ทลายรังลับมังกรพัทยา!บุกจับหนุ่มจีน เปิดบ้านค้ายา–ขาย “แก๊สหัวเราะ” ออนไลน์

กองกำกับการสืบสวนสอบสวน บก.ตม.3 เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ “เด็ดปีกซูเปอร์บอลลูน” บุกทลายรังลับเอเย่นต์ชาวจีน กลางเมืองพัทยา หลังลักลอบใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นฉากบังหน้า จำหน่าย “แก๊สหัวเราะ” และสารเสพติดให้วัยรุ่น พบของกลางเพียบ ทั้งอาวุธปืนเถื่อน เครื่องกระสุน และยาเสพติดประเภท 2 ซุกซ่อนภายในบ้านพัก

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบาย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่กำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น พร้อมสั่งการ X-ray พื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ เพื่อกวาดล้างชาวต่างชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร โฆษก บก.ตม.3 เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่ โดยมี พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ ศรีธนาอภินันท์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เร่งแกะรอยขบวนการจำหน่ายยาเสพติด หลังได้รับข้อมูลจากสายลับว่า มีชายชาวจีนรายหนึ่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดและ แก๊สหัวเราะ (Nitrous Oxide) ให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่พัทยา ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook และ Telegram โดยมีการยิงโฆษณาเชิญชวนลูกค้าอย่างเปิดเผย ไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงวางแผนสืบสวนเชิงลึก กระทั่งพบแหล่งซุกซ่อนและจุดส่งสินค้าในเมืองพัทยา เป็นบ้านพักสองชั้นปิดเงียบผิดสังเกต ก่อนจะใช้แผนล่อซื้อ โดยสั่งซื้อ ไนตรัสออกไซด์ (แก๊สหัวเราะ) 1 ถัง ราคา 2,400 บาท

หลังจากนั้น ได้มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งได้ขับมาจอดหน้าบ้าน ก่อนที่ชายชาวจีนจะเดินออกมาจากรั้วบ้านพร้อมกล่องบรรจุ แก๊สหัวเราะ 1 ถัง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้าควบคุมตัวทันที และเข้าตรวจค้นภายในบ้านพัก

ผลการตรวจค้นพบของกลางจำนวนมาก ได้แก่
 • อาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 มม. ยี่ห้อ TAUROS จำนวน 1 กระบอก
 • กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 58 นัด
 • กระสุนปืนขนาด .38 มม. จำนวน 11 นัด
 • กระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 2 นัด
 • กระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 จำนวน 3 นัด
 • แม็กกาซีน Glock จำนวน 1 ซอง
 • หัวพอตเค จำนวน 30 ชิ้น
 • ไนตรัสออกไซด์ (แก๊สหัวเราะ) จำนวน 17 ถัง

โฆษก บก.ตม. 3 กล่าวต่ออีกว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ของกลางทั้งหมดเป็นของตน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต (ไนตรัสออกไซด์ / แก๊สหัวเราะ), มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต (เอโทมิเดต / พอตเค)”

จากนั้นเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.3 ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลไล่ล่าผู้ร่วมขบวนการทั้งในและนอกประเทศต่อไป

ทั้งนี้ บก.ตม.3 ย้ำชัด — จะเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดานของผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

คุมตัว สส.ชนนพัฒฐ์ ฝากขังศาลอาญา ค้านประกัน ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหา ฟอกเงิน-เว็บพนัน

ดีเอสไอคุมตัว “ชนนพัฒฐ์” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม  ฝากขังศาลอาญา ค้านประกัน ข้อกล่าวหาคดี ฟอกเงิน-เว็บพนัน

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 14.06 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม นั่งรถยนต์ส่วนตัว โตโยต้า อัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน 6 ขว 272 กรุงเทพมหานคร เดินทางมาถึงศาลอาญา โดยไม่ได้ใส่เครื่องพันธนาการ แต่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและทนายความนั่งในรถด้วย และมีรถยนต์เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ขับนำหน้า 1 คัน และขับรถตามหลังอีก 1 คัน

พนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 150/2568 นำตัว นายชนนพัฒฐ์ ยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญา พร้อมค้านประกันชั้นสอบสวน ต้องไปยื่นประกันในชั้นศาลต่อไป

โดยตัวนายชนพัฒฐ์ถูกควบคุมตัวที่ห้องเวรชี้ ใต้ถุนศาลจนกว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังเเละคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชนนพัฒฐ์ ได้ยกมือไหว้ ระหว่างพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำตัวส่งฝากขังศาลอาญา พร้อมกล่าวสั้นๆ ว่า มารายงานตัวและแสดงความบริสุทธิ์ใจ ก่อนเจ้าตัวขึ้นรถส่วนตัว โดยมีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ขับตามประกบ

ตรังยกระดับแตงโมเกาะสุกรยั่งยืน หลังเจอปัญหาแอบอ้างชื่อ

ถึงแม้สถานการณ์ในปัจจุบัน แตงโมเกาะสุกร จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดตรังอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เกษตรกรยังคงประสบปัญหาจากกลุ่มผู้ค้าที่นำแตงโมจากแหล่งอื่นมาแอบอ้างชื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และกลไกราคาของผลผลิตจริง

