‘ธ.ก.ส.’ จัดสินเชื่อบำเหน็จตกทอดให้ผู้เกษียณอายุ

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุสามารถเพิ่มสภาพคล่องเพื่อความมั่นคงทางการเงิน และมีความสุขในการดำรงชีวิตในช่วงวัยเกษียณมากยิ่งขึ้น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ธ.ก.ส. จึงได้เปิดตัวสินเชื่อบำเหน็จตกทอด อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ปีแรก MRR ลบ 3.285% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR เท่ากับ 6.875%) หรือปัจจุบันเท่ากับ 3.59% ต่อปีเท่านั้น และปีที่ 2 เป็นต้นไป อยู่ที่ MRR ลบ 2.275% ต่อปี

ทั้งนี้ เงินงวดผ่อนชำระต่ำ โดยคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ผ่อนชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 480 งวด หรือนานถึง 40 ปี วงเงินให้กู้สูงสุดถึง 100% ของมูลค่าหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอด ให้กู้สำหรับผู้เกษียณอายุที่ได้รับเงินบำนาญและบำเหน็จรายเดือน ที่ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และได้รับหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอด เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตามความจำเป็น อาทิ ชำระหนี้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูง ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ และค่าใช้จ่ายอเนกประสงค์ หรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อให้ผู้กู้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอด เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันเงินกู้ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

ข่าวดี! จีนอนุมัติส่งออกทุเรียนไทยแล้ว มั่นใจยังครองเบอร์ 1 ของโลก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แจ้งข่าวดี GACC อนุมัติส่งออกทุเรียนไทยไปจีนได้แล้ว โดยต้องมีเอกสารรับรองตรวจวิเคราะห์สาร BY2 และแคดเมียม ตั้งเป้ายอดส่งออกทะลุ 150,000 ล้านบาท

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งล่าสุด สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ( GACC ) ได้พิจารณาและรับทราบถึงรายละเอียดของวิธีการตรวจ และเอกสารรับรองผลการตรวจสอบ (Test Report) ของห้องปฏิบัติการในประเทศไทย ในการตรวจสอบสาร Basic Yellow2 หรือ by2 และแคดเมียม ในทุเรียนไทย พร้อมยอมรับการส่งออกทุเรียนจากประเทศที่มีเอกสารการรับรองผลการตรวจ สาร BY2 และแคคเมียมจากห้องปฏิบัติการของประเทศไทยแล้ว

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีห้องปฏิบัติการ เพิ่มอีก 4 แห่ง จาก 6 แห่งเดิม ส่งผลให้สามารถตรวจวิเคราะห์สาร BY2 และแคดเมียม ได้กว่า 1,300 ตัวอย่าง/วัน โดยกรมวิชาเกษตรได้จัดตั้งจุดรับให้ผู้ประกอบการสามารถนำส่งตัวอย่างผลทุเรียนสด เพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 และ แคคเมียม ณ ที่ตลาดมรกต จังหวัดชุมพร และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการ 4 ไม่ เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนไทย ปี 2568  ได้แก่ ไม่อ่อน, ไม่หนอน, ไม่สวมสิทธิ์ และ ไม่มีสี ไม่มีสารเคมีต้องห้าม ซึ่งหากมีการตรวจพบสาร BY2 และสารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืช ทันที

ด้านมูลค่าการส่งออกปีที่แล้วมูลค่า 130,000 ล้านบาท ปีนี้เราตั้งเป้าแต่ต้นปี ผมก็อยากจะตั้งเป้า 150,000 บาทให้ได้

ระทึก!ไฟป่าเขากระทิง-บางเสร่ ใกล้บ้านประชาชน จนท.ยังคุมเพลิงไม่ได้

ไฟไหม้ ป่าเขากระทิง-บางเสร่ ใกล้บ้านประชาชน เจ้าหน้าที่ยังคุมเพลิงไม่ได้ ส่วนสาเหตุยังยืนยันไม่ได้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือฝีมือของมนุษย์

เกิดเหตุเพลิงไหม้ป่าบริเวณแนวเขากระทิง หมู่ที่ 6 ในพื้นที่เทศบาลเกล็ดแก้ว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตั้งแต่เย็นเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าทียังคุมเพลิงไม่ได้ ทำให้ไฟลุกลามเป็นวงกว้างและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมประสานรถดับเพลิง จากหลายหน่วยงานระดมกำลังเข้าพื้นที่ เข้าสกัดต้นเพลิงเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังปฏิบัติงานอย่างเต็มที่เพื่อคลายความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ไฟไหม้อยู่ใกล้จากบ้านเรือนประชาชน จึงได้มีทีมดับเพลิงจากหลายหน่วยงานเข้าเฝ้าระวังบริเวณรอบเขาทั้งคืน ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือฝีมือของม

ทลายแก๊งหลอกจำนำรถส่งข้ามแดน พบความเสียหายกว่า 100 ล้าน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง.ผบก.ป. ช่วยราชการ รอง ผบก.ทล, ได้สั่งการให้ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) นำโดย พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.นโรตม์ ยุวบูรณ์, พ.ต.ท.กฤตย์  ธีรเวศย์สุวรรณ รอง ผกก.2 บก.ทล., ว่าที่ พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., ว่าที่ พ.ต.ท.วรฉัตร ฉลวยแสง สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. และ พ.ต.ต.โจ เสาร์ประโคน สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงในสังกัด กก.2 บก.ทล.

ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา ได้ทั้งหมด 7 ราย ดังนี้

1.นายอมรเทพ หรือ อาร์ม (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ทำหน้าที่เป็นนายทุน ซื้อขายรถโจรกรรม และขายรถต่อให้นายทุนในประเทศเพื่อนบ้าน 
สถานที่จับกุม ในพื้นที่ ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 14 ม.ค.68

2.นายสนทยา (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนักบิน วิ่งรับ-ส่งรถหลุดจำนำให้กลุ่มนายทุน สถานที่จับกุม บ้านพัก ในพื้นที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อ 11 ม.ค.68

3.นายธีรชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ทำหน้าที่เป็นนักบิน วิ่งรับส่งรถใกลุ่มนายทุน สถานที่จับกุม บ้านพัก ในพื้นที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อ 11 ม.ค.68

4.นายณรงค์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ทำหน้าที่เป็นนักบิน วิ่งรับส่งรถให้กลุ่มนายทุน สถานที่จับกุม บ้านพักในพื้นที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อ 11 ม.ค.68

5.นายประจักษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ทำหน้าที่เปิดเพจหลอกรับจำนำรถ และหลอกลวงให้ผู้เสียหายนำรถมาจำนำ สถานที่จับกุม ในพื้นที่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อ 20 ธ.ค.67

6.นายเมธี (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ร่วมกับนายประจักษ์ฯ หลอกลวงให้ผู้เสียหายนำรถมาจำนำ สถานที่จับกุม บ้านพักในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อ 10 ม.ค.68

7.น.ส.วิยดา (สงวนนามสกุล)  อายุ 25 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีรับเงินที่ได้จากการหลอกรับจำนำรถ สถานที่จับกุม ในพื้นที่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อ 18 ธ.ค.67

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับกุม ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อัน เป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ตามหมายจับของศาลจังหวัดปทุมธานี สถานที่ตรวจค้น โกดังจอดรถ ในพื้นที่ ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ของกลางตรวจยึด 

1.รถยนต์ จำนวน 23 คัน 
2.รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน 
3.รถแทรกเตอร์ จำนวน 1 คัน  

พฤติการณ์ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 พ.ย.67 ผู้เสียหายได้ติดต่อกับเพจเฟซบุ๊ก ชื่อว่า “รับจำนำจอดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ทุกชนิด” โดยทางเพจได้ล่อลวงให้ผู้เสียหายนำรถมาจำนำในราคา 80,000 บาท และได้นัดหมายส่งมอบรถยนต์ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยในวันส่งมอบรถ มี นายประจักษ์ฯ และ นายเมธีฯ ซึ่งเป็นแก๊งหลอกรับจำนำรถ ได้เดินทางมารับรถจากผู้เสียหาย และมอบเงินสดให้กับผู้เสียหาย จำนวน 71,000 บาท (หักค่าดอกเบี้ยและค่าจอดรถ รวม 9,000 บาท)

