ชัยภูมิเปิดจุดเคาท์ดาวน์ที่ซับสะเลเตขุนเขาแห่งดอกไม้ใหญ่สุดในภาคอีสาน

ชัยภูมิเปิดจุดเคาท์ดาวน์ ฟังเพลงชิว โต้ลมหนาว เล่นว่าว ดูฝนดาวตก ที่ซับสะเลเต ขุนเขาแห่งดอกไม้ใหญ่สุดในภาคอีสาน

ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว และเทศกาลเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปี 2568 ที่จะถึงนี้ นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วน และ นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต ได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการขึ้นบนยอดเขาซับสะเลเต ซึ่งได้มีการจัดพื้นที่เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งใหม่อีกแห่งล่าสุดของ จ.ชัยภูมิ เพื่อเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว และช่วงเทศกาลเปิดจุด”เคาท์ดาวน์”ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในปี พ.ศ.2568 นี้

ในพื้นที่หมู่บ้านหนองใหญ่(บ้านซับสะเลเต) ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ที่ถือว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมมหัศจรรย์บนยอดเขาพังเหยเมืองขุนเขาแห่งดอกไม้ โต้ลมหนาว บน”ซับสะเลเต” ที่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่เปิดให้ชมสวนดอกไม้หลากสีหลากชนิดจำนวนมากอย่างสวยงามและใหญ่ที่สุดภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ในปัจจุบันนี้ด้วย มีเนื้อที่บนเทือกเขาพังเหยเนื้อที่กว้างใหญ่ กว่า 55 ไร่ มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 854 เมตร ที่ช่วงนี้มีอากาศที่นี่หนาวเย็นเฉลี่ยที่เป็นพื้นที่ใกล้เคียงรอยต่อไม่ไกลกัน ณ จุด ระเบียงโอโซนบนผาสุดแผ่นดิน

ในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ในแต่ละวันมีความหนาวเย็นเฉลี่ยกว่า 10 -16 องศาเซลเซียส ที่มีความพร้อมแล้วในการที่จะเปิดอย่างเป็นทางการยาวข้ามปีตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.67 – 14 ก.พ.68 ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมได้มาสัมผัส ชมมหัศจรรย์บนสวนดอกไม้ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน บนยอดเขาพังเหยเมืองขุนเขาแห่งดอกไม้ ทั้งสายแคมป์ปิ้ง ฟังเสียงเพลงเบาๆ โต้ลมหนาวได้ชมแสงสีเสียงคอนเสริต์จากเหล่าศิลปินชื่อดังอีกจำนวนมาก บนเขา”ซับสะเลเต” ในช่วง Countdown พร้อมมีลานให้ เล่นว่าว โต้ลมหนาว ดูดาวตก ต้อนรับปีใหม่ ในปี พ.ศ.2568 ในปีนี้เป็นอีกจุดใหญ่ที่สุดของ จ.ชัยภูมิ อีกแห่งในปีนี้ด้วย และมีเส้นทางรองรับนักท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวมีจุดแวะกิน แวะเที่ยว ชิม ช็อป แชะถ่ายภาพสุดสวยงามเมืองขุนเขาแห่งดอกไม้ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ทั้งมีจุดรองรับร้านอาหาร-คาเฟ่ ตลอดเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขา”ซับสะเลเต” จำนวนมากกว่า 25 แห่ง/ร้าน

รวมทั้งที่พักค้างแรมรองรับ ทั้งสายแคมป์ปิ้ง ท้าลมหนาวทะแลหมอก ชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ชมฝนดาวตก บนยอดเขาพังเหยในพื้นที่ซับสะเลเต และอยู่ไม่ไกลเขตอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ที่ช่วงนี้ถึงแม้จะหมดฤดูชมทุ่งดอกกระเจียวบานแล้ว แต่ในพื้นที่ยังมีบรรยากาศให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาท่องเที่ยวชมทะเลหมอกอย่างสวยงามไม่แพ้กัน ท่ามกลางอากาศอันบริสุทธิ์ปลอดปลอดจากค่าฝุ่น PM 2.5 ได้อีกด้วย และมีบูธร้านค้าชุมชน OTOP ขึ้นชื่อดังของจังหวัดชัยภูมิ ให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อได้อีกจำนวนมาก รวมทั้งในพื้นที่ชาวบ้านใกล้เคียง ยังมีสถานที่พัก รีสอร์ท บ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกจำนวนมากกว่า 65 แห่ง ในพื้นที่

ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวเคาท์ดาวน์ต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวปีใหม่ 2568 นี้ด้วย ซึ่งขณะนี้มีนักท่องเที่ยวติดต่อสั่งจองที่พักเข้ามาแล้วจำนวนมากแล้ว ยังเหลืออีกไม่มาก หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจเพื่อเตรียมตัวเดินทางมาร่วมเคาท์ดาวน์เมืองขุนเขาแห่งดอกไม้ซับสะเลเตใหญ่ที่สุดในภาคอีสานในปี พ.ศ.2568 นี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ทำการอำเภอเทพสถิต โทร 044-857106

โดย… มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

โศกนาฎกรรมช็อกโลก!บิน “เจจูแอร์”ไถลรันเวย์ดับเกือบยกลำ รอด 2

หลังจากเครื่องบินโดยสารของสายการบินเจจูแอร์ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือ 181 คน ลื่นไถลออกนอกรันเวย์และชนกับรั้วกั้นที่สนามบินนานาชาติมูอัน ในจังหวัดชอลลาใต้ ของเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 179 ศพ และได้รับการช่วยเหลือ 2 ราย 

สำนักข่าวยอนฮัป รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเกาหลีใต้ที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 179 ศพ และได้รับการช่วยเหลือ 2 ราย หลังจากเครื่องบินโดยสารของสายการบินเจจูแอร์ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือ 181 คน ลื่นไถลออกนอกรันเวย์และชนกับรั้วกั้นที่สนามบินนานาชาติมูอัน ในจังหวัดชอลลาใต้ ของเกาหลีใต้ที่สนามบินนานาชาติมูอัน ในจังหวัดชอลลาใต้ ห่างจากกรุงโซลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 288 กิโลเมตร เมื่อเวลา 09.07 น. ตามเวลาท้องถิ่น อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดยเที่ยวบินที่ 7C 2216 มีผู้โดยสารทั้งหมด 175 ราย รวมทั้งลูกเรือ 6 ราย บนเครื่องบินลำดังกล่าวที่กำลังเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี และมีชาวไทย 2 ราย 

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 80 นายถูกส่งไปยังจุดเกิดเหตุ และสามารถดับไฟได้ภายใน 43 นาที และระบุว่ากำลังดำเนินการค้นหาและกู้ภัยที่จุดเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่สนามบินเผยว่าเครื่องบินลำดังกล่าวพยายามลงจอดฉุกเฉินเนื่องจากระบบลงจอดขัดข้อง เมื่อหลังจากพยายามลงจอดครั้งแรกไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวไม่สามารถลดความเร็วลงได้ จนกระทั่งถึงปลายรันเวย์และพุ่งชนโครงสร้างที่ขอบนอกของสนามบิน พยานชี้ว่าระบบลงจอดของเครื่องบิน เช่น ล้อ ไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งอาจส่งผลให้เครื่องบินพยายามลงจอดฉุกเฉิน โดยคาดว่าการชนของนกน่าจะเป็นสาเหตุของปัญหา

นายชเว ซังม็อก รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในปฏิบัติการกู้ภัย โดยนายชเว อยู่ระหว่างเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ สำนักงานประธานาธิบดีได้จัดประชุมฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเมื่อเวลา 11.30 น. เพื่อหารือเกี่ยวกับการตอบสนองของรัฐบาลต่อเหตุการณ์เครื่องบินตก โดยการประชุมครั้งนี้มีนายชุง จินซุก เสนาธิการกองทัพประธานาธิบดีเป็นประธาน

นายอี โฮ-ยอง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดมทรัพยากรที่มีทั้งหมดและทำงานร่วมกับหน่วยดับเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือในความพยายามกู้ภัย.

“มีอะไรในก่อไผ่” DSI ฟื้นคดีหมูเถื่อน เชื่อมโยงพนันออนไลน์

ส่งท้ายปี 2567 มีเรื่อง “แปลก” ที่ทำให้แปลกใจได้เสมอ เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI จู่ๆ ก็รื้อคดีหมูเถื่อนขึ้นมา หลังคดีเงียบหายไปมากกว่า 1 ปี หลัง DSI เดินทางไปตรวจสอบบริษัท วีพีเอฟ กรุ๊ป จำกัด ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปสุกรและห้องเย็นมาตรฐานได้การรับรองถูกต้องตามหลักเกณฑ์จากกรมปศุสัตว์ เพราะมีหลักฐานเชื่อมโยงกับบริษัทมายด์เฮ้าส์ และบริษัทเวลท์ธี่ แอนด์ เฮลท์ซี่ จำกัด ที่เป็นจำเลยในคดีนำเข้าหมูเถื่อนเมื่อปี 2565  แต่ดันพบโผรายชื่อเครือข่ายและอุปกรณ์สำหรับรับพนันออนไลน์หลายรายการนับเป็นรายใหญ่รายหนึ่งของไทย

การพบหลักฐานดังกล่าว ทำให้ DSI ต้องแยกการดำเนินคดี “พนันออนไลน์” เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอีกหนึ่งคดี 1 เดือนผ่านไป คดีพนันออนไลน์ค่อยๆ จางหาย แต่คดีหมูเถื่อนกลับโดนรื้อฟื้นทั้งที่ควรดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ล่วงเลยมากกว่า 1 ปี จึงนำกลับมาตรวจสอบ หรือมีอะไรในก่อไผ่?

รายงานข่าวกล่าวว่า DSI ขยายผลคดีเลขที่ 126/2566 การลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนและนำไปจำหน่ายในตลาดแล้วจำนวน 2,385 ตู้ ในจำนวนนี้มีบริษัทมายด์เฮ้าส์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าและส่งหมูเถื่อนจำนวน 15 ตู้ ไปแปรรูปที่บริษัท วีพีเอฟ และส่งให้กับบริษัทเวลท์ธี่ แอนด์ เฮลท์ซี่ จำกัด ที่จำเลยถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยหมูล็อตนี้นำไปส่งมอบให้กับบริษัท ซีพี แอ๊กซ์ตร้า จำกัด ซึ่งคดีนี้ปรากฎหลักฐานมีกลุ่มบริษัทชิปปิ้งเอกชนเกี่ยวข้อง 10 แห่งถูกดำเนินคดีไปแล้ว เกิดคำถามว่า เหตุใด DSI จึงไม่ใช้เอกสารหลักฐานเหล่านี้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ถึงที่สุดด้วยตนเอง แต่กลับส่งคดีนี้ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตีความเป็นคดีนอกราชอาณาจักร และรอการตรวจสอบหลักฐานเพิ่ม และเหตุใดจึงรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

เป็นที่ทราบกันว่ากลุ่มคดีพิเศษเกี่ยวกับหมูเถื่อนทั้งหมดตั้งแต่ปี 2563 อยู่ในความรับผิดชอบของ DSI ทั้งคดีหมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบังสำแดงเท็จเป็นอาหารทะเลแช่แข็ง 161 ตู้ คดีนำเข้าหมูเถื่อนและส่งไปจำหน่ายในตลาดเรียบร้อย 2,385 ตู้ คดีนำเข้าขาไก่และชิ้นส่วนสัตว์อื่นๆ 10,000 ตู้ แต่ทุกคดีถูกส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ตัดสินคดี เนื่องจากคดีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการทุจริตของข้าราชการไทย และต้องไปตรวจสอบหลักฐานที่ประเทศต้นทางส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ที่สำคัญคดีทั้งหมดถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ที่ ป.ป.ช. แล้ว เหตุใด DSI จึงไปควักคดีกลับมาตรวจสอบอีกและเหตุใดจึงไม่ดำเนินคดีนี้ให้ถึงที่สุดแต่แรก

นอกจากนี้ DSI ยังได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพราะพบว่าในกลุ่มผู้กระทำความผิดเหล่านี้มีการโอนเงินออกไปยังบริษัทต้นทางจำหน่ายชิ้นส่วนเนื้อสัตว์แช่แข็งในต่างประเทศ รวมถึงประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อตรวจสอบเอกสารการนำเข้าหมูเถื่อน และกรมปศุสัตว์ กรณีการสำแดงเท็จเป็นอาหารทะเลแช่แข็ง ตามลำดับ ซึ่ง DSI น่าจะได้หลักฐานมากเพียงพอในการดำเนินคดีหมูเถื่อนทั้งหมดเพื่อจบคดีและนำตัวคนผิดไปลงโทษตามกฎหมาย แต่เหตุใดจึงส่งคดีไปยัง ป.ป.ช. เป็นคนตัดสินชี้ขาด และกลับมารื้อฟื้นคดีหมูเถื่อนใหม่ด้วยการเข้าตรวจบริษัท วีพีเอฟ กรุ๊ป

การรื้อฟื้นคดีหมูเถื่อนครั้งนี้ มีข้อสังเกตและมีการตั้งคำถามว่า “มีอะไรในก่อไผ่” เพราะคดีนี้จะต้องรอการพิจารณาตามขั้นตอนของ ป.ป.ช. แต่ DSI กลับมาทำหน้าที่เข้มแข็งอีกครั้งด้วยการเข้าตรวจค้นคลังสินค้าของบริษัท ซีพี แอกซ์ตรา ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเข้าตรวจสอบคลังสินค้าของบริษัทฯ ที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ตามเอกสารหลักฐานที่บริษัทเวลท์ธี่ แอนด์ เฮลท์ซี่ ส่งมอบหมูเถื่อนแปรรูปให้กับบริษัทฯ ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นในปี 2565 ถึงวันนี้สิ้นปี 2567 ไม่มีหมูเถื่อนอยู่ในคลังสินค้าดังกล่าวแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งจะเข้าไปตรวจสอบ หากดำเนินคดีหมูเถื่อนแบบเข้มข้นตั้งแต่รับโอนมาเป็นคดีพิเศษเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คดีน่าจะสิ้นสุดและนำคนผิดไปลงโทษได้ทั้งหมดแล้วแน่นอน ตามรายงานข่าวยังกล่าวอีกว่าบริษัทฯ แสดงหลักฐานเอกสารยืนยันการซื้อขายและตรวจรับรองคุณภาพถูกต้องจากหน่วยงานราชการ และยินดีให้ความร่วมมือกับ DSI หากต้องเอกสารเพิ่มเติม

โดย : ปราบดา มหากุศล นักวิจัยสินค้าเกษตร

รัฐเร่งยกระดับ “หมอลำ” สู่ Soft power ภาคอีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนระดับประเทศ อาทิ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย บริษัท ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด Sustainable Brands (SB) Thailand และ บริษัท นิวเจน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จัดกิจกรรมหมอลำเฟสติวัลร้อยแก่นสารสินธุ์ ณ โรงแรมโฆษะ ขอนแก่น รับฟังปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนาและยกระดับหมอลำ สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติของยูเนสโก” เพื่อยกระดับหมอลำ การแสดงดนตรีภาษาพื้นถิ่นอีสานอันทรงคุณค่า ให้เป็น Soft power ของภาคอีสาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

จากแนวคิด ‘ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ’ ผลักดันด้านการท่องเที่ยว ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นอีสานและศูนย์กลางสร้างเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กับสังคมและชุมชน โดยมี “ปลาร้า” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารพื้นบ้าน และ “หมอลำ” การแสดงดนตรีภาษาพื้นถิ่นอีสานอันทรงคุณค่า ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ คือ วัฒนธรรมของชาวอีสานที่ยั่งยืน อีกทั้ง เพื่อยกระดับภาคอีสานสู่สายตาชาวโลกครบทุกมิติ สร้างศูนย์กลางทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาสังคมและชุมชน ตลอดจนยกระดับภาคอีสานให้เป็นอีกหนึ่ง Thailand Destination

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ผศ.ดร.สาธิต กฤตลักษณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด นายสุเนตร ทองคำ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ผศ.ดร.ราชันย์ นิลวรรณาภา ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยประธานสภาวัฒนธรรม 26 อำเภอ จังหวัดขอนแก่น รวมไปถึง ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ ดร.จินตนา เย็นสวัสดิ์ ศิลปินมรดกอีสาน และนางสาวชญาธนุส ศรทัตต์ (เฌอเอม) มิสแกรนด์ขอนแก่น 2025 เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมโฆษะ ขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

รับชมการแสดงในพิธีเปิดงาน ชุด “หมอลำกลอน” โดย ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำประยุกต์ และคณะ จากนั้น นางศิรดา มะลาสาย วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของงาน และนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประธานในพิธี
กล่าวเปิดโครงการ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การสาธิตการถนอมอาหารอีสานแบบดั้งเดิม (หมักดองอาหารอีสาน) อาหารพื้นบ้าน เช่น ปลาร้าอีสาน ปลาร้าบองสมุนไพร ส้มตำปูปลาร้า หม่ำอีสาน แกงไข่ฝำ และส้มเนื้อและส้มหมู เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการสาธิตมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหมอลำ ทั้งเครื่องดนตรีหมอลำ โดยวงโปงลางอีสานมหาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน จังหวัดขอนแก่น และเครื่องแต่งกายหมอลำ โดย ศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย แม่ครูจินตนา เย็นสวัสดิ์ ชุดหมอลำ โดย นายสุระชัย นาสูงชน เมืองไหม อำเภอชนบท และเครื่องศิราภรณ์ของหมอลำ โดย นายคณิศร ชิณชุบัญพ์

รับฟังปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนาและยกระดับหมอลำ สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติของยูเนสโก” โดย นายประสพ  เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และเวทีเสวนา หัวข้อ“จากรากสู่โลก: ขับเคลื่อนหมอลำอีสานสู่เวทีสากล” โดย ผศ.ดร.ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม คณบดีวิทยาลัย การปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นวิทยากรและผู้ดำเนินการเสวนา ดร.ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำประยุกต์ นายสุชาติ อินทร์พรหม (เฮียหน่อย หมอลำไอดอล) ผู้อำนวยการ บริษัท นิวเจน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด นายวีระพงษ์ วงศ์ศรี (บิ๊ก ภูมารินทร์) นักประพันธ์กลอนลำอีสานและเพลงลูกทุ่งหมอลำ และนายสุรพล ทองด้วง (อ๊อฟ สุรพล) แชมป์หมอลำไอดอลคนแรก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์รวมถึงหาแนวทางในการผลักดันให้ศิลปะการแสดงหมอลำอีสานยกระดับสู่สากล

“หมอลำ” จะเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพส่งเสริมให้เป็น Soft power ของประเทศได้ ทั้งทาง ด้านเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน รวมไปถึงทาง ด้านวัฒนธรรม ที่เป็นมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มาการสืบต่อ สืบทอด และต่อยอดคู่กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวอีสานทุกคน พร้อมทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศมาร่วมฟัง “ความม่วน” ของชาวอีสาน และผลักดัน “หมอลำ” ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยองค์การยูเนสโก เพื่อให้หมอลำเป็นการแสดงศิลปะพื้นบ้านอีสาน ที่นำพา ISAN to the World ได้อย่างแท้จริง

2024 ปีทองของนักกอล์ฟสาวไทยในเวทีแอลพีจีเอ

แอลพีจีเอ ทัวร์ ฤดูกาล 2024 ปิดฉากลงไปเรียบร้อย โดยที่นักกอล์ฟสาวไทย ได้สร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้า 6 แชมป์ นับเป็นสถิติที่มากที่สุดที่นักกอล์ฟไทยคว้ามาได้ในหนึ่งฤดูกาลตั้งแต่ร่วมแข่งขันรายการแอลพีจีเอมา และ “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ ยังคว้าแชมป์ทีมผสมรายการร่วมกับพีจีเอ ทัวร์ปิดท้ายปีอีกด้วย

กอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์ 2024 เริ่มต้นในปลายเดือนมกราคม สิ้นสุดโปรแกรมรายการทางการของทัวร์เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนักกอล์ฟไทยสร้างผลงานคว้ามาได้ 6 แชมป์ ตั้งแต่ “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ คว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ นับเป็นแชมป์ที่สองในการเล่นอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ ต่อจากรายการ เอเอ็นเอ อินสปิเรชันแนล (เชฟรอน แชมเปียนชิพ) รายการเมเจอร์เมื่อปี 2021 โดยสถิติในแอลพีจีเอ ทัวร์ เล่น 18 รายการจบลงใน 10 อันดับแรก 4 รายการ ทำเงินรางวัลรวม 1,231,694 ดอลลาร์ ก่อนจะมาคว้าแชมป์กอล์ฟทีมผสม แอลพีจีเอ-พีจีเอ ทัวร์ แกรนท์ ธอนตัน อินวิเเทชันแนล คู่กับ เจค แน็ปป รับเงินรางวัลไปคนละ 500,000 ดอลลาร์ รวม 1,731,694 ดอลลาร์

 “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล วัย 22 ปี อดีตมือ 1 ของโลกคว้าแชมป์ 2 รายการจากทีมดาว แชมเปียนชิพ คู่กับ หยิน ยัวหนิง เพื่อนสนิทจากจีน เมื่อเดือนมิถุนายน และปิดท้ายฤดูกาล คว้าแชมป์ซีเอ็มอี กรุ๊ป ทัวร์ แชมเปียนชิพ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับคว้ารางวัล 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นเงินรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์กอล์ฟหญิง และทำเงินรางวัลรวมสูงสุด 6,059,309 ดอลลาร์ และเมื่อรวมกับเงินรางวัล The Aon Risk Reward Challenge อีก 1 ล้านดอลลาร์ทำให้ปีนี้เธอทำเงินรางวัลรวมเป็น 7,059,309 ดอลลาร์ จากการเล่น 17 รายการ สถิติจบลงใน 10 อันดับแรกมากถึง 12 รายการ และรวมกับเงินรางวัล 280,000 ดอลลาร์ จบอันดับ 2 กอล์ฟทีมผสมแอลพีจีเอ-พีจีเอ ทัวร์ แกรนท์ ธอนตัน อินวิเเทชันแนล ทำให้ปีนี้ อาฒยา มีรายได้รวมทั้งหมด 7,339,309 ดอลลาร์

 “พราว” ชเนตตี วรรณแสน เล่นทัวร์ปีที่สอง แต่ก็คว้าแชมป์ได้ในรายการเดนา โอเพ่น เมื่อเดือนกรกฎาคมเป็นการคว้าแชมป์รายการที่สองในการเล่นอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ โดยเธอเล่นทั้งหมด 29 รายการในปี 2024 จบลงใน 10 อันดับแรก 4 รายการ ทำเงินรางวัลรวม 1,002,989 ดอลลาร์

ตามมาด้วย “โม” โมรียา จุฑานุกทาล คว้าแชมป์ พอร์ทแลนด์ คลาสสิก เมื่อเดือนสิงหาคม นับเป็นแชมป์ที่สามในการเล่นอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ โดยสถิติเล่นในทัวร์ปีนี้ 27 รายการจบลงใน 10 อันดับแรก 2 รายการทำเงินรางวัลรวม 612,518 ดอลลาร์

และจัสมิน สุวัณณะปุระ คว้าแชมป์ วอลมาร์ท เอ็นดับเบิลยู อาร์คันซอ แชมเปียนชิพ นับเป็นแชมป์ที่สามในการเล่นอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์ และสถิติการเล่นในทัวร์มากที่สุดในปีนี้รวม 30 รายการ จบลงใน 10 อันดับแรก 4 รายการทำเงินรางวัลรวม 816,593 ดอลลาร์

สรุปผลงานของนักกอล์ฟสาวไทยในแอลพีจีเอ ทัวร์ ปี 2024 คว้าแชมป์รวม 6 รายการมากที่สุดของนักกอล์ฟไทยที่เคยทำได้ก่อนหน้านี้ 5 รายการในปี 2016 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์จากนักกอล์ฟคนเดียวคือ “เม” เอรียา จุฑานุกาล เป็นรองแค่นักกอล์ฟจากสหรัฐอเมริกาที่คว้าแชมป์มากที่สุดรวม 12 รายการ และหากรวมกับรายการพิเศษที่ไม่ใช่ รายการทางการของทัวร์ที่ ปภังกร คว้าแชมป์ทีมผสมมาได้นั้น รวมเป็น 7 รายการนับความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาของนักกอล์ฟไทยในเวทีกอล์ฟอาชีพสตรีระดับโลก พร้อมกับทำเงินรางวัลทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ได้มากถึง 5 คนด้วยกัน

หากจะย้อนกลับไปตั้งแต่ เอรียา จุฑานุกาล สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นนักกอล์ฟไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ในแอลพีจีเอ ทัวร์ เมื่อปี 2016 เป็นต้นมา นักกอล์ฟไทยคว้าแชมป์ทุก ๆ ปียกเว้นในปี 2020 ซึ่งแอลพีจีเอ ไม่ได้แข่งขันแบบเต็มฤดูกาลเนื่องจากปัญหาการระบาดของโควิด-19

สำหรับนักกอล์ฟสาวไทยที่คว้าแชมป์ในแอลพีจีเอ ทัวร์มี เอรียา จุฑานุกาล 12 รายการ, อาฒยา ฐิติกุล 4 รายการ, โมรียา จุฑานุกาล 3 รายการ, จัสมิน สุวัณณะปุระ 3 รายการ, ปภังกร ธวัชธนกิจ 2 รายการ, ชเนตตี วรรณแสน 2  รายการ และ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ 2 รายการ รวมทั้งสิ้น 28 แชมป์

หลังจากแอลพีจีเอ ทัวร์ ปิดฤดูกาลนักกอล์ฟมีเวลาพักก่อนจะกลับไปฝึกซ้อมในเดือนมกราคมปีหน้า โดยโปรแกรมจะเริ่มต้นรายการแรกเปิดฤดูกาลในรายการ ทัวร์นาเมนท์ ออฟ แชมเปียนส์ ที่รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกาในปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์

เครดิตภาพ: LPGA/Getty Images

ไก่ย่าง “เจ้กรูด”สูตรเด็ดต้นตำรับอร่อยกินคลายหนาวยอดขายสุดปัง

หากใครขับขี่รถยนต์ผ่านไปมาที่ ร้านกรูดไก่ย่างพิมาย  ตั้งอยู่ ม.14 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ริมถนนสระแก้ว ธันวาคม ในเขตเทศบาลตำบลพิมาย  จะพบนางรัตนา แซ่เต็ง หรือ เจ้กรูด  อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 217/3 ม.14 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ได้นำไก่สูตรเด็ดของร้าน มาวางเรียงรายบนตะแกรงย่างบนเตา ร้อนๆ กลิ่นหอมโชยไปไกล ดึงดูดลูกค้าให้มาอุดหนุน

เจ้กรูดไก่ย่างพิมาย เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ตนขายไก่ย่างมานานกว่า 30 ปี การันตีความอร่อยด้วยสูตรเด็ดของร้าน และสะอาดปลอดภัย ราคาไม่แพง คุ้มค่าที่ได้มาทาน ซึ่งเหมาะอย่างมากในช่วงอากาศหนาว ได้รับประทานอุ่นๆ พร้อมกับครอบครัว อิ่มสบายท้อง  ซึ่งไก่ย่างของตน จะหมักเครื่องเทศจนเข้าเนื้อ เมื่อนำไปย่างจะหอมกรุ่น เมื่อนำมาน้ำจิ้มมะขามสูตรเจ้กรูด ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ จะอร่อยมาก แถมยังมีกระเทียมพริกไทยโรยให้เคี้ยวกรุบๆ ได้รสชาติโดนใจ

 เปิดขายตั้งแต่เวลา 08.0 น. – 13.00น.ทุกวัน  จะย่างขายวันละ 50ตัวทำเป็นชิ้นๆ ใส่ไม้ปิ้ง จำนวน 80-90 ไม้ มีรายได้วันละ 7,000-8,000 บาท ยิ่งอากาศหนาวจะขายดีเป็นพิเศษ สนใจมาสั่งจองได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 081-1867908 เจ้กรูดไก่ย่างพิมาย รับรองไม่ผิดหวัง

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ  / โคราช

ตำรวจภูธรภาค 1 กวาดล้างอาชญากรรมในทุกมิติช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ตำรวจภูธรภาค 1 กวาดล้างอาชญากรรมในทุกมิติ ก่อนถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในห้วง 7 วันที่ผ่านมา สามารถดำเนินคดีได้กว่า 3,800 คดี นอกจากนี้ยังได้จัดโครงการเพื่อที่จะอำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด โดยเฉพาะโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ 4.0

 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ร่วมแถลงผลการปฏิบัติในการระดมกวาดล้างอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนมีการเฉลิมฉลอง จัดงานสร้างความสนุกสนาน บางส่วนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ จึงเป็นโอกาสที่มิจฉาชีพจะใช้ประโยชน์จากความประมาท เร่งรีบของผู้คนในการก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

โดย ผบช.ภ.1. เปิดเผยว่า สำหรับผลการกวาดล้างอาชญากรรม และแรงงานต่างด้าวของตำรวจภูธรภาค 1 ในระหว่างวันที่ 17-23 ธันวาคม 2567 ระยะ 7 วันที่ผ่านมา ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง มีการจับกุมคดีอาวุธปืนได้รวม 170 กระบอก  ทั้งปืนที่มีทะเบียนและไม่มีทะเบียน // จับกุมคดียาเสพติดรวม 1,189 ราย ได้ผู้ต้องหา 1,191 คน ของกลางเป็นยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 1,594 กรัม และตรวจยึดทรัพย์สินได้กว่า 22 ล้านเม็ด // จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 1,110 คน // จับกุมหมายจับค้างเก่า 615 คน // จับอุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรวม 354 ราย ผู้ต้องกา 354 คน อายัดทรัพย์สินรวมกว่า 1.3 ล้านบาท รวมจับกุมทุกข้อหา 3,876 ราย ผู้ต้องหา 3,968 คน

นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาค 1 ยังมีความห่วงใย และอยากฝากไปถึงประชาชนที่อยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ หลายท่านที่เตรียมตัวออกไปต่างจังหวัด จึงได้ดำเนินโครงการหลายโครงการเพื่อที่จะช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนระหว่างเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประกอบด้วย โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ 4.0 ในการเปิดรับฝากบ้านระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2568 ซึ่งพี่น้องประชาชนพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้ง 9 จังหวัด สามารถเดินทางไปที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ ว่าบ้านอยู่จุดไหนและจะเดินทางไปต่างจังหวัดกี่วัน เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปดูแล ตรวจตราความเรียบร้อย หรือหากไม่สะดวกสามารถแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น “ฝากบ้าน 4.0 (OBS)” ก็สามารถกรอกข้อความฝากบ้านไว้กับตำรวจได้เลย โดยล่าสุดเฉพาะในพืเนที่ตำรวจภูธรภาค 1 มีการฝากบ้านไว้กับตำรวจแล้ว 116 หลัง และแม้ว่าโครงการนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดไว้ในห้วงของเทศกาลปีใหม่ แต่ความห่วงใยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ก็ยังสามารถขอรับบริการฝากบ้านกับตำรวจได้ตลอดด้วย

ส่วนการป้องกันภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อความลว๊ากคลิกลิ้งจากแหล่งข่าว รวมถึงการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ที่ สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการไล่ข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้าโดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร เพื่อรู้เท่าทันออนไลน์ผ่านทางช่องทางต่างๆของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหากได้รับความเดือดร้อนตกเป็นเหยื่อสามารถโทรติดต่อสายด่วน 1441 ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ศูนย์ AOC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ thaipoliceonlince.go.th

ขณะที่การ ป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน เบื้องต้นตำรวจภูธรภาค 1 ได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาในเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นอยู่เป็นประจำ นำร่องในพื้นที่ เช่น ถนนรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี / ถนนรังสิต-นครนายก / บริเวณถนนฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จังหวัดปทุมธานี  ที่ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูและวิเคราะห์ ปัญหาต่างๆ ด้านการจราจร ว่าเป็นเรื่องของคนขับขี่ หรือกายภาพว่ามีการก่อสร้างใดบ้าง เพื่อที่จะเคลียร์พื้นที่ให้การจราจรมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และก็จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆด้วย อีกทั้งยังมีการตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 “ ดูแลผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือกลับภูมิลำเนา ควรศึกษาเส้นทางให้ดี เตรียมสภาพความพร้อมของผู้ขับขี่ มีใบอนุญาตขับขี่ตามกฏหมาย ที่สำคัญต้องไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะตำรวจภูธรภาค 1 จะมีด่านตรวจตลอดเส้นทาง และถ้าไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างแน่นอน

“สมเด็จพระสังฆราช”ประทานพรปีใหม่ 2568 ขอท่านจงตั้งมั่นในศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความว่า เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้น ปีใหม่ พุทธศักราช 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป และลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “สทฺธา สาธุ ปติฏฺฐิตา ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ” เป็นพระคติธรรมสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2568

พร้อมด้วยพรประทานว่า “เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ขอท่านจงตั้งมั่นในศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา เพื่อความเจริญสำเร็จทุกประการ เทอญ.”

สวยงามตระการตา!วัดบ้านโจด เนรมิตร ไฟ แสง สี ฉลองพระอุโบสถต้อนรับปีใหม่

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:136; brp_del_th:0.0004,0.0001; brp_del_sen:1.0000,1.0000; motionR: 0; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2097152;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 296.02304;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 30;

นครราชสีมา–วัดบ้านโจด ต.ท่าเยี่ยมอ.โชคชัยตกแต่งสถานที่และประดับประดาไฟตามส่วนต่างๆของทางวัด ที่มีอยู่กว่า 40 ไร่ อย่างสวยงามตระการตา เพื่อเตรียมพร้อมในงานฉลองพระอุโบสถผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ที่จะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 5 ม.ค.68 นี้

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านโจด ต.ท่าเยี่ยมอ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ได้ทำการจัดตกแต่งสถานที่และประดับประดาไฟตามส่วนต่างๆของทางวัด ที่มีอยู่กว่า 40 ไร่ อย่างสวยงามตระการตา เพื่อเตรียมพร้อมในงานฉลองพระอุโบสถผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ที่จะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 5 ม.ค.68 นี้ โดยได้มีการจัดเป็นนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตำบลท่าเยี่ยม ซึ่งเป็นชุมชนแห่งการทำนา บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตชาวบ้านในการทำนาในอดีต พร้อมทั้งมีการจัดสวนดอกไม้ ประดับตกแต่งส่วนต่างๆ

โดยตุงและงานหัตถกรรมต่างๆที่ชาวบ้านช่วยกันจัดทำมา ซึ่งแสดงออกถึงความรักสามัคคีและการมีส่วนร่วมของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งในวันนี้ทางวัดได้มีการทดลองเปิดไฟงานเต็มรูปแบบ สร้างความสว่างไสวสวยงามตระการตาอย่างมาก ขณะเดียวกันบรรดานางรำหลายสิบชีวิต ที่จะรำบวงสรวงต่างพร้อมใจกันมาซ้อมรำเพื่อที่จะร่วมในวันเปิดงานกันอย่างตั้งใจ ท่ามกลางประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงและผ่านไปผ่านมา เมื่อได้เห็นถึงความสวยงามต่างก็แวะเวียนเข้ามาถ่ายรูปเก็บภาพเป็นที่ระลึกก่อนวันงานกันเป็นจำนวนมาก

จากการสอบถามพระอธิการจารุวัฒน์ จารุวฑัตโน เจ้าอาวาสวัดบ้านโจด บอกว่า ในงานผูกพันธสีมาฝังลูกนิมิตของทางวัดนั้น จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 5 ม.ค.68 ซึงทางคณะสงฆ์และชาวบ้าน เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดเตรียมสถานที่เพื่อสร้างสีสันและให้ผู้ที่มาร่วมทำบุญกับทางวัดได้มีความสดชื่น สดใส ทั้งกายและใจ โดยจัดเตรียมสวนดอกไม้ พร้อมกับนำเอาอุปกรณ์การทำนา และสิ่งของต่างๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องของราววิถีชีวิตชาวนา ซึ่งเป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ในอดีต ที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน ร่วมแสดง เพื่อให้มีกลิ่นไอของชีวิตชาวบ้านในชุมชนดั้งเดิม

นอกจากนี้ยังมีการประดับประดาสถานที่ด้วยตุง ที่ชาวบ้านกว่าร้อยหลังคาเรือน ได้ตั้งใจถักทอด้วยความวินิยะอุตสาหะ มาประดับประดาทั่วทั้งสถานที่จัดงาน แสดงให้เห็นถึงแรงศรัทธาต่อชาวบ้านที่มีต่อพระพุทธศาสนา มารวมกันเอาไว้อย่างสวยงามอีกด้วย ซึ่งหวังว่าจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่จะดึงดูดใจให้ผู้คนทั่วไปที่ได้เห็นเข้ามาร่วมบุญกับทางวัดและเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถนำคนเข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นด้วย.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

พ่อเมืองกระบี่ ล็อกตัวหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดเร่งยกระเป็นองกรณ์สีขาว

พ่อเมืองกระบี่ ล็อกตัวหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พร้อมลงนาม MOU เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้เป็นองค์กรสีขาว เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.67 ที่ห้องประชุมพนมเบญจา ศาลากลางจังหวัดกระบี่ ก่อนการประชุมกรมการจังหวัดกระบี่ ประจำเดือนธันวาคม 2567 นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน 145 คน ทั้งชายและหญิงตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งทุกคนไม่ทราบมาก่อนล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจปัสสาวะดังกล่าว  พร้อมทั้งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างจังหวัดกระบี่

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา และนายอำเภอ มีผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 8 และปลัดจังหวัดกระบี่ เป็นสักขีพยาน ตามโครงการมหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs) เป็นการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะแสดงให้เป็นว่าตนเองและครอบครัว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออบายมุขต่าง ๆ  อันจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลในองค์กรว่าเป็นบุคคลที่ประพฤติตัว ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี รวมถึงรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงานของรัฐ เป็นองค์กรสีขาวปลอดยาเสพติด

นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการมหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs) เพื่อป้องกันมิให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกรูปแบบ ในส่วนของจังหวัดกระบี่ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ได้ดำเนินการในหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้เป็นองค์กรสีขาว เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ซึ่งการตรวจปัสสาวะของหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาก่อน

แต่เมื่อทุกคนมาร่วมประชุมกรมการจังหวัดแล้ว จึงได้ให้ตรวจทุกคน รวมทั้งตัวผู้ว่าฯเองด้วย หากพบปัสสาวะเป็นสีม่วง ก็ต้องมีกระบวนการในการตรวจซ้ำ หรือซักถามว่าได้รับประทานยาอะไรไปหรือไม่ ต้องมีหลักฐานยืนยัน อย่างไรก็ตามได้รับแจ้งผลการตรวจทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 145 คน ไม่พบว่าใครมีปัสสาวะเป็นสีม่วง ส่วนการลงนามใน MOU กับ 20 หน่วยงาน และนายอำเภอ 8 อำเภอนั้น เพื่อให้ทุกหน่วยงานไปดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบต่อไป เพื่อลดจำนวนผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด โดยเฉพาะผู้เสพหน้าใหม่