นายยงยุทธ ไชยมล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะสุกร เปิดเผยว่า  ทางองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.)เกาะสุกร จึงได้ขนแตงโมเกาะสุกรขึ้นฝั่งบุกถึงตัวผู้บริโภคในตัวเมืองตรังโดยตรง เพื่อยืนยันว่าเป็นแตงโมจากเกษตรกรตัวจริง มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลอกเลียนไม่ได้ อีกทั้งเพื่อต้องการทวงคืนความเชื่อมั่นและสร้างบรรทัดฐานว่า แตงโมเกาะสุกรของแท้ ต้องมีรสชาติหวานกรอบ เนื้อละเอียด และมีกลิ่นหอมไอทะเลที่เป็นเอกลักษณ์

สำหรับกลยุทธ์ 3 ประการ เพื่อการยกระดับแตงโมเกาะสุกรอย่างยั่งยืน และเพื่อให้สินค้าเกษตรไทยก้าวสู่ระดับสากลนั้น อบต.เกาะสุกร ได้วางแนวทางการขับเคลื่อนไว้ดังนี้คือ มีการการันตีคุณภาพ 100% ด้วยการส่งเสริมการติดสติกเกอร์รหัสตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) บนผลผลิตทุกลูก เพื่อให้ผู้บริโภคทราบแหล่งที่มาถึงระดับไร่เกษตรกร  มีการจุดเด่นอัตลักษณ์ GI ด้วยการประชาสัมพันธ์ความพิเศษของแตงโมทะเล ที่ปลูกในดินร่วนปนทรายซึ่งอุดมด้วยแร่ธาตุ และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลควายทะเลกว่า 900 ตัวบนเกาะ

 นอกจากนั้น ยังมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเชิงรุก ปรับภาพลักษณ์สินค้าจากผลไม้พื้นเมืองสู่ของฝากเกรดพรีเมียม โดยเน้นการวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างแบรนด์ที่คนเชื่อถือ เมื่อผู้บริโภคเห็นชื่อเกาะสุกร ต้องมั่นใจได้ทันทีว่าได้รับประทานแตงโมที่มีคุณภาพที่สุด

 ดังนั้น ในวันที่ 20-21 มีนาคม 2569 ทาง อบต.ก็จะมีการจัดงานวันแตงโมตำบลเกาะสุกรขึ้น ณ สันเขื่อน หมู่ที่ 2 บ้านแหลม พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ การประกวดหนูน้อยแตงโมเกาะสุกร การประกวดเมนูอาหารวัตถุดิบจากแตงโมเกาะสุกร การเดินแบบผ้าพื้นถิ่น การแสดงวงดนตรี การจำหน่ายสินค้าในชุมชนและร้านค้า เป็นต้น พร้อมกิจกรรมกินแวะชมสวนแตงโมเกาะสุกรที่ขึ้นชื่อลือเลื่อง ในรสชาติที่หวาน กรอบ สีสด ตลอดทั้งเดือนนี้

สตม. ร่วม ปปง. ยึดทรัพย์แก๊งจีน แฮ็คข้อมูลบัตรเครดิตรวม 25 รายการ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม., นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขา ปปง. ,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./เลขานุการ ศปชก.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) หน.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม., นายปวิช พันวิไล ผอ.กองคดี 1 ปปง., ว่าที่ พ.ต.ท.โกเมน วรรณบวร สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. เจ้าหน้าที่ ศปชก.สตม. ร่วมกับชมรมป้องกันการทุจริตบัตรเครดิต ทำการสืบสวนกรณีกลุ่มคนร้ายหลอกลวงเอาข้อมูลบัตรเครดิต (Phishing) ของผู้เสียหายชาวไทยและชาวต่างชาติ จากนั้นนำข้อมูลบัตรเครดิตไปสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น ทองคำ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน โดยใช้บ้านแห่งหนึ่งบริเวณซอยพระยาสุเรนทร์ เขตบางชัน ในการกระทำความผิด จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติค้นต่อศาลอาญามีนบุรี ซึ่งต่อมาศาลอนุมัติหมายค้นที่ ค.๔๑๘/๒๕๖๘ ให้เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว จากการตรวจค้นสามารถขยายผลไปยังตัวการที่กระทำความผิดและบ้านที่ใช้กระทำความผิดได้เพิ่มเติม คือ MR.YUPENG (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน พร้อมพยานหลักฐานที่ใช้ในการกระทำความผิด เช่น โทรศัพท์มือถือที่ใช้รับข้อมูลบัตรเครดิต, โทรศัพท์มือถือที่ใช้ข้อมูลบัตรเครดิตสั่งซื้อสินค้ากว่า 70 เครื่อง, ทองคำ 21 บาท, เงินสกุลดิจิทัล 264,179 USDT, รถยนต์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าได้ใช้หรือได้มาจากการกระทำความผิด จึงได้ทำการจับกุมตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งได้รายงานการจับกุมความผิดมูลฐานให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแล้ว