ต่อมาวันที่ 27 พ.ย.67 ผู้เสียหายสามารถที่หาเงินมาได้และต้องการที่จะไถ่รถคืน จึงติดต่อ นายประจักษ์ฯ เพื่อขอรับรถคืน แต่นายประจักษ์ฯ ได้ออกอุบาย ว่าจะต้องโอนเงิน จำนวน 80,000 บาท มาให้ก่อนถึงจะยอมนำรถไปคืน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อก็ได้โอนเงินไปให้ นายประจักษ์ฯ ผ่านบัญชีธนาคาร ของ น.ส.วิยดาฯ ต่อมาภายหลังทราบว่า น.ส.วิยดาฯ ก็เป็นหนึ่งในลูกหนี้ที่เคยนำรถมาจำนำ แต่ผ่อนต่อไปไม่ไหว นายประจักษ์ฯ จึงยื่นข้อเสนอให้ไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อแลกกับการที่รถจะไม่ถูกนำไปปล่อยขายในตลาดมืด น.ส.วิยดาฯ จึงยอมทำตาม 

โดยกลุ่มคนร้ายได้ใช้บัญชีดังกล่าวในการรับโอนเงินจากการหลอกจำนำรถ ส่วน นายเอ ผู้เสียหาย เมื่อโอนเงินไปแล้วก็ไม่สามารถติดต่อกับ นายประจักษ์ฯ ได้อีกเลย จึงมั่นใจว่าตนเองถูกหลอก ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายที่เกี่ยวข้องและในวันเดียวกันนั้น นายเอ (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ได้ประสานขอความช่วยเหลือมายังตำรวจทางหลวง ผ่านสายด่วน 1193 ให้ช่วยติดตามรถยนต์ที่ถูกแก๊งหลอกจำนำรถโจรกรรมไป ก่อนจะพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้หายไปบริเวณพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้ทำการสืบสวนจนพบว่า แก๊งหลอกจำนำรถกลุ่มนี้มีการทำงานเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มนายทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน เป็นขบวนการ พบว่าเมื่อผู้เสียหายส่งมอบรถให้นายประจักษ์ฯ รถก็จะถูกส่งต่อให้กับกลุ่มนักบิน ที่นำโดย นายสนทยาฯ พร้อมลูกน้องอีก 2 คน โดยมี นายอมรเทพฯ หรือ อาร์ม เป็นนายทุนที่จะคอยซื้อขายรถที่ได้มาจากการหลอกรับจำนำก่อนจะเสนอขายให้กับนายทุนประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อกลุ่มนักบินรับรถมา ก็จะนำรถมาเก็บไว้ที่โกดังของ นายอมรเทพฯ ในพื้นที่ ต.พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี และเมื่อตกลงราคากับนายทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้ก็จะนัดหมายส่งรถให้กลุ่มนายทุนประเทศเพื่อนบ้านมารับรถนำออกชายแดนตามช่องทางธรรมชาติ 

จากการข้อมูลการสืบสวนทำให้ทราบว่า พฤติกรรมของแก๊งอาร์ม พระแท่น ได้ทำการหลอกรับจำนำรถจากผู้เสียหายในลักษณะดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ตรวจพบการซื้อขายรถให้กับกลุ่มนายทุนทั้งในและนอกประเทศกว่า  100 คัน มูลค่าความเสียหาย กว่า 100 ล้านบาท

ควบคุมโรคเผยชาวอีสานตอนล่างล้มป่วยไข้หูดับสูง 197 ราย ตาย 22 ศพ

นครราชสีมา-ควบคุมโรคที่ 9 โคราช เผย 4 จังหวัดอีสานล่าง “นครชัยบุรินทร์” ปี 67 พบป่วยไข้หูดับมากถึง 197 ราย ตาย 22 ราย สถานการณ์อยู่ในระดับเสี่ยงสูง โคราช ป่วยและตายมากสุด ย้ำ ปชช. กินสุก ร้อน สะอาด

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยสถานการณ์โรคไข้หูดับใน 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ในเขตสุขภาพที่ 9 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 2 มกราคม 2568 เขตสุขภาพที่ 9 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ มากถึง 197 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 22  ราย เมื่อแยกเป็นรายจังหวัด พบว่า จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ป่วยมากสุด จำนวน 120 ราย และเสียชีวิตมากสุด จำนวน 10 ราย  รองลงมาคือ จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ป่วย 37 ราย เสียชีวิต 7 ราย ,  จังหวัดสุรินทร์ มีผู้ป่วย 24 ราย เสียชีวิต 3 ราย และจังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ป่วย 16 ราย เสียชีวิต 2 ราย ตามลำดับ  โดยกลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุดคือ กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 55-64 ปี และกลุ่มอายุ 45-54 ปี ตามลำดับ

จากการประเมินความเสี่ยงอย่างรวดเร็วในเขตสุขภาพที่ 9 พบว่า ยอดผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้หูดับในปี 2567 เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปี 2566 และมีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งข้อมูลรายงานจากโปรแกรมตรวจสอบข่าวการระบาดปี  2561–2565 พบจังหวัดนครราชสีมามีผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 3 จังหวัด คือ จ.บุรีรัมย์  จ.สุรินทร์ และ จ.ชัยภูมิ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต  แต่เมื่อเข้าปี 2566 กลับพบว่า จำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง โดย 4 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 9 มีรายงานผู้เสียชีวิต 10 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในรอบ 5 ปีย้อนหลัง

ในขณะที่ปี 2567 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มสูงขึ้นกว่า ปี 2566 และผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จ.นครราชสีมา ดังนั้น จะต้องเร่งดำเนินการจัดการความเสี่ยงอย่างเข้มข้นใน จ.นครราชสีมา และเฝ้าระวังการเกิดโรคไข้หูดับใน 3 จังหวัดที่เหลือ โดยจำเป็นต้องทำงานแบบบูรณาการกับหลายหน่วยงาน เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาตามแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” จึงจะสามารถยุติปัญหาได้อย่างแท้จริง

ส่วนพี่น้องประชาชนต้องยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” ไม่กินหมูดิบ ให้กินหมูที่ปรุงสุกเท่านั้น และความเชื่อที่ว่า บีบมะนาวหรือดื่มสุรา ร่วมกับการกินหมูดิบหรือหมูสุกๆดิบๆ จะทำให้หมูสุก ก็เป็นความเชื่อที่ผิด นอกจากนี้ควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้  สำหรับอาหารปิ้งย่างควรใช้อุปกรณ์คีบเนื้อหมูสุกและเนื้อหมูดิบแยกจากกัน ไม่ควรใช้ตะเกียบคีบหมูดิบแล้วนำมารับประทาน เพราะหากติดเชื้อโรคไข้หูดับ อาจทำให้สูญเสียการได้ยิน หรือที่เรียกว่า “หูดับ”  จนถึงขั้นหูหนวกถาวร และหากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ส่วนพ่อครัว แม่ครัว หรือผู้ปรุงอาหารที่มีบาดแผล แล้วไปสัมผัสเนื้อหมูหรือเลือดหมูดิบๆ ที่มีเชื้อ ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับได้เช่นกัน จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังและสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งที่สัมผัสหมู  รวมทั้ง ผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ซึ่งเสี่ยงสัมผัสหมูติดโรคได้ง่าย ควรสวมรองเท้าบู๊ทยาง  สวมถุงมือ และสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสหมูทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

เอส แอนด์ พี รับมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐาน ISO14001:2015 ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

เอส แอนด์ พี รับมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐาน ISO14001:2015 ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายกำธร ศิลาอ่อนประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการผลิต บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) รับมอบประกาศนียบัตรรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO14001:2015 สำหรับโรงงานผลิตเบเกอรี่บางพลี กม.23.5 (โรงงานบางนา) จากนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ณ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ วันนี้

สำหรับ ISO 14001 :2015 เป็นมาตรฐานที่กำหนดโครงสร้างและกระบวนการของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System: EMS) ที่องค์กรจำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการวางแผน ดำเนินงาน ตรวจสอบ และประเมินผล

อย่างไรก็ตาม การได้รับรองมาตรฐานนี้ช่วยให้องค์กรมีการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บรรเทาความเสี่ยงที่ด้านสิ่งแวดล้อมเกิดจากการดำเนินงาน ลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียได้ เอส แอนด์ พี มุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานตลอดกระบวนการอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเติบโตไปพร้อมกัน

ชวนเที่ยวย้อนรอยตำนานโรงพักโบราณ “เสาหิน”แม่สะเรียง สร้างขึ้นปี 2482

โรงพักเก่าแก่  “สภ.เสาหิน”สถานีตำรวจ เพื่อภารกิจ ปกป้องชายแดน และรักษาความสงบปลอดภัยให้กับประชาชน และพ่อค้าตามแนวชายแดนไทย- เมียนมา

