ปลาหมอคางดำลดลงมากจากการเอาจริงของรัฐ

ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา กรมประมงและอีกหลายภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกันวางมาตรการต่างๆ ในการกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างรอบด้าน อาทิ การเร่งกำจัดปลาขนาดใหญ่ออกจากแหล่งน้ำ แล้วปล่อยปลานักล่าอย่าง ปลากะพงและปลาอีกงลงไปเก็บกวาดลูกปลาหมอคางดำต่อ รวมถึงมาตรการนำปลาที่จับได้มาใช้ประโยชน์ แปรรูปเป็นอาหารหลากหลายเมนู ตลอดจนโมเดลนวัตกรรมการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่เรียกว่า “สิบหยิบหนึ่ง” เป็นโมเดลช่วยเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มผลผลิตโดยควบคุมปลาหมอคางดำและบูรณาการแนวทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จนทำให้ภาพรวมของปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ผลผลิตสัตว์น้ำของเกษตรกรเพิ่มขึ้น

ประมงจังหวัดหลายแห่งพูดตรงกันถึงปริมาณปลาที่ลดลง เช่น ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ที่ระบุในจังหวัดสมุทรสาคร กำจัดปลาหมอคางดำได้แล้ว 70-80% ของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ และปริมาณปลาที่จับได้มีมากถึง กว่าล้านกิโลกรัม จนถึงวันนี้ชาวประมงจับปลาหมอคางดำได้ลดลง ขณะเดียวกันปัจจุบันยังได้เห็นฝูง “ปลากระบอก” ซึ่งเป็นสัญญาณถึงการลดลงของปลาหมอคางดำออกมายืนยันอีกด้วย

เขาเล่าว่าเมื่อจับปลาตัวใหญ่ๆ ได้แล้ว มาตรการต่อมาคือการใช้ ‘ปลาผู้ล่า’ เช่นปลากะพง ลงไปช่วยกินลูกปลาหมอคางดำต่อ เป็นการกวาดล้างทำความสะอาดอีกยกหนึ่ง นอกจากนี้ กรมประมงยังมีมาตรการ ‘4 จ.’ เจอ แจ้ง จับ และจบ ให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งพิกัดปลาหมอคางดำให้กับประชาชน ช่วยทางราชการอีกทางหนึ่ง ในอนาคตจึงจะเริ่มฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมประมง จริงอยู่ที่ธรรมชาติมันจะฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ถ้ามีมาตรการรัฐช่วยฟื้นฟูด้วยอีกแรงก็ยิ่งดี ซึ่งกรมประมงมีการหน่วยผลิตที่จะสนับสนุนพันธุ์ปลาเพื่อเติมความอุดมสมบูรณ์กลับไปอยู่แล้ว

ด้านประมงจังหวัดสมุทรสงคราม อธิบายในทิศทางเดียวกันว่า ทุกวันนี้ปลาหมอคางดำที่จับได้จำนวนลดลง และปลามีขนาดเล็กลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปลาที่เป็นพ่อแม่พันธุ์หายไปจากแหล่งน้ำ ขณะนี้ จังหวัดสมุทรสงครามจะเน้นส่งเสริมการลดจำนวนปลาในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร และส่งเสริมการนำปลามาใช้ประโยชน์และการบริโภคให้มากขึ้น เป็นแนวทางที่จะช่วยควบคุมจำนวนปลาได้ผลลัพธ์ที่ดี

ล่าสุด ที่นี่ใช้โมเดล “สิบหยิบหนึ่ง” ประสานความร่วมมือรัฐ เอกชน และเกษตรกร ในลักษณะสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการนำไปปล่อยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงเกษตรกร และจะสร้างความยั่งยืนให้ระบบโดยเมื่อเวลาผ่านไป เกษตรกรจะคืนปลานักล่าส่วนหนึ่ง ให้ประมงจังหวัดนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป นับเป็นการการบูรณาการแนวทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำอย่างเห็นได้ชัด จากคำยืนยันของเกษตรกรในพื้นที่หลายราย

นอกจากนี้ยังจัดตั้ง ‘กองทุนกากชา’ ขึ้นเพื่อช่วยให้เกษตรกร ยืมกากชาฟรี เพื่อนำไปใช้กำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตอย่างเต็มที่ เรียกว่าเดินหน้าเต็มกำลังในการจัดการปริมาณปลาหมอคางดำ ผ่านการจัดมาตรการทุกรูปแบบ รวมถึงแปรรูปเป็นน้ำปลา ตลอดจนเมนูอื่นๆอีกมาก เป็นการจัดการปลาหมอคางดำอย่างครบวงจรและยั่งยืน ซึ่งในปี 2568 นี้ ประมงจังหวัดทุกแห่งที่พบปลาหมอคางดำ จะยังคงเดินหน้าดำเนินกิจกรรมกำจัดปลานี้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ปลาหมอคางดำลดลงมากจากการเอาจริงของรัฐเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดเพี้ยน แต่เหนืออื่นใดคือความร่วมมือร่วมใจของภาคเอกชน และตัวเกษตรกรเอง ที่ทุ่มเทเอาใจใส่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของตน ตลอดจนชาวบ้านที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ขอเพียงอย่ามีคนใจร้ายหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลักลอบนำปลาข้ามไปปล่อยในแหล่งน้ำอื่นๆ อีก ก็จะทำให้มาตรการรัฐสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ธรรมชาติก็จะสร้างสมดุลได้เร็วขึ้นด้วย

โดย… ปิยะ นทีสุดา

ตร.เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เอาผิดอีก 3-4 รายเอี่ยวยิง รอง สวป.สายไหม ดับ

ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกับ “ช่างสันต์” มือปืนโหดพฤติกรรมสุดเหี้ยมรัว 15 นัดยิง รอง สวป. สน.สายไหม เสียชีวิต

กรณี ร.ต.ท.บรรรัง เกษาพร อายุ 57 ปี รอง สวป. สน.สายไหม ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจเดินเท้า ถูกนายอรรณพ ศรีสืบ หรือช่างสันต์ อายุ 41 ปี ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ใช้อาวุธปืน ขนาด 9 มม. กระหน่ำยิง 15 นัด เสียชีวิตขณะเข้าระงับเหตุทะเลาะวิวาท เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านตัดผมชาย “สุชิน” เชิงสะพานเฉลิมพงศ์ ถนนเฉลิมพงศ์ แขวงและเขตสายไหม กทม. ใกล้ รพ.สายไหม เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่เกิดเหตุ เตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิด

ล่าสุดที่ สน.สายไหม เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 ม.ค. 68 พ.ต.ท. สราวุธ บุตรดี รอง ผกก. (สอบสวน) สน.สายไหม กล่าวถึงคดีดังกล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้จับกุมมือปืนได้ นำมาดำเนินคดีแล้ว นอกจากนี้ยังควบคุม น.ส.รุ่งนภา เตจะติ อายุ 44 ปี ภรรยาผู้ต้องหา ทราบภายหลังเป็นผู้เก็บอาวุธที่ก่อเหตุ อ้างว่ากลัวสามีนำปืนไปก่อเหตุซ้ำ และชายอีก 3 คน ฝ่ายผู้ต้องหาที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบสวน อ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนปล่อยตัวทั้ง 4 คนไป เนื่องจากยังมีหลักฐานไม่เพียงพอเอาผิด ทั้ง 4 คน จะมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายงานสืบสวนเพิ่มเติมของฝ่ายสืบสวน สน.สายไหม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือช่วยในการสนับสนุนการกระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 รังสรรค์ สอนสิงห์ ผกก.สน.สายไหม สั่งการให้ฝ่ายสอบสวนเร่งดำเนินการดำเนินคดีผู้ร่วมกระทำความผิด คาดว่าภายในอาทิตย์หน้า ทุกอย่างจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ส่วนคู่กรณีผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างด้าว ขณะนี้ฝ่ายสืบสวน สน.สายไหม พบชายชาวต่างด้าวดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นเป็นชาวเมียนมาทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทในพื้นที่สายไหม จะมีการประสานเจ้าของบริษัทพาชายชาวเมียนมาดังกล่าวเข้าให้ปากคำต่อไป

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ดิษยเดช ยิ้มแย้ม รอง ผกก.สส.สน.สายไหม สั่งการให้ ร.ต.อ.กิตติกานต์ สินประกอบ รอง สว.สส.สน.สายไหม ไล่ติดตามภาพกล้องวงจรปิดโดยรอบ พร้อมทั้งสอบปากคำพยานเพิ่มอีก 2 ปาก ถึงรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อทำรายงานการสืบสวนเพิ่มเติม ส่งพนักงานสอบสวน สน.สายไหม เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีก 3 – 4 ราย นอกจากนี้ชุดสืบสวน สน.สายไหม ได้ติดต่อบริษัท รอค่าเทน จำกัด ตั้งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ทำธุรกิจรับซ่อมพื้นที่ และขายน้ำยากันซึมเกี่ยวกับโรงงานได้แล้ว เป็นนายจ้างของชาวเมียนมา จะเดินทางเข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจวันพรุ่งนี้ (6 ม.ค.) เพื่อสอบปากคำถึงต้นเหตุการณ์ร้ายนี้ต่อไป

สายมูนับหมื่นแห่ตามรอยหมอดูดัง กราบไหว้ขอพร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สุพรรณบุรี-วัดแทบแตก สายมูนับหมื่นแห่ตามรอยหมอดูชื่อดัง ไหว้ขอพร พระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เสริมมงคล ปี 68 เผย ตกใจ ก่อนหน้านี้มีคนมาทำบุญไม่ถึง 10 คน

เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2568 ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กลุ่มสายมูนับหมื่นคน แห่กันไปไหว้พระปรางค์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ จนวัดแทบแตก หลังโด่งดังในโลกโซเชียลจากหมอดูชื่อดัง ที่แนะนำให้ไปไหว้ พระธาตุ ทั้ง 3 ที่ แล้วชีวิตจะปัง ในปี 2568 นี้ อาทิ พระธาตุ ดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่, พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย และ พระธาตุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี

หลังจากเรื่องราวนี้กำลังถูกกล่าวถึงในโลกโซเชียล ทำให้บรรดาสายมูแห่ไปไหว้สักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มีบารมีของพระศรีอริยเมตไตรสถิตอยู่ เพื่อความปลอดภัยและความปัง บรรดาสายมูจึงแห่กันตามรอยกันอย่างคึกคักจนวัดแทบแตก ตั้งแต่ในช่วงวันสิ้นปีจนถึงช่วงต้อนรับปีใหม่

นายธีรเดช ละมุนศิลป์ ไวยาวัจกร วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 31 ธ.ค.67 จนถึงวันนี้ ได้มีประชาชนเดินทางเข้ามาที่วัดกันเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 31 ธ.ค.67 ปรากฏว่า มีปรากฏการณ์ผู้คนเดินทางมาจากทั่วสารทิศ วันหนึ่งเป็นพันคน ถือดอกบัว ธูปเทียน มาไหว้ พระปรางค์ ซึ่งเป็นเจดีย์ประธานในวัดกันแน่นวัด

นายธีรเดช กล่าวต่อว่า ซึ่งตอนแรกก็ตกใจว่าทำไมมีผู้คนแห่กันมากมายขนาดนี้ พอทราบข้อมูลว่าตามรอยจากหมอดูชื่อดัง และตามโลกโซเชียลกันมา จึงทำให้บรรยากาศในวัดคึกคักมาก ทางวัดจึงได้เริ่มจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับ มีจุดธูปเทียนให้ จุดวางดอกไม้ เนื่องจากที่วัดนี้ เป็นวัดเงียบ ๆ

“ปกติตั้งแต่ช่วง ก.ย.-30 ธ.ค.67 บางวันมีคนมาทำบุญที่วัดไม่ถึง 10 คน พอเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ เราก็ค่อย ๆ จัดเตรียมสถานที่และดูแลประชาชนที่เข้ามากันอย่างไม่ขาดสายจากทั่วสารทิศ จากต่างจังหวัด ตั้งแต่เช้าถึงเย็นเลย”

ทั้งนี้โดยปกติทางวัดจะเปิดให้เข้าเวลา 08.00-16.00 น. แต่ปัจจุบันได้ขยายเวลาไปจนถึง 18.00 น. ส่วนขณะนี้มีประชาชนได้เข้าแถวรอคิวเดินขึ้นไปไหว้องค์พระปรางด้านบนจำนวนมาก ซึ่งเป็นองค์จำลอง ก็ได้มีการชี้แจงว่า ไหว้ได้แต่งดการสัมผัส เนื่องจากต้องมีการรักษามิให้ชำรุด

เนื่องจากสถานที่ตรงจุดนี้ เป็นโบราณสถานซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ด้วย ทางวัดเองขณะนี้เรามีเจ้าหน้าที่ไม่มาก ก็ได้จัดกำลังมาดูแลอย่างเต็มที่เพื่อรองรับทุกท่านที่มาเยือนให้ดีที่สุด

ด้าน ประชาชนชายรายหนึ่ง ที่เดินทางมาไหว้พระปรางค์วัดพระธาตุ กล่าวว่า ตนได้ทราบจากโลกโซเชียลจากหมอดูชื่อดังว่า ปีใหม่นี้ให้ไหว้พระธาตุที่วัดนี้ ก็เลยตามรอยมาบ้าง พอเข้ามาตกใจมาก คนเยอะมาก เพราะปกติดมาที่วัดนี้ ไม่ค่อยมีคน ไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้

“วันนี้เตรียมดอกบัวมา 8 ดอก ธูป เทียน และจะเดินวน 3 รอบ ท่องบทสวดอิติปิโส และจะเดินขึ้นไปกราบไหว้พระปรางค์ด้านบนพระธาตุ สำหรับส่วนตัวคิดว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล พอทราบก็ตามรอยมาเลย ก็เชื่อว่ามาไหว้ขอพรที่นี่แล้วจะปัง สำเร็จ เสริมมงคล โชคดีในปี 2568 นี้”

ประวัติ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นวัดเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี มีองค์พระปรางค์องค์ใหญ่ที่เป็นเจดีย์ประธานของวัด ก่ออิฐไม่ถือปูน เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา ตอนต้น มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี

จากจารึกหลักฐานลานทอง เมื่อปี พ.ศ. 2546 ในคราวขุดกรุพระปรางค์วัด ได้พบจารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์ 2 พระองค์ ที่ทรงสร้างและทรงซ่อมพระปรางค์องค์นี้ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีความสวยงาม เป็นโบรานสถาน และมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เป็นต้นกำเนิดของพระผงสุพรรณหนึ่งในเบญจภาคี 5 พระผงสุพรรณ

นอกจากนี้ ยังมีเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม จำนวน 2 องค์ อุโบสถ วิหารน้อย และซากเจดีย์ พระพุทธรูปหินทราย ภายในพระวิหาร ซึ่งมีความงดงามและเก่าแก่ อีกวัดหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี

ยะลาคุมเข้มปรับแผนรับมือเหตุไม่สงบชายแดนใต้หลังเกิดเหตุต่อเนื่อง

ยะลา – พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี. ผบช.ภ.9.สั่งยกระดับรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่

ที่จุดตรวจศูนย์อำนวยการร่วมทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อตรวจสอบรถยนต์เป้าหมายและตรวจสอบบุคคลที่มีหมายจับเพื่อป้องกันลักลอบหนีออกนอกราชอาณาจักรภายหลังก่อเหตุ

ขณะที่ในวันนี้ได้เกิดเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.สายบุรี  ในเขตเทศบาลสายบุรี จ.ปัตตานี ขณะกำลังตั้งจุดตรวจเพื่อรักษาความปลอดภัย ทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บและมีประชาชนได้รับบาดเจ็บในการก่อเหตุในครั้งนี้ด้วย

ภายหลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี. ผบช.ภ.9 ได้มีวิทยุด่วนสั่งการให้ทุกพื้นที่ใช้ความระมัดระวังในทุกภารกิจ จุดที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ประจำ ต้องสำรวจตรวจตรา  การออกลาดตระเวนต้องใช้รถหุ้มเกราะ  ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง  โดยให้มีเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรยามทำการตรวจตรา รอบฐาน จัดเวรยามตรวจตรา จัดชุดลาดตระเวนรอบฐาน และอย่าให้ถูกกระทำและเกิดความสูญเสีย

นอกจากนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกัน และดูแลรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นมากขึ้น พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบความผิดปกติ พร้อมจัดกำลังลาดตระเวนเดินเท้าตรวจสอบความเรียบร้อย และใช้เครื่องบินโดรนตรวจจับวัตถุต้องสงสัยในเขตเทศบาลและพื้นที่จุดเสี่ยงมุมอับด้วย

นอกจากนี้ยังจัดตั้งเครือข่ายประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ตลอดแนวเส้นทางสายถนนสุขยางค์ยะลา – เบตง เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันสอดส่องดูแล เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันอีกทางหนึ่ง

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

Chef Cares เสิร์ฟเมนู ‘แกงเขียวหวานอกไก่ผัดแห้งและข้าว’ ความอร่อยแบบไทยแท้

เชฟแคร์ส (Chef Cares) เปิดตัวเมนูใหม่ ‘แกงเขียวหวานอกไก่ผัดแห้งและข้าว’ จาก ‘เชฟนิค-ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ จากร้านอาหาร Fine-Dining วังหิ่งห้อย ที่มีความเชี่ยวชาญอาหารสไตล์ Thai Fusion การันตีด้วยรางวัลมากมาย ที่นำเอาพริกแกงไทยเข้มข้น อย่าง แกงเขียวหวาน หนึ่งในเมนูยอดนิยมของชาติที่คนไทยและชาวต่างชาติรู้จัก มารังสรรค์เป็นเมนูอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อเสิร์ฟความอร่อยและคุณภาพให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกที่ทุกเวลา ณ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทั่วประเทศ ในราคา 49 บาท

