“ผู้การติ๊บ”ประสานเมียนมาแล้วแต่ยังไร้เงา“หยาง เจ๋อ ฉี” นายแบบจีน

แม่สอด- ยังไร้เงา “หยาง เจ๋อ ฉี” นายแบบจีน   หลัง “ผู้การติ๊บ”  ผบ. ฉก.ราชมนู ประสานเพื่อนบ้านแล้ว แต่ยังไม่เจอตัว

จากกรณีที่ ทนายความ ของนายหยาง ไห่ เทา พ่อของนายหยาง เจ๋อ ฉี นายแบบชาวจีน  ไปยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ช่วยเร่งรัดติดตามตัวลูกชาย หลังถูกรับเชิญมาถ่ายภาพภาพยนตร์ที่ไทย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ธํนวาคม 2567  ที่ผ่านมา ก่อนขาดการติดต่อไป

โดย พ่อของ หยาง เจ๋อ ฉี กังวลว่า ลูกชายอาจจะมีชะตากรรมซ้ำรอย  “ซิงซิง” ดาราจีนที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจาก นายหยาง เจ๋อ ฉี มีข้อมูลโลเคชั่นส่งให้แฟนสาวและเพื่อนในกลุ่มพบว่า พิกัดไปอยู่แถว อ.พบพระ ,อ.แม่สอด จ.ตาก แต่ไม่รู้ว่าข้าแม่น้ำไปชายแดนแล้วหรือไม่ ส่วนในโซเชียลก็ยังไม่มีการอัปเดตข้อมูลใดๆ

ล่าสุด ทาง พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ “ผู้การติ๊บ” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ซึ่งดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 5 อำเภอชายแดน จังหวัดตาก(แม่สอด-ท่าสองยาง-พบพระ-อุ้มผาง-แม่ระมาด)  ฉก.ราชมนู  กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า ได้มีการประสานไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแล้ว แต่ล่าสุดยังหาตัวไม่พบ

ไทยตอนบนหนาวอีก อุณหภูมิลด 1-2 องศาใต้ฝนฟ้าคะนอง คลื่นลมแรง

ไทยตอนบนสภาพอากาศยังคงหนาวต่อเนื่อง อุณหภูมิลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส ยอดดอยหนาวจัด มีน้ำค้างแข็งบางแห่ง  ภาคใต้ยังคงมีฝนตกทะเลคลื่นลมแรง

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน ยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส

โดยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศเย็นในตอนเช้า สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง และระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากอากาศแห้งและลมแรง

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาชายฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 18 ม.ค. 68

สภาวะอากาศที่มีผลต่อการสะสมฝุ่นละอองในระยะนี้: การระบายของอากาศอยู่ในเกณฑ์ “ปานกลาง” และลมที่พัดปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลงในบางพื้นที่ ส่งผลให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ

ตอนบนของภาค : อากาศหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า
ตอนล่างของภาค : อากาศเย็นถึงหนาว และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1–2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 9-17 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 2-8 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาว กับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 9-16 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 26-30 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 4-10 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

อากาศเย็นในตอนเช้า กับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)

ตอนบนของภาคมีอากาศเย็นในตอนเช้า กับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส
โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 19-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)

มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร
บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม….

“ผู้การติ๊บ”ปรับแผนวางกำลังทหารฉก.ราชมนูเพิ่มความเข้มข้นตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา

แม่สอด- “ผู้การติ๊บ” ปรับแผนวางกำลัง ทหาร ฉก.ราชมนู   เพิ่มความเข้มข้น ตลอดแนวชายแดนป้องกัน ปราบปราม การกระทำผิด การลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ การขนแรงงานเถื่อน – ป้องกันปราบปรามยาเสพติด

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ “ผู้การติ๊บ” ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ซึ่งดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 5 อำเภอชายแดน จังหวัดตาก(แม่สอด-ท่าสองยาง-พบพระ-อุ้มผาง-แม่ระมาด)  ฉก.ราชมนู  เดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา 