ภายหลังศาลอาญามีนบุรีพิพากษาผู้ต้องหา ตามคดีแดงที่ อ.766/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.69 ลงโทษจำคุก 2 ปี 30 เดือน ไม่รอลงอาญา และ ปปง. ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินจำนวน 25 รายการ ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามคำสั่ง ย.18/2569 ลง 11 ก.พ.69 ที่ทำการตรวจยึดไว้ โดยในวันที่ 12 มี.ค.69 สตม. ได้ส่งมอบทรัพย์สินรวม 25 รายการ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ต่อ ปปง. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจยึดทรัพย์สินเงินสกุลดิจิทัลจากผู้ต้องหาในรูปแบบ Software Wallet แบบไม่ยืนยันตัวตน (non-Custodial wallet) จนสามารถนำส่งให้กับ ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายได้สำเร็จอีกด้วย

“สมชัย”พร้อมคณะเข้าพบกองปราบฯถามข้อมูลถูก กกต.ฟ้องคดี “อั้งยี่-ขัดขวางหน้าที่”

“สมชัย”  อดีตกรรมการการเลือกตั้ง  พร้อม ทีมสังเกตการเลือกตั้งเขตคันนายาว  พบ ตร.กองปราบฯ ขอทราบข้อมูล ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี “อั้งยี่-ขัดขวางหน้าที่” ตร.ขอเวลา 2 สัปดาห์ ตอบข้อมูล

เมื่อวันที่  12 มี.ค.69  ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง  นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม  นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์  หรือ เอิร์ธ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain  และ นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black

นัดหมายกันเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามความคัดเจนกรณี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทน กกต. แจ้งความดำเนินคดีอาญา ต่อมามีข่าวว่าให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 6 ราย ในข้อหาความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” หรือซ่องโจร , ข้อหาตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ , ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ของ กกต. , กระทำการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ (ม.116)

นายสมชัย  เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต้องการความชัดเจนใน 3 ประเด็น คือ 

1.อยากรู้ว่าจากการที่ปรากฏเป็นข่าวว่า กกต. ได้มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษประชาชนทั้ง 6  คนและปรากฏชื่อเสียงเรียงนามต่างๆออกสื่อเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว ทาง กกต.มาแจ้งความไว้จริงหรือไม่และคนที่ถูกแจ้งความด้วยข้อหาที่รุนแรงร้ายแรง 6 คนมีชื่ออะไรบ้างและเป็นการกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาอะไรบ้าง แต่ละคนข้อกล่าวหาเดียวกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร บุคคล ทั้ง 4 ที่ถือว่าได้รับความเสียหาย

2.ถ้า กกต.มาร้องทุกข์กล่าวโทษจริงเราก็ทำเป็นหนังสือมาขอคัดสำเนาของคำกล่าวโทษของกกต. ว่าได้มาแจ้งความดำเนินคดีโดยมีหนังสือมาทางกองปราบ  ถ้าได้วันนี้เลยก็ดีถ้าไม่ได้วันนี้ก็ส่งไปให้เราในภายหลังได้ 

3.อยากจะมาขอคำยืนยันจากทางกองปราบว่าข่าวที่ปรากฏว่ามีการแจ้งความบุคคลทั้ง 6 คนที่ปรากฎต่อสาธารณะ มีทั้งชื่อนามสกุลและข้อกล่าวหาต่างๆ  ข้อมูลดังกล่าว หลุดออกมาจากฝ่ายใด  มาจากฝ่ายผู้ร้อง  หรือผู้รับแจ้งความ ถ้าวันนี้ไม่ได้คำตอบก็คงจะต้องดำเนินการ ขอจากสื่อว่าสื่อและข้อมูลจากไหนอย่างไรหรือขอความรู้จากสื่อว่าได้ข่าวจากแหล่งไหนมา ก็อาจจะต้องใจร้ายว่าถ้าสื่อปิดบังไม่ข้อมูลว่าได้ข่าวจากไหนอย่างไรซื้อเองจะเป็นฝ่ายที่กระทำความผิดอันนี้ก็ต้องระมัดระวังไม่อยากให้สื่อ 

ส่วนกรณีที่พนักงานสอบสวนยังไม่ออกหมายเรียกให้บุคคลใดมารับทราบข้อกล่าวหานั้น ผู้ถูกกล่าวหาจะสามารถขอข้อมูลกับ พนักงานสอบสวนได้ หรือไม่ นายสมชัย ระบุว่า สามารถมาขอข้อมูลได้เนื่องจากมีรายชื่อของตนเองปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว

นายสมชัย ยังกล่าวด้วยว่า  หลังจากเข้าไปพบกับพนักงานสอบสวน  ให้คำยืนยันหนักแน่นด้วยวาจา ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่มีทางที่จะหลุดมาจากทางฝ่ายตำรวจอย่างแน่นอน  เราจึงอยากขอให้ตอบอย่างเป็นทางการด้วย ซึ่งกรณีที่หลุดออกมาจากฝ่ายใดแล้วก่อให้เกิดความสูญเสียกระทบต่อหน้าที่การทำงานของคนถูกระบุชื่อทางผู้เสียหายในฐานะที่เป็นผู้เสียหายก็จะใช้สิทธิ์ในการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ต่อไป   โดยตำรวจแจ้งว่าขอใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จะให้คำตอบไดั แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นในฝั่งของพวกตน ก็จะต้องขอความร่วมมือกลับไปยังสื่อมวลชน  5 สำนัก ที่ มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์  ว่าได้ข้อมูล มาจากไหน เนื้อหา ถูกต้องหรือไม่

นายธรรมธีร์  กล่าวว่า สำหรับคนที่โดนฟ้องครั้งแรกในชีวิตเราไม่มีความกังวลในความบริสุทธิ์หรือข้อหาที่เป็นข่าวลือมา แต่ถามว่ามีความรู้สึกไหมว่าชีวิตนี้เราต้องมาเจออะไรแบบนี้ พอค้นหาความเชื่อก็เป็นการฟ้องปิดปาก ปล่อยนี้ใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ในฐานะประชาชนคนหนึ่งรู้สึกผิดปกติเพราะโดยปกติถ้าประกาศขึ้นมาชื่อหรือข้อหาควรจะชัดเจนจะตรงไปตรงมา จึงไม่แน่ใจว่าทำไมต้องใช้เวลาถึงสองสัปดาห์จึงเป็นที่มาที่วันนี้มาตรวจสอบกับทางกองปราบถึงกระบวนการต่างๆและได้รับคำตอบจากตำรวจว่าจะให้ความเป็นธรรม เป็นกลาง ได้รับข้อมูลจากทางผู้ฟ้อง อยากทราบว่าทำไมถึงฟ้องเท็จและตนเองในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีสิ่งที่น่าจะผิดปกติจึงสนใจเรื่องนี้เรื่องของบาร์โค้ด QR Code

พร้อมฝากถามไปถึงกกต.ว่ามีแรงจูงใจอะไรที่ใส่บาร์โค้ดไปในบัตรเลือกตั้งที่ตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปได้และพร้อมให้ข้อมูลทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนและไม่อยากให้มีการฟ้องปิดปากใดๆ เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกต่อไป 

รัฐบาลเอาจริง!สั่ง รองนายกฯ“สุชาติ”ลุยตรวจ 18 ตู้สินค้าต้องสงสัยลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์

รองนายกฯ “สุชาติ ชมกลิ่น” ลงพื้นที่แหลมฉบัง สั่งตรวจ 18 ตู้สินค้าต้องสงสัยพบลักลอบนำ เข้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ปนเศษโลหะ น้ำ หนักรวมกว่าหลายแสนกิโลกรัม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมควบคุมมลพิษ ในการตรวจสอบและขยายผลขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย

นายพันธ์ทอง ลอยกลุนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามเรื่องสืบสวนที่ 27/2569 ซึ่งพบพฤติการณ์ของขบวนการลักลอบนำ เข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีการสำแดงชนิดสินค้าเป็น “เศษโลหะ” หรือ “เศษเหล็ก” เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

กรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกสินค้า ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการสำแดงสินค้า เส้นทางการขนส่ง และใช้ระบบบริหารความเสี่ยงร่วมกับเทคโนโลยีการตรวจสอบสินค้าเพื่อคัดกรองตู้สินค้าที่มีความเสี่ยง พร้อมทั้งสนับสนุนข้อมูลทางศุลกากรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการสืบสวนและดำเนินคดี

สำหรับการตรวจสอบในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เปิดตรวจ ตู้สินค้าต้องสงสัยรวมจำนวน 18 ตู้ โดยแบ่งเป็น

กลุ่มแรก จำนวน 12 ตู้ เป็นสินค้าของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง สำแดงสินค้าเป็น “เศษเหล็ก” ประเทศกำเนิดประเทศเฮติแต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็น เศษเหล็กปะปนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ น้ำหนักรวมประมาณ 284,919 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2.53 ล้านบาท

กลุ่มที่สอง จำนวน 4 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ได้รับข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเครือข่าย Basel Action Network (BAN) ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ โดยสำแดงเป็นสินค้า “Metal Scraps” และ“Mixed Metal” จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีปลายทางการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง

กลุ่มที่สาม จำนวน 2 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่กรมศุลกากรได้อายัดไว้ เนื่องจากผู้นำเข้ามีประวัติได้รับแจ้งข้อมูลจากเครือข่าย BAN โดยสำแดงสินค้าเป็น “เศษอลูมิเนียม” จากประเทศสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าตู้สินค้าบางส่วนเข้าข่ายเป็น ขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่นำเข้าโดยผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทย และ อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention)ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่มุ่งป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมยํ้าจุดยืนของประเทศไทยว่าจะไม่เป็นแหล่งทิ้งหรือทางผ่านของของเสียอันตรายจากต่างประเทศ

กรมศุลกากรยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการผลักดันส่งสินค้าดังกล่าวกลับไปยังนอกราชอาณาจักร และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายขบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

.

ชาวนาภาคกลางร่วมใจปลูกข้าว ต้นแบบ “ข้าวโลว์คาร์บอน”

ปัจจุบันอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มข้าวขาวที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่วนข้าวหอมมะลิ (105 และ กข15) ยังคงรักษาตลาดพรีเมียมไว้ได้ แต่ปัญหาหลักพบว่าการทำนาในพื้นที่ภาคกลางที่มีระบบชลประทานดี ทำให้ชาวนาเร่งรอบการผลิตนาปรัง (ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง) ใน 1 ปี สามารถทำนาได้ถึง 3 ครั้งต่อปี จึงใช้ปัจจัยการผลิตสูง ทั้งปุ๋ย สารเคมี และน้ำ ส่งผลให้ต้นทุนสะสมสูงขึ้นจนเกษตรกรแบกรับภาระไม่ไหวเมื่อราคาตลาดโลกผันผวน

นาเปียกสลับแห้งลดปล่อยก๊าซมีเทน

สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยภาคการเกษตรได้รับมอบหมายให้ลดลง 2 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 1 ล้านตัน มาจากภาคการปลูกข้าว เนื่องจากนาข้าวที่มีน้ำขัง เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่สำคัญจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน ดังนั้นกรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมให้มีการทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าว CSA (Climate-Smart Agriculture) และข้าวโลว์คาร์บอน (Low Carbon) นอกจากขายข้าวได้แล้ว ชาวนายังขายคาร์บอนเครดิตได้

สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เผยว่าการทำนาเพื่อลดคาร์บอน จนได้ผลผลิตของข้าวโลว์คาร์บอน ใช้วิธีการทำนา “เปียกสลับแห้ง” โดยต้องปล่อยให้หน้าดินแห้งและระดับน้ำใต้ดินลดถึง 10 ซม. เมื่อถึงระดับจึงปล่อยน้ำเข้า แล้วปล่อยให้แห้งอีกครั้งจึงเติมน้ำเข้าสลับกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะทำให้ลดก๊าซมีเทนได้ 0.5 – 1 ตัน ต่อรอบต่อไร่ นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการสูบน้ำ

“การทำนาเปียกสลับแห้ง กรมการข้าวทดลองมาหลายสิบปีแล้วทำให้ได้ตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซมีเทน ส่วนวิธีอื่น ๆ เช่น การลดการใช้ปุ๋ย การไม่เผาตอซัง กำลังหาสมการของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าว

นอกจากขายข้าวได้ยังขายคาร์บอนเครดิตได้

รูปแบบการทำนาเปียกสลับแห้งนอกจากลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีแล้ว ชาวนายังสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากการทำนาในรูปแบบนี้ได้ สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว อธิบายว่า การเข้าสู่กระบวนการขายได้ต้องให้หน่วยงานอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ขึ้นทะเบียนและรับรอง ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้ หน่วยงาน อบก. จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลกลางของประเทศนำเสนอต่อ NDC (Nationally Determined Contributions) แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศกำหนดเอง ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 – 2 องศาเซลเซียส โดยทุกประเทศภาคีต้องส่งแผนนี้ทุก 5 ปี

เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับในระดับสากล กรมการข้าวได้บูรณาการร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในการวางระบบการตรวจประเมินและทวนสอบ (MRV) โดยหน่วยงานกลางที่ผ่านการขึ้นทะเบียน (VVB) จะลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาอย่างเป็นระบบ เพื่อรับรองว่าข้าวนั้นเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จริง ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกดำเนินการได้ทั้งการขาย “คาร์บอนเครดิต” หรือการขอใช้ตราสัญลักษณ์ “Carbon Footprint” บนบรรจุภัณฑ์ข้าวสารเพื่อสร้างจุดเด่นทางการตลาด

ข้าวภาคกลางได้รับรอง “ฉลากคาร์บอน”

ปัจจุบันกรมการข้าวได้สนับสนุนกลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเกษตรกรรมไทยด้วยการเป็นกลุ่มเกษตรกรภาคกลางรายแรกของประเทศที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการประเมินและได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

“ความสำเร็จของกลุ่ม ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่น ๆ ทั่วประเทศ ให้หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

กลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการพึ่งพาตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากโครงการนำร่องในเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ที่เกษตรกรได้รวมตัวกันเพื่อสร้างต้นแบบการผลิตข้าวครบวงจร จนเติบโตเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยสมาชิกภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชน 4 ศูนย์ ในจังหวัดปทุมธานี รวม 99 ราย บนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2,482 ไร่ ความแข็งแกร่งของกลุ่มไม่ได้มีเพียงการรวมตัวกัน แต่ยังเกิดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการยึดมั่นในมาตรฐานสากล สมาชิกทุกรายได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP)

ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐานการผลิต (Good Manufacturing Practice: GMP) และกำลังอยู่ในกระบวนการขอการรับรองมาตรฐาน HACCP และมาตรฐานสินค้า Q เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาหารสู่ขั้นสูงสุด เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

ใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออก

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของกลุ่มคือการเข้าร่วม “โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก” ของศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนากระบวนการตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) จากการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ กลุ่มได้รวบรวมข้อมูลและยื่นขอการรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จในที่สุด ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนมีทั้งหมด 4 รายการ ดังนี้:

• ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม

• ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม

• ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม

• เมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม

ฉลากดังกล่าวจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออกที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงให้กับข้าวไทยในระยะยาว

ตลาดโลกขานรับ เป้าหมาย 1 ล้านไร่

“ขณะนี้โมเดลข้าวคาร์บอนต่ำเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีการส่งออกไปยังห้างสรรพสินค้าในฮ่องกงแล้ว และได้รับการติดต่อจากตลาดคุณภาพสูงอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลีย กรมการข้าวจึงมีแผนขยายผลพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำให้ครอบคลุม 1 ล้านไร่ ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก เพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวถึงความสำเร็จ

นาเปียกสลับแห้ง ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

สมควร ปานเถื่อน ชาวนาวัย 59 ปี ใน จ.ปทุมธานี เล่าว่าทำนา 15 ไร่ ตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” มานานกว่า 3 ปี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการเพิ่มยอดผลิตจากที่เคยได้ไม่เกิน 800 กิโลกรัม (หรือ 0.8 ตัน) พุ่งสูงขึ้นถึง 1.1 – 1.2 ตันต่อรอบการผลิต

จุดเริ่มต้นในการทำนาเปียกสลับแห้ง เริ่มต้นด้วยการปรับระดับพื้นนาด้วยเลเซอร์ เพื่อให้หน้าดินเรียบเสมอกันทั้งผืน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ง่ายขึ้น เมื่อน้ำทั่วถึง วัชพืชจะลดลงโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้การใช้สารเคมีและค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำลดลงไปกว่าครึ่ง นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยทำให้ลดการใช้ปุ๋ยและเมล็ดพันธิ์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่ และติดตั้งระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจวัดระดับน้ำในท่อ หากน้ำลดต่ำกว่า 15 เซนติเมตร ระบบจะสั่งการให้มอเตอร์ทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดภาระการเดินตรวจนา และทำให้ต้นข้าวเติบโตสมบูรณ์สม่ำเสมอกันเกือบ 100% จนรถเกี่ยวข้าวสามารถทำงานได้ง่ายโดยไม่ติดหล่มจากการปล่อยให้ดินแห้งสนิทก่อนเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังยึดถือแนวทางเกษตรยั่งยืนด้วยการไม่เผาฟางมานานกว่า 10 ปี โดยใช้วิธีไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดินแทน

มากกว่าข้าวคาร์บอนต่ำเป็นข้าวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

สมควร ปานเถื่อน เล่าว่า เลือกปลูกข้าวสายพันธุ์ กข43 และ กข97 เจาะกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและคนรักสุขภาพ เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้มีคุณสมบัติเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลช้า ดังนั้นการขายข้าวเน้นแปรรูปสีข้าวขายเองทำให้เขาสามารถทำราคาได้สูงถึง 12,000 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาข้าวเปลือกทั่วไปในท้องตลาดที่อยู่เพียง 6,500 บาทต่อตัน และในปีนี้ยังได้รับการรับรองให้เป็นผู้ผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ”

การฉีกกฎการทำนาในรูปแบบเดิมที่ปล่อยให้น้ำขังทั้งปี ชาวนาต้องต่อสู้กับวัชพืช ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก เมื่อเปลี่ยนมาทำนาเปียกสลับแห้ง นอกจากจะได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดโลกร้อน

พายุฤดูร้อนพ่นพิษ “ฝนตกหนัก-ลูกเห็บ” ถล่ม”บ้านหนองป่าแขม” บ้านเรือนพังยับ

พายุฤดูร้อนพ่นพิษ “ฝนตกหนัก-ลูกเห็บ” กระหน่ำตกในพื้นที่ “บ้านหนองป่าแขม” อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีชาวบ้านได้รับผลกระทบกว่า 90 หลังคาเรือน

เกิดพายุฝนลมแรงหลายพื้นที่ในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีลูกเห็บตกเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองป่าแขม ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง ซึ่งหลังพายุฝนสงบไปได้กว่า 1 ชั่วโมงของเย็นวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ยังทิ้งร่องรอยลูกเห็บเกลื่อนริมทาง และในบ้านเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ทางอำเภอแม่สะเรียง จึงได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เร่งสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

ขณะที่ อ.แม่สะเรียง ได้ประสบผลกระทบจากพายุฤดูร้อนตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยยังอยู่ในระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ ต.บ้านกาศ 4 หมู่บ้าน กว่า 90 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายบริเวณหลังคา ถูกกระแสลมแรงพัดจนได้รับความเสียหาย โดยทาง อบต. บ้านกาศ ได้เร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม นายอำเภอแม่สะเรียง ได้สั่งการเน้นย้ำให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน เร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมอย่างทั่วถึง พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนโดยในเบื้องต้น องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ ได้ดำเนินการจัดส่งวัสดุอุปกรณ์ (กระเบื้องมุงหลังคา) เพื่อมอบให้แก่ราษฎรที่ได้รับความเสียหายให้ครบถ้วนทุกครัวเรือน และบูรณาการกำลังพลจิตอาสาในพื้นที่ ร่วมกับส่วนราชการและภาคประชาชน เข้าดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนเพื่อให้ราษฎรสามารถกลับเข้าพักอาศัยได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด.

บุกจับหนุ่มผู้ดีเผยแพร่สื่อลากมกผ่านแอปฯ KIK พบหนีคดีลักทรัพย์-โอเวอร์สเตย์

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พัฒนา ฉายาวัฒน์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พงศกร โนรี ประจำ (สบ5) บก.ปคม., พ.ต.อ.เถกิงวุฒิ กิตติศุภคุณ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.ชวินโรจน์ ภีมรัชตธำรงค์ ผกก.4 บก.ปคม.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.รุตินันท์ สัตยาชัย รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปคม.,พ.ต.ต.บุณยสิทธิ์  สุทธิทัศนพงศ์ สว.กก.4 บก.ปคม. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคม.ร่วมกันจับกุม นาย James อายุ  47  ปี  เพศชาย สัญชาติ บริติซ กระทำความผิดฐาน 1.ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.335/2569 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ข้อหา ร่วมกัน ลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 2.เพื่อความประสงค์แห่งการค้า

หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายประการใดๆ ซึ่งเอกสารภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปภาพ ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก และ3.เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยสถานที่จับกุม บาร์แห่งหนึ่งย่านถนนกำแพงดิน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พฤติการณ์ ด้วยความร่วมมือกันระหว่างกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์, องค์กร National Crime Agency  หรือ NCA และ NGOs under The Scientia Program ภายใต้ข้อตกลงร่วมของโครงการซายเอนเทีย (The Scientia Program) เพื่อติดตามคดีมีผู้ใช้งาน KIK ซึ่งต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทย จากการตรวจสอบพบว่าชื่อ  นายJames อายุ 47 ปี เพศชาย สัญชาติบริติซ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่า นาย James เป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.335/2569 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาพักอาศัยอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่งย่านถนนกำแพงดิน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่เดินทางไปยังอาคารเป้าหมาย เมื่อไปถึงพบว่า ประตูบ้านปิดสนิทจึงได้เรียกให้คนด้านในออกมาพบ จนกระทั่งมีหญิงสาวรายหนึ่งเดินมาเปิดประตูให้ พร้อมกับยืนยันว่า ผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่เจ้าหน้าที่กำลังตามหานั้นพักอาศัยอยู่ที่นี่จริง ก่อนจะนำทางเจ้าหน้าที่ขึ้นไปยังห้องพักบนชั้น 3 เมื่อถึงหน้าห้องพัก เจ้าหน้าที่ได้เรียกให้ผู้ที่อยู่ด้านในออกมาแสดงตัว จนพบกับผู้ต้องหาชาวต่างชาติวัย 47 ปี ซึ่งยอมรับว่าพักอาศัยอยู่ในห้องดังกล่าวจริง โดยในระหว่างการพูดคุยมีล่ามภาษาอังกฤษคอยช่วยแปลสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เจ้าหน้าที่จึงเริ่มแสดงตัวพร้อมบัตรประจำตัว และแสดงหมายค้นควบคู่กับหมายจับเดิมในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และแจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก็พบว่าชายรายนี้อยู่ในประเทศไทยเกินกำหนดจริง และเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ เข้าตรวจค้นภายในห้องพักเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ได้พบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ TCL สีดำ วางอยู่บนหัวเตียงนอน เมื่อตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่องก็พบภาพผู้หญิงในลักษณะลามกอนาจารเก็บไว้ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวเป็นของกลาง และแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในฐานความผิดเกี่ยวกับการมีไว้หรือทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อลามกเพื่อการค้าหรือการแจกจ่ายฯ ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ACSC บุกทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ป้อนแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์(ACSC) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทล. ร่วมกันจับกุมและดำเนินคดี ผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย (คนไทย 7 ราย, คนจีน 1 ราย)

1) นายรัตนชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 89/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ จ.ชลบุรี

2) น.ส.วรลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 88/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ จ.ปทุมธานี

3) นายเจษฎาพร (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 90/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ จ.ชลบุรี

4) น.ส.ชนกนันท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำ, ฟอกเงินด้วยการเปิดบริษัทขายสินค้าแบรนด์เนม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 91/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมได้ที่ คอนโดย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

5) น.ส.สรณ์สิริ (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า, ควบคุมการกดเงินการโอนเงินของบัญชีม้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 92/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่จ.แม่งฮ่องสอน

6) น.ส.สุกัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัทรับทำวีซ่า รับทำวีซ่านักศึกษาให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษาบังหน้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 98/2569 ลงวันที่ 2 มี.ค.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ กรุงเทพมหานคร

7) น.ส.ชิตาภา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา ออกหนังสือรับรองสถานะนักศึกษาให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อยื่นขอทำวีซ่านักศึกษา ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมานี

8) Mr. Zhen (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน นำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ไปลงทุนในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมานี

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ได้เกิดเหตุแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้าราชการเกษียณรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จนทำให้ผู้เสียหายสูญเสียเงินเก็บเป็นจำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนพบว่าขบวนการดังกล่าวได้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนชาวไทยในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 30 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้จำนวน 9 ราย ซึ่งทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าและทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ก่อนจะถอนเงินสดเพื่อนำส่งให้      แก่ชายสัญชาติจีนที่เดินทางเข้ามารับเงินสดภายในประเทศไทย (ปฏิบัติการทลายคอกม้าพูลวิลล่า แถลงข่าวเมื่อ21 ม.ค.69)

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนเส้นทางการเงินเพิ่มเติม พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย โอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ ก่อนจะโอนต่อไปยังกลุ่มบัญชีม้า  เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้มีลักษณะเสมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนหรือการเทรดหุ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ฟอกเงิน”

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีม้ารับเงินที่ผ่านการฟอกเงินในแพลตฟอร์มเทรดหุ้นได้ 3 ราย ได้แก่ นายรัตนชัยฯ, นางสาววรลักษณ์ฯ และนายเจษฎาพรฯ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้เดินทางข้ามไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และพำนักอยู่เป็นระยะเวลานานถึง 25 วัน เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมของสถาบันการเงินในประเทศไทย

จากการตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนของบัญชีม้าจำนวน 3 บัญชี พบว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงออนไลน์รวมกว่ากว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน โดยผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าทั้งสามรายยังให้การเพิ่มเติมว่า ในจุดเดียวกับที่เดินทางไปทำงานฝั่งเมืองปอยเปต มีผู้ที่ทำหน้าที่สแกนใบหน้าในลักษณะเดียวกันนี้ ไม่น้อยกว่า30 คน โดยจะผลัดเปลี่ยนกันเดินทางไปพำนักฝั่งประเทศเพื่อนบ้านครั้งละประมาณ 25 วัน และหากบัญชีใดถูกธนาคารระงับการใช้งาน บุคคลที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันที จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

จากการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่า บัญชีม้าส่วนใหญ่ที่ถูกส่งข้ามไปทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว มี นางสาวชนกนันท์ฯ และ นางสาวสรณ์ศิริฯ เป็นผู้ทำหน้าที่ชักชวนบุคคลมาเปิดบัญชีม้าให้กับเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมทั้งเป็นผู้ควบคุมสั่งการให้กลุ่มบัญชีม้านำเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าไปลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้นเพื่อเป็นการฟอกเงิน ทั้งนี้พบหลักฐานว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับคำสั่งโดยตรงจาก  ชายสัญชาติจีนซึ่งเป็นระดับผู้สั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา

จากการจับกุม นางสาวชนกนันท์ฯ เจ้าหน้าที่พบว่าได้พักอาศัยอยู่ใน คอนโดมิเนียมหรูย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้อง เพื่อใช้เป็นเซฟเฮาส์สำหรับดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาบัญชีม้าและการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น โดยจากการตรวจค้นภายในที่พัก พบบัตเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และปลอกรัดธนบัตรเป็น จำนวนมาก พบเอกสารนิติบุคคลของบริษัทจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงหลักฐานการซื้อทองคำจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายทองคำในประเทศ และยังพบว่ามีการโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์จำนวนมากเข้าไปที่บริษัทขายสินค้าออนไลน์แห่งหนึ่งที่มี นาย Zhen สัญชาติจีน เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีที่กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์
นอกจากนี้ จากการสืบสวนเส้นทางการเงินยังพบการโอนเงินจำนวนมากไปยัง บริษัทนายหน้ารับทำวีซ่าให้กับบุคคลต่างชาติ ซึ่งมี นางสาวสุกัญญาฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ใช้ โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่บังหน้าในการดำเนินการให้บุคคลต่างชาติเข้ามาทำวีซ่าเพื่อพำนักอยู่ในราชอาณาจักร โดยใช้สถานะ วีซ่านักศึกษา โดยมี น.ส.ชิตาภาฯ เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าว

จากการตรวจสอบพบว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอวีซ่าประมาณ คนละ 50,000 บาท และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นมา นางสาวสุกัญญาฯ และ น.ส.ชิตาภาฯ ได้ดำเนินการส่งบุคคลต่างชาติให้มาดำเนินการทำวีซ่าผ่านโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าวแล้ว ประมาณ 600 คน พบเงินหมุนเวียนกว่า30 ล้านบาท โดยกลุ่มบุคคลต่างชาติดังกล่าวประกอบด้วยหลายสัญชาติ ได้แก่ จีน (จำนวนมากที่สุด) เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย และไต้หวัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานว่า กลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้วีซ่านักเรียนบางส่วน มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งภายในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากการสืบสวนและปฏิบัติการเข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 พ.ย.68 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล สามารถจับกุมบุคคลต่างชาติบางส่วนที่เคยยื่นขอวีซ่านักเรียนผ่านบริษัทดังกล่าวได้ พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทรับดำเนินการด้านวีซ่ามีการใช้โรงเรียนสอนภาษาเป็นฉากบังหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศโดยมิชอบ ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการ “ฟอกคน” ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าการกระทำของเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันอย่างเป็นระบบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และจัดหาคนทั้งที่เพื่อเปิดบัญชีม้าและที่เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะของการเป็น “อั้งยี่ซ่องโจร” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดพร้อมของกลางที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์และการฟอกเงิน นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตาม