นทท.แห่ปักหลักนอนกางเต็นท์บนภูสิงห์โต้ลมหนาวรอชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า

อำนาจเจริญ-นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นภูสิงห์สัมผัสอากาศหนาวเย็นกว่า 5 องศาเซลเซียส ปักหลักนอนกางเต็นท์พักแรมเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้าและลับขอบฟ้าที่สวยงาม พ่อเมืองมั่นใจให้ความปลอดภัยเต็มร้อย

เมื่อวันที่ 12 มกราคม  2568  สื่อข่าวรายงานว่า ที่วนอุทยาน ภูสิงห์ภูผาผึ้ง ตำบลสร้างนกทาอำเภอเมือง  จังหวัดอำนาจเจริญ อุณหภูมิเช้านี้วัดได้ บนยอดภูสิงห์ 5 องศาเซลเซียส มีประชาชน และนักท่องเที่ยว เดินทางไปท่องเที่ยว และปักหลัก กางเต็นท์ พักแรมกันเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางลมหนาว ตลอดทั้งคืน เพื่อรอ ชุมแสงพระอาทิตย์ ขึ้นในตอนเช้า อย่างสวยงาม ต่างพากัน บันทึกภาพ และ ไลฟ์สด ทาง facebook กันเป็นจำนวนมาก ทุกคนที่มาท่องเที่ยว ต่าง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

ดีกว่าไปท่องเที่ยว ที่ไกลๆ เพราะที่จังหวัดอำนาจเจริญ ก็มีแหล่งท่องเที่ยว ที่อุณหภูมิ ต่ำ ถึง 5 องศา เซลเซียส เช่นกันกับจังหวัดอื่นๆ แถมบนยอดภู ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นอย่างดี ตลอดจน ห้องสุขาที่ สะอาด ระดับ 5 ดาว อีกด้วย ซึ่งวันนี้เป็นวันที่อุณหภูมิลดลงต่ำมาก วัดได้เช้านี้ 5 องศาเซลเซียส น้ำไฟสะดวกสบาย ที่สำคัญ การรักษาความปลอดภัย สุดยอด ที่จอดรถ ก็ปลอดภัย

นางสาวชนิกา เมืองพิณ  ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ อำเภอเลิงนกทา  จ.ยโสธร กล่าวว่า   ตน และทีมงานมาเที่ยว ที่ภูสิงห์-ภูผาผึ้งแห่งนี้เป็นครั้งแรก   ตนรู้สึกประทับใจมาก อุณหภูมิก็เหมาะสมอย่างยิ่ง พื้นราบก็มีอุณหภูมิ13 องศาเซลเซียสข้างบนยอดภูก็มีอุณหภูมิประมาณ 5 -6 องศาเซลเซียส น่าท่องเที่ยวมาก การที่พวกตนมา รวมกลุ่มกันนอนกางเต็นท์ พักแรมที่นี่ รู้สึกว่า มีความปลอดภัยดีมาก ทางเจ้าหน้าที่  ได้เฝ้าเวรยามตลอดทั้งคืน 2-3 ชั่วโมง ก็มาตรวจสอบความเรียบร้อยครั้งหนึ่ง ว่าเราเรียบร้อยดีไหมมีอะไรให้ช่วยเหลือ ห้องน้ำห้องส้วมก็สะอาดสะอ้านดีมาก สามารถอาบน้ำอาบท่าได้อย่างสบาย

“ตนจึงอยากจะฝากถึง ประชาชนที่อยู่ใกล้ใกล้ละแวกนี้ ไม่ต้องไปเที่ยว ที่ไหนไกลๆถึงเชียงใหม่หรอก มาที่อำนาจเจริญ ก็พบบรรยากาศ หนาวเช่นกันกับต่างจังหวัด ที่เขามีอากาศ หนาวๆ ตนและทีมงาน หมู่คณะขึ้นมาพักแรมนอนกางเต็นท์ ในวันนี้รู้สึก ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่ทราบข่าว ให้มาสัมผัสกับอากาศหนาว มาถ่ายภาพชมทะเลหมอกที่จังหวัดอำนาจเจริญ บนยอดภูสิงห์ ภูผาผึ้ง ซึ่งอยู่ไปไกลจากตัวจังหวัดอำนาจเจริญเลยค่ะที่มานอนพักได้ชมทั้งพระอาทิตย์ขึ้น และชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามทางด้านผาชื่นวารินอันงวดงามอีกด้วย”

ทางด้านนายณรงค์  เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า เช้า นี้วัดได้ทางบนยอดภู 5-6 องศาเซลเชียส์แล้วก็ข้างล่าง 13องศาและก็มีนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวมากที่บนภูสิงห์เรามีมาตรการในรักษาความปลอดภัยในช่วงหน้าหนาวและช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาก็เรียบร้อยเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทางฝ่ายปกครองเองทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองเจ้าหน้าที่อุทยานเองก็ได้ให้การอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวทุกคนนะเป็นอย่างดีครับ รวมทั้งมีการดูแลสถานที่พักแรมแบบปลอดภัย มีเต้นให้เช่าความปลอดภัยในเรื่องของการเดินทางการจราจร การนอนพักนะครับเพราะฉะนั้นก็ขอให้นักท่องเที่ยวทุกท่านนะครับที่จะมาเที่ยวที่จังหวัดอำนาจเจริญได้สบายใจได้ในเรื่องนี้นะครับว่าเรามีการดูแลการกำหนดมาตรการในการดูแลความปลอดภัยอย่างดีนะครับ