ทั้งนี้ได้กำชับเพิ่มความเข้มข้น ในการปฎิบัติการ นำกำลังทหาร ฉก.ราชมนู ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกปฎิบัติการเข้มข้นลงพื้นที่ตลอดแนวชายแดนป้องกัน ปราบปราม การกระทำผิด การลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ การขนแนรงงานเถื่อน – ป้องกันปราบปรามยาเสพติด พร้อมวิเคราะห์ภัยคุกคาม ปรับการวางกำลัง บรูณาการทำงานร่วม ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เพื่อสกัดกันการกระทำผิดกฏหมายในพื้นแนวชายแดน

ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า  พ่อของ “หยาง เจ๋อ ฉี” นายแบบจีน ชื่อดัง ได้เดินทางมาพบกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)   เพื่อร้องเรียนขอให้ทาง ผบ.ตร. ช่วยติดตามตัวลูกชาย หลังเดินทางมาประเทศไทย และได้หายไปเกือบเดือน หวั่นซ้ำรอย “ซิงซิง” นักแสดงซีรีส์ชาวจีน  ซึ่งจากการตรวจสอบพบพิกัดโลเคชั่น เบาะแสสุดท้ายโผล่ เดินทางมาแถวๆชายแดน ที่ อ.พบพระ และ อ.แม่สอด จ.ตาก

เกษตรกรโคราชฝ่าฝืนกม.ลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าว-หญ้าริมถนนก่อมลพิษพุ่ง

นครราชสีมา – ชาวนาโคราชไม่สนกฎหมาย ยังคงลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าวและหญ้าริมถนน ทำมลพิษทางอากาศพุ่งสูงต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ยังคงพบว่ามีชาวนาลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าว และซากพืชผลทางการเกษตรหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว โดยล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ พบการลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าวกลางทุ่งนา บริเวณบ้านวังหิน ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยไฟได้ลุกไหม้ตอซังข้าวทำให้เกิดกลุ่มควันไฟจำนวนมากลอยขึ้นบนท้องฟ้าปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบกับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

อีกทั้งยังพบว่าที่บริเวณทุ่งนาในเขตพื้นที่ตำบลบิง อำเภอโนนสูง ยังพบมีการลักลอบจุดไหฟเผาตอซังข้าว ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5พุ่งสูง

แม้ที่ผ่านมาทางจังหวัดนครราชสีมา จะมีการประกาศ แจ้งเตือนเกษตรกร และรณรงค์ให้ชาวนาในพื้นที่หยุดการเผาตอซัง เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมกับมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เอาผิดกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าวแล้วก็ตาม แต่ยังพบการลักลอบเผาตอซังข้าวอย่างต่อเนื่อง.

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

นายกฯล่องใต้เยือนนราธิวาสเปิดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ดึงเทคโนฯมาใช้ทำให้ขั้นตอนเร็วขึ้น

เราจะเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็น ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรฐกิจและสังคม เป็นข้อความบางช่วงบางตอน จากคำแถลงนโยบายของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้ “มีอยู่ มีกิน มีใช้” จังหวัดนราธิวาส ตามคำเชิญของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประชาชน-ลูกหนี้ กยศ. เข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จังหวัดนราธิวาส ว่า เมื่อเวลา 12.20 น. ที่ผ่านมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้ “มีอยู่ มีกิน มีใช้” โดย กระทรวงยุติธรรม ตามคำเชิญของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ณ ลานพิกุล มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส และพบปะนักศึกษาและผู้ปกครอง ที่เข้าร่วมงานฯ กว่า 2,000 คน โดยมี นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน (ศอ.บต.), ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, แม่ทัพภาคที่ 4, อธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม, อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, หัวหน้าหน่วยราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้, องค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้, คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ร่วมให้การต้อนรับ โดยมีการถ่ายทอดสัญญาณสดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ของกรมประชาสัมพันธ์ ด้วย ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้ “มีอยู่ มีกิน มีใช้” จังหวัดนราธิวาส แล้ว ยังมีกำหนดการร่วมกันในการตรวจติดตามความก้าวหน้าด้านการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กิจกรรมพบปะผู้นำศาสนา และนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา ในช่วงบ่ายด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงานมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้ “มีอยู่ มีกิน มีใช้” โดยกระทรวงยุติธรรม จังหวัดนราธิวาส ในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การนำของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดย กรมบังคับคดี และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมกันเชิญชวนลูกหนี้ กยศ. เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดย ลูกหนี้ กยศ. ที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ คือ การปลดภาระผู้ค้ำประกัน, ขยายการผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 15 ปี ชำระเสร็จตามสัญญาลดเบี้ยปรับร้อยละ 100 ดอกเบี้ยร้อยละ 1 เบี้ยปรับร้อยละ 0.5 ส่วนกรณีผู้กู้ยืมที่ถูกบังคับคดี กยศ. จะงดการบังคับคดี และผู้ค้ำประกันถูกบังคับคดี กยศ. จะถอนการบังคับคดี และจากผลการดำเนินงานภาพรวมในปี 2567 ลูกหนี้ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้เข้าร่วมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 33,123 ราย ทำให้งานมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยลูกหนี้ฯ สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน, หนี้ กยศ. และเป็นการระงับข้อพิพาททางเลือกได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งช่วยยุติปัญหาได้โดย ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาล และเพื่อให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระเงินคืนกองทุนได้อย่างต่อเนื่องจนหมด

