ค่าฝุ่น PM2.5 อัดแน่นทั่วกรุงฯพุ่งเกินมาตรฐาน 70 พื้นที่ อีก 44 จังหวัด

เตือนสวมหน้ากากอนามัย ค่าฝุ่นละออง PM2.5 พุ่ง อัดแน่นทั่วกรุงมหานครฯ เกินมาตรฐาน 70 พื้นที่ และอีก 44 จังหวัด

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 68 ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ เมื่อเวลา 07.00 น. สรุปดังนี้ ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานใน จ.ปทุมธานี กรุงเทพฯ จ.นนทบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรปราการ จ.น่าน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.สุพรรณบุรี จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว จ.ชลบุรี จ.ระยอง จ.ตราด จ.ชุมพร จ.หนองคาย จ.เลย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จ.หนองบัวลำภู จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ยโสธร จ.นครราชสีมา และ จ. บุรีรัมย์

  • ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐาน 13 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 12.2 – 65.3 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 30.9 – 65.2 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 35.1 – 91.9 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 25.4 – 63.1 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคใต้ เกินค่ามาตรฐาน 1 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 16.2 – 59.7 มคก./ลบ.ม.
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 37.6 – 73.7 มคก./ลบ.ม.
     

ขณะที่ ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร โดยค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร วัดได้ 54.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) อยู่ในระดับสีส้ม 70 พื้นที่ 

5 อันดับของค่าฝุ่น PM2.5 เขตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร

  • เขตหนองแขม 71.9 มคก./ลบ.ม.
  • เขตภาษีเจริญ 66.7 มคก./ลบ.ม.
  • เขตคลองสามวา 65.5 มคก./ลบ.ม.
  • เขตหนองจอก 64 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบางขุนเทียน 62.6 มคก./ลบ.ม.
  • กรุงเทพเหนือ 46.6 – 61.1 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • กรุงเทพตะวันออก 46.9 – 65.5 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • กรุงเทพกลาง 44.8 – 53.6 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • กรุงเทพใต้ 38.3 – 57.2 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • กรุงธนเหนือ 50.1 – 62 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  • กรุงธนใต้ 51.9 – 71.9 มคก./ลบ.ม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ แนะประชาชนทั่วไปใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 20 – 26 ม.ค. 2568 การระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ “ไม่ดี-อ่อน” ประกอบกับเกิดอินเวอร์ชั่นใกล้ผิวพื้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มลพิษทางอากาศแพร่กระจายได้อย่างจำกัด คาดว่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 20-24 ม.ค. จากนั้นจะมีแนวโน้มลดลงในวันที่ 25-26 ม.ค. เนื่องจากการระบายอากาศดีขึ้น

เมียหลอน..! ฆ่าปาดคอผัวอย่างโหดเหี้ยมดับคาบ้าน

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กันทรารมย์ ได้รับแจ้งมีเหตุคนถูกทำร้ายเสียชีวิต ที่บ้านหลังหนึ่งกลางทุ่งนา เลขที่ 115 หมู่ที่ 7 บ้านคล้อ ต.ดู่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ จึงรีบรุดเดินทางไปตรวจสอบสถานที่รับแจ้ง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบศพ นายประสิทธิ์ บุญใหญ่ หรือช่างสิทธิ์ อายุ 58 ปี เจ้าของบ้าน นอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน มีร่องรอยบาดแผลถูกฟันด้วยของมีคมบริเวณลำคอเป็นแผลเหวอะ โดยมี นางสมจิต บุญใหญ่ อายุ 54 ปี ภรรยา นั่งมองดูศพอย่างใจเย็น สอบถามให้การวกวนพูดคุยไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวมาสอบสวนที่ สภ.กันทรารมย์ ตรวจสอบภายในบ้านพบขวานเปื้อนเลือด จำนวน 1 ด้าม และมีทำครัวเปื้อนเลือด อีก จำนวน 1 ด้าม จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจพิสูจน์ บริเวณหลังบ้านพบผ้าห่ม ที่นอน และสิ่งของเปื้อนเลือดถูกวางรวมไว้บนกองฟาง คล้ายเตรียมเผาทำลาย