ดังนั้นเชิญชวนทุกท่านนะครับให้มาเยี่ยมชมบนยอดภูสิงห์ มาสัมผัสกับอากาศหนาวไม่ว่าจะมาชมวิว บนยอดภูอันสวยงาม ชมพระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้าที่สวยงาม เดินเที่ยวชม ทัศนียภาพ อันสวยงาม ชมแสงทองของพระอาทิตย์ ที่กระจายเต็มท้องฟ้า สะท้อนกับขอบฟ้าอันงดงาม ซึ่งบรรยากาศวันนี้เอง ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆ หมอกมาบดบัง พระอาทิตย์ ขึ้นสู่ขอบฟ้า สวยงามมากครับ นอกจากนี้ที่จังหวัดอำนาจเจริญเรายังมีสินค้า OTOP วางจำหน่าย ในตัวเมือง และตามอำเภอต่างๆ สามารถซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝาก กลับบ้านได้เลยนะครับ

ภาพ-ข่าว/นายทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าว ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ  

ปลาหมอคางดำ เมนูอาหารหลากหลายต้องเร่งพัฒนา อย่ามัวแต่เดินจงกลมหาคนผิด

หลายวันที่ผ่านมา เห็นในหน้าสื่อนำเสนอการลงพื้นที่สำรวจปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนของหน่วยงานรัฐเป็นปกติ แต่ประเด็นที่นำเสนอก็ยังหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว การดำเนินงานของรัฐ และการเอาผิดกับบริษัทที่นำเข้าปลามา (ว่ากันตามข้อเท็จจริง 11 บริษัทที่ลักลอบนำเข้า-ส่งออกปลาหมอคางดำก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆเพราะเชื่อสนิทว่ากรอกเอกสารผิดพลาด) วนเวียนแบบนี้ปัญหาการแพร่ระบาดไม่ได้รับการแก้ไขแน่นอน

พิจารณากันตามข้อเท็จจริง ถ้าเดินตามหลักวิชาการที่กรมประมงว่าไว้หลักๆ 5-6 ข้อ จับให้มากและเร็วที่สุด ใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพ ปล่อยปลาผู้ล่า ใช้เทคโนโลยีในการระบุแหล่งที่ปลาชุกชุม ให้ความรู้ความเข้าใจในการกำจัดกับชุมชนอย่างถูกต้อง และนำนวัตกรรมเหนี่ยวนำโครโมโซมทำให้ปลาเป็นหมัน น่าจะเป็นหนทางที่ประสบความสำเร็จได้ในปี 2570 ตามเป้าหมายของกรมฯ แต่วันนี้เดินหน้าได้เพียง 2 ข้อเท่านั้น ก็บอกว่าปลากลับมาระบาดหนักอีก หากพบเห็นชุมชนปลาต้องแจ้งประมงในพื้นที่ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ยินดีรับฟังปัญหาและพร้อมเข้าภายใต้วาระแห่งชาติที่มีแผนปฏิบัติงานวางไว้แล้ว

ลองมองปลาหมอคางดำในฐานะอาหารของมนุษย์ นักวิชาการที่ศึกษาข้อมูลด้านอาหารและสุขภาพก็ยืนยัน นั่งยัน หลายสำนักว่ามีโปรตีนและคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างจากปลาทั่วไป มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่อาจจะมีก้างเยอะกว่าปลาชนิดอื่น แต่รับประทานได้ปกติ การพัฒนาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ ทั้งนักวิชาการอาหารกรมประมง ก็คิดค้นหลากหลายเมนูเพื่อสนับสนุนครัวเรือนและชุมชนให้นำไปทำเป็นมื้ออาหารหรือไปสร้างรายได้หลายรายการ

เช่น ข้าวเกรียบ ปั้นขลิบ น้ำยา ไส้อั่ว ทอดมัน ฉู่ฉี่ ปลาร้า หรือ น้ำปลาร้า รวมถึงสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีการพัฒนาน้ำพริก น้ำปลาร้าหมัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาต่อยอดอาหารอื่นๆ หรือนวัตกรรมที่จะทำให้ระยะเวลาในการหมักปลาร้าสั้นลงไม่ต้องนานเป็นปีเช่นที่ผ่านมา แต่ยังคงรสชาติความอร่อย กลิ่นและคุณค่าทางอาหารได้อย่างดี เหล่านี้ล้วนส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การนำไปสร้างเป็นเมนูอาหารที่หลากหลาย นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรสนับสนุนให้มากขึ้นเพราะเป็นการสร้างความต้องการปลาหมอคางดำสูงขึ้น และยังเป็นแรงจูงใจให้กับชุมชนและคนจับปลาหันไปกวาดล้างปลาหมอคางดำให้มากขึ้นตามลำดับจากราคาที่จะปรับสูงขึ้นตามความต้องการ  

ส่วนที่กล่าวกันว่าขณะนี้ราคาปลาหมอคางดำราคาตกเหลือกิโลกรัมละ 3-4 บาท ไม่คุ้มกับต้นทุนจับปลา เพราะไม่มีคนรับซื้อหลังรัฐบาลงบประมาณหมดที่เคยรับซื้อ15 บาทต่อกิโลกรัมก็ทำไม่ได้อีกต่อไป ที่ได้อ่านพบข้อมูล คือ มีคนรับซื้อกิโลกรัมละ 10 บาท ไปบดเป็นอาหารปูและปลา ก็ควรลองศึกษาว่าตรงไหนรับซื้อราคาสูง ชุมชนก็ลงแขกจับปลาไปขายแบ่งผลประโยชน์กันตามเหมาะสม หรือจะจับเป็นอาหารในครัวเรือน หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ก็มีคนที่สำเร็จมาแล้ว ทั้งน้ำปลา น้ำปลาร้า ปลาแดดเดียว ที่มีมูลค่าเพิ่มถึงกิโลกรัมละ 70-80 บาท

ล่าสุดกรมประมง เตรียมทำเรื่องของบประมาณอีก 60 ล้านบาท มาสนับสนุนการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แนวทางของรัฐ ตลอดจนการร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อนำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปพัฒนาสร้างรายได้ เช่น กรมราชทัณฑ์ ในการนำไปผลิตเป็นน้ำปลา และเป็นอาหารให้กับผู้ต้องขัง  