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ในนามของรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้ ในวันนี้ ถือเป็นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน ตามนโยบายเร่งด่วน ข้อแรกที่รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจซึ่งจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตน้อยกว่าศักยภาพที่มีอยู่จริง อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นทุกที เราจะเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็น ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอฝากไปยังท่านเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหารือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องว่าจะทำอย่างไร ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้ โดยไม่ต้องเดินทางมายังจังหวัด อาจจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือ AI เขามาช่วย หรือมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมากที่สุด เป็นหน่วยรับเรื่องเพื่อปรับโครงสร้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ได้ อีกทั้ง จะได้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการที่จะนำไปปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนประเภทอื่น ๆ เช่น กลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้เช่นกัน”

ทางด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน (ศอ.บต.) กล่าวว่า ในนามข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดมหกรรมไกล่เกลี่ย ช่วยเหลือลูกหนี้ “มีอยู่ มีกิน มีใช้” ซึ่งกระทรวงยุติธรรม โดยกรมบังคับคดี และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ ศอ.บต. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ปัจจุบันปัญหาหนี้ครัวเรือน ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชน ทั้งที่เป็นหนี้ในระบบและนอกระบบ นักศึกษาเรียนจบมายังไม่มีงานทำก็มีหนี้ติดตัวแล้ว หลายคนรายได้ไม่พอกับรายจ่าย รวมไปถึงผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ สำหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ถือเป็นหนี้ลำดับต้นๆ ของพื้นที่ที่เข้าสู่กระบวนการบังคับคดี และทรัพย์โดยส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาขายทอดตลาดนั้นเป็นทรัพย์ของผู้ค้ำประกัน สะท้อนให้เห็นถึงข้อพิพาททางแพ่งที่เป็นปัญหาของพื้นที่

การจัดมหกรรมในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เปิดโอกาสให้ลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ที่ยังไม่ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ ได้มาไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้แล้วจะส่งผลให้สัญญาเป็นไปตามกฎหมายใหม่ คำนวณอัตราดอกเบี้ยใหม่ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี ขยายระยะเวลาผ่อนชำระเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจะพักแขวนไว้ ไม่เอามารวมในสัญญาเป็นทุนทรัพย์ จะคำนวนเฉพาะดอกเบี้ยและเงินต้นคงเหลือ ถ้าผ่อนหมดเบี้ยปรับที่พักแขวนเอาไว้จะยกให้ ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากสัญญากู้ยืม รวมถึงลูกหนี้ที่เคยชำระหนี้มาก่อนทั้งตรงตามงวดหรือผิดนัดชำระหนี้ ก็จะนำยอดหนี้ทั้งหมดมาคำนวณใหม่คำนวณย้อนหลังให้ โดยคำนวณเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับจากเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี ลดเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการไกล่เกลี่ยปรับโครงสร้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมากในการแก้ไขโครงสร้างหนี้ ลดภาระรายจ่าย ทำให้ประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประชาชน มีอยู่ มีกิน มีใช้ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล“ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน (ศอ.บต.) กล่าว

