ตัวแทนผู้ประกอบการวอนรัฐบาลยกเลิกห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2-5 โมงเย็น เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว

ตัวแทนผู้ประกอบการวอนรัฐยกเลิกมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2-5 โมงเย็น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน ย้ำสนับสนุน “ดื่มไม่ขับ” รับทุกเทศกาล

หลังจากที่รัฐบาลได้ออกกฎกระทรวงขยายเวลาเปิดสถานบริการผับสถานบันเทิงในจังหวัดนำร่อง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ตามมาด้วยนโยบายต่างๆ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ล่าสุด ตัวแทนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวตอกย้ำว่า ยังคงมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ซึ่งผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการดังกล่าวอย่างเร็ว เพื่อตอบรับกับนโยบายหลักของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีแนวทางในการลงทุนกับเมกะโปรเจคเพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก โดยการยกเลิกมาตราการดังกล่าว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่มีต้นทุน ในขณะที่สามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าประเทศให้แก่ภาคเศรษฐกิจและยกระดับการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไทยกับประเทศอื่นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ปี 2567 นี้ประเทศไทยตั้งเป้าตั้งเป้าหมายด้านรายได้จากการท่องเที่ยวไว้ที่ 3 ล้านล้านบาทจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ส่วนเป้าหมายของปี 2568 นั้นคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้จะนำรายได้มาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวได้สะท้อนว่ามีอุปสรรคในการหาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ผู้ประกอบการเห็นร่วมกันว่ามาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่าง 14.00 – 17.00 น. นั้นควรถูกยกเลิกได้แล้ว

“นักท่องเที่ยวนั้นมีพฤติกรรมการบริโภคหลายรูปแบบ โดยนักท่องเที่ยวที่เราเจอส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับอาหาร และในภาคการท่องเที่ยวนั้น เราเน้นไปที่นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อหรือนักท่องเที่ยวพรีเมี่ยม ทั้งนี้ มีงานศึกษาจากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิคส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวที่คุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อหรือนักท่องเที่ยวพรีเมี่ยม ที่เข้ามาในประเทศอาเซียนนั้น ยินดีที่จะเพิ่มงบประมาณสำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพเพิ่มอีกประมาณ 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าหากเราสามารถให้ทางเลือกในการใช้จ่ายกับพวกเขาได้ ก็จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

นายเทียนประสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นรัฐบาลพยายามดำเนินนโยบายและทำแคมเปญต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ยังมีกฎหมายและมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันอีกหลายประการ นอกจากมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00 – 17.00 น. ที่ควรยกเลิกแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการเสนอแนะมาโดยตลอดก็คือ การยกเลิกการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเชิงพื้นที่ (Zoning) ที่มีลักษณะเหมารวม การปรับปรุงมาตรการจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มีความชัดเจน รวมทั้งการอนุญาตให้มีการขาย การให้บริการ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติได้ตลอดเวลา เพื่อทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับกับนานาชาติ โดยผลักดันให้ส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มไม่ขับ

“สำหรับโรงแรมนั้น เราอยากให้โรงแรมเป็นพื้นที่ผ่อนปรนที่นักท่องเที่ยวสามารถดื่มได้ตลอดเวลา เพราะว่าเขาไม่ต้องขับรถ ดื่มเสร็จก็เข้าห้องพัก ในหลายประเทศที่เคร่งครัดเรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังผ่อนปรนให้พื้นที่ในโรงแรมสามารถทำได้ เราก็น่าจะทำได้ และเราเชื่อว่าผู้ประกอบการไทยนั้นสามารถดูแลแขกของโรงแรมได้ ส่วนคนไทยนั้น เราต้องสร้างวัฒนธรรมดื่มไม่ขับในทุกเทศกาล คุณดื่มได้นะ แต่ดื่มไม่ขับ คุณมีทางเลือกตั้งแต่การใช้รถสาธารณะ ใช้รถแท็กซี่ หรือขับมาเองแล้วใช้บริการเรียกคนมาขับแทนเพื่อกลับบ้าน คุณควรจะใช้บริการเหล่านี้แทนที่จะขับรถระหว่างเมา” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

ด้าน นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า สนามบินนานาชาติทั่วไปนั้นเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถบริโภคแอลกอฮอล์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา 14.00-17.00 น. หากมองโรงแรมเป็นพื้นที่ให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ก็ควรที่จะใช้มาตรฐานคล้ายๆ กันได้ เรื่องเวลาห้ามขายนั้น มีการจำกัดเวลาซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีลักษณะฟันหลอแบบประเทศไทย กล่าวคือ ประเทศไทยนั้นมีการห้ามซื้อขายเวลา 14.00 – 17.00 น. ทำให้นักท่องเที่ยวซึ่งไม่คุ้นเคยกับกฎหมายแบบนี้สับสน ต่างจากคนไทยซึ่งคุ้นชินและปรับตัวได้แล้ว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง อาจไม่เข้าใจบริบท สาเหตุ และสับสน และอาจทำให้มีประสบการณ์การพักผ่อนในประเทศไทยไม่ได้อย่างตั้งใจไว้ 

“ที่มาที่ไปของกฎหมายนี้คือประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 พ.ศ.2515 ตั้งแต่ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร จุดเริ่มต้นคือไม่ต้องการให้ข้าราชการออกมาซื้อและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาทำงาน  ซึ่งจะเห็นว่าเวลาห้ามจบลงที่ 5 โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาเลิกงานราชการ ขณะนี้บริบทของประเทศเปลี่ยนไปมาก เมื่อ 50 ปีที่แล้วเราอาจจะไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงไม่ได้มีผลกระทบมาถึงภาคอุตสาหกรรม แต่ทุกวันนี้เรามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากและมีผลกระทบที่เห็นได้ชัด จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมาทบทวนกัน จริงๆ สมัยนี้ต่อให้คุณไม่ควบคุมเวลาขายก็มีมาตรการอื่นที่ใช้สำหรับข้าราชการอยู่แล้ว กฎหมายควบคุมการขายบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นจึงไม่จำเป็น” นายกวี กล่าว

นายกวีกล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาเมาแล้วขับซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมห่วงกังวลนั้น ตนมองว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทั้งนี้เรื่อง “ดื่มไม่ขับ” นั้นเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน โดยฝั่งผู้ประกอบการนั้นก็อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ตนก็หวังว่าทุกภาคส่วนจะสามารถทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการ “ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ” ด้วย หากประเทศไทยสามารถสร้างวัฒนธรรมการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบบวกกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพได้ ก็จะลดปัญหาอย่างมีนัยยะสำคัญมากกว่าแค่การออกกฎหมายให้เข้มแต่บังคับใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพ

“อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นสร้างรายได้จากการขายให้กับเศรษฐกิจไทยประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี และภาครัฐมีรายได้จากภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่เราก็รู้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สร้างต้นทุนทางสังคมและมีประเด็นที่หลายคนเป็นกังวล อย่างเช่น เรื่องที่ห่วงว่าจะมีเยาวชนมาเป็นนักดื่มไหม นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นตรงกัน ผมไม่รู้จักใครเลยในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ตั้งเป้าว่าจะทำยังไงให้เด็กมาดื่ม ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เราเห็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ เจ้าของร้าน ผับ บาร์ ต่างๆ ที่ทำงานร่วมด้วย เขาเคร่งเรื่องการตรวจอายุของคนเที่ยวมากจริงๆ แต่แน่นอนว่าอุตสาหกรรมนี้กว้างและมีผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบอยู่จริง ซึ่งในกรณีเช่นนี้ต้องอาศัยตำรวจจัดการเรื่องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ ทุกวันนี้ภาคธุรกิจทำทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้แล้ว ถ้าต้องการให้มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้หรือร่วมกันทำงานมากกว่านี้ ภาคธุรกิจก็พร้อมที่จะทำเท่าที่ทำได้” นายกวีกล่าว

“สุรพงษ์”ส่งมอบความสุข ขยายเวลาให้บริการสายสีแดง ถึง ตี 2 ในคืนเคานต์ดาวน์ เป็นของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งมอบความสุข ขยายเวลาเปิดให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ถึง ตี 2 คืนวันที่ 31 ธ.ค. 67 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้ให้ความสำคัญต่อการให้บริการประชาชนในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568 ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือในการเชื่อมโยงการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานส่งมอบความสุขให้แก่ประชาชน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ด้วย

ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568 นี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมขานรับนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆได้อย่างสะดวกสบายและมีความปลอดภัย จึงได้ขยายเวลาเปิดบริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 67 โดยให้บริการจนถึงเวลา ตี 2 เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขแทนคำขอบคุณมายังประชาชนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมาโดยตลอด พร้อมกับเตรียมของขวัญเนื่องในเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ เพื่อมอบให้กับผู้ใช้บริการ โดยในเทศกาลคริสต์มาส วันที่ 25 ธันวาคม 2567 จะมอบแก้วอเนกประสงค์ RED LINE MUG จำนวน 2,568 ชิ้น ให้กับผู้ใช้บริการบนขบวนรถไฟฟ้า โดยเหล่าซานต้า Influencers ชื่อดัง พร้อมรับฟังการบรรเลงเพลงคริสต์มาสจากวงไอดอล และในเทศกาลปีใหม่ ยังเตรียมของขวัญสุดพิเศษ ยาดมสมุนไพร ตรารถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อความสดชื่นต้อนรับปีใหม่ ให้แก่ผู้ใช้บริการ จำนวน 2,568 ชิ้น ในวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดต่อขอรับได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานี ตั้งแต่เวลา 05.30 น. – 24.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้บริการทุกท่านจะได้รับความสุข ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

นอกจากนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เตรียมเอาใจคนรักสัตว์ โดยตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2568 เป็นต้นไป รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดแคมเปญ Pet Friendly Train Weekend Service (เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์) เพื่อให้การเดินทางของท่านเป็นการเดินทางอันแสนพิเศษไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก โดยสามารถนำสัตว์เลี้ยง ร่วมเดินทางไปท่องโลกกว้างได้อย่างมีความสุข ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

สำหรับด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย มีการจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสุนัขทหาร K9 ตรวจตราในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจุดที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุก่อการร้าย หรือเหตุวินาศกรรม พร้อมกำชับกวดขันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คอยสอดส่องและระมัดระวังเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆทุกสถานี นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังพื้นที่ผ่านระบบ CCTV โดยควบคุมการปฏิบัติงานผ่านวิทยุสื่อสาร หากเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นภายในสถานีรถไฟฟ้า จะสามารถดำเนินการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอขอบคุณในทุกการสนับสนุน และจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

รัฐบาลทุ่ม 220 ล.หนุนเอกชนยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนต์หวังสร้างซอฟต์พาวเวอร์

THACCA ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม และ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ เดินหน้าสนับสนุนงบฯ 220 ล้านบาท ส่งเสริมการผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี แอนิเมชันไทย เพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและส่งเสริมการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567  ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล – สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม และ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ แถลงข่าวโครงการเงินอุดหนุนสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ละคร ซีรีส์ สารคดี แอนิเมชันไทย เพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและส่งเสริมการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดย นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และหม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์

รัฐบาล มีนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โดยส่งเสริมการยกระดับภูมิปัญญาไทยไปสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และยกระดับทักษะและปลดล็อกศักยภาพของคนไทยเพื่อเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทความเป็นผู้นำของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการยกระดับสถานะของไทยบนเวทีโลก

ด้าน กระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรมตามกรอบนโยบายหลักคือ วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนนโยบายรองรับ THACCA (Thailand Creative Culture Agency)และการขับเคลื่อน Soft Power  สร้างเสน่ห์วิถีไทย ครองใจคนทั้งโลก

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คือ การส่งเสริมและพัฒนางานภาพยนตร์และวีดิทัศน์
ให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ได้ดำเนิน โครงการเงินอุดหนุนสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี แอนิเมชันไทย เพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและส่งเสริมการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบประมาณทั้งสิ้น 220 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่ 1) สนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี แอนิเมชันไทย จำนวน 200 ล้านบาท 2.) สนับสนุน Development Funding ภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ (สร้าง IP) จำนวน 10 ล้านบาท และ 3) ทุนหนังสั้นเจาะตลาดโลก จำนวน 10 ล้านบาท

เป้าหมายเพื่อสนับสนุนและพัฒนาการผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์  สารคดี และแอนิเมชันไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์ของไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและหลากหลาย สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่งเสริมการสร้างงานและรายได้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต บุคลากร รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อันจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายมีแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม ถูกต้อง ชัดเจน และมีความเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจึงได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การขอรับเงินอุดหนุนสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ละคร ซีรีส์ สารคดี แอนิเมชันไทยเพื่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและส่งเสริมการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หัวข้อหลักเกณฑ์ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้ขอรับเงินอุดหนุน ลักษณะของโครงการ/กิจกรรม ที่ได้รับการอุดหนุน การยื่นเสนอโครงการ ระยะเวลาการยื่นเสนอโครงการขอรับเงินอุดหนุน และการแจ้งผลพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุน

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถอ่านประกาศได้ที่เว็บไซต์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม https://www.culture.go.th หรือ สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล saraban@culture.mail.go.th หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2645 4600ต่อ 5306 ในวันและเวลาราชการ โดยผู้ขอรับเงินอุดหนุนต้องยื่นเอกสารโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนระหว่างวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2568 ถึงวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.30 น.