นายรัฐชัย คงเกียรติคีรี  อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ตาก บอกว่า วันนี้จะพาท่านไปชมสถานีตำรวจภูธรเสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โรงพักเก่าแก่ที่มีตำนานและประวัติ มายาวนาน ตั้งอยู่ชายแดนไทย-เมียนมา  ….โรงพักเสาหิน มีประวัติ ว่า สถานีตำรวจภูธรเสาหิน ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2470 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการปกป้องชายแดน และรักษาความสงบปลอดภัยให้กับประชาชน และพ่อค้าตามแนวชายแดนไทย- เมียนมา  จนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเวลา 87 ปีมาแล้ว

สำหรับอาคารหลังนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในปี พ.ศ. ใด แต่จากหลักฐาน พอจะทราบมาและเชื่อว่า สร้างในปี 2482  ในสมัยของ ส.ต.อ.หมื่น สายสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าสถานี ตัวอาคารสร้างด้วยไม้ มีใต้ถุนโล่ง  มุงด้วยหลังคาสังกะสี และบริเวณใต้ถุนมีบังเกอร์ล้อมรอบ เจาะเป็นช่องเพื่อไว้ยิงต่อสู้ โดยรอบ  ชั้นบนด้านหน้า ผนังทำด้วยไม้  ใช้เป็นบังเกอร์ เจาะช่องยิงด้วยเช่นกัน  อาคารหลังนี้ใช้เป็นที่ทำการของสถานีมาโดยตลอด

จนกระทั่งในปี 2528 กรมตำรวจในขณะนั้น ได้จัดสรรงบประมาณให้สร้างอาคารที่ทำการอีกหลังหนึ่ง   ส่วนอาคารไม้หลังนี้ก็ไม่ได้ใช้เป็นที่ทำการอีก  ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา แม้จะมีสภาพทรุดโทรมไปบ้าง  แต่ก็ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพเดิมๆ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้…สภ.เสาหิน

ต้นแบบเกษตรกรวัยเกษียณ “ลุงอ๋า”ปลูกบอนไซ อาชีพเสริมรายได้หลักล้าน

เกษตรกรวัยเกษียณ “ปัญจะ เรืองกระโทก” หรือ ลุงอ๋า วัย 76 ปี  ใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยยังทำงานอยู่ ด้วยการปลูกไม้ดัดและบอนไซ ในบริเวณบ้านพัก เลขที่ 21 หมู่ที่ 10 บ้านเฉลียงบรรพต ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา จำนวนกว่า 100 ต้น และทุกต้นล้วนมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีขึ้นไป ซึ่งตอนนี้แต่ละต้นกลายเป็นไม้ที่มีราคาสูงลิ่ว ตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักแสนบาท และที่สำคัญ ไม้ดัดและบอนไซพวกนี้ กลายเป็นผลงานศิลปะมีชีวิตชิ้นเอกที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะไม้ตะโกบอนไซ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นไม้บอนไซประจำชาติไทยเลยทีเดียว

ลุงอ๋า เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการปลูกไม้ดัดและบอนไซนั้น มาจากความชื่นชอบส่วนตัวล้วนๆ เมื่อหมดภาระส่งเสียลูกเรียนจนจบ มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ก็หันมาลงมือทำในสิ่งที่ชอบ โดยเริ่มจากการทำไม้ดัด เน้นไปที่ต้นตะโกและต้นข่อยซึ่งหาได้ง่ายในพื้นที่ และมีเหล่าครูอาจารย์หลากหลายที่ช่วยสอน เพราะเมื่อประมาณปี 2537 – 2538 ไม้ตะโกดัด กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก  และมีเพื่อนพ้องน้องพี่ไปเห็นไม้บอนไซ จึงส่งแบบมาให้ดู ตนเกิดความชอบจึงลองศึกษา และเมื่อไปดูในงาน World Tech’95 Thailand ซึ่งจัดเมื่อปี 2538 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. จ.นครราชสีมา ก็ยิ่งจุดประกาย จึงลงมือฝึกทำไปเรื่อยๆ จนมีความชำนาญ รวมถึง เมื่อรู้ว่าไม้ตะโกกับไม้ข่อยเป็นที่นิยม และมีอยู่ในพื้นที่ สามารถจะนำมาทำไม้ดัดหรือบอนไซได้ จึงตัดสินใจเริ่มปลูกอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่คิดที่จะปลูกขายเป็นอาชีพ เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน

ตอนแรก จะใช้วิธีออกไปขุดหาตอตามหัวไร่ปลายนา แล้วซื้อนำมาขายต่อ ในราคาตอละหลักร้อยเท่านั้น แต่ถ้าต้นไหนถูกใจ ก็จะนำมาปลูกและทำบอนไซเก็บเอาไว้ ส่วนไม้ดัดก็เริ่มหยุดไปโดยปริยาย  ซึ่งเริ่มจากต้นบอนไซต้นแรกเมื่อประมาณปี 2540 มาแล้ว จนถึงตอนนี้ ปลูกไม้บอนไซมาแล้วกว่า 100 ต้น  และเพิ่งจะเริ่มได้ขายจริงจัง เมื่อประมาณ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ขายไปแล้วประมาณ 10 กว่าต้น ได้เงินมาแล้วประมาณ 2 – 3 แสนบาท ซึ่งถือเป็นรายได้ที่น่าพอใจ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ ได้ทำในสิ่งที่ตนชื่นชอบ และได้สร้างศิลปะที่มีชีวิตเอาไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมในภายหลังด้วย

ปัจจุบัน ลุงอ๋า ถือเป็น 1 ใน 50 คนที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้อาวุโสที่คร่ำหวอดในวงการบอนไซของไทย หรือสมาคมบอนไซไทย เคยส่งบอนไซเข้าประกวดและได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ตอนนี้ บอนไซที่มีอยู่กว่า 100 ต้น มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี มีหลายชนิดหลากหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ไม้ตะโก ต้นข่อย มะขาม โพธิ์ ไทร เฟื่องฟ้า เข็ม หรือแม้แต่ต้นกระถิน ก็สามารถทำบอนไซได้ ส่วนราคาจะขายตามอายุ ซึ่งบอนไซที่ตั้งราคาไว้สูงสุด ก็คือ ต้นตะโกที่อายุรวม 28 ปี เพราะขุดมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 ตอนนี้ตั้งราคาเอาไว้ที่ 150,000 บาท สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ เฟสบุ๊ก “Panja Ruengkatoke”  หรือที่หมายเลขโทร 0892480304

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ผงะ!ขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มอู่ซ่อมรถ เจ้าของอู่อ้าง ตร.ฝากของกลาง โรงพักไม่มีพื้นที่เก็บ

ปราจีนบุรี-ผงะ!พบขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มอู่ซ่อมรถ เจ้าของอู่-คนรับจ้างขนย้ายอ้างจนท.ตำรวจฝากเก็บของกลาง พื้นที่โรงพักไม่พอ

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 16 มกราคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าพบการขนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์จากโรงงานขยะอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มาไว้ที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งริมถนนสาย 304 อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จำนวน 2 รถเทรลเลอร์ จึงได้เข้าตรวจสอบ พบการลำเลียงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุเป็นแพคลงไว้ที่อู่ซ่อมรถริมถนน ซึ่งเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมได้มาพบเห็น จึงเข้าสอบถามและสั่งให้ขนย้ายลงจากรถ เนื่องจากเกรงว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน

นางเปียนุช ผู้รับจ้างขนย้าย กล่าวว่า ตำรวจ สภ.ระเบาะไผ่ ให้เอาของมาลงไว้ที่นี่ เพราะอ้างว่าการเก็บไว้ที่หน้าโรงพักรกจึงให้เอามาไว้ที่นี่ โดยไม่ได้แจ้งว่าเป็นสิ่งใด ซึ่งตอนนี้ทราบแล้วว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นขยะต้องห้าม เป็นวัตถุอันตราย ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงของกลางที่จะนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

นางพิม เจ้าของอู่ซ่อมรถ กล่าวว่า มีตำรวจเป็นสารวัตรบอกว่าเป็นของกลาง โดยนำมาฝากเก็บไว้ที่นี่ เห็นว่าที่อู่พอมีพื้นที่เก็บจึงรับฝาก ตำรวจบอกว่าหน้าโรงพักไม่มีพื้นที่ว่าง จึงมาติดต่อขอใช้พื้นที่ ซึ่งตอนนี้เมื่อทราบว่าเป็นขยะอันตรายก็รู้สึกกลัว และได้บอกให้เขามาขนออกไปแล้ว และเขาบอกว่าจะรีบดำเนินการขนย้ายออกให้โดยเร็ว

นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รับทราบจากเครือข่ายว่ามีการนำของกลางซึ่งถูกอายัดจากโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะต้องห้ามนำเข้าและห้ามครอบครอง ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุอันตราย มาไว้ที่ริมถนน 304 ร้านทำสีรถแห่งหนึ่ง โดยใช้รถโฟล์กลิฟต์ยกลงไว้ที่นี่ ซึ่งมีความกังวลว่าเจ้าของร้านอาจมีความผิดตามกฎหมายในเรื่องของการครอบครองวัตถุอันตราย เนื่องจากขณะนี้ของกลางอยู่ในร้านของเจ้าของอู่ และตั้งคำถามถึงเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนนำของกลางมาไว้ที่ร้าน ได้แจ้งรายละเอียดบอกไว้หรือไม่ และได้สอบถามว่ามีใบอนุญาตในการครอบครองวัตถุอันตรายหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาให้กับเจ้าของอู่

นายสุเมธกล่าวเพิ่มเติมว่า หากติดตามข่าวจะพบว่า ขยะกองนี้ถูกขนย้ายมาจากบริษัทอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองโพรง และเกิดอุบัติเหตุร่วงหล่นระหว่างทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจและอุตสาหกรรมจังหวัด รวมถึงอุตสาหกรรมโรงงาน จึงนำไปไว้ที่ สภ.ระเบาะไผ่ และในวันนี้ สภ.ระเบาะไผ่ ต้องการใช้พื้นที่ จึงนำของกลางมาทิ้งไว้ที่อู่แห่งนี้ ซึ่งเรื่องนี้อยากให้เจ้าหน้าที่คำนึงถึงผู้ประกอบการที่รับฝากสินค้าไว้ด้วยว่าเขาจะถูกดำเนินคดีตามไปด้วย และฝากถึงเจ้าหน้าที่ว่า หากจะดำเนินการใดๆ ควรพิจารณากฎหมายให้รอบคอบ จะได้ไม่ทำให้ชาวบ้านมีปัญหาตามมา

โดย…มานิตย์   สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข  สิงห์พิมพ์ -ภาพ /ปราจีนบุรี

ทุนจีนรุกไทย ยักษ์ใหญ่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าผุดรง.ในเขตอุตฯยามาโตะชลบุรี

ผู้ว่าฯชลบุรี ร่วมพิธีเปิดโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน บริษัท เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส (ไทยแลนด์) จำกัด ลงทุนมูลค่า 120 ล้านหยวนขยายฐานการผลิตในเขตอุตสาหกรรมยามาโตะ ต.หนองใหญ่ อ. หนองใหญ่ ส่งขายสินค้าทั่วโลก

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บริษัท เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส (ไทยแลนด์) จำกัด นิคมอุตสาหกรรมยามาโตะ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ที่1บริษัท เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยมี นายหลิว เหลี้ยง ประธานบริษัท  กวางตุ้ง เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส จำกัด นายเวิน เสา ตง รองประธานบริษัท DongLing KaiQin Group นายเจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษา(กิจการเศรษฐกิจและพาณิชย์)สถานทูตจีนประจำประเทศไทย นายขจรพงศ์ สิริวิสูตร ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและแผน กระทรวงอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจ แขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธี

นายหลิว เหลี้ยง ประธานบริษัท  กวางตุ้ง เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เวลลี่อิเล็คทริคอลลอะไพลเอินเซส (ไทยแลนด์) จำกัดเป็นสาขาบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยที่เป็นการลงทุนโดยบริษัทแม่ทั้งหมดของบริษัท กวางตุ้ง เวลลี่ลี่ อิเล็คทริคอลอะไพลเอินเซส จำกัดโดยตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมยามาโตะ ต.หนองใหญ่ อ. หนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย มีเงินลงทุนรวมของโครงการ 120 ล้านหยวน จำนวนที่ดิน 3 แปลง แต่ละแปลงมีพื้นที่ 17,000ตารางเมตร รวมเป็น 51,000 ตารางเมตร มี 1 แปลงเป็นโรงงานสำเร็จรูปที่มีโรงงาน 2 ตึก พื้นที่รวมเป็น 9,500 ตารางเมตร

โครงการที่ 1 ดำเนินการงานภายในโรงงานที่มีอยู่ 2 ตึก สร้างสายการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดเล็กแบบทำความเย็น 2 สาย รวมถึงเครื่องทำน้ำแข็ง เครื่องทำสมุทตี้ เครื่องละลายหิมะ เครื่องไอศกรีม เครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ยอดการผลิตสูงสดอยู่ที่ 800,000 หน่วยต่อปี ในปัจจุบันนี้ สายการผลิตแรกทำเสร็จแล้วและได้ทำการผลิตเสร็จแล้วคาดว่าจะเริ่มการผลิตจำนวนมากอย่างเป็นทางการในปลายเดือนมกราคม และ สายการผลิตที่ 2 จะเริ่มก่อสร้างและดำเนินการทำการทดลองการผลิตในปี พ.ศ. 2568

โครงการที่ 2 มีแผนจะสร้างโรงงาน 2 ตึกทีที่ดินอีก 2 แปลง พื้นที่รวมประมาณ20,000 ตารางเมตร โดยโรงงานมี 1 ตึกจะใช้มาทำผลิตผลิตภัณฑ์เตาอบไมโครเวฟจำนวนการผลิต 3 สาย เป็นสายการผลิตติดตั้งประกอบและสายการผลิตทำแผ่นโลหะและสเปรย์ โดยมียอดการผลิตสูงสุดที่ 2 ล้านเครื่อง/ปี ปัจจุบันโครงการที่ 2 ได้เริ่มต้นแล้ว และกำลังดำเนินการก่อสร้างโรงงานคาดว่าสายการผลิตเตาอบไมโครเวฟของโครงการที่ 2 จะสามารถทำการทดลองการผลิตได้ภายในสิ้นปี 2568 อีก 1 ตึกจะใช้เป็นโครงการสำรองและใช้ในการผลิตเครื่องซักผ้า ตู้เย็นขนาดเล็กสำหรับรถยนต์บรรทุก ชักโครกอัจฉริยะ และอาคารโรงงานประเภทอื่นๆ

บริษัทกวางตุ้ง เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส จำกัด ทางบริษัทได้บุกเบิก และ สร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านเรื่องราวมากว่า 40 ปีอย่างเข้มแข็งเริ่มต้นจากการผลิตเครื่องซักผ้าถังเดี่ยว และ บริษัทได้พัฒนาเติบโตเป็นองค์กรด้านการวิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก โดยเป็นเจ้าของเตาอบไมโครเวฟ เครื่องชักผ้า เตาอบ เครื่องอบผ้าเครื่องทำน้ำน้ำแข็ง เครื่องทำไอศกรีม ตู้แช่เบียร์ ตู้เย็นขนาดเล็ก สำหรับรถยนต์บรรทุก ตู้เก็บข้าวสาร ฯลฯ มีสาขาจำหน่าย 16แห่ง และ มีศูนย์บริการหลังการขายทางออนไลน์มากกว่า 3,000แห่งในจีน เครือข่ายการขายระหว่างประเทศครอบคลุมถึงยุโรป อเมริกา อเมริกาใต้ เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา ฯลฯ และ ภูมิภาคอื่น ๆ ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนกลายเป็นกลุ่มขนาดใหญ่

นอกจากนี้มีสาขาขนาดเล็กกว้างขวางของบริษัทได้อยู่ประจำในตลาด และ สร้างความมั่นคงภายในประเทศ และ ต่างประเทศ เรามีประสบการณ์มากกว่า 45 ปีในการผลิตเครื่องชักผ้า โดยมีกำลังการผลิตเครื่องซักผ้า 2 ล้านเครื่องต่อปี เตาไมโครเวฟ 12 ล้านเครื่องต่อปี และ เครื่องทำความเย็น 3 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งจะมียอดค่าการผลิตเกิน 4พันล้านหยวนในปี 2024 บริษัท กวางตุ้ง เวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส จำกัดผ่านมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ IS09001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม iso14001และ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผ่านระบบการรับรอง 3C ในเวลาเดียวกัน บริษัทได้ผ่านการรับรองที่เชื่อถือได้ระดับนานาชาติมากกว่าสิบ รายการ เช่น CE, GS, EMC, EMF, ROHS, ETL, CETL และ FCC

ด้านนายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของบริษัทเวลลี่ อิเล็คทริคอล อะไพลเอินเซส (ไทยแลนด์) จำกัด ที่เปิดโครงการที่ 1 ในสายการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดเล็กแบบทำความเย็น จังหวัดชลบุรีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย สามารถเชื่อมต่อด้านคมนาคมได้หลายเส้นทางทั้งไทยและการส่งออกไปยังต่างประเทศเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และมีศักยภาพในหลายๆ ด้าน ตนเองรู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีกลุ่มนักธุรกิจสัญชาติจีน ที่เลือกพื้นที่จังหวัดชลบุรีเป็นฐานการผลิต