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

เจ๊หล่านขนมเข่งโบราณต้นตำหรับเบตงยอดขายพุ่งรับเทศกาลตรุษจีน

ยะลา – ขนมเข่งเจ๊หลาน กว่า 55 ปีจากรุ่นสู่รุ่น ขนมเข่งสูตรโบราณเมืองเบตง ชาวมาเลเซียติดใจในรสชาติข้าวเหนียวไทย เพราะหอม นิ่ม อร่อย ออเดอร์กว่า 4,000 กก.เร่งส่งให้ทันออเดอร์ สวนกระแสของแพง ขนมเข่งยอดสั่งยังพุ่งรับเทศกาลตรุษจีนทำแทบไม่ทัน

ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นช่วงเทศกาลที่หลายคนเริ่มเตรียมตัวเตรียมเงินซื้อของเตรียมไหว้ตรุษจีนกันแล้ว โดยเฉพาะขนมเข่งซึ่งเป็นขนมไหว้เจ้าในเทศกาลสำคัญที่อยู่คู่กับพี่น้องชาวจีนมาช้านาน แม่ค้าที่ทำขนมเข่งขายในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ต่างเร่งทำขนมเข่งเพื่อส่งให้ทันออเดอร์แทบไม่ทัน โดยเฉพาะที่บ้านเลขที่ 27 ถนนวีระพันธ์ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ของนางสุนันท์ จ้องศิรินุรักษ์ อายุ 75 ปี เจ้าของร้าน เจ๊หลานขนมเข่งสูตรโบราณ กับลูกหลาน และบรรดาลูกน้อง ต่างเร่งผลิตขนมเข่งสูตรโบราณ ที่ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น กว่า 55 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณยาย รุ่นคุณแม่ ด้วยการโม่แป้งจากข้าวเหนียวโดยเฉพาะข้าวเหนียวดำที่สั่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานีและอุดรธานี และต้องเป็นข้าวเหนียวที่เก็บใหม่ เพราะจะมีกลิ่นหอม และเป็นเจ้าแรกของอำเภอเบตงที่ทำขนมเข่งจากข้าวเหนียวดำที่สั่งมาจากภาคอีสาน โดยเริ่มจากที่ทำกินเองในครอบครัวในช่วงวันตรุษจีน

ทำให้ชาวบ้านเห็นและได้ชิมจนชาวบ้านในเบตงต่างบอกว่าให้ทำมาส่งขาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำขนมเข่ง ข้าวเหนียวดำ โดยนำข้าวเหนียวที่ผสมกับน้ำตาลแล้วนำใส่ในกระป๋องที่ห่อใบตองไว้ ก่อนนำไปนึ่งด้วยกระทะใบบัว ซึ่งต้องใช้เวลานานร่วม 18 ชั่วโมงและต้องใช้ไฟพอดี ไม่แรง ไม่อ่อนจนเกินไป เพราะ จะทำให้มีรสชาติที่หอมหวาน หอมใบตอง แป้งโม่เอง ทำมือเองทั้งหมดทุกขั้นตอน โดยขนมเข่งที่ผลิตขายเป็นขนมแข่งแบบพื้นเมืองเบตง สูตรโบราณ ที่จะมีจุดเด่น คือ มีลักษณะเป็นเข่งใหญ่เท่ากระป๋องนม เนื้อแน่น ไม่มีไส้ มีเพียงแป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ

นางสุนันท์ จ้องศิรินุรักษ์ เจ้าของร้าน ขนมเข่งเจ๊หลาน บอกว่า ทุกวันนี้ จำหน่ายขนมเข่ง 2 ชนิดแบบข้าวเหนียวขาว กก.ละ 160 บาท และข้าวเหนียวดำ กก.ละ 185 บาท ถึงแม้ราคาวัตถุดิบจะปรับราคาขึ้นไปก็ตามแต่ยังคงขายในราคาเดิม เพื่อให้คนได้ทานของอร่อยในวันตรุษจีนโดยปีนี้มียอดออเดอร์สั่งมาจากมาเลเซียและคนในพื้นที่กว่า 4,000 กก.