นายศักดิ์ บุญใหญ่ อายุ 77 ปี พ่อของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ตนมีลูกทั้งหมด 4 คน เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว 1 คน และ นายประสิทธิ์ ผู้เสียชีวิตครั้งนี้ เป็นลูกชายคนโต แต่งงานอยู่กินกับ นางสมจิต มาแล้วกว่า 30 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน เป็นคนนิสัยดี ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ส่วนภรรยา ปัจจุบันเป็นครูศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ เป็นผู้ป่วยจิตเวช กินยาเป็นประจำ เวลาขาดยา จะพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็ยังไม่เคยทำร้ายใครมาก่อน เบื้องต้นก็ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนลงมือก่อเหตุ แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ด้วยกันเป็นคนทำ เพราะผู้ตายไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครมาก่อน ส่วนสาเหตุที่ทำร้ายกันจนเสียชีวิตในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะขาดสติ และขาดยามานาน

 ด้าน น.ส.หนูกาญจน์ บุญใหญ่ อายุ 46 ปี น้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนกับสามีได้ออกไปที่บ้านหลังเกิดเหตุ เพื่อนำวัวออกจากคอกไปผูกเลี้ยงกลางทุ่งนา ตามปกติทุกวัน เมื่อไปถึงที่บ้านหลังดังกล่าว ตนเห็นประตูหน้าบ้านเปิดอ้าไว้อยู่ จึงร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงคิดว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้น่าจะยังคงหลับอยู่ จึงไม่ได้เดินเข้าไปส่องดูภายในบ้าน เมื่อเอาวัวออกไปผูกเลี้ยงเสร็จ ก็พากันกลับเข้าหมู่บ้าน 

จากนั้นหลานตน ซึ่งเป็นลูกของผู้ตาย ได้ผิดสังเกต จากการดูกล้องวงจรปิดภายในบ้าน ปรากฏว่าไม่มีภาพปรากฏ คล้ายมีการถอดปลั๊กออก มีเพียงกล้องวงจรปิดหน้าประตูบ้านที่ใช้ได้ แต่ไม่เห็นภาพพ่อเดินออกมาให้อาหารไก่ เหมือนทุกวัน ตนกับสามี จึงพากันขับรถออกมาดูอีกครั้ง และเดินเข้าไปภายในบ้าน ถึงกับผงะพบร่างของผู้ตาย นอนหงายแน่นิ่งอยู่ภายในบ้านฝั่งซ้ายของประตู สามีตนจึงพยายามปลุกแต่พบว่าเนื้อตัวเย็นเฉียบ จึงคิดว่าเสียชีวิตแล้ว

จากนั้นพบว่า นางสมจิต ภรรยาผู้ตาย ได้วิ่งเข้ามาทางประตูหลังบ้านมาโอบกอดตนไว้ แล้วพูดว่า เดี๋ยวพี่ชายก็มา สามีตนจึงดึงตัวตนออกมา พร้อมกับไล่พี่สะใภ้ออกไปให้ห่าง 

ส่วนผู้ก่อเหตุตนคิดว่าเป็นพี่สะใภ้ ภรรยาผู้ตายเป็นคนก่อเหตุ เพราะมีอาการหลอนอยู่แล้ว เป็นมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้ โดยลูกสาวผู้ก่อเหตุเพิ่งพาไปหาหมอเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 258 ที่ผ่านมา และวันที่ 20 ม.ค. 2568 นี้ หมอก็นัดไปพบแพทย์อีกครั้งหนึ่งเพื่อรับยา แต่ก็มาเกิดเหตุเศร้าสลดเสียก่อน

ด้าน นายจักรพันธุ์ ประเสริฐวงศ์  อายุ 44 ปี น้องเขยผู้ตาย เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนและน.ส.หนูกาญจน์ ภรรยา ได้ออกมาล่ามวัว ตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไรผิดสังเกต แล้วก็กลับไปที่ร้านขายของชำของผู้ตายที่อยู่ในหมู่บ้าน ปกติผู้ตายจะไปขายของที่ร้านทุกวัน แต่ช่วงนี้ภรรยาผู้ตายป่วย ไม่มีคนดูแล จึงคิดว่าน่าจะอยู่ที่บ้านดูแลกัน 

 เมื่อกลับถึงบ้านลูกสาวผู้ตายบอกกับตนว่า ผู้ตายผิดสังเกต ปกติผู้ตายจะตื่นมาตอน 05.30 น. มาให้อาหารไก่ แต่ดูจากกล้องวงจรปิดแล้วไม่เห็น จึงให้ตนกับภรรยา มาดูอีกรอบ พอมาถึงประตูหน้าบ้านก็ยังเปิดไว้เหมือนเดิม จึงเดินเข้าไปดูก็เจอร่างนอนเสียชีวิตแล้ว นอนหงาย ไม่เจอใครนบ้าน มาเจอพี่สะใภ้คนก่อเหตุวิ่งออกมา กอดภรรยาตน ตนจึงไล่ให้ออกไปห่างๆ พร้อมกับรีบโทรศัพท์แจ้งผู้ใหญ่บ้าน ญาติๆและตำรวจมาตรวจสอบดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ธัชพงศ์ พรหมมา ผกก.สภ.กันทรารมย์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนภรรยาผู้เสียชีวิตเบื้องต้นพบว่า ยังคงให้การวกวน พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยของการลงมือก่อเหตุ เพราะจากการตรวจที่เกิดเหตุแล้ว ไม่พบร่องรอยบุคคลภายนอกเข้ามาบริเวณบ้านแต่อย่างใด และยังพบขวานและมีดเปื้อนเลือดอยู่ภายในบ้าน ซึ่งคาดว่าเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนในที่เกิดเหตุไม่มีรอยเลือดเนื่องจากมีการใช้ผ้าห่มเช็ดคลาบเลือดจนเกลี้ยงแล้วนำไปกองรวมกันบนกองฟางเพื่อเตรียมจะเผาทำลาย จากการสอบถามลูกๆและญาติๆของผู้ตาย สันนิษฐานว่าชนวนเหตุอาจเกิดจากภรรยาผู้ตาย ไม่ได้รับประทานยามากว่า 2 สัปดาห์แล้ว จึงอาจคลุ้มคลั่ง หลอน ก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ในขณะที่ผู้ตายอาจกำลังนอนหลับอยู่ เบื้องต้นขณะนี้กำลังทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับศาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

เสนาะ วรรักษ์/ รายงาน

เกษตรกรเมืองโคราชไม่สนคำเตือนงดทำนาเดินหน้าสูบน้ำทำนาปรังหลายร้อยไร่

นครราชสีมา -ชาวนาเมืองโคราชไม่สนคำเตือนชลประทาน สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งจังหวัดเหลือปริมาณน้อย ยังคงเดินหน้าสูบน้ำ ในลำบริบูรณ์ทำนาปรังกันหลายร้อยไร่

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บริเวณตำบลพะเนา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่ามีชาวนาหลายรายยังคงเดินหน้าทำนาปรังอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ติดกับลำบริบูรณ์ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำตะคอง ได้มีการสูบน้ำจากลำบริบูรณ์เข้าสู่พื้นที่นาหลายร้อยไร่ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการหว่านข้าว แม้ว่าสำนักงานชลประทานจังหวัดนครราชสีมาจะออกประกาศเตือนให้เกษตรกรงดการทำนาปรังในปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของจังหวัดอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ชาวนาในพื้นที่ดังกล่าวยังคงฝ่าฝืนคำเตือนและเดินหน้าทำนาปรังต่อไป

สำนักงานชลประทานจังหวัดนครราชสีมารายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของจังหวัด ณ วันที่ 19 มกราคม 2568 พบว่าปริมาณน้ำรวมในอ่างเก็บน้ำทั้งสองประเภทมีปริมาณกักเก็บรวม 505.100 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 46.20% ของความจุอ่างทั้งหมด โดยแยกเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 395.157 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 44.63% ของความจุอ่าง อ่างลำตะคองที่มีความจุน้ำมากที่สุด ขณะนี้มีปริมาณน้ำกักเก็บเพียง 85 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 27.03% ของความจุอ่าง ขณะที่อ่างลำพระเพลิงมีปริมาณน้ำ 87.529 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 42.61% ส่วนอ่างลำแชะมีปริมาณน้ำ 144.816 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 52.66% และอ่างมูลบนมีปริมาณน้ำ 77.803 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 55.18%

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 24 แห่งในพื้นที่ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 131.116 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 46.20% ของความจุอ่าง โดยอ่างที่มีปริมาณน้ำกักเก็บสูงกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ อ่างห้วยตะคร้อ อำเภอโนนสูง มีปริมาณน้ำ 14.248 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 90.52% และอ่างห้วยใหญ่ อำเภอสีคิ้ว มีปริมาณน้ำ 8.131 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 81.13% ขณะที่อ่างลำเชียงไกรตอนบนมีปริมาณน้ำ 7.290 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 83.73% อย่างไรก็ตาม มีอ่างบางแห่งที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% เช่น อ่างหนองหิน ที่มีปริมาณน้ำเพียง 18.62% และอ่างลำเชียงไกรตอนล่าง ที่มีปริมาณน้ำ 28.33% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง

จากภาพรวมสถานการณ์น้ำในจังหวัดนครราชสีมานี้ สำนักงานชลประทานยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนที่วางแผนทำนาปรังในช่วงนี้ให้งดการปลูกข้าวนาปรัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำที่อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิต ทั้งยังแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมที่ใช้น้ำน้อย เพื่อลดผลกระทบและช่วยให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

สุดเจ๋ง!ทหารเรือเกษียณพลิกที่1งานปลูกพุทรากางมุ้งพันธุ์น้ำอ้อยขายดี

นครราชสีมา – สุดเจ๋งอดีตทหารเรือเกษียณโคราชใช้พื้นที่ว่างหน้าบ้านเพียง1งานปลูกพุทรากางมุ้งพันธุ์น้ำอ้อยขายขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ยอดออเดอร์ไม่ขาดสาย

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า เรือเอกประชิต ภมร  อายุ 64 ปี อดีตทหารเรือเกษียณ ชาวตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมายจังหวัดนครราชสีมา ได้ผุดไอเดียใช้พื้นที่ว่างหน้าบ้าน เพียง 1 งาน หันมาปลูกพุทราสายพันธุ์น้ำผึ้งและพันธุ์น้ำอ้อย จำนวน 27ต้น ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 6 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้

เรือเอกประชิต บอกว่า พุทราสายพันธุ์น้ำอ้อยและพันธุ์น้ำผึ้งที่ปลูกเอาไว้ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 27 ต้น บนพื้นที่ 1งาน กำลังให้ผลผลิตดกเต็มต้น เก็บขายได้วันละประมาณ 30-45 กิโลกรัม ซึ่งพุทรากางมุ้งทำให้ได้ผลผลิตดี โตเร็วและมีรสชาติเป็นที่ถูกใจของลูกค้า

เรือเอกประชิต บอกต่อว่า ถือว่าพุทราสายพันน้ำผึ้งและสายพันธุ์น้ำอ้อย เป็นพืชทางเลือกที่ดีมาก หากเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่น เนื่องจากเป็นพืชสวน อายุการเก็บเกี่ยวนานหลายสิบปี ไม่ต้องลงทุนใหม่ทุกปี การดูแลก็ไม่ค่อยจะยุ่งยาก จะมีเฉพาะตัดแต่งทรงพุ่มต้นในช่วงมีนาคมของทุกปี จากนั้นก็ดูแลกันตามสภาพ ให้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักชีวะภาพ

ในช่วงนี้จะมีออเด้อร์สั่งซื้อเข้ามากันเป็นจำนวนมาก โดยขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาทเท่านั้น.

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

ทหารราชมนูสกัดจับ 32 ชาวอินโดฯลักลอบเข้าไทย

แม่สอด-ทหารราชมนู บูรณาการร่วม จับกุม 32 ชาวอินโดเนียเชีย ลักลอบข้ามแดน บริเวณ บ้านวังตะเคียนใต้  หมู่ 7. ต.ท่าสายลวด  อ.แม่สอด จ.ตาก

เมื่อเช้ามืดวันที่ 19 มกราคม 2567. พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ “ผู้การติ๊บ” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ซึ่งดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 5 อำเภอชายแดน จังหวัดตาก(แม่สอด-ท่าสองยาง-พบพระ-อุ้มผาง-แม่ระมาด)  ฉก.ราชมนู  สั่งการให้ ทหาร ฉก.ราชมนู  นำกำลังพล ออกลาดตระเวน บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ริมแม่น้ำเมย โดยมีการบูรณาการร่วมกับ พ.ต.อ.พิทยากร เพชรรัตน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สอด  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด จ.ตาก , ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตาก(ด่านแม่สอด) และฝ่ายปกครอง โดยมีการสกัดกั้นเฝ้าตรวจ บริเวณ บ้านวังตะเคียนใต้  หมู่ 7. ต.ท่าสายลวด  อ.แม่สอด จ.ตาก   จากการปฎิบัติการได้ตรวจพบบุคคลสัญชาติอินโดนีเซีย ลักลอบข้ามแดนมาฝั่งไทย จำนวน 32 ราย เป็นชาย 30 ราย และ หญิง 2 ราย

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้มีการสืบสวนสอบสวน ทราบว่าชาวอินโดนีเซียทั้ง 32 ราย ให้การว่า ทำงานอยู่ใน จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา  และไม่ประสงค์จะทำงานต่อ จึงได้มีการลักลอบข้ามมายังฝั่งไทยตามช่องทางธรรมชาติเพื่อเดินทางกลับประเทศของตนเอง แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมตัวได้ระหว่างการลักลอบข้ามแดน  เจ้าหน้าที่ไทยชุดจับกุม จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อซักถาม สอบประวัติ และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

เดือดเวทีไหม้! “อาคีฟ” ศอกกลับดับไฟ “ผึ้งหลวง” คว้าสัญญา ONE

ศึก ONE ลุมพินี 94 สานต่อความมันเอาใจแฟนกีฬาศิลปะการต่อสู้ทุกเพศทุกวัย หลังนักกีฬาทั้ง 11 คู่ ต่างเค้นฟอร์มแกร่งสู้สุดใจเพื่อชิงแต้มชัยของตัวเอง เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา)

คู่เอกของรายการ “ผึ้งหลวง บ้านแรมบ้า” มวยบู๊สู้ไม่ถอย วัย 25 ปี จากอุบลราชธานี กลับมากู้ฟอร์มเก่ง ปะทะดาวรุ่งมาแรง “อาคีฟ กูลูซาดา” วัย 19 ปี จากอาเซอร์ไบจาน ที่ยังแพ้ใครไม่เป็น ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.)

ยกแรก “ผึ้งหลวง” เดินหน้าสาดแข้งขวาใส่ไม่ยั้ง ส่วน “อาคีฟ” ออกอาการเซให้เห็น แต่ยังโต้กลับด้วยหมัดอันตราย หลังจากนั้นแฟนมวยเจ้าถิ่นเป็นอันต้องช็อก เมื่อ “อาคีฟ” ดักจับขาอีกฝ่ายพร้อมฟันศอกกลับสุดคมส่ง “ผึ้งหลวง” หลับคาพื้นผ้าใบ จบเกมไวในยก 2 และยืดสถิติไร้พ่ายเป็นไฟต์ที่ 3 นอกจากนั้นยังได้รับโชคอีก 2 เด้ง ทั้งโบนัส 350,000 บาท ครั้งที่สอง และสัญญานักกีฬา ONE มูลค่า 3.5 ล้านบาท แบบสุดเซอร์ไพรส์ 

ด้านคู่เอกภาคอินเตอร์ “โอทิส แว็กฮอร์น” กำปั้นคลื่นลูกใหม่ วัย 22 ปี จากเกาะอังกฤษ ท้าชนแกร่ง “เป็นต่อ เอสพี.กันสาดแป๊ะมีนบุรี” มวยอาวุธครบมือ วัย 20 ปี จากสุราษฎร์ธานี ในกติกามวยไทย พิกัดเฉพาะ (แคตช์เวต) 143 ป.

สองยกแรก “โอทิส” และ “เป็นต่อ” ยังคงระวังตัวไม่ออกอาวุธแลกกันมากนัก ก่อนทั้งคู่จะเร่งเครื่องในยกสุดท้าย โดย “เป็นต่อ” มาได้จังหวะตวัดแข้งซ้ายเต็มก้านคอส่ง “โอทิส” ร่วงลงพื้น แม้จะพยายามทรงตัวลุกขึ้นยืน แต่ผู้ชี้ขาดเห็นอาการไม่ดีจึงยุติการชก ส่งให้ “เป็นต่อ” ชนะน็อก สานต่อฟอร์มแรงเก็บชัย 3 ไฟต์รวด พร้อมรับโบนัส 350,000 บาท กลับบ้านได้เป็นครั้งแรก

ตลอดการแข่งขันอันดุเดือดในค่ำคืนนี้ ปรากฏว่ามีนักกีฬาฟอร์มเด็ด 5 ราย ทำผลงานโดนใจ บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” จึงสั่งมอบโบนัสตอบแทนให้ทันทีคนละ 350,000 บาท แบบไม่รวมค่าตัว รวมยอดเงินทั้งสิ้น 1,750,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นบาท) ได้แก่ “เป็นต่อ เอสพี.กันสาดแป๊ะมีนบุรี”, “เพชรนาย่า บางแสนไฟต์คลับ”, “ขุนศึก ม.กรุงเทพธนบุรี”, “กริชเพชร พีเค.แสนชัย” และ “อาคีฟ กูลูซาดา”

สรุปผลการแข่งขันทุกคู่ ONE ลุมพินี 94

คู่เอก อาคีฟ กูลูซาดา (อาเซอร์ไบจาน) ชนะน็อก ผึ้งหลวง บ้านแรมบ้า นาทีที่ 1:17 ของยกสอง (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)

คู่รอง พิชิตชัย พีเค.แสนชัย ชนะคะแนนเอกฉันท์ เพชรไพลิน สจ.โต้งปราจีน (มวยไทย แคตช์เวต 122 ป.)

กริชเพชร พีเค.แสนชัย ชนะน็อก สู้ศึก ทีซี.มวยไทย นาทีที่ 1:54 ของยกแรก (มวยไทย แคตช์เวต 126 ป.)

ขุนศึก ม.กรุงเทพธนบุรี ชนะน็อก ก้องบูรพา ทิพย์ท่าไม้ นาทีที่ 1:18 ของยก 3 (มวยไทย แคตช์เวต 113 ป.)

เพชรนาย่า บางแสนไฟต์คลับ ชนะน็อก ยอดดอย แก้วสัมฤทธิ์ นาทีที่ 2:33 ของยกแรก (มวยไทย แคตช์เวต 116 ป.)

เหิร เอ็นเอฟ.ลูกสวน ชนะน็อก หินเหล็กไฟ สามชัยวิเศษสุข นาทีที่ 1:21 ของยกแรก (มวยไทย แคตช์เวต 113 ป.)

เป็นต่อ เอสพี.กันสาดแป๊ะมีนบุรี ชนะน็อก โอทิส แว็กฮอร์น นาทีที่ 2:03 ของยก 3 (สหราชอาณาจักร) (มวยไทย แคตช์เวต 143 ป.)

นาตาเลีย ดิอาชโควา (รัสเซีย) ชนะคะแนนเอกฉันท์ เทย์เลอร์ แมคคลาตชี (แคนาดา) (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)

อายัด อัลบัด (อิรัก) ชนะคะแนนเอกฉันท์ บันนะ ฮายาชิ (ญี่ปุ่น) (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)

เออร์ซาน จานิชเบก อูลู (คีร์กีซสถาน) ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ รามาซาน คาริมอฟ (รัสเซีย) (MMA รุ่นเฟเธอร์เวต 145-155 ป.)

ฌอง โคลด ซาคลาก (ฟิลิปปินส์) ชนะทีเคโอ ฟาจาร์ (อินโดนีเซีย) นาทีที่ 3:37 ของยกแรก (MMA รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)

ตำรวจสอบสวนกลางบุกรวบ “เจ๊ตุ้ม” นายหน้าค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. นำโดยพ.ต.ต.มณเฑียร ธงเทียน สว.กก.1 บก.ป., ด.ต.รัตนภูมิ ชูชื่น, ด.ต.อนุวัฒน์ ภูพวงนิล, ด.ต.จีระวัฒน์ ไชยผา, ด.ต.กฤษฎา ขามฝาด, จ.ส.ต.วุฒิพงษ์ กรีเทพ, จ.ส.ต.หญิง ศิริญญ์รดา ศรีรัมย์, จ.ส.ต.หญิง ทัศนีย์ สุขศรี และ ส.ต.อ.ศรัณย์ โนคาน ผบ.หมู่ กก.1 บก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.4 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ศิลาพันธ์ุ สว.กก.4 บก.ป., ด.ต.สุชาติ เสาะก่าน, ด.ต.เทอดพงษ์ ใยวังหน้า และ จ.ส.ต.ธนวัฒน์ คงทอง ผบ.หมู่ กก.4 บก.ป. ร่วมกันจับกุม น.ส.วรวรรณ หรือตุ้ม ฯ อายุ 49 ปี ตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 6370/2567 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 67 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้, มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับของโจร”



พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 4 รายการ ดังนี้
1. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ 2 เครื่อง
2. สมุดบัญชีธนาคาร
3. สำเนารายการเดินบัญชีธนาคาร
สถานที่จับกุม บ้านหลังหนึ่งใน ต.อุ้มผาง อ.อุ้มผาง จ.ตาก

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2565 และ 27 ธันวาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. ได้สืบสวนจับกุม ส.ต.ท.นฤเบศร์ ฯ พร้อมพวกรวม 8 ราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งได้ร่วมกันลักเอาอาวุธปืน M16A1 ที่ถูกเก็บรักษาอยู่ภายในคลังพลาธิการบางเขน ตชด. และนำออกขายให้กับบุคคลอื่น รวมถึงขายให้กับกองกำลังทหารกระเหรี่ยง

จากนั้นมีการสืบสวนขยายผล จนต่อมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันจับกุมตัว พ.ต.ท.นครินทร์ หรือป้าง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 16/2565 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 และจากแนวทางการสืบสวนประกอบกับคำให้การของ พ.ต.ท.นครินทร์ฯ ให้ข้อมูลว่าเป็นนายหน้าทำการติดต่อซื้อ-ขาย อาวุธปืน ให้ น.ส.วรวรรณ หรือตุ้ม ฯ โดยมี จ.ส.อ.กิตติศักดิ์ ฯ ทำการจัดหาอาวุธปืนชนิดต่างๆ ให้กับ พ.ต.ท.นครินทร์ ซึ่งในส่วนของอาวุธปืน M16A1 ที่เก็บรักษาอยู่ภายในคลังพลาธิการบางเขน ตชด.นั้น จ.ส.อ.กิตติศักดิ์ฯ ได้นำมาขายให้กับ พ.ต.ท.นครินทร์ 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 43 กระบอก มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 3 ล้านบาท และจากแนวทางสืบสวน ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อซื้อ-ขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนชนิดต่างๆ ระหว่าง พ.ต.ท.นครินทร์ฯ กับ น.ส.วรวรรณ ฯ และเกี่ยวข้องกับการเสนอขายอาวุธปืน M16A1 ด้วย ทางพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอออกหมายจับ น.ส.วรวรรณฯ ผู้ต้องหารายนี้ไว้ ซึ่งศาลอาญา ได้ออกหมายจับตามพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. นำเสนอไปผู้บังคับบัญชา ได้มอบหมายให้ ว่าที่พ.ต.ต.มณเฑียร ธงเทียน สว.กก.1 บก.ป. พร้อมพวก ทำการสืบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้

จนทราบข้อมูลจากสายลับ ว่า นางสาววรวรรณฯ ได้พักอาศัยอยู่ที่ ตำบลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดแม่สอดเพื่อขออนุมัติหมายค้นก่อนจะนำหมายค้น ศาลจังหวัดแม่สอด ไปทำการตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่ง ตำบลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าวพบ ผู้ต้องหา ที่ยืนยันว่าตนเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริงและไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวนี้มาก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งสิทธิให้ ผู้ต้องหาทราบ พร้อมสิ่งของตรวจยึดมาทำบันทึกการจับกุมที่ สภ.อุ้มผาง และได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หนุนองค์ความรู้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง มุ่งสร้างอาชีพมีรายได้เพิ่มขึ้น

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่ยั่งยืน คิดได้ ทำได้ แตะต้องได้ ไม่ไกลตัว” ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโดยชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ

 และผู้ที่มีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จเพื่อแนะนำแนวทางและเทคนิคการเลี้ยงกุ้ง วิธีการป้องกันและการเตรียมความพร้อมรับมือในการเลี้ยงกุ้ง การตลาด และสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ นำกลับไปประยุกต์และพัฒนาในการเลี้ยงกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความยั่งยืน

ภายในงานยังมีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งทางด้านวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรผู้เลี้ยงกุ้ง

การจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชน ในการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้เกิดความยั่งยืนและประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อไป

ระทึก!ไฟไหม้โกดังไม้แปรรูปย่านบางโพ วอด 5 โกดัง จนท.ควบเพลิงได้แล้ว

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 68 ร ต.อ.ชัชวาล นิยมชาติ รอง สว.(สอบสวน)สน.บางโพ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บไม้ ซอยประชาราษฎร์สาย 1 แยก 23 แขวงและเขตบางซื่อ กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.อภิชัย หวลจิตต์ ผกก.สน.บางโพ และนายเจษฎา ประภาสะวัต ผู้อำนวยการเขตบางซื่อ นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมประสานรถน้ำดับเพลิง 20 คันและอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่สุดซอย 23 เป็นซอยคับแคบ ลักษณะเป็นโกดังขนาดใหญ่ ปลูกติดกัน 5 โกดัง ในเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ พบแสงเพลิงและกลุ่มควนพวยพุ่งออกจากโรงเลื่อยจักร์ ฮะเชียงหลี จำกัด เลขที่ 797 ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายไม้แปรรูปและน้ำยาเคลือบไม้ เป็นโกดังสูง 2 ชั้น ด้านหน้าเป็นอาคารปูนสำนักงาน 2 ชั้น ด้านหลังเป็นโกดังเก็บไม้ ก่อนจะลุกลามไปโกดังข้างเคียง รวม 4 โกดัง ประกอบด้วย บริษัท มาสเตอร์คู อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัดมหาชน เลขที่ 795 , หจก.บ้วนเซ่นไถ่ เลขที่ 799, หจก.โรงเลื่อยจักร์ ฮะเชียง เลขที่ 801 และ โรงเลื่อยซำเฮงล้ง เลขที่ 805

เจ้าหน้าที่จึงระดมวางหัวฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลาม อย่างทุลักทุเล เนื่องจากเป็นซอยคับแคบ โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมงจนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยผู้ติดค้าง จำนวน 3 ราย ออกมาได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และอยู่ในขั้นตอนการดับถ่านป้องกันไฟประทุ ตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้นพบถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด รวม 5 โกดัง

สอบสวนนายไพฑูรย์ เศรษฐโถ อายุ 60 ปีหัวหน้าคนงาน ของบริษัท หจก.บ้วนเซ่งไถ่ กล่าวว่า ขณะตนกำลังทำงานได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นในโรงเลื่อยจักรฮะเชียงหลี ซึ่งเป็นโกดังขายไม้แปรรูปและน้ำยาเคลือบไม้ชนิดต่างๆ จู่ๆ เกิดกลุ่มควันขึ้น ตนจึงปีนขึ้นไปดูบนชั้น 2 เห็นเพลิงกำลังลุกไหม้ใกล้กับเบรกเกอร์ไฟฟ้าซึ่งอยู่ด้านในสุดของโกดัง โดยด้านในเป็นกองไม้ทำเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ตนจึงวิ่งไปเอาถังดับเพลิงเพื่อจะวิ่งเข้าไปช่วยดับ แต่ปรากฎว่าไม่สามารถเปิดประตูโกดังได้ เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดของบริษัท ก่อนเพลิงลุกลามไป และหากตนเปิดประตูเข้าไปได้ตั้งแต่ช่วงแรก อาจทำให้ไม่ลุกลามไปไกล แต่ไม่สามารถเปิดประตูได้

ด้าน นายเจษฎา ผอ.เขตบางซื่อ กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าคนงานที่อยู่ใน 4-5 โกดัง มีหลายสิบครัวเรือน และบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนอาสาสามารถช่วยออกมาได้อย่างปลอดภัย และได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางซื่อตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ให้กับคนงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุเพลิงไหม้ ไว้ที่บริเวณวัดอนัมนิกายาราม (วัดยวน บางโพ) และหาทางช่วยเหลือเยียวยาด้านอื่นต่อไป

พ.ต.อ.อภิชัย ผกก.สน.บางโพ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อจุดต้นเพลิง และตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในโรงงาน มาประกอบสำนวน และหาพยานมาสอบปากคำเพิ่มเติมพร้อมประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

ไฟป่าเขากระทิงขยายวงกว้าง ทร.ส่งฮ.ดับเพลิงสกัดลามบ้านเรือนประชาชน

จากกรณี เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 17 ม.ค. 68 เกิดเหตุเพลิงไหม้ป่าบริเวณแนวเขากระทิง ม.6 ในพื้นที่เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว อ.สัตหีบจ.ชลบุรี โดยไฟลุกลามเป็นวงกว้างและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมประสานรถดับเพลิงเข้าสกัดต้นเพลิงเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ

ล่าสุด 07.00 น. ของวันที่ 18 ม.ค.68 อำเภอสัตหีบ เทศบาบตำบลเกล็ดแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ ร่วมกันจัดตั้งศูนย์บัญชาการ เหตุการณ์ดับไฟในตอนนี้ ไฟได้เริ่มปะทุ อีกครั้ง แต่ยังมี เจ้าหน้าที่ดับเพลิง จาก เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว และ เทศบาลตำบลบางเสร่ ตั้งแนวกั้นไฟรอบเขา และบนยอดเขา ที่เจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าไม่ถึง

โดยช่วงเช้า กองทัพเรือ โดยกองเรือยุทธการ ได้จัดเฮลิคอปเตอร์ ติดตั้งบัคเก็ตบรรจุน้ำก่อนโปรยน้ำ ดับไฟไปจำนวน 8 เที่ยว แต่ยังไม่สามารถควบคุมได้ในตอนนี้