  ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจมุมมองภาวะเศรษฐกิจและแผนรับมือในปี 2568 ของธุรกิจ SME ซึ่งได้สอบถามผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,696 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20 – 30 พ.ย. 2567

นางสาวปณิตา  ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสสว.

พบว่า SME ร้อยละ 72.1 คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจในปี 2568 จะทรงตัวถึงเติบโตได้ดีขึ้น เนื่องจากยังคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่อาจจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ยังมีปัจจัยความกังวลต่อการประกอบธุรกิจได้แก่ การทะลักของสินค้าต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงกำลังซื้อของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม SME มองว่า ในปี 2568 ธุรกิจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี มีโอกาสขยายตัวมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 23.5 รองลงมาคือ ธุรกิจด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง และธุรกิจสีเขียวและความยั่งยืน เช่น ธุรกิจที่ผลิตสินค้าจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่ย่อยสลายง่าย ซึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง 

สำหรับปัจจัยที่เป็นโอกาสสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในปี 2568 จะเปลี่ยนไปตามขนาดธุรกิจ กล่าวคือ ธุรกิจรายย่อย (Micro) ในกลุ่มธุรกิจภาคการค้าและภาคการบริการ มองว่านโยบายจากทางภาครัฐ เป็นโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดี แต่ธุรกิจขนาดย่อม (Small) และขนาดกลาง (Medium) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจภาคการผลิตและภาคธุรกิจการเกษตร ให้ความสำคัญกับการนำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของธุรกิจ

ส่วนอุปสรรคสำคัญของ SME ในการประกอบธุรกิจปี 2568 ในมุมมองของธุรกิจรายย่อย (Micro) คือ กำลังซื้อและรายได้ของผู้บริโภค หากเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มองว่า การขาดแคลนวัตถุดิบ ราคาต้นทุนสินค้า/บริการ ค่าแรง เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจ 

สำหรับรูปแบบของแผนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปี 2568 พบว่า รูปแบบแผนรับมือของธุรกิจรายย่อยจะเน้นการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อลดต้นทุนเนื่องจากต้นทุนในการประกอบธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงด้านการตลาดที่จะเน้นการขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ส่วนธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางจะให้ความสำคัญกับการปรับรูปแบบวิธีการประกอบธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการผลิตหรือการบริการ การพัฒนาทักษะแรงงานให้ครอบคลุมทุกด้าน 

ดังนั้น SME กว่าร้อยละ 76.4 จึงต้องการลงทุนเพิ่มเติมในด้านการวิจัย ด้านการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและการโฆษณาผ่านช่องทางที่มีความหลากหลายมากขึ้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต เพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจในปี 2568 รวมถึงกลยุทธ์สำคัญที่จะต้องปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น การมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ การจัดโปรโมชั่น การใช้เอกลักษณ์และความแตกต่างเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลัก เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลการสำรวจยังระบุถึงรูปแบบของมาตรการหรือนโยบายที่ผู้ประกอบการ SME ต้องการจากภาครัฐให้ช่วยผลักดันด้านเศรษฐกิจในปี 2568 พบว่า SME กว่าร้อยละ 63 ต้องการมาตรการที่สร้างแรงจูงใจในการใช้จ่าย รวมถึงการลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ ในการเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว 

นอกจากนี้ การลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน การสนับสนุนด้านเงินทุนและหนี้สินเพื่อรักษาสภาพคล่องธุรกิจ และการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการและแรงงาน เป็นประเด็นสำคัญที่ SME ต้องการสนับสนุนและส่งเสริมมากที่สุด