สำหรับวันตรุษจีนในปี 2568 ตรงกับวันพุธที่ 29 มกราคม 2568 และต่อเนื่องไปอีกรวม 3 วัน และมีวันความสำคัญที่แตกต่างกัน คือ วันจ่ายจะตรงกับวันที่ 27 มกราคม 2568 และวันจ่าย คือ วันสิ้นปี เป็นวันที่จะต้องออกไปจับจ่ายซื้อของ อาหาร ผลไม้ หรือของสำหรับเตรียมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และสำหรับทำอาหารกินในครอบครัว ถือเป็นวันแรกในการเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่

นอกจากนี้วันไหว้ตรุษจีนปีนี้ ตรงกับวันที่ 28 มกราคม 2568  วันไหว้ หรือวันไหว้ตรุษจีน 2568 คือ วันที่ญาติจะต้องมารวมตัวกันเพื่อเริ่มทำพิธีไหว้บรรพบุรุษในช่วงกลางวัน ส่วนในช่วงกลางคืนจะเป็นการไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ เพื่อเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ให้กับตนเองและครอบครัวและวันเที่ยว ตรงกับวันที่ 29 มกราคม 2568 คือวันเที่ยวเป็นวันที่คนในครอบครัวจะพากันออกไปขอพรจากญาติผู้ใหญ่หรือออกไปท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่จะแต่งกายโดยสีสันสดใส เสื้อผ้าใหม่ที่สวยงาม อีกทั้งยังมีการมอบอั่งเปาและแต๊ะเอียในวันนี้อีกด้วย

วันตรุษจีนถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากจะได้เฉลิมฉลองร่วมกันกับคนในครอบครัวแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่จะได้ไหว้บรรพบุรุษ เทพเจ้า รวมถึงขอพรผู้ใหญ่เพื่อเสริมสิริมงคลก่อนเริ่มต้นปีใหม่อีกด้วย

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

ตรุษจีนปีนี้!ชาวสวนกระอักเลือด ทุเรียนส่งออกจีนไม่ได้ เสียหายพันล้านบาท

ตรุษจีน กระอักเลือด ผู้ประกอบการ-ชาวสวนทุเรียน ส่งออกไม่ได้ เสียหายนับพันล้านบาท จีนตั้งมาตรการโหด ต้องมีใบรับรองผลตรวจสาร “Basic Yellow 2” ส่วนไทย ยังไม่มีเครื่องมือตรวจวัด วอนรัฐบาลรีบดำเนินการ ก่อนเกษตรกรย่อยยับหมดตัว

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2568 จากการที่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีน ได้ตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารของทุเรียนไทย ที่นำเข้าประเทศจีน พบปัญหาการใช้สารย้อมสีชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “Basic Yellow 2” ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ ลักษณะเป็นผงสีเหลืองใช้ในการย้อมผ้า กระดาษ หนัง และสีทาบ้าน

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B และทางการจีน กำหนดให้ทุเรียนทุกล๊อต ที่ส่งออกจากไทยไปจีน ต้องแนบผลวิเคราะห์ Basic Yellow 2 และผลต้องไม่พบสารดังกล่าว และก่อนการออกต้องมีใบ PC หรือใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบตรวจสารแคตเมียม และใบ test report ของสาร Basic Yellow 2 กำกับไปกับการส่งออกทุเรียนทุกครั้ง

จากกรณีดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกทั้งรายเล็กรายใหญ่ที่มีอยู่มากกว่า 1,000 แห่ง และชาวสวนทุเรียนในจังหวัดชุมพรอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ อำเภอทุ่งตะโก และ อำเภอหลังสวน ซึ่งเป็นตลาดกลางศูนย์กลางรับซื้อส่งออกผลไม้ภาคใต้

ปรากฏว่าการซื้อขายทุเรียนเป็นไปด้วยความเงียบเหงา จากเดิมที่คึกคัก และผู้ประกอบการล้งส่วนใหญ่ก็ปิดกิจการไม่รับซื้อชั่วคราว เนื่องจากจีนกำหนดให้มีการตรวจวัด test report ของสาร Basic Yellow 2 เพื่อออกใบรับรองกำกับไปกับการส่งออกทุเรียน ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ล่าสุดที่ประเทศจีนประกาศบังคับใช้ เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา

ขณะที่จากประเทศไทยยังไม่มีเครื่องตรวจวัดดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการส่งออก ต้องส่งผลผลิตทุเรียนไปตรวจที่ด่านตรวจของจีน ทำให้ต้องเสียเวลารอคิวนานหลายวัน เพราะแต่ละวันจะมีทุเรียนส่งออกประมาณ 100-200 ตู้ ส่งผลให้ทุเรียนสุกงอม น้ำหนักลด เสื่อมคุณภาพ ราคาตกลงมาก บางรายก็ตรวจพบสารดังกล่าว จึงต้องถูกตีกลับ บางรายรอคิวนานหลายวันไม่ไหว ต้องนำกลับมาแกะเนื้อขาย ก่อนที่ผลผลิตเสียหายมาก

ด้าน น.ส.นฐมล ฤทธิประดิษฐ์โชค ผู้ประกอบการส่งออกล้ง LCY กล่าวว่าทุเรียนทีกำลังออกสู่ตลาดช่วงนี้เป็นผลผลิตนอกฤดูกาล ที่ชาวสวนหวังว่าจะขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้ ซี่งมีราคาสูงกิโลกรัมละกว่า 200 บาท แต่หลังเกิดเหตุการณ์นี้ ทั้งผู้ประกอบการส่งออกและเจ้าของสวนทุเรียนเครียดกันทั้งหมด

ในส่วนของล้ง ตนได้จองซื้อทุเรียนจากชาวสวนไว้แล้วซึ่งต้องวางเงินมัดจะสวนละ 15 % ตอนนี้ได้วางเงินมัดจำให้กับชาวสวนทุเรียนไปแล้วหลายแห่ง รวมเป็นเงินประมาณ 24 ล้านบาท และทุเรียนจะครบกำหนดตัดแล้ว ทำให้เครียดมาก เพราะถ้าตัดแล้วก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน เพราะต้องไปเข้าคิวรอการตรวจของด่านทางการจีนนานหลายวัน

ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพลดลง ราคาก็จะตกลงด้วย และหากตรวจไม่ผ่านจะถูกตีกลับต้องเสียหายขาดทุนตู้ละประมาณ 5 ล้านบาท เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถออกใบรับรองการตรวจสาร Basic Yellow 2 ที่ประเทศจีนเพิ่งจะกำหนดบังคับใช้ล่าสุดนี้ได้เลย

น.ส.นฐมล กล่าวว่าจึงขอให้ทางรัฐบาลไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบไปเจรจากับประเทศจีน หรือให้ประเทศจีนส่งเครื่องตรวจสารดังกล่าวเข้ามาใช้ในประเทศไทยเพื่อเกิดความรวดเร็ว เพราะประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือดังกล่าว ทางการจีนก็ควรจะส่งเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการส่งออก ตอนนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งผู้ประกอบการ ชาวสวน และแรงงานอีกจำนวนมาก เฉพาะล้งของตนก็ใช้แรงงานมากกว่า 80 คนแล้ว

ขณะที่ นายสันต์ ฉิมหาด ผู้ประกอบการทุเรียนส่งออก กล่าวว่าในส่วนของตนได้ส่งทุเรียนออกไปประเทศจีนจำนวน 7 ตู้ ตอนนี้ได้ตีกลับมาทั้งหมดเนื่องจากไม่สามารถรอคิวได้นานหลายวัน เพราะทางฝ่ายจีนจะไม่สุ่มตรวจ แต่จะตรวจทุกตู้คอนเทรนเนอร์ที่ส่งออก ทำให้ล้าช้ามากใช้เวลารอนานหลายวัน จึงต้องตีกลับมาเพื่อแกะเนื้อขาย แม้จะขาดทุนก็ยอม ดีกว่ารอแล้วให้ผลผลิตเสียหาย

ทำให้ตนขาดทุนไปแล้วขณะนี้ตู้ละประมาณ 3 ล้านบาท รวม 7 ตู้ ก็ประมาณ 21 ล้านบาท คาดว่า จะมีทุเรียนต้องตีกลับจากมาตรการนี้ของประเทศจีนมากถึง 100-200 ตู้ ซึ่งแต่ละตู้จะบรรจุทุเรียนประมาณ 18,000 กิโลกรัม ดังนั้นทั้งผู้ประกอบการและชาวสวนจะได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายนับพันล้านบาทเลยทีเดียว