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังรอผลการพิสูจน์ความชัดเจน คือ DNA ของปลา เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนหรือผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมยืนยันความถูกต้องของ DNA ของปลาหมอคางดำที่บริษัทเอกชนนำเข้ากับปลาหมอคางดำที่พบแพร่ระบาดในไทยมาจากแหล่งเดียวกัน แต่เป็นเพียงการตีความของแต่ละฝ่าย ซึ่งในเรื่องนี้ต้องอาศัยการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมีความแม่นยำในการยืนยันแหล่งที่มาของปลาหมอคางดำ และกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม และจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและความกังวลที่เกิดขึ้นในสังคม

ต่างคนต่างมุมมอง ที่สำคัญขณะนี้มีการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรฟ้องร้องบริษัทเอกชนที่นำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นอยู่ระหว่างการรอผลการพิจารณาของศาลแพ่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 21 มกราคมนี้ ดังนั้นเรื่องใครผิดใครถูกควรอดใจให้เป็นการพิจารณาและตัดสินของศาล สิ่งที่คนไทยทุกคนทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือ ช่วยกันจับปลา หรือพบก็แจ้งกรมประมง ให้มาดำเนินการต่อ จับมาแล้วก็อย่าไปปล่อยที่อื่น ปลากินได้ ขายได้ ทำประโยชน์ได้ ก็ทำตามคำแนะนำเพื่อร่วมช่วยกันลดปริมาณปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อปลาน้อยลงชะลอการแพร่ระบาด เพื่อเดินหน้าตามขั้นตอนของรัฐให้ถึงปลายทาง คือ เหนี่ยวนำโครโมโซมปลาให้เป็นหมันเพื่อหยุดการแพร่พันธุ์ในที่สุด ดีกว่ามาเดินจงกลมด้วยเดิมๆ แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

โดย…สินี ศรพระราม นักวิชาการอิสระ

ขาดสภาพคล่อง แบงก์เมินปล่อยเงินกู้ “SMEs”จ่อทยอยปิดกิจการ

บรรดาผู้ประกอบการ“SMEs”วิงวอนรัฐเร่งช่วยเหลือให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนก่อนทยอยปิดตัว “SMEs สงขลา”ระบุสาเหตุหลักธุรกิจไปไม่ถึงฝั่งมาจากปัจจัยนักท่องเที่ยวเปลี่ยน จากนักท่องเที่ยวกรุงเทพฯ จังหวัดใกล้เคียงหาย ต่างชาติสิงคโปร์ มาเลเซียหดตัว ขอเติมเงิน 30,000 ล้านบาท แนะทางออกเคสบายเคส รัฐหนุนเงินบัตรสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ 10,000 บาท ให้ไปทาง  SMEs  ผู้ประกอบการสามารถประคองไปได้

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการ SMEs ร้านสังฆภัณฑ์จำหน่ายธูปเทียน ฯลฯ ย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า สภาพธุรกิจเศรษฐกิจการค้าในกลุ่ม SME เฉพาะหาดใหญ่สงขลา ยังอยู่ในอาการที่ค่อนข้างไม่ดี  โดยสภาพมีอาการมาก่อนสถานการณ์โควิด 19 และอาการหนักเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด 19

“เฉพาะในส่วนร้านสังฆภัณฑ์ขนาดใหญ่มีประมาณ 10 ร้าน ร้านขนาดเล็กขนาดไม่ต่ำกว่า 100 ร้าน”

และภายหลังสถานการณ์โควิด19 คลี่คลายลงก็ยังพบกับสภาพที่ไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะ SMEs หาดใหญ่สงขลา จะประกอบด้วยปัจจัยสำคัญสำหรับ SMEs หาดใหญ่ คือภาคธุรกิจการท่องเที่ยวหาดใหญ่สงขลา นักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไป แต่เดิมจะมีนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพ ฯ และจังหวัดใกล้เคียงจะเข้ามามา ท่องเที่ยว  ช๊อปดื่ม กิน กันมากตั้งแต่กลางวันถึงเที่ยงคืนที่กระจัดกระจาย ตั้งแต่สาย  3 ถนนนิพัทธ์อุทิศ ถนนเสน่ห์หานุสรณ์ ถนนประชาธิปัตย์  แต่ทุกวันนี้จะซบเซาไปแทบหมด จะยกเว้นแต่นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย แต่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากรัฐใกล้เคียง เช่น รัฐเคดาห์ ปะลิส กลันตัน ส่วนนักท่องเที่ยวจากประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย จะหดตัวมาก

แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมอีก จะเห็นได้ว่าห้องพักโรงแรมที่ปิดตัวเมื่อคราวสถานการณ์โควิด 19 ก็ยังไม่เปิดให้บริการไม่ต่ำกว่าประมาณ 3,500 ห้อง จากจำนวน 23 โรงแรม ทั้งขนาดใหญ่กลางเล็กจากห้องพักทุกประเภทไม่ต่ำกว่า 40,000 ห้อง

จากสภาพที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบการค้ากับร้านค้าย่านกลางใจศูนย์กลางเศรษฐกิจเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะร้านประเภท สังฆภัณฑ์ บางร้านทำยอดขายได้ประมาณ 150 บาท / วัน และบางร้านทำยอดขายได้ประมาณ 350 บาท / วัน แต่มีต้นทุน ฯลฯ ประมาณ 2,500 บาท / วัน

แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า แนวทางออกเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือ SMEs รัฐบาลควรหามาตรการให้ SMEs  เข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้สามารถพยุงในการประกอบอาชีพให้เดินต่อไปได้   รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง สถาบันการเงิน อำนวยความสะดวกในขั้นตอน เงื่อนไขให้เข้าถึง ซึ่งขณะนี้อยู่ในอาการที่จะต้องเสริมสภาพคล่องไม่ต่ำกว่า 60 % 

“โดยให้พิจารณาไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะ SMEs รายเก่า ๆ ก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้  หรือแม้ว่า SMEs ที่ยังไม่มีศักยภาพคืนชำระเงินต้น แลตมีความสารถชำระดอกเบี้ยได้ สถาบันการเงิน รัฐบาลก็ยังมีรายได้จากดอกเบี้ย จะดีกว่าที่ปล่อยให้ SMEs ปิดกิจการไป ความสำคัญทั้งหมดให้อยู่ได้คือแหล่งเงินกู้ เพื่อเสริมสภาพคล่อง”

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า รัฐบาล กระทรวงการคลัง สามารถดำเนินการปล่อยสินเชื่อได้สำหรับ จ.สงขลาประมาณ 30,000 ล้านจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยสินเชื้อแต่ละรายไม่เกิน 1 ล้านบาท เพราะบางรายต้อกงารเพียงประมาณ 300,000 และบางราย 500,000 บาท โดยพิจารณาประกอบการจริง

“ที่ผ่าน SMEs จำนวนไม่น้อย ที่ไม่มีความสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงได้หันไปเอาเงินทุนนอกระบบเข้ามาหมุนบริหารจัดการธุรกิจร้านค้า  SMEs เองก็ยอมรับว่าสถาบันการเงินก็ย่อมต้องเข้มงวดในการปล่อยเชื่อ เพราะวิตกว่าเมื่อให้เงินไปแล้วจะมีศักยภาพชำระคืนเงินได้หรือไม่” แหล่งข่าว ระบุ และว่า

แต่ก็ยังมีสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้สำหรับผู้มีบัตรเครดิต เช่น บัตรเครดิตในวงเงิน 30,000 บาท จะให้กู้ 30,000 บาท วงเงิน 100,000 บาท จะให้กู้ 100,000 บาท  โดยมีระยะคืนเงินต้น 3 เดือน 6 เดือน และ 10 เดือน ดอกเบี้ยร้อยละ 0.74 และ 0.69 / เดือน

แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า SMEs  เมื่อได้เงินทุนมาก็จะได้ซื้อสินค้าจาก ยี่ป๊วก็จะได้ซื้อสินค้าจากโรงาน โรงงานก็จะขับเคลื่อนไปได้ และ SMEs ก็จะได้กระจายสินค้าได้ครบทุกตัวเพื่อบริการผู้บริโภค

“เกี่ยวกับนโยบายสนับสนุน  SMEs  ผมเองได้สอบถามไปยังทางธนาคาร SMEs ได้รับคำตอบว่ายังไม่มีนโยบายในการปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ต้องรอก่อน”

นายกร สุริยพันธุ์ ประธานสมาพันธ์ SMEs ไทยจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการ SMEs มีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจนต่อการลงทุนและในส่วนสนับสนุน SMEs กับเงิน Soft Loan นำมาเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการค้า โดยจากภาพรวมแล้ว SMEs ยังอ่อนตัวมากไม่ได้มีการลงทุนต่อยอดกันแต่อย่างใด

“การค้าซื้อมาขายไปสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้ขยายตัว ซึ่งในปี 2567 นี้ ต่างพูดกันว่าเพียงเสมอตัวก็ดีแล้วคือการมียอดขายเท่ากับปีที่แล้ว 2566 ก็ถือว่าอยู่ในเกฑ์ดี เพราะกำลังซื้อที่ลดลง เงินสดในกระป๋าไม่มี”

นายกร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นที่ทาง  SMEs ที่กังวลและนำเสนอต่อรัฐบาล คือหาแนวทางเรื่องค่าครองชีพที่เห็นควรที่จะต้องลดลง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพลังงาน ส่วนมาตรการที่จะปรับอัตราค่าแรง 400 บาท ก็จะส่งผลกระทบตอราคาสินค้าที่จะต้องปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมขนาดไซซ์ L ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้จะพอไปได้ ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงานมากจะประสบปัญหา แต่ที่ประเภทมีทุนสายป่านยาวก็พอไปได้แต่สายป่านสั้นก็จะอยู่ไม่ได้

นายกร กล่าวอีกว่า สมาคม SMEs ไทยจังหวัดสงขลา เห็นด้วยที่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ได้เรียกร้องถึงรัฐบาลเรื่อง Soft Loan  ประมาณ 30,000 ล้าน จะเป็นการเติมเงินเข้ามาในจังหวัดอัดฉีดเข้าระบบ  SMEs ซึ่ง  SMEs  จ.สงขลา ตามข้อมูลของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ขึ้นทะเบียนไว้มีอยู่ 70,000 ราย  การเงินก็จะเกิดการหมุนเวียนได้คล่องตัว

“ในส่วนประเด็นเรื่อง NPL ก็ต้องมีการดำเนินการพิจารณาหาทางออกให้กับทุกฝ่ายเช่นเดียวกัน”

นายกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น  จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะ  SMEs มีขนาดที่ต่างกันจึงเคสบายเคส ภาพรวม  SMEs  ซึ่งจะสามารถมาสนับสนุนเสริมสภาพคล่องได้ หากมีการหมุนเงินซื้อขายลงตัวเข้ารอบและเป็นไปตามภาวะของธุรกิจการค้าที่จะเดินไปได้

นายกวิศพงษ์ กล่าวว่า โจทก์ทางธุรกิจการค้า ถ้าบอกว่า  SMEs ฝืดเคือง ธุรกิจการค้าขายไม่มีผลกำไร คือทางรัฐ รัฐบาลจะต้องหาวิธีและมีวิธีการที่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้อยู่ได้ เช่น เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐร และเงินที่รัฐบาลช่วยเหลือ 10,000 บาท และตลอดจนโครงการอื่น ๆ   โดยหันมาสนับสนุนให้กับ  SMEs  เงินก็จะเข้าสู่ผู้ประกอบการ  SMEs ซึ่งจะส่งให้ผู้ประกอบการไม่ฝืดเคือง.

นายวิทยา แซ่ลิ่ม อดีตผู้ก่อตั้งสมาคมมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา และผู้ประกอบการนำเที่ยวชาวไทย และมาเลเซีย เปิดเผยว่า จากกาทำงานภาคสนามสัมผัสกับนักท่องเที่ยวมาตลอดกว่า 40 ปี สำหรับคนในพื้นที่มีกำลังซื้อที่ไม่ดี ส่วนนักท่องเที่ยชาวต่างชาติที่เป็นหลัก คือชาวมาเลเซีย ที่เข้ามาท่องเที่ยวก็มีกำลังซื้อลดลง แต่เดินจะมีค่าใช่จ่าย 5,000 – 6,000 บาท / คน แต่มาในขณะนี้จะเหลือประมาณ 4,000 บาท / คน อีกทั้งเงินเหรียญริงกิตอ่อนค่าเหลือกว่า 7 บาท / ริงกิต และนักท่องเที่ยวจะมีมากในระยะสัปดาห์มีอยู่แค่ 2 วัน

“ในการจับจ่าย เน ซื้อสินค้าพฤติกรรมก็เปลี่ยน โดยจะหันไปซื้อตามโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ”  

นายวิทยา ยังกล่าวอีกว่า และนักท่องเที่ยวจะประหยัดกันมากแม้กระทั้งจะเข้าไปนั่งรับประทานอาหารตามภัตตาคาร ก็ยังยุติกันมาก โดยจะหันไปรับประทานอาหารตามร้านปกติ และร้านอาหารริมถนนและ SME ที่อ่อนตัวลง คือเมืองในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่เอง ได้ขยายตัวออกรอบนอกที่กว้างขึ้น ร้านค้า SMEs ก็ขยายตัวตาม  ร้าน SMEs เดิมที่ส่วนแบ่งการตลาดที่เคยขายได้ 100 % การตลาดก็ต้องถูกแบ่งไป รายได้ก็ไม่คงเดิม ประกอบกับร้านเอสเอ็มอี 1. ค่าเช่าพื้นที่ราคาสูง 2. แรงงานราคาสูง 3. ต้นทุนผลิตภัณฑ์ก็ราคาปรับตัวสูงขึ้น  ฯลฯ ประกอบกับเงินกระเป๋าผู้บริโภคอ่อนตัวมาก

ริมโขงหนาวยะเยือก ต่ำสุดรอบปี 9 องศา ปลุกท่องเที่ยวสองฝั่งไทย-ลาวคึกคัก

นครพนม หนาวยะเยือก อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ 9 องศาเซลเซียส ริมฝั่งโขงไทย-ลาว ประชาชน นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสอากาศหนาวเย็นและชมความสวยงามธรรมชาติคึกคัก

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพอากาศ ที่ จ.นครพนมช่วงเช้าวันนี้ ยังคงหนาวเย็น มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ 9 องศาเซลเซียส ถือว่าต่ำสุดในรอบปี บางพื้นที่มีหมอกปกคลุม โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ ริมฝั่งแม่น้ำโขง 4 อำเภอ มี อ.บ้านแพง อ.ท่าอุเทน อ.เมืองนครพนม และ อ.ธาตุพนม ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวมากที่สุด อีกทั้งมีลมกระโชกแรง คาดว่าจะหนาวเย็นต่อเนื่องอีกสัปดาห์ ทั้งนี้ ทางจังหวัดนครพนม ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ ดูแลสุขภาพ เตรียมพร้อมเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ป้องกันการเจ็บป่วย

ขณะเดียวกันหลังสภาพอากาศหนาวเย็น ได้ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวทางธรรมชาติริมฝั่งน้ำโขง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม มีประชาชน นักท่องเที่ยว ออกมาสัมผัสอากาศหนาว เดิน วิ่ง ออกกำลังกาย ชื่นชมธรรมชาติความสวยงาม สองฝั่งโขงไทย-ลาว มากขึ้น ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว

เน้นใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้การเกษตรรับมือการเผา ลดฝุ่นละออง PM2.5

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงต้นปีประเทศไทยมักจะประสบปัญหาฝุ่นละออง และหมอกวัน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง อากาศแห้งและเย็น ประกอบการกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ ที่ก่อให้เกิดควัน ซึ่งกิจกรรมภาคการเกษตรก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการดำเนินงานภายใต้การรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 เพื่อเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการจัดการทั้งในระดับพื้นที่และในระดับการส่งเสริมการเกษตรเพื่อช่วยลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ดังนี้

1) มาตรการสร้างความตระหนักรู้และป้องปราม จัดทำฐานข้อมูล โดยรวบรวมข้อมูลพื้นที่การเพาะปลูกพืชที่เสี่ยงต่อการเผา (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย) และข้อมูลเกษตรกรในแต่ละจังหวัดเพื่อวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ที่เสี่ยงการเผา และใช้เทคโนโลยีโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและจุดความร้อนเพื่อติดตามและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเผาไหม้ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

2) มาตรการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า พร้อมสนับสนุนการแปรรูปเศษวัสดุ โดยจัดเตรียมข้อมูลและความร่วมมือกับโรงงานแปรรูปวัสดุเหลือใช้เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุมาขายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า

3) มาตรการปรับลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนหรือพืชมูลค่าสูง ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชจากพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ข้าว อ้อย มาเป็นพืชหมุนเวียนหรือพืชมูลค่าสูง เช่น ถั่ว หรือพืชผักเพื่อให้การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทำได้ง่ายขึ้น

4) มาตรการไม่เผาเรารับซื้อ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลิกเผา โดยการให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกรที่ไม่เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยการสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตหรือการจัดการเศษวัสดุในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5) มาตรการไฟจำเป็น ควบคุมและบริหารจัดการการเผา ในการขออนุญาติเผาตามความจำเป็น ตามข้อกำหนดและมาตรการของแต่ละจังหวัด เช่น การกำจัดศัตรูพืช หรือการจัดการวัสดุทางการเกษตรก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีการใช้ระบบ “Burn Check” หรือช่องทางกระบวนการอื่นๆ ตามมาตรการของจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขออนุญาตการเผาอย่างถูกต้อง

และ 6) การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ ใช้สื่อชุมชนสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุอย่างถูกวิธี เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพจากเศษวัสดุ 

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่ทำการเพราะปลูกรายชนิดของพืชเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผา ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน พร้อมข้อมูลเกษตรกรแยกรายจังหวัด เพื่อนำไปสู่การวางแผนการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรการบริการจัดการพื้นที่เกษตรที่เสี่ยงการเผาไหม้ เพื่อจัดทำระบบปฏิบัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงรายจังหวัด อำเภอ และตำบล ตามรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนในแต่ละจังหวัด

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถลดจุด Hotspot จากการเผาในพื้นที่เกษตรรายพืช ปี 2568 ได้แก่ ข้าว ลดลง 30%  ข้าวโพด ลดลง 10% และอ้อย ลดลง 15% ส่วนการลดจุด Hotspot รายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (17 จังหวัด) ลดลง 30% จาก 4,550 จุด เหลือ 3,185 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 20% จาก 9,928 จุด เหลือ 7,942 จุด ภาคตะวันตก ลดลง 15% จาก 1,608 จุด เหลือ 1,367 จุด ภาคกลาง ลดลง 10% จาก 2,032 จุด เหลือ 1,829 จุด ภาคตะวันออก ลดลง 10% จาก 2,052 จุด เหลือ 1,847 จุด ภาคใต้ ลดลง 10% จาก 1,017 จุด เหลือ 915 จุด โดยเกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ไปใช้ประโยชน์

เช่น การทำปุ๋ยหรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า และเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนและพืชมูลค่าสูงในพื้นที่เกษตรกรรม สร้างรายได้ให้เกษตรกรนำไปสู่การไม่เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างถูกต้องได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน 

ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายเว็บพนัน “Badboy69”เงินหมุน 10 ล้านต่อเดือน

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.5 ได้ดำเนินการสืบสวนพบว่าเว็บไซต์ “Badboy69” เป็นเว็บไซต์ที่มีการลักลอบจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ มอมเมาประชาชนและเยาวชนอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย จึงได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 จนสามารถขอศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิด อันประกอบด้วยผู้ทำหน้าที่แอดมิน กลุ่มบัญชีม้า และคนกดเงินสด ซึ่งทั้งหมดส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา จึงได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลจังหวัดสงขลาเข้าทำการตรวจค้น จำนวน 2 จุดเป้าหมาย คือ จุดสถานที่ทำหน้าที่แอดมินของเว็บพนัน และจุดที่พักของคนถอนเงิน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ ผกก.3 บก.สอท.5, พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ มีอยู่ รอง ผกก.3 บก.สอท.5 และ พร้อมชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5 ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ “Badboy69” จำนวน 6 ราย ซึ่งทำหน้าที่แอดมิน,ผู้เปิดบัญชี รวมถึงผู้ทำหน้าที่กดเงิน

ผลการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม 1. จุดแอดมินซึ่งเป็นห้องพักในอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบนางสาวสุภารัตน์ฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี พร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และบัญชีธนาคารที่ใช้ในการรับฝาก-ถอน จากเว็บพนันดังกล่าว สอบถามให้การว่าตนเองถูกว่าจ้างให้ทำหน้าที่แอดมินของเว็บพนันดังกล่าว ได้ค่าจ้างเดือนละประมาณ 20,000 – 30,000 บาท โดยใช้ที่พักของตนเองเป็นสถานที่ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์

2. ตรวจค้นจับกุมนายอภิสิทธิ์ฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ที่หน้าอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เช่นเดียวกัน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ฯ ทำหน้าที่คนถอนเงินตามตู้เอทีเอ็มต่างๆและนำเงินไปวางตามจุดที่ถูกว่าจ้าง โดยได้ค้าจ้าง 30,000 – 40,000 บาทต่อเดือน 

นอกจากนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกจำนวน  4 ราย ซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าให้กับกลุ่มเครือข่ายเว็บพนันดังกล่าว โดยสามารถจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล และสมุทรปราการ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสบคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” นำส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี และตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้รับผลประโยชน์ เพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายกฯชื่นชมเด็กเก่งด้อยโอกาสให้กำลังใจอย่าท้อแท้ในการดำรงชีวิต

นายกรัฐมนตรีชื่นชมเด็กเก่งเด็กมีความสามารถขอให้พัฒนาตัวเองต่อไปอย่าหยุดพัฒนา และให้กำลังใจอย่าท้อแท้ในการดำรงชีวิต ยืนยันรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2568 ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับน้องๆผู้พิการและน้องๆผู้ด้อยโอกาส ทั้งเด็กเก่งและมีความสามารถ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1.เด็กชายภูผา มะเปลี่ยนสี 2.เด็กหญิงศันสนีย์ ดวงบุตร 3.เด็กชายธวัฒชัย นาคส่องแสง  4.เด็กชายนพดล ประชุม 5.เด็กหญิงฉัตรสุดา พุ่มดอกไม้  6.นางสาวภัทรานิษฐ์ จัยวัฒน์ 7.นางสาวพิมพาพร กว้านสกุล 8.นายภากร ตีนทอง  9.เด็กหญิงนิธิศา สุขบินทรีย์ และ 10.เด็กชายนนทกร ท่านำ 

ทั้งนี้ น้องๆได้นั่งเก้าอี้ทำงานนายกรัฐมนตรี และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับนายกรัฐมนตรีเพื่อสร้างแรงบันดานใจ สำหรับบรรยากาศการนั่งเก้าอี้ทำงานของนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างอบอุ่น 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมเด็กเก่งเด็กมีความสามารถขอให้พัฒนาตัวเองต่อไป อย่าหยุดพัฒนา และให้กำลังใจว่า ขอให้เด็กและเยาวชนอย่าท้อแท้ มีกำลังใจในการดำรงชีวิต และดูแลตนเองให้เข้มแข็งมีกำลังใจในทุก ๆ ด้าน ยืนยันรัฐบาลมี นโยบายส่งเสริมให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ และอย่างเท่าเทียม

ผบ.ทบ.ล่องใต้เยี่ยมกำลังพลปฎิบัติภารกิจชายแดนใต้-มอบของขวัญวันเด็กแห่งชาติ

ผู้บัญชาการทหารบก ลงใต้ เยี่ยม-มอบของขวัญปีใหม่ 2568 แทนคำขอบคุณจากใจ ถึงกำลังพลที่ปฎิบัติภารกิจในพื้นที่ จชต. พร้อมส่งความสุข ส่งร้อยยิ้ม มอบของขวัญวันเด็กแห่งชาติ  ณ  โรงเรียนบ้านยะบะ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 พลเอก พนา  แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาฯ ลงใต้ เดินทางตรวจเยี่ยมกำลังพล พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่กำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่  ณ  หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และ  ณ  ฐานปฏิบัติการ ชุดคุ้มครองตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมรับฟังการบรรยายสรุป ติดตามผลการปฏิบัติงาน และร่วมพบปะกำลังพล มอบของขวัญปีใหม่ เพื่อแทนคำขอบคุณเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

โดยมี พลโท ไพศาล  หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4, พลตรี วรเดช  เดชรักษา รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, พลตรี กรกฎ  ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, พลตรี เฉลิมพร  ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, คณะผู้บังคับบัญชา และส่วนราชการ ให้การต้อนรับและร่วมประชุมฯ

โอกาสนี้ พลเอก พนา  แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และคณะฯ เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านยะบะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อมอบของขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ให้กับน้อง ๆ นักเรียน ท่ามกลางการต้อนรับ จากผู้บังคับหน่วยฯ, ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านยะบะ, คณะครู บุคลากร น้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านยะบะ เพื่อสร้างความสุข สร้างร้อยยิ้ม ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวอวยพรให้เด็ก ๆ ขอให้ทุกวันเป็นวันของเด็กที่พร้อมจะเติบโตสร้างสังคมที่มีคุณภาพในอนาคต พร้อมให้โอกาสทุกคนเดินหน้าไปด้วยกัน ดั่งคำขวัญวันเด็กแห่งชาติปีนี้ “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง”

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก และคณะฯ ได้ตรวจเยี่ยม พบปะ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานหน่วย ณ กองร้อยทหารพรานที่ 4603 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 บ้านเปาะรามะ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส โดยมี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 และกำลังพลร่วมให้การต้อนรับ ก่อนจะอวยพรและมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่กำลังพลและมอบแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความมั่นคง รวมไปถึงความปลอดในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน นำไปสู่การสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป

ต่อมา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานมอบของขวัญปีใหม่ 2568 แก่ผู้แทนหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 4  ณ  สนามฟุตซอลนาควานิช ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อส่งต่อของขวัญจากใจผู้บังคับบัญชา แทนคำขอบคุณและส่งกำลังใจแก่กำลังพลทุกนายอย่างทั่วถึง

ในโอกาสนี้ พลเอก พนา  แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมและอำนวยพรในโอกาสขึ้นปีใหม่ และส่งความปรารถนาดีไปยังเพื่อนข้าราชการ ซึ่งทุกท่านได้ยึดมั่นในอุดมการณ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีหน้าที่หลักในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีความสงบสุขอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นหลักการด้วยสันติวิธี การสร้างความเข้าใจ ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงการดูแลความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข

” ในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 4 นั้น นับได้ว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ โดยได้ยึดถือและปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ในการป้องกันชายแดนของกองทัพบก ปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฎหมายบริเวณแนวชายแดน ทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ทั้งนี้ “เจ้าหน้าที่ทุกนายจึงมีความสำคัญ ซึ่งได้ทุ่มเท แรงกายแรงใจ ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดการยอมรับ เชื่อมั่นและศรัทธา ขอชื่นชมและขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริง”

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

สกายวอล์คอัยเยอร์เวงเมืองเบตงคึกคักแห่เที่ยวสัมผัสทะเลหมอก

ยะลา -นทท.แห่เที่ยวสกายวอล์คทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ขณะที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง มอบของขวัญยกเว้นค่าบริการเข้าชมสกายวอล์คทะเลหมอกอัยเยอร์เวงเนื่องในวันเด็กแห่งชาติและวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่าง เดินทางมาที่ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อชมความงดงามของทะเลหมอก ซึ่งสามารถมองเห็นหมอกขาวโพลนที่ลอยอยู่ตรงหน้า สามารถชมวิวทะเลหมอกในมุมสูง เหมือนกำลังยืนเหนือทะเลหมอกที่ปกคลุมเต็มท้องฟ้าในยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศลมเย็นสบายที่อุณหภูมิ 20-21 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวต่างถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก บันทึกความสวยงามของทะเลหมอกที่ไม่แพ้ที่อื่นๆ ของไทย และพอช่วงสายหลังจากที่หมอกเริ่มจางจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ของผืนป่าฮาลา-บาลา ทั้ง 360 องศา มีขุนเขาเขียวที่เรียงรายสลับซับซ้อน ซี่งเป็นต้นน้ำทะเลสาบเขื่อนบางลาง

นายสรธร เพชรแก้วเพชร หัวหน้าป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เปิดเผยว่า   กรมป่าไม้ ได้ประกาศยกเว้นค่าบริการ สำหรับบุคคลชาวไทยและยานพาหนะที่เข้าไปใช้บริการในป่านันทนาการ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2568 และวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ วันที่ 14 มกราคม 2568 เพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวและเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยมี ” ป่านันทนาการ” เป็นทางเลือกหนึ่งทางด้านการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว

กรมป่าไม้ จึงได้ประกาศยกเว้นค่าบริการ สำหรับบุคคลชาวไทยและยานพาหนะที่เข้าไปใช้บริการในป่านันทนาการ ในวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2568 และวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ วันที่ 14 มกราคม 2568  ในป่านันทนาการ จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ 1. ป่านันทนาการทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จ.ยะลา 2. ป่านันทนาการหินสามวาฬ จ.บึงกาฬ 3. ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จ.ปราจีนบุรี 4. ป่านันทนาการบ่อสิบสอง จ.พะเยา 5. ป่านันทนาการเขาศูนย์ จ.นครศรีธรรมราช 6. ป่านันทนาการภูผาหินบ้านมุง จ.พิษณุโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นของขวัญในวันเด็กแห่งชาติและวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ให้แก่ประชาชาชนชาวไทย โดยให้อยู่ในการควบคุม ดูแลของหัวหน้าป่าป่านทนาการ

ทั้งนี้ในวันปกติจะมีอัตราค่าบริการเข้าชมสกายวอล์คทะเลหมอกอัยเยอร์เวง นักท่องเที่ยวชาวไทย 40 บาทต่อคน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 200 บาทต่อคน   ค่าจอดยานพาหนะ แบ่งตามประเภทรถ ดังนี้ รถจักรยาน 10 บาท รถจักรยานยนต์ 20 บาท  รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 40 บาท รถยนต์บรรทุกไม่เกิน 1 ตัน(4ล้อ) 40 บาท   รถยนต์โดยสารขนาดไม่เกิน 12 ที่นั่ง  60 บาท รถยนต์โดยสารขนาดไม่เกิน 24 ที่นั่ง  100 บาท และ รถยนต์โดยสารขนาดตั้งแต่ 25 ที่นั่งขึ้นไป  150 บาท

สำหรับทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เป็นป่านันทนาการ (Recreational Forest) หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยมุ่งเน้นใช้กิจกรรมนันทนาการเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ประโยชน์ที่กรมป่าไม้จัดตั้งขึ้นอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าเบตง ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา มีจุดเด่น คือ ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จุดชมวิวทะเลหมอกที่สามารถชมทะเลหมอกได้ตลอดทั้งปี และมีสกายวอร์ก พื้นผิวกระจกใส สำหรับเดินชมทะเลหมอก สามารถชมทิวทัศน์ได้รอบทิศทางแบบ 360 องศา

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

ชาวครบุรีพลิกวิกฤติคลองลำแชะเริ่มแห้งขอดแห่จับปลาทำอาหารลดค่าครองชีพ

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:0.0000,0.0000; brp_del_sen:0.0000,0.0000; motionR: 0; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 8;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 110.60278;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 33;

นครราชสีมา –ชาวบ้านจำนวนมาก พากันออกตระเวนหาจับปลาในคลองลำแชะ ท้ายหมู่บ้านนาราก หมู่ที่ 7 ต.อรพิมพ์ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หลังชาวนาสูบน้ำทำนาปรังจนแห้งขอดเป็นช่วงๆ เพื่อนำมาประกอบอาหารลดภาระค่าใช้จ่ายและจำหน่ายสร้างรายได้เสริม

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568  ชาวบ้านจำนวนมากพากันนำอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปตระเวนหาจับปลาภายในคลองลำแชะกันอย่างคึกคัก ในบริเวณช่วงท้ายหมู่บ้านนาราก หมู่ที่ 7 ต.อรพิมพ์ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ตลอดทั้งลำคลองยาวกว่า 10 กิโลเมตร หลังจากช่วงนี้ปริมาณน้ำภายในคลองลำแชะลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง  และเริ่มแห้งขอด ซึ่งใช้วิธีการกันตาข่าย ยกยอ รวมไปถึง รื้อเอาเศษวัชพืชออก แล้วงมด้วยมือเปล่า

โดยบางช่วงที่น้ำแห้งก็จะพากันกั้นน้ำแล้วสูบหรือวิดน้ำออก  เพื่อนำปลาที่ได้ไปรับประทาน ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริมในช่วงนี้ ซึ่งปลาที่จับได้ส่วนใหญ่จะเป็นปลาขาว  ปลาช่อนและปลาไหล เป็นต้น

ขณะที่สถานการณ์น้ำภายในเขื่อนลำแชะ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของคลองลำแชะที่จะไหลลงไปรวมกับลำน้ำมูล ล่าสุด ปริมาณน้ำเก็บกัก เหลืออยู่ที่ประมาณ 146 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 53.4 ของความจุทั้งหมดที่ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทางเขื่อนฯ จะไม่มีการส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการทำนาปรัง

แต่จะมีการส่งน้ำเพื่อใช้ผลิตประปาอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ 2 รอบตามความจำเป็นเท่านั้น คือในช่วงปลายเดือนมกราคม และในช่วงต้นเดือนเมษายน

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา