“สมเด็จพระสังฆราช”ประทานพรปีใหม่ 2568 ขอท่านจงตั้งมั่นในศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความว่า เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้น ปีใหม่ พุทธศักราช 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป และลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “สทฺธา สาธุ ปติฏฺฐิตา ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ” เป็นพระคติธรรมสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2568

พร้อมด้วยพรประทานว่า “เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ขอท่านจงตั้งมั่นในศรัทธาอันประกอบด้วยปัญญา เพื่อความเจริญสำเร็จทุกประการ เทอญ.”

สวยงามตระการตา!วัดบ้านโจด เนรมิตร ไฟ แสง สี ฉลองพระอุโบสถต้อนรับปีใหม่

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:136; brp_del_th:0.0004,0.0001; brp_del_sen:1.0000,1.0000; motionR: 0; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2097152;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 296.02304;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 30;

นครราชสีมา–วัดบ้านโจด ต.ท่าเยี่ยมอ.โชคชัยตกแต่งสถานที่และประดับประดาไฟตามส่วนต่างๆของทางวัด ที่มีอยู่กว่า 40 ไร่ อย่างสวยงามตระการตา เพื่อเตรียมพร้อมในงานฉลองพระอุโบสถผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ที่จะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 5 ม.ค.68 นี้

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านโจด ต.ท่าเยี่ยมอ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ได้ทำการจัดตกแต่งสถานที่และประดับประดาไฟตามส่วนต่างๆของทางวัด ที่มีอยู่กว่า 40 ไร่ อย่างสวยงามตระการตา เพื่อเตรียมพร้อมในงานฉลองพระอุโบสถผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ที่จะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 5 ม.ค.68 นี้ โดยได้มีการจัดเป็นนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตำบลท่าเยี่ยม ซึ่งเป็นชุมชนแห่งการทำนา บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตชาวบ้านในการทำนาในอดีต พร้อมทั้งมีการจัดสวนดอกไม้ ประดับตกแต่งส่วนต่างๆ

โดยตุงและงานหัตถกรรมต่างๆที่ชาวบ้านช่วยกันจัดทำมา ซึ่งแสดงออกถึงความรักสามัคคีและการมีส่วนร่วมของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งในวันนี้ทางวัดได้มีการทดลองเปิดไฟงานเต็มรูปแบบ สร้างความสว่างไสวสวยงามตระการตาอย่างมาก ขณะเดียวกันบรรดานางรำหลายสิบชีวิต ที่จะรำบวงสรวงต่างพร้อมใจกันมาซ้อมรำเพื่อที่จะร่วมในวันเปิดงานกันอย่างตั้งใจ ท่ามกลางประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงและผ่านไปผ่านมา เมื่อได้เห็นถึงความสวยงามต่างก็แวะเวียนเข้ามาถ่ายรูปเก็บภาพเป็นที่ระลึกก่อนวันงานกันเป็นจำนวนมาก

จากการสอบถามพระอธิการจารุวัฒน์ จารุวฑัตโน เจ้าอาวาสวัดบ้านโจด บอกว่า ในงานผูกพันธสีมาฝังลูกนิมิตของทางวัดนั้น จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 5 ม.ค.68 ซึงทางคณะสงฆ์และชาวบ้าน เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดเตรียมสถานที่เพื่อสร้างสีสันและให้ผู้ที่มาร่วมทำบุญกับทางวัดได้มีความสดชื่น สดใส ทั้งกายและใจ โดยจัดเตรียมสวนดอกไม้ พร้อมกับนำเอาอุปกรณ์การทำนา และสิ่งของต่างๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องของราววิถีชีวิตชาวนา ซึ่งเป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ในอดีต ที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน ร่วมแสดง เพื่อให้มีกลิ่นไอของชีวิตชาวบ้านในชุมชนดั้งเดิม

นอกจากนี้ยังมีการประดับประดาสถานที่ด้วยตุง ที่ชาวบ้านกว่าร้อยหลังคาเรือน ได้ตั้งใจถักทอด้วยความวินิยะอุตสาหะ มาประดับประดาทั่วทั้งสถานที่จัดงาน แสดงให้เห็นถึงแรงศรัทธาต่อชาวบ้านที่มีต่อพระพุทธศาสนา มารวมกันเอาไว้อย่างสวยงามอีกด้วย ซึ่งหวังว่าจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่จะดึงดูดใจให้ผู้คนทั่วไปที่ได้เห็นเข้ามาร่วมบุญกับทางวัดและเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถนำคนเข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นด้วย.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

พ่อเมืองกระบี่ ล็อกตัวหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดเร่งยกระเป็นองกรณ์สีขาว

พ่อเมืองกระบี่ ล็อกตัวหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พร้อมลงนาม MOU เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้เป็นองค์กรสีขาว เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.67 ที่ห้องประชุมพนมเบญจา ศาลากลางจังหวัดกระบี่ ก่อนการประชุมกรมการจังหวัดกระบี่ ประจำเดือนธันวาคม 2567 นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จำนวน 145 คน ทั้งชายและหญิงตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งทุกคนไม่ทราบมาก่อนล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจปัสสาวะดังกล่าว  พร้อมทั้งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างจังหวัดกระบี่

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา และนายอำเภอ มีผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 8 และปลัดจังหวัดกระบี่ เป็นสักขีพยาน ตามโครงการมหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs) เป็นการบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะแสดงให้เป็นว่าตนเองและครอบครัว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออบายมุขต่าง ๆ  อันจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลในองค์กรว่าเป็นบุคคลที่ประพฤติตัว ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี รวมถึงรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงานของรัฐ เป็นองค์กรสีขาวปลอดยาเสพติด

นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการมหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs) เพื่อป้องกันมิให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกรูปแบบ ในส่วนของจังหวัดกระบี่ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ได้ดำเนินการในหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้เป็นองค์กรสีขาว เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ซึ่งการตรวจปัสสาวะของหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาก่อน

แต่เมื่อทุกคนมาร่วมประชุมกรมการจังหวัดแล้ว จึงได้ให้ตรวจทุกคน รวมทั้งตัวผู้ว่าฯเองด้วย หากพบปัสสาวะเป็นสีม่วง ก็ต้องมีกระบวนการในการตรวจซ้ำ หรือซักถามว่าได้รับประทานยาอะไรไปหรือไม่ ต้องมีหลักฐานยืนยัน อย่างไรก็ตามได้รับแจ้งผลการตรวจทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 145 คน ไม่พบว่าใครมีปัสสาวะเป็นสีม่วง ส่วนการลงนามใน MOU กับ 20 หน่วยงาน และนายอำเภอ 8 อำเภอนั้น เพื่อให้ทุกหน่วยงานไปดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบต่อไป เพื่อลดจำนวนผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด โดยเฉพาะผู้เสพหน้าใหม่

นายกฯคิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ครอบคลุมทั่วไทยเริ่ม 1 ม.ค.68

“นายกฯ อิ๊งค์” คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ เฟส 4 ครอบคลุมทั่วไทย 1 ม.ค. 68 เดินหน้าสร้างนักบริบาลผู้สูงอายุ 15,000 ตำแหน่ง สร้างงานนักศึกษาจบใหม่-คนเกษียณอายุ บอก เมอร์รี่คริสต์มาส หลังถูกถามจะไปตอบกระทู้ในสภาพรุ่งนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Kick off 30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทย สุขภาพดีถ้วนหน้า ระยะที่ 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ 1 มกราคม 2568” โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมภาคีเครือข่ายภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมอร์รี่คริสต์มาส วันนี้เป็นวันที่สดใสอีกวัน เป็นวันฤกษ์งามยามดีที่เราได้เปิดเฟส 4 ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2568 ทั่วประเทศ เพื่อลดปัญหาต่างๆ ของประชาชน ให้สามารถใช้ 30 บาทรักษาทุกที่ได้ทุกจังหวัด ถือเป็นความคืบหน้าเรื่องหนึ่งที่ดี เราใช้เวลา 1 ปีในการทำให้ครบทุกเขต และใช้ 2 ทศวรรษ (20 ปี) จากการพัฒนานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค มาถึง 30 บาทรักษาทุกที่ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายของประชาชนจากเมื่อก่อนที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมา เพื่อจ่ายค่ารักษา ค่าผ่าตัด

แต่ 30 บาทช่วยชีวิตประชาชนให้ไม่ต้องล้มละลาย ไม่ต้องขายที่ ไม่ต้องกู้ยืม ไม่ต้องรักษาตัวเสร็จแล้วติดหนี้เพิ่ม กลายเป็นปัญหาครอบครัว 30 บาทได้ช่วยประชาชนไว้ได้เยอะมาก จนถึงวันนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะ เทคโนโลยีเข้ามาเราเปลี่ยนเป็นดิจิทัล ประชาชนที่ไปต่อคิวนานสามารถจองผ่านแอปพลิเคชันได้แล้ว ไม่ต้องไปรอนานหรือเสียเวลาเป็นวันต่อคิวรอรับการรักษา บางทีการเจ็บป่วยเล็กน้อยไม่ต้องต่อคิวยาว เราเล็งเห็นนโยบายนี้ต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนต่อไปอีกในวันข้างหน้า

“วันนี้ 30 บาทรักษาทุกที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด 100% แล้ว ประชาชนทุกคนที่มีบัตรประจำตัวได้รับบริการรักษาที่สะดวกรวดเร็วขึ้น จากนี้สามารถจองล่วงหน้าไม่ต้องเสียเวลาไปรอ หากทราบวันเวลาที่สะดวกสามารถเข้าพบหมอได้เลย นอกจากนั้น ยังพัฒนาการหาหมอออนไลน์ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล สามารถเจอตู้หมอก็รักษาออนไลน์ได้ผ่านจอ และคุณหมอสามารถให้ยาได้ในการเจ็บป่วยเบื้องต้น”

สำหรับผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย สามารถรับการรักษาเหล่านี้ได้ที่บ้าน โดยจะมีเครื่องฟอกไตให้ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายได้ยืมใช้ที่บ้าน เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดเรื่องของการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย และลดความแออัดของโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาแพทย์และพยาบาล เราจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เลือกใช้คลินิกหรือสถานีอนามัยใกล้บ้านมากกว่าที่จะต้องไปในโรงพยาบาลเอง เมื่อมีบริการเช่นนี้ไม่มีใครอยากจะเสียเวลาในการเดินทาง บางพื้นที่ลำบาก

ทูตอิหร่าน แต่งตั้ง ‘เดชทัต’ ผู้แทนประเทศไทย นำ ทัวร์สัมพันธ์ 70 ปี

“เดชทัต บุนนาค”อดีต ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯ นำผู้แทนคณะ บริษัททัวร์ไทยเข้าพบ เมะดี ซาเระ ทูตวัฒนธรรมอิหร่าน ประจำกรุงเทพ ประเทศไทย เพื่อ ปรึกษา การแลกเปลี่ยน ด้านการท่องเที่ยว ระหว่าง ประเทศไทย กับ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เนื่องในโอกาส ไทย-อิหร่าน มีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี ในปีหน้า 2568

พร้อมกันนี้ นายเมะดี ซาเระ ทูตวัฒนธรรม อิหร่าน  ได้เซ็นหนังสือแต่งตั้ง นายเดชทัต บุนนาค และ นางพรกมล บุนนาค ให้ดำรงตำแหน่งผู้ประสานงาน ระหว่าง ทูตวัฒนธรรม สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กับ องค์กร ในประเทศไทย ที่จะต้องประสานงาน อย่างเป็นทางการ เพื่อความรวดเร็ว และ ให้เกิดประสิทธิภาพ ในการทำงาน เพื่อให้สอดคล้อง ทั้งสองประเทศ ต่อไป

“วรพรต”พลิกแซงคว้าเหรียญทองยกน้ำหนักชิงแชมป์เยาวชนเอเชียที่โดฮา

Screenshot

“วรพรต นาสุริวงศ์” พลิกแซงคว้า 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน รุ่น 81 กิโลกรัม เยาวชาย ปิดท้ายศึกยกน้ำหนักยุวชนและเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่กรุงโดฮา ประเทศการ์ตา สรุปจอมพลังไทยคว้ารวม 10 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน และ 10 เหรียญทองแดง ด้าน “เสธ.ยอด“ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ระบุรายการนี้เป็นเวทีสร้างความแข็งแกร่งให้นักกีฬาเลือดใหม่ เตรียมทีมสู่โอลิมปิก ค.ศ.2032 พร้อมเผย “แอลเอ 2028” วางตัวไว้แล้ว แต่ยังเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งสอดแทรกได้

การแข่งขันยกน้ำหนักยุวชนและเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ที่กรุงโดฮา ประเทศการ์ตา ก่อนหน้านี้ทีมไทยคว้าไปแล้ว 6 เหรียญทอง และ 8 เหรียญทองแดง เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ทีมไทยส่ง วรพรต นาสุริวงศ์ ลงชิงชัยปิดท้าย ในรุ่น 81 กิโลกรัม เยาวชาย กลุ่มเอ

เริ่มต้นท่าสแนทช์ วรพรต ครั้งแรกยกผ่านที่ 140 กิโลกรัม ครั้งที่ 2 ยกผ่านที่ 145 กิโลกรัม ครั้งที่ 3 เรียกเหล็ก 147 กิโลกรัม ยกไม่ผ่าน ทำให้สถิติอยู่ที่ 145 กิโลกรัม จบที่ 5

ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก จอมพลังหนุ่มไทยออกสตาร์ทไม่ดี ครั้งแรกเรียกเหล็ก 185 กิโลกรัม ยกไม่ผ่าน ครั้งที่ 2 รวบรวมสมาธิยกผ่านที่ 186 กิโลกรัม จากนั้นครั้งที่ 3 ออกมายกเป็นคนสุดท้าย เรียกเหล็ก 188 กิโลกรัม ปรากฏว่า วรพรต งัดฟอร์มเด็ดยกผ่านไปได้ พลิกแซงคว้าเหรียญทองมาครองแบบสะใจ พร้อมขยับน้ำหนักรวมไปอยู่ที่ 333 กิโลกรัม คว้าเหรียญเงินปิดท้ายอย่างสวยงาม

สรุปผลงานนักยกน้ำหนักไทยในรายการนี้คว้ารวมทั้งหมด 10 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน และ 10 เหรียญทองแดง

ด้าน ”เสธ.ยอด“ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขันรายการนี้สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ส่งดาวรุ่งสายเลือดใหม่ลงชิงชัย เพื่อหวังสร้างความแข็งแกร่งและให้ทุกคนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ โดยนักกีฬาชุดนี้วางแผนไว้ว่าจะก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญในโอลิมปิก ค.ศ.2032 ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ส่วนศึกโอลิมปิก “แอลเอ 2028” ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ทางสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ได้วางตัวนักกีฬาไว้แล้ว แต่หากนักกีฬาดาวรุ่งที่มีศักยภาพโดดเด่นก็มีโอกาสขึ้นมาสอดแทรกได้เช่นกัน

อลังการ!อลังการ!ปราสาทรวงข้าววัดหนองยายเทียมโคราชรังสรรค์จากแรงศรัทธ

นครราชสีมา-พระสงฆ์และชาวบ้านผู้มีแรงศรัทธาร่วมใจช่วยกันนำเอาฟ่อนข้าวเปลือกที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตมาสร้างเป็นปราสาทรวงข้าวสุดตระการตา

พระครูปรีชา กิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหนองยายเทียม ต.หนองบุนนาก อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา พร้อมคณะสงฆ์และชาวบ้านผู้มีแรงศรัทธา ร่วมใจช่วยกันนำเอาฟ่อนข้าวเปลือกที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากนาบุญ 4 ไร่  ที่ทางพระสงฆ์และชาวบ้านได้ช่วยกันปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตมารังสรรค์ขึ้นเป็นปราสาทข้าวเปลือกขนาดใหญ่และสวยงามเพื่อเตรียมจัดงาน “บุญลานสามัคคี สดุดีบูรพาจารย์ สร้างตำนานพืชไร่ ใส่ใจวัฒนธรรม” ที่จะมีขึ้นรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 2 ม.ค.68 นี้ พร้อมยังมีการประดับประดาไฟและตกแต่งสถานที่เอาไว้อย่างงดงามตระการตา เป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่งแล้วในปัจจุบัน

พระครูปรีชา บอกว่า ปราสาทรวงข้าวที่เห็น เป็นผลผลิตข้าวที่ได้จากนาบุญ ซึ่งทางพระสงฆ์และชาวบ้านช่วยกันปลูกและเก็บเกี่ยว รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ นำมาจัดสร้างขึ้น เพื่อร่วมในพิธีเรียกขวัญข้าว รำลึกบุญคุณของพระแม่โพสพ ประกอบกับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะมีชาวบ้านที่ไปทำงานนอกพื้นที่ จะมาร่วมตัวทำบุญให้บรรพบุรุษ จึงนำเอาทั้ง 2 ประเพณีมาจัดรวมกัน เพื่อให้ประชาชนคนรุ่นหลังได้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันดีงาม และจะได้ร่วมกันอนุรักษ์สืบสานให้คงอยู่คู่สังคมไทยต่อไปในอนาคต

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

สุดโศกเศร้า! ตั้งศพ ตร.โคราช ถูกชนขณะพาเด็กข้ามถนน ‘ลูกสาว’กอดหมวกคู่ใจพ่อร่ำไห้

บรรยากาศรับศพ ตำรวจจราจรที่ถูกคนเมาซิ่งชนเสียชีวิตเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ภรรยาฝากบอกสามีไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ส่วนลูกสาวคนโตกอดหมวกร่ำไห้ตลอดเวลา ขณะที่เด็กนักเรียนที่บาดเจ็บยังนอนรักษาตัวที่ รพ.อีก 2 ราย

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ที่วัดสามัคคี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับพิธีรดน้ำศพของ ร.ต.ท.วิมุตต์ แทนสุโพธิ์ รอง สว.จร. สภ.เมืองนครราชสีมา ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถูกอดีตข้าราชการเมาแล้วขับรถพุ่งชนจนเสียชีวิตในระหว่างกำลังไปปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านดอนขวาง

โดยเมื่อเวลา 15.10 น. รถของเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างเมตตาธรรมสถานได้นำร่างของ ร.ต.ท.วิมุตต์ เข้ามายังบริเวณศาลาของวัดโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเข้าแถวรอรับร่างของ ร.ต.ท.วิมุตต์ พร้อมกับครอบครัวของ ร.ต.ท.วิมุตต์ที่นั่งรถมาด้วย ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำร่างของ ร.ต.ท.วิมุตต์ พร้อมกับธงชาติไทยคลุมเข้ามาภายในศาลาเพื่อประกอบพิธีรดน้ำศพ

ซึ่งบรรยากาศการรับร่างของ ร.ต.ท.วิมุตต์เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจของครอบครัวของ ร.ต.ท.วิมุตต์ ทั้งแม่ ภรรยาและลูกสาว ที่ยังคงทำใจไม่ได้กับการเสียชีวิตของ ร.ต.ท.วิมุตต์ในครังนี้ โดยเฉพาะ น.ส.วารุวรรณ อายุ 30 ปี ลูกสาวคนโตที่กอดหมวกกันน็อกของ ร.ต.ท.วิมุตต์ ที่ใส่ไปปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุพร้อมกับร้องไห้อยู่ตลอดเวลา โดยมีนายวัชรพงษ์ อายุ 29 ปี น้องชายอยู่เคียงข้าง

โดยทาง นางใจทิพย์ อายุ 57 ปี ภรรยาของ ร.ต.ท.วิมุตต์ เปิดใจทั้งน้ำตากับผู้สื่อข่าวว่า ทาง ร.ต.ท.วิมุตต์นั้นไปปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรบริเวณที่เกิดเหตุนั้นเป็นประจำ เช้า-เย็น เพื่อคอยนำนักเรียนข้ามถนนซึ่งเมื่อก่อนนี้อยู่ด้านหน้าบริเวณโรงเรียนอนุบาลเมืองนครราชสีมา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาเกือบ 10 ปีแล้วตั้งแต่ย้ายมาจากจังหวัดสุรินทร์

โดยในวันเกิดเหตุนั้นมีคนโทรมาบอกกับตนว่า ร.ต.ท.วิมุตต์นั้นประสบอุบัติเหตุแต่ไม่ได้ยืนยันว่าเสียชีวิตหรือไม่ จนตนมารู้ว่าเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ซึ่งหลังเกิดเหตุทางฝ่ายคู่กรณีเขาก็มาพูดคุยด้วย แต่ตนก็ไม่ได้ฟังอะไรจากทางฝั่งเขา เราห่วงแต่คนของเรา

ซึ่งตนอยากฝากบอกสามีว่าไม่ต้องห่วงอะไร ไม่ต้องเป็นห่วงลูก เพราะลูกโตและทำงานแล้ว อยากบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้ว ทั้งนี้ ก็อยากให้ดำเนินคดีกับฝ่ายคู่กรณีให้ถึงที่สุด

นายเจษฎา อายุ 55 ปี เพื่อนสนิทของ ร.ต.ท.วิมุตต์ เปิดเผยว่า ตนเองเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนของ ร.ต.ท.วิมุตต์ ซึ่งผู้ตายมีใจรักจึงได้ไปสอบเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งก่อนเกิดอุบัติเหตุเพียงไม่กี่นาทีตนก็เพิ่งทักไปพูดคุยกับผู้ตาย อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น ปัญหาเมาแล้วขับเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม อยากให้ทุกคนช่วยกันตระหนัก และไม่ให้เกิดเรื่องเศร้าใจแบบนี้อีก

นางบุญหมาย สกุลอิน อายุ 61 ปี ชาวบ้านหนองโน ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นญาติที่เดินทางมาจากขอนแก่นพร้อมกับน้องสาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ร.ต.ท.วิมุตต์เป็นชาว จ.ขอนแก่น แล้วมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่โคราช แต่ก็เดินทางกลับไปเยี่ยมแม่อายุ 97 ปี เกือบทุกอาทิตย์ ทุกครั้งซื้อของไปฝากญาติรวมทั้งเด็กๆ เป็นประจำ ถือเป็นคนรักลูกรักหลานชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุ อาทิตย์หน้าก็มีความตั้งใจจะไปแจกเงินผู้สูงอายุแต่มาเกิดเหตุเศร้าเสียก่อน

ขณะนี้ยังไม่ได้บอกแม่ว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เนื่องจากท่านอายุมากกลัวจะเป็นอะไรไปอีกคน ฝากถึงคนที่เมาแล้วขับ ถ้าเมาแล้วอย่าขับโดยเฉพาะเป็นคนอายุมากแล้วไม่ควรขับรถด้วย อาจจะสร้างความเดือดร้อนและความสูญเสียให้กับคนอื่น

ด้าน ร.ต.อ.ณรงค์ ปานบุญ รองสารวัตรจราจร สภ.เมือง เพื่อนร่วมงาน กล่าวว่า เป็นนักเรียนพลตำรวจภูธร 4 จังหวัดขอนแก่น รุ่น 19 รุ่นเดียวกัน และผ่านการอบรมนายร้อยตำรวจรุ่น 53 ปี ผู้เสียชีวิตเป็นคนใจเย็น พูดจาไพเราะเป็นที่รักของน้องๆ ตำรวจทุกคนและใจบุญชอบทำบุญทำทานเรื่อยมา ช่วงเช้าๆ จะมานั่งคุยเรื่องงานและเรื่องต่างๆ เป็นคนใจดีหากน้องๆ มีปัญหาก็จะคอยเคลียร์ใจให้กับทุกคน ถือเป็นผู้ใหญ่ที่ควรนับถือ ทุกคนเสียใจกับการจากไปในครั้งนี้ ภารกิจปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกในด้านจราจรที่หน้าโรงเรียนบ้านดอนขวางมาหลายปี จึงเป็นที่รักใคร่ของครูและผู้ปกครองรวมทั้งนักเรียน ถือเป็นตำรวจน้ำดีขยันทำงานหากได้รับมอบหมายหน้าที่จะปฏิบัติงานโดยไม่เกี่ยงงานไม่ให้คนอื่นไปทำแทน

สำหรับอาการผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ล่าสุด ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่อาการปลอดภัยแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้แล้ว เหลือผู้บาดเจ็บอีกเพียง 2 ราย ที่ยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา คือ ด.ช.อายุ 5 ปี อาการโคม่า รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และ ด.ญ.อายุ 10 ปี ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก อาการปลอดภัยแล้ว รักษาตัวอยู่ที่ชั้น 4 ห้องศัลยกรรมเด็กและผู้หญิง อาคารผู้ป่วย

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จังหวัดนครราชสีมา ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบรถยนต์ เลขทะเบียน ขง 2408 นครราชสีมา ได้ทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เสียชีวิต 500,000 บาทต่อคน ประกันภัยภาคสมัครใจ (ประเภท 1) กับบริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เสียชีวิต 1,000,000 บาทต่อคน ส่วนนักเรียนมีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มกับบริษัท สยามสไมล์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เสียชีวิต 50,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาท กรณีเสียชีวิตมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน รวมรายละ 2 ล้านบาท

ชุดคริสต์มาสเทรนด์เขียวแดงมาแรงดันยอดขายร้านเสื้อผ้าโคราชคึกคัก

นครราชสีมา–ชุดคริสต์มาสเทรนด์เขียว-แดง มาแรง ผู้ปกครองและครูเมืองโคราชแห่ซื้อให้เด็กๆสวมใส่ร่วมกิจกรรมวันคริสต์มาสคึกคัก

บรรยากาศการเลือกซื้อชุดแต่งกายในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาส ประจำปี 2567 ตามร้านจำหน่ายเสื้อผ้าใน จ.นครราชสีมา เริ่มมีความคึกคัก เนื่องจากเป็นช่วงใกล้วันคริสต์มาส ซึ่งผู้ปกครองจะมาเลือกซื้อชุดเพื่อนำไปให้บุตรหลานใช้แต่งตัวไปงานฉลองในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสที่จะถึงวันอาทิตย์นี้ โดยเฉพาะร้านเสื้อผ้าในซอยตรอกจันทร์ เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ได้มีการนำเสื้อผ้าชุดซานตาคลอสและชุดนางฟ้า มาแขวนเรียงรายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ปกครองเดินทางมาเลือกซื้อชุดซานต้า ซานตี้ ไปให้ลูกหลานสวมใส่กันอย่างต่อเนื่อง

โดยนายพิทยาธร ใหญ่สมพงษ์ เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่งในซอยตรอกจันทร์ เปิดเผยว่า ปีนี้ชุดเสื้อผ้าฉลองเทศกาลคริสต์มาส มีแบบใหม่ๆ ให้เลือกเพิ่มขึ้น โดยเทรนด์ที่กำลังมาแรง คือชุดตัดสีเขียว-แดง อย่างเช่น ชุดเอลฟ์, ซานต้า, ซานตี้, ชุดราตรี, ชุดต้นคริสต์มาส, ชุดนางฟ้า, ชุดบัลเล่ต์, และชุดเอี๊ยม ที่มีกางเกงกับเสื้อสลับสีเขียว-แดง เป็นต้น ซึ่งราคาชุดสำหรับเด็ก เริ่มต้นตั้งแต่ 250 บาท ถึง 450 บาท ส่วนชุดผู้ใหญ่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 550 บาท ถึง 950 บาท

โดยปีนี้คาดว่าจะมีความคิดคักกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากวันคริสต์มาสตรงกับวันพุธ ที่โรงเรียนต่างๆ จะจัดกิจกรรมตรงกับวันคริสต์มาสได้ ดังนั้นจึงทำให้ช่วงนี้มีโรงเรียนต่างๆ มาสั่งซื้อชุดคริสต์มาสไปให้นักเรียนใส่ร่วมกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

ตัวแทนผู้ประกอบการวอนรัฐบาลยกเลิกห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2-5 โมงเย็น เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว

ตัวแทนผู้ประกอบการวอนรัฐยกเลิกมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2-5 โมงเย็น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน ย้ำสนับสนุน “ดื่มไม่ขับ” รับทุกเทศกาล

หลังจากที่รัฐบาลได้ออกกฎกระทรวงขยายเวลาเปิดสถานบริการผับสถานบันเทิงในจังหวัดนำร่อง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ตามมาด้วยนโยบายต่างๆ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ล่าสุด ตัวแทนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวตอกย้ำว่า ยังคงมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ซึ่งผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการดังกล่าวอย่างเร็ว เพื่อตอบรับกับนโยบายหลักของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีแนวทางในการลงทุนกับเมกะโปรเจคเพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก โดยการยกเลิกมาตราการดังกล่าว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่มีต้นทุน ในขณะที่สามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าประเทศให้แก่ภาคเศรษฐกิจและยกระดับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไทยกับประเทศอื่นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ปี 2567 นี้ประเทศไทยตั้งเป้าตั้งเป้าหมายด้านรายได้จากการท่องเที่ยวไว้ที่ 3 ล้านล้านบาทจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ส่วนเป้าหมายของปี 2568 นั้นคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้จะนำรายได้มาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวได้สะท้อนว่ามีอุปสรรคในการหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ผู้ประกอบการเห็นร่วมกันว่ามาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่าง 14.00 – 17.00 น. นั้นควรถูกยกเลิกได้แล้ว

“นักท่องเที่ยวนั้นมีพฤติกรรมการบริโภคหลายรูปแบบ โดยนักท่องเที่ยวที่เราเจอส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับอาหาร และในภาคการท่องเที่ยวนั้น เราเน้นไปที่นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อหรือนักท่องเที่ยวพรีเมี่ยม ทั้งนี้ มีงานศึกษาจากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิคส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวที่คุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อหรือนักท่องเที่ยวพรีเมี่ยม ที่เข้ามาในประเทศอาเซียนนั้น ยินดีที่จะเพิ่มงบประมาณสำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพเพิ่มอีกประมาณ 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าหากเราสามารถให้ทางเลือกในการใช้จ่ายกับพวกเขาได้ ก็จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

นายเทียนประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นรัฐบาลพยายามดำเนินนโยบายและทำแคมเปญต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ยังมีกฎหมายและมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันอีกหลายประการ นอกจากมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00 – 17.00 น. ที่ควรยกเลิกแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการเสนอแนะมาโดยตลอดก็คือ การยกเลิกการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเชิงพื้นที่ (Zoning) ที่มีลักษณะเหมารวม การปรับปรุงมาตรการจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มีความชัดเจน รวมทั้งการอนุญาตให้มีการขาย การให้บริการ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติได้ตลอดเวลา เพื่อทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับกับนานาชาติ โดยผลักดันให้ส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มไม่ขับ

“สำหรับโรงแรมนั้น เราอยากให้โรงแรมเป็นพื้นที่ผ่อนปรนที่นักท่องเที่ยวสามารถดื่มได้ตลอดเวลา เพราะว่าเขาไม่ต้องขับรถ ดื่มเสร็จก็เข้าห้องพัก ในหลายประเทศที่เคร่งครัดเรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังผ่อนปรนให้พื้นที่ในโรงแรมสามารถทำได้ เราก็น่าจะทำได้ และเราเชื่อว่าผู้ประกอบการไทยนั้นสามารถดูแลแขกของโรงแรมได้ ส่วนคนไทยนั้น เราต้องสร้างวัฒนธรรมดื่มไม่ขับในทุกเทศกาล คุณดื่มได้นะ แต่ดื่มไม่ขับ คุณมีทางเลือกตั้งแต่การใช้รถสาธารณะ ใช้รถแท็กซี่ หรือขับมาเองแล้วใช้บริการเรียกคนมาขับแทนเพื่อกลับบ้าน คุณควรจะใช้บริการเหล่านี้แทนที่จะขับรถระหว่างเมา” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

ด้าน นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า สนามบินนานาชาติทั่วไปนั้นเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถบริโภคแอลกอฮอล์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา 14.00-17.00 น. หากมองโรงแรมเป็นพื้นที่ให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ก็ควรที่จะใช้มาตรฐานคล้ายๆ กันได้ เรื่องเวลาห้ามขายนั้น มีการจำกัดเวลาซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีลักษณะฟันหลอแบบประเทศไทย กล่าวคือ ประเทศไทยนั้นมีการห้ามซื้อขายเวลา 14.00 – 17.00 น. ทำให้นักท่องเที่ยวซึ่งไม่คุ้นเคยกับกฎหมายแบบนี้สับสน ต่างจากคนไทยซึ่งคุ้นชินและปรับตัวได้แล้ว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง อาจไม่เข้าใจบริบท สาเหตุ และสับสน และอาจทำให้มีประสบการณ์การพักผ่อนในประเทศไทยไม่ได้อย่างตั้งใจไว้ 

“ที่มาที่ไปของกฎหมายนี้คือประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 พ.ศ.2515 ตั้งแต่ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร จุดเริ่มต้นคือไม่ต้องการให้ข้าราชการออกมาซื้อและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาทำงาน  ซึ่งจะเห็นว่าเวลาห้ามจบลงที่ 5 โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาเลิกงานราชการ ขณะนี้บริบทของประเทศเปลี่ยนไปมาก เมื่อ 50 ปีที่แล้วเราอาจจะไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงไม่ได้มีผลกระทบมาถึงภาคอุตสาหกรรม แต่ทุกวันนี้เรามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากและมีผลกระทบที่เห็นได้ชัด จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมาทบทวนกัน จริงๆ สมัยนี้ต่อให้คุณไม่ควบคุมเวลาขายก็มีมาตรการอื่นที่ใช้สำหรับข้าราชการอยู่แล้ว กฎหมายควบคุมการขายบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นจึงไม่จำเป็น” นายกวี กล่าว

นายกวีกล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาเมาแล้วขับซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมห่วงกังวลนั้น ตนมองว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทั้งนี้เรื่อง “ดื่มไม่ขับ” นั้นเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน โดยฝั่งผู้ประกอบการนั้นก็อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ตนก็หวังว่าทุกภาคส่วนจะสามารถทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการ “ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ” ด้วย หากประเทศไทยสามารถสร้างวัฒนธรรมการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบบวกกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพได้ ก็จะลดปัญหาอย่างมีนัยยะสำคัญมากกว่าแค่การออกกฎหมายให้เข้มแต่บังคับใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพ

“อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นสร้างรายได้จากการขายให้กับเศรษฐกิจไทยประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี และภาครัฐมีรายได้จากภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่เราก็รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สร้างต้นทุนทางสังคมและมีประเด็นที่หลายคนเป็นกังวล อย่างเช่น เรื่องที่ห่วงว่าจะมีเยาวชนมาเป็นนักดื่มไหม นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นตรงกัน ผมไม่รู้จักใครเลยในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ตั้งเป้าว่าจะทำยังไงให้เด็กมาดื่ม ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เราเห็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ เจ้าของร้าน ผับ บาร์ ต่างๆ ที่ทำงานร่วมด้วย เขาเคร่งเรื่องการตรวจอายุของคนเที่ยวมากจริงๆ แต่แน่นอนว่าอุตสาหกรรมนี้กว้างและมีผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบอยู่จริง ซึ่งในกรณีเช่นนี้ต้องอาศัยตำรวจจัดการเรื่องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ ทุกวันนี้ภาคธุรกิจทำทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้แล้ว ถ้าต้องการให้มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้หรือร่วมกันทำงานมากกว่านี้ ภาคธุรกิจก็พร้อมที่จะทำเท่าที่ทำได้” นายกวีกล่าว