ประกวดภาพถ่าย “สวนสวยลอยฟ้า” ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ

บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ มอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะในโครงการประกวดภาพถ่าย “สวนสวยลอยฟ้า”ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ

ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development เป็นประธานและมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะในโครงการประกวดภาพถ่าย “สวนสวยลอยฟ้า” ในหมวดอาคารจอดรถ A และหมวดอาคารจอดรถ D จาก 2 ประเภทรางวัล ได้แก่ ประเภทประชาชนทั่วไป และประเภทนักเรียนนักศึกษา รวม 10 รางวัล ณ ชั้น 2 อาคารจอดรถ D ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ

ดร.นาฬิกอติภัค  กล่าวว่า โครงการประกวดภาพถ่าย “สวนสวยลอยฟ้า” อาคารจอดรถ A และ อาคารจอดรถ D จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้พื้นที่สาธารณะที่เป็นสวนสวยตั้งอยู่บนดาดฟ้าอาคารจอดรถ A บนพื้นที่ 5,872 ตารางเมตร โดยพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Welcoming Garden และดาดฟ้าอาคารจอดรถ D สวนแห่งนี้มีขนาดพื้นที่กว่า 2,789 ตารางเมตร ตกแต่งเป็นสวนเกษตรลอยฟ้า Urban Farming หรือฟาร์มเกษตรสำหรับคนเมือง โดยดาดฟ้าอาคารจอดรถ A มีพื้นที่เชื่อมต่อกับอาคารจอดรถ D และมี Sky walk เชื่อมไปยังรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จึงเดินทางได้สะดวกสบาย ทั้งระบบขนส่งสาธารณะ หรือนำมารถยนต์มาจอดที่อาคารจอดรถ D

สำหรับ พื้นที่สีเขียวแห่งนี้ DAD เปิดให้บริการทั้งประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าราชการ พนักงาน ที่ทำงานในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาพื้นที่ ของ DAD ที่ต้องการสร้างพื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าสถานที่ราชการ แต่เป็นพื้นที่สันทนาการของประชาชน และเป็นศูนย์เชื่อมต่อ เปลี่ยนถ่ายการจราจร โดยเชื่อมต่อกับระบบขนส่ง ทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ และต่อเชื่อมมายังสถานีรถ EV Shuttle Bus ที่บริการวิ่งรับ-ส่ง ผู้มาติดต่อราชการภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อให้เป็นสาธารณะประโยชน์ต่อสังคม

ตำรวจทลาย‘เว็บพนัน หวยออนไลน์’ยึกเงินสด 59 ล้าน พบเงินหมุนเวียนหมื่นล้าน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอท. พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการสืบสวนเกี่ยวกับเว็บไซต์การพนันหวยออนไลน์ ชื่อ LTO Bet โดยการทดลองเล่นในเว็บไซต์การพนันออนไลน์ ซึ่งมีการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ประเภทต่างๆ เช่น หวยรัฐบาล, หวยลาว, หวยฮานอย, หวยหุ้น, หวยปิงปอง หวยยี่กี เป็นต้น จึงได้ทำการตรวจสอบจนทราบบัญชีที่ทำการรับเงินและถอนเงิน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เทคนิคการสืบสวน รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการติดตามบุคคลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลดิจิทัล เพื่อเก็บพยานหลักฐาน

จากการตรวจสอบ พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการดำเนินการที่ซับซ้อน โดยใช้บัญชี “พักเงิน” หลายบัญชีเพื่อกระจายความเสี่ยงและปกปิดเส้นทางการเงินก่อนจะรวบรวมและถอนออกเป็นเงินสด โดยเจ้าหน้าที่สามารถระบุผู้ต้องสงสัยจำนวนหลายราย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเครือข่าย ทั้งผู้จัดการระบบ ผู้โอนเงิน และผู้รับเงิน พร้อมขอศาลออกหมายจับเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบไปด้วย

– ผู้เป็นเจ้าของบัญชีม้ารับเงินแทงพนัน และจ่ายเงินพนัน จำนวน 2 ราย
– ผู้เป็นเจ้าของบัญชีม้าพักเงิน จำนวน 4 ราย
– ผู้เป็นเจ้าของบัญชีม้าถอนเงินสด จำนวน 2 ราย
– ผู้ที่รับเงินที่ได้จากการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ และฟอกเงิน จำนวน 1 ราย
– ผู้ที่รับประโยชน์ จำนวน 1 ราย

เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”
 
ผู้ต้องหาแต่ละคนที่ปรากฏในเส้นทางการเงินได้มีพฤติการณ์โอนเงินต่อกันไปเป็นทอดๆ โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบช่วงเวลาที่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนหลายพันล้านบาท ทั้งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาบางรายมีการนำเงินที่ได้จากการร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ไปแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และทำลายระบบเศรษฐกิจที่จะนำเงินไปพัฒนาชาติบ้านเมือง

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอท. ได้เปิดปฏิบัติการ เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับและตรวจยึดทรัพย์สินที่น่าเชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงผลการปฏิบัติ  ปัจจุบันจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 8 ราย  โดยเป็นผู้ต้องหาในกลุ่ม บัญชีม้ารับเงินแทงพนัน และจ่ายเงินพนัน จำนวน 4 ราย, กลุ่มบัญชีถอนเงินสด จำนวน 2 ราย, กลุ่มที่รับเงินที่ได้จากการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และฟอกเงิน จำนวน 1 ราย และผู้ที่รับประโยชน์ จำนวน 1 ราย ตรวจยึดทรัพย์สิน

ได้แก่ เงินสด 58,975,000 บาท, เครื่องนับเงิน 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 34 รายการ, โทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง, คอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 12 เครื่อง, รถยนต์ Audi รุ่น Q3 สีขาว จำนวน     1 คัน มูลค่า 2,300,000 บาท, สลากออมสินจำนวน 3,600,000 บาท โฉนดที่ดิน จำนวน 35 ฉบับ มูลค่าราว 250 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ กว่า 300 ล้านบาท

สอบถามคำให้การเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

สืบสานประเพณี “บุญคูณลาน งานกุ้มข้าวใหญ่” อำเภอโนนคูณ ปลุกเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ

พ่อเมืองศรีสะเกษ ลั่นฆ้องใหญ่..! เปิดงานประเพณี “บุญคูณลาน งานกุ้มข้าวใหญ่” อำเภอโนนคูณประจำปี ๒๕๖๗ ปลุกการท่องเที่ยวคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจเงินสะพัด

ประเสริฐ ปาโต นายอำเภอโนนคูณ 

นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดงานกุ้มข้าวใหญ่ประจำปี 2567 สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโนนคูณ โดยมีนายประเสริฐ ปาโต นายอำเภอโนนคูณ กล่าวนายงาน ว่าประเพณีบุญคูณลาน เป็นประเพณีการทำบุญที่ชาวนาได้ประกอบพิธีขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่เคารพนับถืออันได้แก่ ผีปู่ตา ผีตาแฮก พระแม่โพสพ เทวดาฟ้าดิน ที่เชื่อกันว่ามีผลต่อการประกอบอาชีพทำนา ทำให้เกิดผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์

อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

นอกจากนั้น เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับพี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพทำนา และเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงาม ของชาวอีสานให้คงอยู่สืบไปอำเภอโนนคูณ จึงได้กำหนดให้จัดงานขึ้นทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามในพื้นที่ให้คงอยู่สืบไป รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอโนนคุณ จังหวัดศรีสะเกษอีกทั้ง เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดองสมานฉันท์ของคนอำเภอโนนคูณยังได้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างชุมชนน่าอยู่สุดท้ายเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รำลึบุญคุณของข้าว และความเป็นสิริมงคล ต่อชีวิตของชาวนาในการจัดงานในครั้งนี้

ยุพยงค์ พาหา สารธารณสุขอำเภอโนนคูณ

ภายในงานยังมีกิจกรรมมากมายที่ส่งเสริม และอนุรักษ์ประเพณีนดีงาม ได้แก่ ประกวดขบวนแห่และนางรำ การประกวดพาการประกวดข้าวหอมมมะลิคุณภาพดีศรีในนคูณ การประกวดแล้วผ้าเบญจศรีการการประกวดสั้มต้าลีลา การประกอบพิธีทำบุญตักบาตร การบายศรีสูขวัญ

นอกจากนี้เพื่อเป็นการเติมสีสรรค์ในงาน นางสาวยุพยงค์ พาหา สารธารณสุขอำเภอโนนคูณ ได้จัดให้มีการแข่งขันเต้นท์แอโรบิกแดนซ์ อย่างสวยงามพร้อมทั้งการจัด ประกวดส้มตำ เน้นใส่ปลาร้าผ่านการต้มให้สุกก่อน เป็นรณรงค์ให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงโรคพยาตุใบไม้ซึ่งจะได้รับจากการกินปลาร้าดิบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการเศรษฐกิจและจำหน่ายสินค้า OTOP ประชนสนใจเข้ารวมงานอย่างล้นหลาม ท่วมกลางความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ปักหมุดลานวิถีชุมชนคนกะฮาด เปิดตลาดต้อนรับปีใหม่ ของดีเพียบ

ใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปี 2568 ชาวชัยภูมิที่เดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เริ่มทะยอยเดินทางกลับบ้านเพื่อหลีกเลี้ยงการจราจรหนาแน่นตามถนนเส้นทางต่างๆ โดยเฉพาะเส้นทางสายอีสาน และแน่นอนว่า สีสันของต่างจังหวัดก็ได้มีการเตรียมต้อนรับการกลับมาบ้านของพี่น้องชาวชัยภูมิ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดชัยภูมิ

ที่ อบต.กะฮาด อ.เนินสง่า จ.ชัยภูมิ โดยการนำของ น.ส.วรินทร์ทิพย์ พงษ์จตุรา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกะฮาด ได้ผุดไอเดีย ปลูกต้นคลอสมอส บริเวณพื้นที่ว่างเปล่าด้านหน้าที่ทำการ อบต.กะฮาด อ.เนินสง่า จ.ชัยภูมิ ถนนสายชัยภูมิ เนินสง่า สร้างความสวยงาม ให้เป็นจุดเช็คอิน จุดถ่ายภาพของใครหลาย คนที่ขับรถผ่าน ซึ่งในช่วงนี้ต้นคลอสมอส ได้มีการเจริญเติบโต ดอกบานสะพรั่งพร้อมต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และนักท่องเที่ยวแล้วในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวในปีนี้

โดยโครงการนี้ได้ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ นำสินค้า ของดีในแต่ละหมู่บ้าน ภายใน ตำบลกะฮาด มาตั้งร้านขายให้กับผู้แวะมาเยือนด้วย ได้ร่วมกันจัดลาน วิถีชุมชนตำบลกะฮาด ที่ด้านข้างสวนคลอสมอส บริเวณที่ทำการ อบต.กะฮาด โดยมีทางด้าน น.ส.ภัพรรรนันท์ ผ่องมาด นายอำเภอเมินสง่า ร่วมกับนายก อบต.กะฮาด เปิดลาน วิถีชุมชนตำบลกะฮาด ขานรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

ให้ชาวบ้านได้มีพื้นที่ขายสินค้า ผลผลิตทางการเกษตร ของดีในแต่ละหมู่บ้านมากยิ่งขึ้น มีทั้งกุ้งก้ามกรามกะฮาด ข้าวโพดหวานบ้านไร่ลำชี ผัก ผลไม้ ขนม หรือแม้กระทั่งการต่อยอดให้กลุ่มอาชีพแปรรูปอาหาร หมูหวาน หมูแดดเดียว ปลาส้ม ขนมนางเล็ด ข้าวเกรียบบ้านหนองไข่น้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมชมการแสดงความสามารถของเด็กนักเรียน ลูกหลานชาว ต.กะฮาด เดินได้แบบชิวๆ พร้อมเช็ดอิน ถ่ายภาพภายในทุ่งคลอสมอส

จึงอยากขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวรวมถึง ชาวชัยภูมิที่เดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก็อยากให้ได้แวะมาเที่ยวชมเลือกซื้อสินค้าอาหารพื้นบ้านในตลาดวิถีชุมชน ตำบลกะฮาด ที่ลานบริเวณหน้า อบต.กะฮาด อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

โดย…มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อมวลชจังหวัดชัยภูมิ

เตรียมตัวให้พร้อมสัมผัส เคานต์ดาวน์ ต้อนรับปี’ 68 ที่ ‘เอเชียทีค’แบบ ROCK & LUCK

เตรียมสัมผัสที่สุดแห่งปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ริมโค้งน้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดของกรุงเทพฯ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ใน CHANG MUSIC CONNECTION PRESENTS ASIATIQUE THAILAND COUNTDOWN 2025

ในธีม “ROCK & LUCK โชคดีปีใหม่ ท้ายปีมีร็อก” ที่มาพร้อมกับคอนเสิร์ตจากวงร็อคระดับตำนานของไทย ได้แก่ BIG ASS กับร็อคแบบจัดเต็ม, COCKTAIL กับการแสดงเคานต์ดาวน์สุดท้ายแห่งปีแบบเต็มวง และ GETSUNOVA ที่มาสนุกส่งท้ายปีต้อนรับปีใหม่ 
และยังมีการแสดงพิเศษจากศิลปินวง One N’ Only ที่บินตรงจากญี่ปุ่นมาร่วมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่ประเทศไทย รวมไปถึงการแสดงจาก Calypso และ Siam Fantasy ที่มาเติมเต็มค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองให้สมบูรณ์แบบ
พลาดไม่ได้! กับการแสดงพลุสุดอลังการที่ออกแบบโดยมืออาชีพระดับโลก ซึ่งจะกระจายสีสันเต็มท้องฟ้าเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาในธีม “Chao Phraya Jump Up!” 

เข้าร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย มาร่วมสร้างความทรงจำสุดพิเศษไปด้วยกัน

โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
 วันที่ 31 ธันวาคม 2567 
17:00 น. (ประตูเปิด) เป็นต้นไป

Get ready to witness the most spectacular countdown event by the breathtaking curve of the Chao Phraya River in Bangkok!

Join us as we bid farewell to 2024 and welcome 2025 in grand style at “CHANG MUSIC CONNECTION PRESENTS ASIATIQUE THAILAND COUNTDOWN 2025.”

ASIATIQUE The Riverfront Destination is partnering with Chang Mineral Water, alongside Siam Commercial Bank (SCB) and Kasikornbank (KBank), to host this spectacular New Year’s countdown event on December 31, 2024 at ASIATIQUE The Riverfront Destination.

Celebrate the New Year 2025 with us at ASIATIQUE The Riverfront Destination – “All Day Everyday Happiness”

Get ready for the spectacular event, “Chang Music Connection presents ASIATIQUE Thailand Countdown 2025” with our Thai artists – BIG ASS, Cocktail, and Getsunova, special show from Japan – One n’ Only and show from Calypso and Siam Fantasy.

Enjoy exciting activities, entertainment, and unforgettable performances along the beautiful Chao Phraya River.

Free admission! Come and create extraordinary memories together!

ASIATIQUE The Riverfront Destination

December 31, 2024

#Asiatique #Asiatiquetheriverfront #Asiatiquethailand
#AWC #AssetWorldCorporation #AsiatiqueTheRiverfrontDestination #AsiatiqueThailandCountdown2025

“อันนา-มูนา” ซิวแชมป์แบดมินตัน ชิงแชมป์ประเทศไทย

การแข่งขันแบดมินตันรายการ “โตโยต้า ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567” หรือ ศึกชิงแชมป์ประเทศไทย  ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเงินรางวัลรวม 1,084,000 บาท ที่เวสต์เกตฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค.67 ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ

โดยมีคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล  กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล , รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก  และ นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูถัมภ์  , คุณยุธยา จีนหีต , ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)  , คุณไพรัช ธัญญเจริญ  ผู้ช่วยผู้จัดการ  บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ,  คุณสุรเดช สนธิอรุณทัต  ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด โยเน็กซ์ประเทศไทย บริษัท ฟาร์อีสท์สเปเชียลลิตี้ จำกัด และ คุณวิศรุต ชาติหระคุณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายผลิต โรโบอะคาเดมี ประเทศไทย ได้มาร่วมมอบรางวัลในวันนี้

ไฮไลท์อยู่ที่ประเภทหญิงคู่ รอบชิงชนะเลิศ  “อันนา” นันทน์กาญจน์ กับ “มูนา” เบญญาภา เอี่ยมสอาด ณปภากร ตุงคะสถาน กับ หทัยทิพย์ มิจาด

เกมนี้คู่ของ อันนา กับ มูนา โชว์ฟอร์มอย่าง่ายดายเอาชนะไปได้ 2-0 เกม 21-10,21-10 “อันนา” นันทน์กาญจน์ กับ “มูนา” เบญญาภา  คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปครองได้สำเร็จ

ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่นๆที่น่าสนใจ ประเภทชายคู่ รอบชิงชนะเลิศ “ทีม”วรพล ทองสง่า กับ “โอ๊ต” เฉลิมพล เจริญกิจอมร ชนะ  “มาร์ค”ตนุภัทร วิริยางกูร กับ “ปริ้นซ์” วีรภัทร ภาคจรุง 2-0 เกม 21-16 ,21-8.

ประเภทหญิงเดี่ยว “แครอท” พรพิชชา เชยกีวงศ์ ชนะ “ไอดิน” ลลิตา สัตยธาดากูล 2-0 เกม 21-12 ,21-13

ประเภทคู่ผสม  “มิกซ์” รัชพล มรรคศศิธร กับ  “หว่าหวา” นัทธมน ไล้สวน  ชนะ “ไตเติ้ล” รุษฐนภัค อูปทอง กับ “เจน” เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ 22-20 ,21-17

ประเภทชายเดี่ยว  “อัปเปอร์” วงศ์ทรัพย์ วงศ์ทรัพย์อินทร์  ชนะ  ภูริธัช อารีย์  2-1 เกม 21-13 , 11-21,21-14

DSI ส่งสำนวน ดิไอคอน กรุ๊ป เสนออัยการสั่งฟ้องครบ 19 ราย 5 ข้อหา

DSI ส่งสำนวน ดิไอคอน กรุ๊ป เสนออัยการสั่งฟ้องครบ 19 ราย 5 ข้อหา หลังรับสำนวนจากตำรวจ สอบสวนเสร็จตามกำหนดระยะเวลา 

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ  พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจน์นิรันดร์กิจ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วย พันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ/โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับสำนวนการสอบสวน กรณีกล่าวหา บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัดกับพวก กระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) มาดำเนินการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ
ที่119/2567 ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทุ่มเทสรรพกำลังในการสืบสวนสอบสวน

โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 7 หน่วยงาน ซึ่งในคดีนี้มีพยานเอกสารถึง 348,209 แผ่น พยานบุคคล 8,071 ปาก มีผู้เสียหายจำนวน 7,875 ราย มูลค่าความเสียหาย จำนวน 1,644 ล้านบาท ปรากฏตัวผู้ต้องหา จำนวน 19 ราย ซึ่งเป็นนิติบุคคลจำนวน 1 ราย คือ บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด และผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา จำนวน 18 ราย ได้แก่ นายนายวรัตน์พล หรือบอสพอล กับพวก ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินในคดีฟอกเงิน จำนวน 747,640,000 ล้านบาท อาทิเช่น อาคารและที่ดิน

หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีดังกล่าวได้มีการประชุมมีมติเห็นควรเสนอให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 19 ราย ในความผิดฐาน  (1) “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่)” อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (2) “ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจโดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น” และ (3) “ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 (4) “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน”และ (5) “ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

โดยในวันนี้อธิบดีกรมสอบสวนคีดพิเศษได้ลงนามในหนังสือส่งสำนวนการสอบสวนคดีดิไอคอนพร้อมพยานหลักฐานทั้งหมด โดยมอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยารกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และคณะพนักงานสอบสวน เป็นผู้นำสำนวนการสอบสวนฯ จำนวน 161 ลัง รวม จำนวน 348,209 แผ่นไปส่งมอบที่สำนักงานคดีพิเศษเพื่อให้พนักงานอัยการมีความเห็นทางคดีต่อไปรวมระยะเวลาในการสอบสวนคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแล้วเสร็จในระยะเวลา เพียง 54 วัน
           

พันตำรวจตรี ยุทธนาฯ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้กล่าว “ขอขอบคุณ สำนักงานอัยการสูงสุดที่ได้มอบหมายให้พนักงานอัยการมาเป็นที่ปรึกษาในคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่รับเรื่องและประสานความร่วมมือด้วยดีตลอดมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สถาบัน นิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งสนับสนุนในการเก็บและตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย ตลอดถึงขอขอบคุณ คณะที่ปรึกษาคดีพิเศษทุกท่าน และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทุกท่านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการทำงานจนสามารถทำให้คดีนี้ส่งพนักงานอัยการเพื่อให้มีความเห็นทางคดีตามกรอบระยะเวลาของกฎหมายซึ่งเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดแก่ผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ และในส่วนของ การดำเนินการในคดีฟอกเงินของกรณีบริษัท ดิไอคอนฯ ยังคงมีการดำเนินการต่อไป”

ทั้งนี้ การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration) เป็นนโยบายหลักประการสำคัญของ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการป้องกันปราบปรามสืบสวนสอบสวนคดีในความรับผิดชอบเพื่อให้การบริหารองค์การมีความยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลต่อไป