นายสันต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทุเรียนที่ตนได้ไปจองและวางมัดจำไว้แล้ว ซึ่งก็มีอยู่จำนวนมากทั้งในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.นครศรีธรรมราช ตอนนี้ได้เวลาตัดแล้ว ถ้าไม่ตัดก็จะจะสุกงอมและร่วง ตนจึงต้องไปพูดคุยเจรจากับเจ้าของสวนที่วางเงินมัดจำไว้ว่า ขอให้ลดราคาลงมาเพื่อพบกันครึ่งทาง

เพราะมิฉะนั้นเราก็จะเจ็บด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จากที่วางมัดจำไว้และทำสัญญาจะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 210 บาท ก็ลดลงมาเหลือ 160 บาท ซึ่งตนก็ได้นำมาประกาศขายหน้าล้งในราคากิโลกรัมละ 80 บาทเท่านั้น ซึ่งแม่ค้าส่วนใหญ่ที่มารับซื้อก็จะนำไปแกะเนื้อขาย

ขณะที่บางส่วนก็ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยเจรจากันอยู่ เพราะตอนนี้ไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากทางประเทศไทยยังไม่มีเครื่องตรวจออกใบรับรองสาร Basic Yellow 2 ตามที่ประเทศจีนเพิ่งจะกำหนดมาบังคับใช้ ซี่งทราบว่าประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจากต่างประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบเจราจากับประเทศจีนเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเร็ว

ด้าน น.ส.พรเพ็ญ จินาห้อง อายุ 49 ปี เจ้าของสวนทุเรียน กล่าวว่าทุเรียนตนมีอยู่เกือบ 10 ไร่ ตอนนี้ผู้ประกอบการส่งออกได้วางเงินมัดจำรับซื้อไว้แล้ว ซึ่งทุเรียนก็ครบกำหนดตัดแล้ว แต่ผู้ประกอบการก็ยังยืดเวลาออกไปอีก จึงทำให้ทุเรียนเริ่มจะสุกและร่วงหล่นแล้ว ซึ่งตนก็ยังไม่มีรู้จะทำอย่างไร ตนตั้งใจที่จะทำทุเรียนออกนอกฤดูกาล หวังจะขายได้ราคาสูงในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ แต่ก็มาเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ทำให้ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้โดยเร็ว

ระทึก!เพลิงไหม้อู่ซ่อมรถกลางเมืองครบุรีลามบ้านข้างเคียงเสียหายครึ่งหลัง

นครราชสีมา–ระทึก!เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักคนงานในอู่ซ่อมรถยนต์ ภายในเขตเทศบาลตำบลแชะ อ.ครบุรี เสียหายทั้งหลัง ขณะที่บ้านติดกันเสียหายเกือบครึ่งหลัง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิ

พ.ต.ท.เหรียญ บุญลา รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.ครบุรี ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 19.24 น.ของวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้อู่ช่างตุ๋น ซึ่งเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ เลขที่ 442 หมู่ที่ 3 ภายในเขตเทศบาลตำบลแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา จึงประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิพุทธธรรม ฮุก 31 นครราชสีมา จุดครบุรี และรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลแชะกับตำบลข้างเคียง เข้าร่วมระงับเหตุ โดยเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณบ้านพักคนงานของอู่ซ่อมรถ ซึ่งเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้อยู่ติดกับอาคารใช้ซ่อมรถยนต์และเก็บชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้การแล้ว เสียหายไปทั้งหลัง 

แต่อาคารซ่อมรถได้รับความเสียหายเล็กน้อย ในขณะที่บ้านที่อยู่ติดกัน ก็ถูกเพลิงไหม้บริเวณหลังบ้านเสียหายเกือบครึ่งหลัง  ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นาย และรถดับเพลิงเกือบ 10 คัน เข้าฉีดน้ำระงับเพลิงที่กำลังลุกไหม้  โดยมีนายพีรวัฒน์  ธีระวัฒนา นายอำเภอครบุรี เข้าบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง ซึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะคนงานของอู่ซ่อมรถไม่ได้อยู่ในบ้านช่วงเกิดเหตุ ส่วนครอบครัวของบ้านที่อยู่ติดกันก็เดินทางไปงานศพ

จากการสอบถาม นายศุภกร ลาภกระโทก อายุ 38 ปี ลูกชายของเจ้าของอู่ซ่อมรถดังกล่าว บอกว่า บ้านที่ถูกเพลิงไหม้เป็นบ้านพักคนงาน จะมีคนงานพักอาศัยอยู่ 1 คน ส่วนอาคารที่อยู่ติดกันเป็นจุดใช้ซ่อมรถลูกค้า และเก็บอะไหล่เก่าๆ เอาไว้บ้าง แต่ไม่ได้มีเครื่องจักรสำคัญมากนัก  และบ้านพักคนงานในตอนนั้นก็ไม่มีคนอยู่ จึงยังไม่รู้สาเหตุการเกิดเพลิงไหม้

ส่วนความเสียหายตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้  ซึ่งหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ครบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าทำการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ลมพัดแรงไฟป่าชลบุรีขยายวงกว้างเพลิงโหมไหม้ลามเข้าใกล้สำนักสงฆ์

ไฟป่าชลบุรี ลามเป็นวงกว้าง เพลิงโหมเข้าใกล้สำนักสงฆ์ ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทว่ายังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

เกิดเหตุเพลิงไหม้ป่าบริเวณแนวเขาในพื้นที่หมู่ 4 ต.โป่ง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี  ตั้งแต่เวลา 21.30 น.ของวันที่ 15 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยไฟลุกลามเป็นวงกว้างและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง และเข้ามาใกล้สำนักสงฆ์ ที่ตั้งอยู่บริเวณดังกล่าว

ขณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมประสานรถดับเพลิงเข้าสกัดต้นเพลิงเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสำนักสงฆ์ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ

ด้านลูกศิษย์และชาวบ้าน ได้ช่วยกันกวาดใบไม้ ใบหญ้า พร้อมทำแนวกันไฟรอบสำนักสงฆ์ เพื่อป้องกันไฟลุกลาม ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังปฏิบัติงานอย่างเต็มที่เพื่อคลายความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ไฟไหม้อยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนประชาชน จึงไม่มีความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง อย่างไรก็ตามกลุ่มควันไฟที่เกิดขึ้น ได้สร้างผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าไฟป่าในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกปี

แต่ปีนี้มาเร็วกว่าที่คาดไว้ ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์

นายกฯขู่ลงดาบเกษตรกรดื้อเผาพืชไร่ จ่อลดเงินช่วยเหลือ หวังลดฝุ่น PM 2.5

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ อิ๊งค์ สั่งแก้ PM 2.5 ให้กระทรวงเกษตรฯ ลดการช่วยเหลือเกษตรกรหากเผาพืชไร่ กำชับกระทรวงมหาดไทยจดบันทึกผู้ที่เผาในแต่ละที่ว่าเป็นใคร จำนวนเท่าไหร่

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เป็นประธานว่า นายกฯ เร่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาตรการ เนื่องจากในปีนี้ค่าฝุ่น PM 2.5 มาเร็วกว่าปกติ ซึ่งจากการติดตามพบว่าสาเหตุมาจากเกษตรกรเร่งเผา เนื่องจากอากาศหนาวมากกว่าปกติ โดยแนะนำว่าให้เสนอบทลงโทษ เช่น ลดค่าช่วยเหลือเกษตรกรที่เคยได้รับต่อไร่ ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยรับนโยบาย กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอำเภอ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่ในสัปดาห์หน้า

และจดบันทึกผู้ที่เผาในแต่ละที่ว่าเป็นใคร จำนวนเท่าไหร่ เพื่อลดจำนวนมลพิษ PM 2.5 เป็นแผนระยะสั้น ส่วนระยะยาวจะพูดคุยกับต่างประเทศ ซึ่งกระทรวง ทส. และกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งว่าพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพื่อออกมาตรการร่วมกัน เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีมาตรการ work from home ประกาศหยุดเรียนหรือทำงานหรือไม่ นายจิรายุกล่าวว่า ยังไม่มีการพูดถึง มีเพียงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพูดไว้คร่าวๆ ว่าอาจจะมีการให้ work from home ซึ่งลมจากทางภาคเหนือจะมาในช่วงปลายเดือน ม.ค. ซึ่งจะส่งผลใน กทม. และปริมณฑล