สำหรับ ‘แกงเขียวหวานอกไก่ผัดแห้งและข้าว’ ได้คัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพ อย่าง อกไก่ลอกหนังคุณภาพดี ที่อุดมไปด้วยแหล่งโปรตีนชั้นดี ผัดเข้ากับพริกแกงเขียวหวานเข้มข้น ให้มีน้ำขลุกขลิกพอดี ไม่แห้งเกินไป เสิร์ฟพร้อมข้าวไรซ์เบอร์รี่ผสมข้าวหอมมะลิ ทำให้รสชาติกลมกล่อมลงตัว เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้หลากหลาย อาทิ โปรตีน วิตามิน A ไขมันต่ำ เป็นต้น และปราศจากผงชูรส ดีต่อสุขภาพร่างกาย

เชฟแคร์ส เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ภายใต้ บริษัท เชฟแคร์ส โปรเจกต์ จำกัด โดยความร่วมมือกับเชฟแถวหน้าของประเทศไทย ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน และนำกำไร 100% คืนสู่สังคม เพื่อสร้างโอกาสและมอบแนวทางการประกอบอาชีพในวงการอาหารแก่เด็ก รวมถึงเยาวชนผู้ห่างไกล ตลอดจนผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

” พงษ์เกียรติ อุดมอานุภาพสุข” ผู้สมัคร ส.อบจ. อำเภอสองพี่น้อง ลุยหาเสียงเข้มข้น

“คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อพัฒนาชุมชน” พงษ์เกียรติ อุดมอานุภาพสุข ขวัญใจประชาชน ผู้สมัคร ส.อบจ. อำเภอสองพี่น้อง

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เป็นวันสำคัญสำหรับชาว อ.สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ตำบลบางเลน ตำบลบางพลับ ตำบลดอนมะนาว และตำบลเนินพระปรางค์ (หมู่ 1) ซึ่งเป็นพื้นที่เลือกตั้ง ส.อบจ. เขต 1 ที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น

พงษ์เกียรติ อุดมอานุภาพสุข ทนายคนยาก ขวัญใจคนจน ผู้สมัคร ส.อบจ. เบอร์ 2 เขต 1 โดดเด่นด้วยนโยบาย “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อพัฒนาชุมชน” พร้อมเน้นความโปร่งใส ใกล้ชิดประชาชน และมุ่งมั่นแก้ปัญหาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ภายใต้การเป็นตัวแทน “ขวัญใจคนจน”

พงษ์เกียรติชูภาพลักษณ์ผู้นำที่ติดดินและเข้าใจปัญหาของคนในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทุกคนในชุมชน

ห้โอกาสพงษ์เกียรติในการเป็นตัวแทนชาวสองพี่น้อง ด้วยการลงคะแนนเสียง เบอร์ 2 ในวันเลือกตั้งนี้ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นกว่าเดิม.

“มปอ.”รวมพลัง “นครบาล”ลงพื้นที่กรุงเทพฯ รณรงค์ “ฉลองมั่นใจ ดื่มปลอดภัย ไม่ขับเอง”

มูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมรณรงค์ “ฉลองมั่นใจ ดื่มปลอดภัย ไม่ขับเอง” เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ผู้ขับขี่และประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงการดื่มไม่ขับ รณรงค์ให้ผู้ดื่มใช้บริการรถสาธารณะในการกลับบ้านอย่างปลอดภัย และตั้งเป้าหมายลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมี นางสาวชัชฎา จันทรางศุ ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) และ พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ลงพื้นที่รณรงค์แคมเปญ “ฉลองมั่นใจ ดื่มปลอดภัย ไม่ขับเอง” ณ ด่านตรวจแอลกอฮอล์ ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม และสถานบันเทิงย่านอาร์ซีเอ

พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า หากย้อนกลับไปดูความสูญเสียบนท้องถนนทั่วประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่ของ 3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า ปี 2565 มีอุบัติเหตุ 2,707 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 333 ราย, ปี 2566 มีอุบัติเหตุ 2,440 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 317 ราย, และล่าสุดปี 2567 มีอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 284 ราย ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมจำนวนผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยสาเหตุอันดับ 1 คือการขับรถเร็ว, อันดับ 2 คือการเมาแล้วขับ, และอันดับ 3 คือการขับรถผิดกฎจราจร ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ป้องกันได้

พล.ต.ต.ธวัช กล่าวต่อไปว่า สำหรับปีนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาลเน้นย้ำให้สถานบริการ สถานประกอบการ รวมถึงร้านอาหารหรือร้านค้าทุกประเภทที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีห้ามขายเครื่องอื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ รวมถึงร่วมรณรงค์ให้ลูกค้าที่มาใช้บริการทุกรายทราบ และตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนน

“กรุงเทพมหานครนั้นมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่สูงอันดับต้นๆ ทุกปี ปีนี้เราตั้งเป้าว่าต้องลดอุบัติเหตุลงให้ได้ วันนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง พวกเราเห็นตรงกันว่าการดื่มเพื่อเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลนั้นย่อมทำได้ แต่ต้องดื่มแล้วไม่ขับ หากคุณจะดื่ม ก็ต้องวางแผนว่าจะเดินทางกลับบ้านอย่างไร ทุกวันนี้มีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้น ทั้งบริการรถสาธารณะต่างๆ บริการรถที่เรียกผ่านแอปพลิเคชัน กระทั่งบริการคนขับรถให้ ทุกคนต้องตระหนักว่าเมื่อดื่มแล้วต้องไม่ขับ ต้องฉลองอย่างมีความรับผิดชอบ เราต้องช่วยกัน 7 วันต้องไม่อันตรายอีกต่อไป” พล.ต.ต.ธวัช กล่าว

ด้าน นางสาวชัชฎา จันทรางศุ ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า ปัญหาเมาแล้วขับนั้นสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้สังคมไทย การแก้ไขปัญหาต้องประกอบไปด้วยการสร้างวัฒนธรรมดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ การให้ความรู้ และการบังคับใช้กฎหมายที่ครอบคลุมและเข้มงวด ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลและพันธมิตรต่างๆ มาอย่างแล้วในการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ผู้ขับขี่และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงการดื่มไม่ขับ และให้ใช้บริการรถสาธารณะอื่นๆ ในการเดินทางกลับบ้าน อันจะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดี สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 นี้ มูลนิธิฯ ยังคงดำเนินกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมาย

“เรามีเป้าหมายร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ส่วนเป้าหมายในระยะยาวที่มีร่วมกันก็คือการสร้างวัฒนธรรมดื่มอย่างมีความรู้ความเข้าใจและมีความรับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของผู้ประกอบธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราต้องการบอกกับสังคมว่า ‘ไม่ว่าเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลไหน ฉลองอย่างมั่นใจ ดื่มปลอดภัย ไม่ขับเอง’ สารสำคัญนี้ยังสอดรับกับนโยบายรัฐที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอีกด้วย โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย และถนนที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศนั้นก็สำคัญอย่างยิ่ง” นางสาวชัชฎา กล่าว

นางสาวชัชฎา ยังเปิดด้วยเผยว่า โครงการรณรงค์ “ฉลองมั่นใจ ดื่มปลอดภัย ไม่ขับเอง” นั้นจะดำเนินกิจกรรมตลอดระยะเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นช่วงคุมเข้ม ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 2 มกราคม 2568 โดยมูลนิธิฯทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมลงพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร นำองค์ความรู้เรื่องผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อร่างกายไปเผยแพร่สู่ประชาชน มีการจัดทำสื่อให้ความรู้ใช้แจกตามด่านตรวจ ซึ่งทางมูลนิธิฯจะร่วมดำเนินการกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจุดสมดุลให้กับสังคมในทุกเทศกาลสำคัญของประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสแสงอาทิตย์แห่งปีบนยอดภูสิงห์รับปีใหม่ 2568 เนืองแน่น

อำนาจเจริญ-“บนยอดภูสิงห์”นักท่องเที่ยวแห่ชมแสงพระอาทิตย์แสงแรกของปีใหม่ 2568ขึ้นสู่ขอบฟ้ากันเนืองแน่น เชื่อเป็นแสงอาทิตย์แรกของประเทศไทยนับเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและการดำรงชีวิตใหม่ที่สดใสประสบผลสำเร็จทุกประการ

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เวลา06.00น. ที่ วนอุทยาน ภูสิงห์ภูผาผึ้ง ตำบลสร้างนกทาอำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ บนยอดภูสิงห์ -ภูปาผึ้ง ในเช้าวันนี้ มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ต่างก็เดินทางไปยังจุดชมวิว บนยอดภูสิงห์ ชมพระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้า นับเป็นแสงแรกของปี 2568 ของประเทศไทยก่อนจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทยซึ่งจะได้ชม ทัศนียภาพ ที่สวยงาม ของแสงทอง ของแสงพระอาทิตย์ กระจายเต็มท้องฟ้า สะท้อนกับขอบฟ้า อย่างอันงดงาม

ซึ่งวันนี้ ไม่มี เมฆหมอกมาบดบัง พระอาทิตย์ แม้แต่น้อย ซึ่งก็สร้างความ ตื่นตาตื่นใจให้กับบรรดานักท่องเที่ยว ที่ได้เดินทางมาสัมผัสกับอากาศหนาว บนยอดภูสิงห์ วันนี้วัดได้ประมาณ 10 องศา เซลเซียส มีลมพัดเฉื่อยเบาเล็กน้อย บางคนมานอยกางเต้นรอกันทั้งคืนเพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวกว่า10องศาเซลเซียส์อีกด้วย ซึ่งก็สร้างความประทับใจให้กับบรรดานักท่องเที่ยว และบรรดาประชาชนต่างๆที่เดินทางมา ชม พระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้า ในวันแรกของปีใหม่ 2568ปีนี้เป็นอย่างมาก

ทางด้านนายเทพรัตน์ ต้นตยานนท์ ปลัดจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า เช้า นี้วัดได้ทางบนยอดภู 9-10องศาเซลเชียส์แล้วก็ข้างล่าง 16 องศาและก็มีนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวมากที่บนภูสิงห์เรามีมาตรการในรักษาความปลอดภัยในช่วงหน้าหนาวและช่วงเทศกาลปีใหม่ไว้เรียบร้อยเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทางฝ่ายปกครองเองทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองเจ้าหน้าที่อุทยานเองก็ได้ให้การอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวทุกคนนะเป็นอย่างดีครับ

รวมทั้งมีการดูแลสถานที่พักแบบปลอดภัย มีเต้นให้เช่าความปลอดภัยในเรื่องของการเดินทางการจราจร การนอนพักนะครับเพราะฉะนั้นก็ขอให้นักท่องเที่ยวทุกท่านนะครับที่จะมาเที่ยวที่จังหวัดอำนาจเจริญได้สบายใจได้ในเรื่องนี้นะครับว่าเรามีการดูแลการกำหนดมาตรการในการดูแลความปลอดภัยอย่างดีนะครับ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านนะครับให้มาเยี่ยมชมบนยอดภูสิงห์ สำผัสอากาศหนาวไม่ว่าจะมาชมวิว บนยอดภูอันสวยงาม ชมพระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้า ซึ่งเป็นแสงแรกของปี 2568 เดินเที่ยวชม ทัศนียภาพ อันสวยงาม ชมแสงทองของพระอาทิตย์ ที่กระจายเต็มท้องฟ้า สะท้อนกับขอบฟ้าอันงดงาม

ซึ่งบรรยากาศวันนี้เอง ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆ หมอกมาบดบัง พระอาทิตย์ ขึ้นสู่ขอบฟ้า สวยงามมากครับ นอกจากนี้ที่จังหวัดอำนาจเจริญเรายังมีสินค้า OTOP วางจำหน่าย ในตัวเมือง และตามอำเภอต่างๆ สามารถซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝาก กลับบ้านได้เลยนะครับ

ภาพ-ข่าว/นายทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าว ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

ยกระดับเข้มข้นโรงแรมทั่วขอนแกนป้อนกันเหตุไฟไหม้ซ้ำรอยกรุงเทพ

ขอนแก่นเข้มโรงแรมทั้งจังหวัด รับนักท่องเที่ยวร่วมเคาท์ดาวน์ปีใหม่ หวั่นซ้ำรอยกรุงเทพฯ  พร้อมสั่งห้ามการจุดพลุและดอกไม้ไฟในสถานบริการเด็ดขาด “ไกรสร”เตือนกลุ่มทำคอนเทนต์เล่นพิเรนจนเหตุบานปลาย 

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 31 ธ.ค.2567 นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วยนายชินกร แก่นคง นายอำเภอเมืองขอนแก่น ,พ.ต.อ.ยศวัจน์  แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น และนายมนตรี สิงหปุณภัทร รองนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น สนธิกำลังร่วมตำรวจ-ทน.ขอนแก่น-ปภ.และฝ่ายปกครอง ตรวจเข้มทางหนีไฟ อุปกรณ์ระงับเหตุเบื้องต้น,ถังดับเพลิง พร้อมทั้งเน้นย้ำแนวทางการปฎิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

จากหน่วยงานต่างๆที่ปฎิบัติหน้าที่ตลอดทั้งช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งสุ่มตรวจโรงแรมและสถานบริการต่างๆในเขตเทศบาลนครขอนแก่นตอกย้ำมาตรการความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการ หลังพบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เพื่อร่วมกิจกรรมเคาท์ดาวน์ปีใหม่ขณะนี้อย่างคึกคักและต่อเนื่องแล้ว

นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า เฉพาะเขต อ.เมืองขอนแก่น มีโรงแรมที่มีห้องพักเกิน 70 ห้องมากกว่า 70 แห่ง ทุกแห่งมีการตรวจสอบตามวงรอบของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานอย่างเข้มงวด ขณะที่เหตุการณ์เศร้าวลดที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ จนเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตในช่วงปีใหม่นั้นเป็นการบ้านที่สำคัญที่จังหวัดจะต้องเน้นย้ำทั้ง 26 อำเภอในมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นความพร้อมที่จะรับมือ ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ดับเพลิง,ถังดับเพลิง,ระบบแจ้งเตือนอัคคีภัย การลำดับเหตุการณ์และรับมือเหตุการณ์ ทั้งหมดจะต้องพร้อมและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที

“ทุกเทศกาลฯ นอกจากการเฝ้าระวังและป้องกันเรื่องอุบัติเหตุแล้ว เรื่องภัยพิบัติ อัคคีภัยและเหตุกาณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกหน่วยจะต้องเตรียมพร้อมและเตรียมการรับมือและเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทันที เช่นเดียวกันอัคคีภัย ในโรงแรม,สถานบริการ,ตึกสูง หรือแม้กระทั่งบ้านเรือน ทั้งหมดจะต้องถูกจัดระบบการระงับเหตุและการบริหารจัดการ รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชนให้ได้โดยทันที อย่างไรก็ตามจังหวัดและฝ่ายปกครองได้ประชุมร่วมสถานบริการและสถานประกอบการไปแล้วและได้ย้ำชัดในเรื่องของการห้ามจุดพลุหรือดอกไม้ไฟ ในสถานบริการและสถานประกอบการโดยเด็ดขาด

โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบทำคอนเทนแปลกๆและเล่นพิเรน ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดจนเกิดการสูญเสียต่างๆเกิดขึ้น ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที และที่สำคัญคือความสนุกเพียงชั่วครู่จนเกิดความสูญเสียเกิดขึ้นคนทำจะรับมือไหวหรือไม่เพราะมีเหตุการณ์ตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว”

นอนกางเต็นท์สุดฟินสัมผัสลมหนาวที่ “คุ้งยอยักษ์”อันซีนน้องใหม่เมืองครบุรี

นครราชสีมา –บรรยากาศยามเย็นที่คุ้งยอยักษ์ อันซีนแห่งใหม่ของอำเภอคครบุรี  ภายในเขื่อนมูลบนหน้าหมู่บ้าน ยามพระอาทิตย์ตกดินชมความสวยงามของแสงสุดท้ายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 นายจำเนียน ดายครบุรี ผู้ใหญ่บ้านใหม่จอมทอง หมู่ที่ 11 ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา นำนักท่องเที่ยวล่องเรือพาย  ชมบรรยากาศยามเย็น ที่ “คุ้งยอยักษ์”  ซึ่งที่อยู่ภายในเขื่อนมูลบนด้านหน้าหมู่บ้าน เพื่อให้ได้ชมความสวยงามของแสงพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าและตกตกดินยามเย็นส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซึ่งจะเป็นช่วงที่แสงสีทองแสดทาบทาผืนฟ้า สะท้อนกับผืนน้ำภายในเขื่อนมูลบน และมียอยักษ์ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านสร้างไว้หลายสิบตัวเรียงรายอยู่ตลาดสองฝั่งคุ้งน้ำยาวหลายกิโลเมตร เพิ่มความสวมงาม สร้างความอันซีนให้กับจุดนี้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่บริเวณริมฝั่งเขื่อนมูลบน ซึ่งเป็นท่าจอดเรือเที่ยวชมพระอาทิตย์ตกบริเวณคุ้งยอยักษ์ ก็มีการจัดเตรียมลานกางเต้นท์ ชื่อว่า “ฟูจิทอมทองแคมป์ ตั้งอยู่ด้านหน้าเขาจอมทอง หรือฟูจิครบุรี ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงไร่มันสำปะหลัง แต่ภายหลังเจ้าของที่ดิน เห็นว่า จุดนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม บรรยากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะชมดาวในช่วงลางคืน จึงลองปรับเปลี่ยนมาให้บริการในรูปแบบแคมป์ปิ้ง เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน  จุดนี้จึงเริ่มมีนักท่องเที่ยวรู้จักกันมากขึ้น และคาดว่า จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวปีนี้

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา