ฉายาปี 67 “รัฐบาล(พ่อ)เลี้ยง” นายกฯ “แพทองโพย” วาทะแห่งปี “สามีเป็นคนใต้”

สื่อทำเนียบฯ ตั้งฉายาปี 67 “รัฐบาล(พ่อ)เลี้ยง” ส่วนฉายานายกฯ “แพทองโพย” 7 รัฐมนตรีติดโผ ได้ฉายาถ้วนหน้า “อนุทิน” ภูมิใจขวาง, รมว.ยุติธรรม “ทวีไอพี” พ่วง 3 รมต.โลกลืม 2 กระทรวง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ถึงการตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปีของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติส่วนตัว ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล จึงมีมติร่วมกันตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และวาทะแห่งปี ประจำปี 2567 ดังนี้

ฉายารัฐบาล รัฐบาล“พ่อ”เลี้ยง

ด้วยความเป็น “พ่อ” ของหัวหน้ารัฐบาล ยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ขึ้นชื่อดีกรีความรักลูกไม่น้อยหน้าใคร ทั้งปกป้อง เลี้ยงดู อุ้มชู ปูทาง จนได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ เป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น ที่มี DNA เดียวกันเป๊ะ จนไม่พ้นเสียงครหา รัฐบาลนี้ “พ่อคิด ลูกทำ”

และไม่ใช่แค่การเลี้ยงดูลูกในสนามการเมืองเท่านั้น ยังลามไปถึงวาทะเลี้ยง “มาม่า” พรรคร่วมรัฐบาล ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จนสะเทือนเลื่อนลั่น สะท้อนบทแบ็กอัปที่ไม่ใช่เลี้ยงลูกตัวเองเท่านั้น แต่เลี้ยงรัฐบาลให้เดินอยู่ในรอยด้วย

1. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ฉายา “แพทองโพย”

ล้อมาจากชื่อของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร” กับประเด็นดราม่าไอแพดคู่ใจ โพยยุคไอที ถือติดมือได้ทุกที่ เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว พกโพยเครื่องเดียวอ่าน จด โหลดข้อมูลเสร็จสรรพ จนเกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมเมื่อยกขึ้นอ่านระหว่างพบผู้นำ แขกต่างชาติ กลายเป็นประเด็นตอบโต้เผ็ดร้อนกับชาวเน็ต และตอกย้ำแบบโนสนโนแคร์ด้วยภาพชูไอแพดคู่ใจระหว่างร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือแม้แต่ยกไอแพดขึ้นอ่านแถลงข่าวการระบายน้ำภาคเหนือลงสู่แม่น้ำโขง จนถูกวิจารณ์ยกใหญ่

2. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฉายา “สหายใหญ่ใส่บู๊ต”

รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 ติดโผได้รับฉายาไม่ขาด “สหายใหญ่” ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 วันนั้น สู่ “บิ๊กอ้วน” แห่งกองทัพไทยในวันนี้ ปรับโฉมกุนซือการเมือง มายกมือตะเบ๊ะ เสื้อตึงเป๊ะ ใส่ท็อปบู๊ต นั่งเก้าอี้กลาโหม จากที่เคยอยู่กันคนละฝั่ง วันนี้ต้องคุมบังเหียน มาทำงานร่วมกับเหล่าทหาร ส่งท้ายปีจับมือท็อปบู๊ตพากันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม และยังต้องรับบทหนักถึงหนักมาก คอยระวังหลังให้กับ “นายกฯ อิ๊งค์” อีกด้วย

3. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฉายา “ภูมิใจขวาง”

นอกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ยังสวมหมวกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำงาน 3 เดือนใน “รัฐบาลแพทองธาร” สร้างสีสันจากบุคลิกและสไตล์การพูดหยิกแกมหยอก พร้อมสโลแกนขอทำงานไม่ขัดแย้งใคร แต่นับจากลงเรือร่วมรัฐบาล มียกมือค้านทั้งร่างกฎหมายสกัดรัฐประหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคแกนนำ ล่าสุดโหวตสวนร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เห็นต่างจากพรรครัฐบาล ต้องจับตาบทบาทจากนี้ “รมต.หนู” จะปล่อยของ โชว์ลีลา สร้างผลงาน ให้ประทับใจอย่างไร

4. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ฉายา “พีระพัง”

พังอุดมการณ์จากพรรคขั้วตรงข้าม “ชินวัตร” ตกลงปลงใจมาจับมือร่วมรัฐบาล “นายกฯ อิ๊งค์” คว้าเก้าอี้รัฐมนตรีคุมกระทรวงใหญ่ ถูกคาดหวังจะมาแก้ปมเรื่องพลังงานให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำมันถูกลง เจ้าตัวยังหมายมั่นปั้นมือประกาศแก้กฎหมายรื้อโครงสร้างภาษีน้ำมัน จนเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็ยังไม่ชัดเจน หรือจะซุ่มทำเงียบๆ งานนี้สังคมช่วยลุ้นจะทำได้ทันรัฐบาลนี้ หรือจะพังพับไปก่อน

ด้านงานการเมืองยุค “หัวหน้าพี” คุมบังเหียนรวมไทยสร้างชาติดูยิ่งโลว์โปรไฟล์ จัดกิจกรรมพรรคได้เงียบกริบตามสไตล์ จนเกิดกระแสข่าวรอยร้าวภายใน ถูกจับจ้องถึงสัมพันธภาพกับลูกพรรค จะกอดคอรักกันนานแค่ไหน

5. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ฉายา “ทวีไอพี”

ล็อกเป้าคุมเก้าอี้กระทรวงยุติธรรม เรียกได้ว่าเลื่อยขาเก้าอี้ไม่มีสั่น ไม่บอกก็รู้ว่า “นายใหญ่” ไว้ใจแค่ไหน นับตั้งแต่ภารกิจพานายใหญ่กลับบ้าน ถึงอีพี 2 ส่งนายใหญ่ขึ้น “ชั้น 14” ครองเตียงวีไอพีแทนนอนเรือนจำถึงได้พักโทษ ทำให้สังคมมองว่าเป็นนักโทษวีไอพี

ต่อเนื่องที่เร่งออกระเบียบคุมตัวนอกเรือนจำ เสียงลือแซ่ดเตรียมปูทางสำหรับ “วีไอพีหญิง” ตามรอยพี่ชายหรือไม่ เมื่อเดินงานเข้าตา พ.ต.อ.ทวี น่าจะถือบัตรวีไอพี ยึดเก้าอี้รัฐมนตรีไปอีกยาว

6. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉายา “ประชาธิเป๋”

แปะยี่ห้อ “ประชาธิปัตย์” รั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ประกาศพาค่ายสะตอกลับมายิ่งใหญ่ ไปๆ มาๆ พลิกหนีบทฝ่ายค้าน ไม่ติดอดีต ไม่ฟาดฟันทางการเมือง กลืนอุดมการณ์คู่ปรับนับทศวรรษกับ “เพื่อไทย” กระโดดมาร่วมรัฐบาล เดินเป๋จากเส้นทางอุดมการณ์กว่า 70 ปี จนได้ตั๋วคุมงานกระทรวงใหญ่ แต่ผลงานได้เห็นเค้าแค่ลางๆ ยังไม่ชัดเจน

7. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ฉายา “รวม(เพื่อ)ไทยอ้างชาติ”

เรื่องจริงหรือฝัน ทำบรรดาแม่ยกแทบไม่เชื่อสายตา ว่า “ขิง เอกนัฏ” คีย์แมนรวมไทยสร้างชาติ ต้องยอมทำเพื่อชาติ ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย เคลียร์ประเด็นคุณสมบัติคนเคยมีคดี ก่อนนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแบบใสๆ ภายใต้การนำของ “คนชินวัตร” ลั่น ในใจไม่ลบ ไม่เคยลืมอดีต ก่อนยกวาทะเด็ด “ต้องทำงานโดยคิดถึงบ้านเมืองเป็นหลัก ถ้าคิดถึงบ้านเมือง ก็ทำงานร่วมกันได้” ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง เร่งโชว์ผลงานเดินเครื่องกวาดล้างโรงงานเถื่อน สารเคมีอันตราย ให้เข้าตาประชาชน

8. น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฉายา “จิราพอ(ล)”

จาก สส.รุ่นใหม่ดาวเด่นในสภา พูดจาฉะฉาน ถูกคาดหวังจะเฉิดฉายเมื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ช่วยปรับโฉมงานของรัฐบาล เพราะคุมทั้งสื่อรัฐ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่งานกลับเดินไปเนิบๆ สังคมมาถึงบางอ้อว่า รมต.น้ำ นั่งคุม สคบ. จากคดีดัง “ดิไอคอนกรุ๊ป” และ “บอสพอล” ถึงได้จังหวะโชว์ผลงาน ทั้งที่ขึ้นชั้น รมต. มาตั้งแต่ปลายรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน จนถูกตั้งคำถามเรื่องการทำงาน ขึ้นปีใหม่จะเร่งเครื่องไปต่อ หรือพอใจจะทำงานเงียบๆ แบบสโลว์ไลฟ์

กลุ่ม “รมต.โลกลืม”

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้ง 3 คน มีบทบาทได้คุมกระทรวงเกรดเอ ทั้งเรื่องการค้าและการศึกษา ผ่านเก้าอี้ รมต. ที่เป็นประตูปูทาง สร้างงานให้โดดเด่นได้ แต่ผลงาน 3 เดือนในรัฐบาล กลับไม่เปรี้ยงแต่เงียบกริบ จนประชาชนเรียกหาให้สตาร์ทเครื่อง ตีปี๊บผลงานรับศักราชใหม่ สลัดครหารัฐมนตรีโลกลืม

วาทะแห่งปี “สามีเป็นคนใต้”

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการลงพื้นติดตามการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567 ซึ่งถูกตั้งคำถามจากสังคม เปรียบเทียบการลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูภาคเหนือของนายกฯ แต่อาจละเลยพี่น้องภาคใต้ที่ถูกน้ำท่วม

นายกฯ ชี้แจงย้ำหนักแน่น ไม่ได้ละเลยคนใต้ ด้วยประโยคว่า “โอ้ คำว่าละเลยภาคใต้ สามีเป็นคนใต้ ครอบครัวสามีเป็นคนใต้ ถ้าละเลยคนใต้ ไม่รักคนใต้ แต่งงานคนใต้ไม่ได้นะคะ” ยืนยันคำตอบจากใจ ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับประชาชนภาคใด เพราะเป็นนายกฯ ของคนทั้งประเทศ

คำตอบของนายกฯ ยังไม่ใช่เหตุผลที่ตรงใจชาวโซเชียล จึงไม่วายถูกตั้งข้อสงสัยว่าเหตุที่ไม่ลงใต้เพราะภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ไร้ที่นั่ง สส. มานาน ถึงกับถามย้ำๆ ขอฟังชัดๆ จะลงใต้เมื่อไหร่ กระทั่งนายกฯ กลับจากเยือนประเทศมาเลเซีย ช่วงฝนเทภาคใต้รอบสอง จึงเปลี่ยนใจบินลงพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2567 จากที่ตั้งใจจะลงไปในช่วงการฟื้นฟู

ขึ้นศักราชใหม่ หัวหน้ารัฐบาลประกาศ “โอกาสไทย ทำได้จริง” เป็นคำมั่นที่ประชาชนรอติดตาม

ช้อปกระจายช้อปกระจาย !!! งานโอทอป ซิตี้ แค่ 9 วัน เงินสะพัด 700 ล้าน..กระตุ้นศก.ชุมชนช้อปกระจาย

กระทรวงมหาดไทย ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ให้การตอบรับงาน “OTOP City 2024 Happy Market”  9 วัน เงินสะพัดกว่า 700 ล้านบาท มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมงาน กว่า 1.9 แสนคน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ให้การตอบรับงาน ในการจัดงาน OTOP City 2024 Happy Market “มอบความสุขด้วยของขวัญล้ำค่า จากภูมิปัญญาไทย” ซึ่งตามที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย

โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดงาน “OTOP City 2024 Happy Market” “มอบความสุขด้วยของขวัญล้ำค่า จากภูมิปัญญาไทย” ระหว่างวันที่ 14 – 22 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เพื่อส่งเสริมการตลาด สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ OTOP

ะขณะนี้การจัดงาน OTOP City 2024 Happy Market ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว มียอดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งงานรวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 703,017,035 บาท มีผู้เที่ยวชม ให้กำลังใจผู้ประกอบการ และอุดหนุนสินค้า จำนวน 192,993 คน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าศักยภาพของพวกเราคนไทยสามารถผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ คุณค่า และคุณประโยชน์ ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้พวกเราคนไทยเชื่อมั่นในสินค้าที่เป็นภูมิปัญญาคนไทย ขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของคนไทยด้วยกัน กระทรวงมหาดไทยยินดีให้การสนับสนุนผลงานและสินค้าของคนไทยให้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ขอยืนยันสินค้าไทยสามารถสู้แบรนด์มีชื่อเสียงได้อย่างแน่นอน ทั้งเรื่องคุณภาพและความคงทน โดยหลังจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะหาแนวทางส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะให้กับผู้ประกอบการ OTOP ประเภทต่าง ๆ เพื่อทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาสินค้า OTOP ให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องความต้องการของผู้บริโภค และได้รับความนิยมชมชอบของตลาดระดับสากลต่อไป

เริ่มแล้ว! เทศกาลตีคลีไฟชัยภูมิ หนึ่งเดียวในโลก กระตุ้นศก.-ท่องเที่ยว

น.ส.อรอาภา โล่ห์วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูม พร้อมด้วย น.ส.นางสาวสุกัญญา กุลสุวรรณ์ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ และ นางกนกพร ศรีวนกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดตุ้ม ตลอดทั้ง หัวหน้าส่วนราชการ จ.ชัยภูมิ, คณะกรรมการผู้จัดงานทศกาลมหัศจรรย์ตีคลีไฟ ประจำปี 2567 จังหวัดชัยภูมิ จัดงานกีฬาโบราณ “ตีคลีไฟ” ที่ลานวัดแจ้งสว่าง บ้านหนองเขื่อง ต.กุดตุ้ม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ มีให้ชมหนึ่งเดียวในโลก ต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว ปี 2567 ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเป็นการสืบสานประเพณีตีคลีไฟที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ภายในงานมีการแสดงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ภาคค่ำ อิ่มอร่อยกับอาหาร ตลาดย้อนยุคเดินแซบ เดินนัว และนั่งรับประทานอาหารพาแลงพื้นบ้านของชาวบ้านหนองเขื่อง ซึ่งตามตำนานการละเล่นตีคลีไฟที่นี้ ในสมัยโบราณในช่วงเกี่ยวข้าวก่อนอาบน้ำในคลองใกล้บ้านก่อนค่ำ ชาวบ้านนำท่อนต้นนุ่นแห้ง ใช้เหง้าไม้ไผ่ที่อยู่ริมห้วยมาตีแข่งกันเล่นเพื่อสร้างความสนุกนาน ลูกไม้นุ่นแห้ง ได้ถูกตีไปตกบนกองไฟ ลูกคลีได้ติดไฟ นำมาตีต่อเห็นประกายไฟ กระจายไปกับแรงตีและปลิวไปกับลูกคลีไฟอย่างสวยงามในเวลาพลบค่ำ จึงเป็นที่มาของตีคลีไฟในปัจจุบัน โดยเอาต้นงิ้วแห้ง หรือต้นนุ่นหั่นเป็นท่อนขนาด 10 – 15 เซนติเมตร ก่อนนำมาเผาไฟเพื่อตีแข่งกีฬากัน

ส่วนไม้ตีใช้เหง้าไม้ไผ่ ตรงปลายงอ ด้ามยาวประมาณ 1 เมตร ใช้ตีกันอย่างสนุกสนาน คล้ายกับกีฬาฮอกกี้ ต่อมาได้รับการแพร่หลาย และพัฒนามาเป็นกิจกรรมประเพณีที่นำมาเล่นในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว ไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ แข่งขันในช่วงค่ำหรือกลางคืนเท่านั้น ประกอบด้วยผู้เล่นข้างละ 7 คน ใช้ไม้จากต้นหนุนแห้ง มาตัดเป็นท่อนแล้วเผาไฟจนกลายเป็นถ่าน ให้ผู้เล่นใช้ไม้ซึ่งทำจากไม้ไผ่หัวขวานลักษณะคล้ายไม้กอล์ฟ ตีเข้าประตูของฝ่ายตรงข้าม ทีมใดที่สามารถตีลูกคลีไฟเข้ามากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ส่วนกติกาการแข่งขันจะคล้ายการแข่งขันฟุตบอล เพียงแต่ใช้ไม้ตีลูกคลีไฟแทนการเตะลูกฟุตบอล และห้ามยกไม้คลีสูงเกินเอว

ส่วนผู้รักษาประตูจะใช้ส่วนไหนของร่างกายรับลูกคลีก็ได้ ในด้านอันตรายที่ผ่านมา จะพบเพียงมีการตีลูกคลีถูกหน้าแข็งของฝ่ายตรงข้าม บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น สีสันความมันสนุกสนาน และฮาไฮไลน์การจัดงาน เป็นการแข่งขัน ตีคลีไฟคู่พิเศษ ระหว่างทีมสมาคมนักข่าวสื่อมวลชน จ.ชัยภูมิ กับทีมหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดชัยภูมิ งานนี้ทีมนักข่าวเคยแต่ทำข่าว ไม่เคยเล่นตีคลีไฟเลย ขอสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักกีฬาก่อน

โดยให้อาจารย์ขมังเวทน์แจ๊คส่องโลกเป็นลงยันต์ป้องกันการบาดเจ็บให้ด้วย ส่วนทีมหัวหน้าสส่วนราชการ จ.ชัยภูมิ ไม่หวั่นเช่นกัน เน้นอัดฉีดทีมชนะรับไปเลยทันที 5 ล้าน แต่ไม่รู้ 5 ล้านสกุลไหน และมีนักพากย์ฝีปากดี อาจารย์กฤษณา มาเป็นคนพากย์ตลอดการแข่งขันตีคลีไฟ คู่พิเศษ เริ่มการแข่งขันเคาะไม้ตีคลีไฟ ทีมฝ่ายนักข่าวสื่อมวลชน จ.ชัยภูมิ เป็นฝ่ายเปิดเกมส์ตีลูกคลีไฟกระจาย บุกก่อน ขณะที่ทีมหัวหน้าส่วนราชการ จ.ชัยภูมิไม่หวั่นได้หวดไม้ตีคลีไฟ โต้กลับทันที ตลอดการแข่งขันดูเหมือนจะเป็นลีลาการพากย์ที่ไม่ธรรมดา ของอาจารย์กฤษณาที่ไม่ธรรมดา ได้ทั้งความมันของตนเอง และความฮาของคนชมรอบสนาม ยิ่งกว่าการพากย์แข่งขันพายเรือพาย จบการแข่งขันทีมนักข่าวสื่อมวลชน สมาคม จ.ชัยภูมิ เอาชนะทีมหัวหน้าส่วนราชการ จ.ชัยภูมิ ไป 4 ประตูต่อ 2 ….

โดย…มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

มาแล้ว!10 ฉายาดาราปี 2567 “กรรชัย-หลิงหลิง-ออม”ติดโผ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกๆปี สมาคมนักข่าวบันเทิง จะมีการตั้งฉายาให้กับศิลปินดาราและบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งในปี 2567 นี้ นำโดย นายปราโมทย์  สารรัตน์  นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง ได้ร่วมกับสื่อมวลชนสายบันเทิงหลายสำนักและสื่อหลายแขนง ส่งฉายามาร่วมคัดเลือก ในปีนี้มีการโหวตตั้งฉายาดาราประจำปี 2567 โดยสำนักข่าว INN เอื้อเฟื้อสถานที่

ฉายาในปีนี้ได้พิจารณาถึงความโดดเด่น ในหลายแง่มุม ทั้งในด้านกระแสข่าว ตัวตนของดารานักแสดงและบุคคลในวงการบันเทิง  ปีนี้ถือแนวทางการตั้งฉายาไม่ละเมิดสิทธิ์นักแสดง  สมาคมนักข่าวบันเทิงและพี่น้องนักข่าวบันเทิงไม่มีเจตนาดูหมิ่นดูแคลน เหมือนเป็นการหยิกแกมหยอกตามประสาคนที่รักกันและคิดถึงกันเท่านั้น ซึ่ง 10 อันดับฉายา มี ดังนี้

1 มุกดา นรินทร์รักษ์ –  วิหกโบยบิน   นางเอกสาวร่างเล็ก ที่เข้าวงการมาด้วยการประกวดเวทีสาววัยรุ่นมิสทีนไทยแลนด์จนเข้าเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7HD มีผลงานละครโดดเด่น เรตติ้งดีหลายเรื่องจนถูกจับตาว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะขึ้นเป็นนางเอกแถวหน้าของช่อง 7HD  แต่ล่าสุดหลังหมดสัญญานางเอกสาวตัดสินใจโบยบินเป็นนักแสดงอิสระอย่างเต็มตัว

2.แน็ก ชาลี – ตัวพ่อคลั่งรักชักศึกเข้าบ้าน หนุ่มหล่อละอ่อนที่ดูมีอาการคลั่งรักทุ่มเทให้สาวๆที่ก้าวเข้ามาคบหาดูใจ โดยเฉพาะกับ จีกามิน  ติ๊กต๊อกเกอร์ชาวเกาหลี ที่แรกรักก็ช่วยกันทำมาหากินไลฟ์สดคู่กอบโกยกันเต็มๆท่ามกลางแฟนคลับที่ติดตามเชียร์อัพ แต่สุดท้ายไปไม่รอดทางใครทางมันแล้วยังปั่นป่วน ด้วยการแฉลากไส้กันไปมาตั้งแต่เรื่องเงินค่าจ้าง ไฟไหม้บ้าน กับปัญหาอลม่านล้านเจ็ดที่ติดตามมา

3.หลิงหลิง ศิริลักษณ์  – ออม กรณ์นภัส  – คู่จิ้นฟินแฟน   ถือเป็นคู่จิ้นสุดฮอตกับซีรีส์แนวแซฟฟิกเรื่องแรกของช่อง 3 ใจซ่อนรัก แม้จะมีเพียง 8 ตอน แต่กลับประสบความสำเร็จเกินคาดดังไกลไปถึงต่างประเทศ ด้วยความสวยและการแสดงสองสาวที่เป็นธรรมชาติทั้งในจอนอกจอจนเอาแฟนๆจิ้นและฟินไปตามๆกัน จึงพาลงเรือเชียร์หลิง-ออมอย่างจริงจัง

4.นัท  มีเรีย – พ่ายรักสเลนเดอร์  กลายเป็นข่าวเตียงหักรักคุดของนักร้องดังกับพระเอกกล้ามโต อั้ม  อธิชาติ ที่ทำเอาหลายคนช็อกส่งท้ายปีเพราะเคยหวานครองคู่มากว่า 15 ปี  แต่เมื่อความรักมาถึงทางตันจึงตัดสินใจหย่า ท่ามกลางที่มีข่าวซุบซิบหนาหูว่ามีมือที่ 3 สาวหุ่นสเลนเดอร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องฝ่ายชาย แม้ อั้มจะออกมาปฏิเสธ แต่รักก็จบแบบเจ็บไปเรียบร้อย

5 นาย ณภัทร –ใบเฟิร์น  พิมพ์ชนก   คู่รักแท้แพ้แม่เหงา  อุตส่าห์ก่อร่างสร้างสัมพันธ์แบบเพื่อนจนก้าวข้ามเป็นแฟนได้ ระหว่าง นาย นภัทร-ใบเฟิร์น ขณะความรักกำลังหวานชื่นกับทริปเที่ยวของหนุ่มสาว แต่ความเหงาคุณแม่หมู พิมพ์ผกา ที่ระบายผ่านโซเซียลกลายเป็นหนี่งในเหตุผลที่ทั้งคู่ต้องปิดฉากรักความรักให้จบลง และให้ฝ่ายชายได้กลับไปดูแลแม่อย่างเต็มที่

เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ –  ม่ายใจเริง  นางเอกสาวที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตก กับบทบาทใจเริงชิงรักหักสวาทในละครเพลิงบุญ  เจนี่ แม้แต่งงานเป็นครอบครัวมีลูกที่น่ารัก กับมิกกี้  มา 6 ปี  แต่ถึงวันนี้ชีวิตคู่การเป็นสามีภรรยานั้นกลายเป็นเส้นขนานไปแล้วเรียบร้อย นางเอกสาว เจนี่ เลยเข้าสู่สถานะม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

7.ปู มัณฑนา – ลูกหมี  รัศมี–  หมีฟาดปูทวงหนี้เดือด  หากคนที่ได้ติดตามข่าว การทวงหนี้ ระหว่าง ลูกหมี รัศมี กับ ปู มัณฑนา ที่กลายเป็นมหากาพย์ลากไส้แบบหนังคนละม้วน ไม่มีใครยอมใครเปิดสงครามน้ำลายฟาดกันคนละหมัดจนต้องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล   ซึ่ง ณ วันนี้ ก็ยังไม่จบกันง่ายๆ

8 ณวัฒน์  อิสรไกรศีล–  บอสสับแหลกแหวกทะลุไลค์   ถือเป็น บอสนวัฒน์  แห่งเวที มิสแกรนด์ที่แสดงให้เห็นว่ายามใดที่มีปัญหาจะเล็กน้อยหรือใหญ่แค่ไหน บอสนวัฒน์ใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ส่วนตัวส่งเสียงดังฟังชัดทำให้กลายเป็นเรื่องเด่นจนกลายเป็นกระแสให้ทั้งกดเม้ม กดไลค์ในโลกออนไลน์ หรือแม้จะไลฟ์ขายของก็ถือเป็นเจ้าพ่อกดตระกร้าได้เลย

9 บิณฑ์  บรรลือฤทธิ์ –  นักบุญติดดิน   เป็นนักแสดงที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมมานานและต่อเนื่อง นอกจาก บินฑ์  บันลือฤทธิ์แล้ว ยังมี บุ๋ม ปนันดา ที่มีบทบาทช่วยเหลือผู้คนในสถานการณ์ต่างๆเช่นเดียวกับ และ ไทด์ เอกพันธ์สำหรับ บินฑ์นั้น เป็นคนที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้คนเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นเคสเล็กๆไปจนถึงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนกับภัยพิบัติต่างๆ

10 หนุ่ม กรรชัย   กำเนิดพลอย – หน่วงส่งกรรม   พิธีกรหนุ่ม ฝีปากจัดจ้าดแห่งรายการ โหนกระแส ซึ่งสารพัดเรื่องราวที่เป็นกระแส  จะเป็นเรื่องชาวบ้าน หรือเรื่องราวระดับประเทศ   เรื่องพระสงฆ์ เมื่อมารายการนี้ ต้องโดนขุดคุ้ย เจาะลึกละเอียดหลักฐานลับ จะถูกมาเปิดเผยในรายการนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อใครทำผิดซ่อนเร้น สร้างความเดือดร้อน กรรมใดใครก่อ พี่หน่วง…ฉายาที่ผู้ชมตั้งให้ หนุ่ม กรรชัย พร้อมแฉหลักฐานส่งเข้าไปรับกรรม..

อายุแค่ตัวเลข “บัวขาว”วัย 42 ยังฟิตลุยชกต่อปีหน้าเจอใครไม่หวั่น

บัวขาว บัญชาเมฆ ยอดนักชกซูเปอร์สตาร์ของไทยในวัย 42 ปีและขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซีย กอดคอคว้าชัย ใน การชกมวย รายการ RWS presents RAJADAMNERN 80 (อาร์ดับบลิวเอส พรีเซนต์ ราชดำเนิน 80) โดยบัวขาว ประกาศก้องอายุ 42 ปี ยังฟิต ปีหน้าลุยต่อ เจอใครก็ได้ พร้อมกลับมาชกที่ราชดำเนินอีกแน่

การแข่งขันมวยรายการ RWS presents RAJADAMNERN 80 (อาร์ดับบลิวเอส พรีเซนต์ ราชดำเนิน 80) ที่เวทีสนามมวยราชดำเนิน สำหรับการแข่งขันรายการนี้ สนามมวยราชดำเนินจัดเต็มจัดการแข่งขันเพื่อ ฉลองการเข้าสู่ปีที่ 80 เป็น ศึกมวยสุดยิ่งใหญ่แห่งปีระดมนักชกระดับแนวหน้าของวงการมวยไทยมาประจัญบานกัน พร้อมเปิดตัว Immersive Muay Thai อิมเมอร์ซีฟ มวยไทย ได้รับความสนใจจากแฟนมวยชาวไทยและต่างประเทศเข้าชมอย่างมากถึงขั้นที่มีผู้เข้าชมเต็มความจุของสนามเลยทีเดียว 
   
สำหรับคู่มวยคู่สำคัญของรายการนัดนี้ก็คือ RAJADAMNERN STADIUM CHAMPIONSHIP SUPERFIGHT ราชดำเนิน สเตเดียม แชมเปียนขิพ ซุปเปอร์ไฟต์ ขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซียน ขึ้นชกป้องกันตำแหน่งแชมป์รุ่นแบนตัมเวทของเวทีราชดำเนิน กับ วันชัยน้อย สท.เหี่ยวบางแสน เจ้าของเข็มขัดแชมป์รุ่นแบนตัมเวทของเวทีมวยช่อง 7 เพื่อพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่เป็นเบอร์หนึ่งของรุ่นแบนตัมเวท  โดยการชกเป็นไปอย่างเร้าใจก่อนที่ขุนศึกเล็กจะหวดแข้งขวา ตลอด 5 ยก ชนะใจกรรมการและผู้ชมในสนามคว้าแชมป์พร้อมเงินรางวัลสำหรับแชมป์ 500,000 บาทและรางวัลพิเศษ โบนัสชกดุเดือด 250,000 บาท รวมทั้งสิ้น 750,000 บาท

นอกจากคู่มวยระดับชิงแชมป์ของเวทีราชดำเนินแล้ว ก็ยังมีศึกมวยคิกบ็อกซิ่งคู่ประวัติศาสตร์อีกคู่ด้วย โดย บัวขาว บัญชาเมฆ ยอดนักชกซูเปอร์สตาร์ของไทยในวัย 42 ปีได้หวนคืนสังเวียนราชดำเนินซึ่งเปรียบได้กับบ้านของมวยไทยเพื่อมาขึ้นชกกับ หาน เหวินเป่า ยอดมวยดังของประเทศจีนที่ได้สมญานามว่าเป็นมือปราบตำนานมวยไทยซึ่งยอมเดินทางมาชกที่ประเทศไทย เพราะอยากจะเอาชนะนักชกในตำนานอย่างบัวขาวให้ได้ในศึกที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของสนามมวยราชดำเนิน ทั้งคู่เดินหน้าแลกหมัดและแข้งไม่หยุด ผลปรากฎว่า บัวขาวยังคว้าชัยชนะ หาน เหวินเป่าด้วย คะแนน 30 ต่อ 27 ทั้ง 3 เสียง ยังคงเป็นตำนานต่อไป
   
บัวขาว ได้ให้สัมภาษณ์หลังการชกว่า “ขอบคุณทุกคนที่เชียร์ คู่ชกผมวันนี้ไม่ใช่ธรรมดา วันนี้ยังทำได้ และดีใจที่ได้กลับมาชกที่เวทีราชดำเนิน และปี 2568 ยังคงได้เห็นผมขึ้นชกอยู่ครับ”
     
“ผมอายุ 42 ปี การชกไม่เหมือนตอนอายุน้อยๆ อย่างไฟต์นี้ผมเจ็บทั้งขา และหมัด แต่อายุไม่ใช่ปัญหา เพราะดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ยังชกได้อีกนาน หลังจากนี้ ผมขอพักร่างกายก่อนเพื่อไปรักษาอาการบาดเจ็บ โดยช่วงต้นปีหน้าจะเดินทางไปสัมมนามวยไทย เพื่อเผยแพร่มวยไทย ที่ต่างประเทศนานหลายสัปดาห์ และคาดว่าจะกลับมาชกในเดือนมี.ค.ปีหน้า ซึ่งมีทั้งจีน ญี่ปุ่น ติดต่อมาขอให้ไปชกหลายรายการ คู่ชกจะเป็นใครก็ได้ พร้อมเจอทุกคน และน่าจะได้กลับมาชกที่เวทีราขดำเนินอีกครั้ง”

นอกจากมวยเด็ดแล้ว สนามมวยราชดำเนินนัดนี้ยังได้ทำการเปิดตัว Immersive Muay Thai อิมเมอร์ซีฟ มวยไทย ซึ่งก็คือ การสร้างประสบการณ์เสมือนจริงบนทุกตารางนิ้วของโดมคอนกรีตแห่งเวทีราชดำเนิน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโดมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ส่งผลให้ผู้ชมภายในสนามได้เข้าถึงบรรยากาศการรับชมที่แตกต่างออกไปจากทุกๆครั้ง และเกิดความรู้สึกร่วมกับเรื่องราว ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆรอบเวทีอย่างตื่นตาตื่นใจ ด้วยระบบภาพ แสงและเสียงด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ได้ทีมงานระดับโลกบินตรงจากประเทศแคนาดาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
   
ถือว่าศึก RWS presents RAJADAMNERN 80 (อาร์ดับบลิวเอส พรีเซนต์ ราชดำเนิน 80) จบลงอย่างยิ่งใหญ่ และและในปีหน้าจะมีรายการใหญ่และมากไปด้วยสีสันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน เป็นศึกยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า เป้าหมายสำคัญก็คือต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันมวยไทยเป็น Soft Power ซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านมาตรฐานและรูปแบบการจัดที่มีความทันสมัย และเวทีมวยราชดำเนินก้าวสู่ Sport Entertainment สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนท์ ระดับโลก

เที่ยวสุดฟิน!กางเต็นท์นอนดูดาวบนยอดภูสิงห์-ภูผาผึ้ง สัมผัสหนาวยะเยือก 9 องศา

อำนาจเจริญ-นักท่องเที่ยวแห่กางเต็นท์นอนดูดวงดาวบนยอดภูสิงห์-ภูผาผึ้ง สัมผัสอากาศหนาวเย็นยะเยือก 9 องศาฯ ไหว้พระรับพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเป็นศิริมงคลรับขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568

นายประสิทธิ์ ชื่นใจ หัวหน้าวนอุทยาน ภูสิงห์ภู-ผาผึ้ง จังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ที่จังหวัดอำนาจเจริญเช้านี้วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม 2567 บนยอด ภูสิงห์-ภูผาผึ้ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ บนยอดภูสิงห์ อุณหภูมิวัดได้ต่ำสุด 9 องศาเซลเซียสส่วนพื้นราบในตัวเมืองวัดได้ 14 องศาเซลเซียส บรรยากาศดีมากๆมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปกางเต้นท์นอนบนภูสิงห์-ภูผาผึ้งจำนวนมากอีกด้วย

สำหรับราคาเช่าเต็นท์ หลังล่ะ 225 บาท หมอนใบล่ะ 10 บาท ที่รองนอน แผ่นล่ะ 20 บาท ถุงนอน 30 บาท เอาเต็นท์มาเอง 30 บาทต่อคน พร้อมค่าเข้า
-ขึ้นมาเที่ยวไม่นอนเสียค่าบริการเข้า ค่ารถ 30 บาทรถกระบะส่วนถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ 20 บาท บุคคลคนละ 20 บาท
-ถ้านอนก็เสียค่าเข้าเหมือนกันและก็เสียค่านอนด้วย ถ้ามา 2 คนเสียค่าเข้าค่ารถ 30 บาทคน 20 เป็น 70 บาทและเสียค่านอนอีกต่างหากอีกคนละ 30 บาทเป็น 60 บาท 60 + 70 เป็น 130 บาท

สมมุติว่าเรามา 2 คนแล้วมารถกระบะคิดเป็น ค่ารถกระบะ 30 บาทคนคนละ 20 บาทรวมเป็น 70 บาทนี่คือค่าเข้า และถ้านำเต็นท์มาเองคิดค่าสถานที่กางเต็นท์เป็นรายบุคคลคนละ 30 บาทครับผม
รวมทั้งหมดทั้งสิ้น 130 บาทครับ

นายประสิทธิ์ ชื่นใจ หัวหน้าวนอุทยาน ภูสิงห์ภูผาผึ้ง กล่าวอีกว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญจะมีอุณหภูมิลดลงต่ำ บางวัน 13-14 องศา ในพื้นราบบริเวณตัวเมืองอำนาจเจริญ ส่วน 8 องศาถึง 10 องศา เซลเซียส นับว่ายอดภู เป็นบรรยากาศ ที่ดีมากๆ ไม่หนาวเหน็บจนเกินไป อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 8-10 องศา ซึ่งก็มีประชาชน ที่ทราบข่าว ว่าที่อำนาจเจริญก็มีจุดหนาวให้ท่องเที่ยวนอนสัมผัสอากาศหนาวไม่แพ้จังหวัดอื่นเหมือนกัน ต่างก็แห่กันมานอนพักแรมบนยอดภู สิงห์ฯ กันไม่ขาดสาย


โดยเฉพาะช่วงวันหยุดราชการ เสาร์-อาทิตย์ จะ มีนักท่องเที่ยว มากางเต็นท์นอนพักแรม กันเป็นจำนวนมาก เพื่อตื่นเช้ามาจะได้ บันทึกภาพอันประทับใจเอาไว้ กลับบ้าน โดยเฉพาะ ช่วงเช้าพระอาทิตย์ขึ้น และช่างพระอาทิตย์ตกดินจะได้บึนภาพสวยไงามๆเก็บไว้ ตนจึงฝากประชาสัมพันธ์ ไปยังพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่ต้องการ สัมผัสกับอากาศหนาวเย็น และวิวธรรมชาติๆสวยๆ ทานอาหารอร่อยๆ ที่พักปลอดภัย ห้องสุขาสะอาด ถูกสุขอนามัยระดับ 4-5 ดาวเลย ก็ว่าได้ มีเวรยาม รักษาความปลอดภัยให้ทุกๆท่านอีกดด้วย เวลาท่านพักผ่อน หลับนอน อย่างสบายอกสบายใจ

ในช่วงนี้ที่อำนาจเจริญ มีอุณหภูมิลดลงต่ำ โดยเฉพาะบนยอดภูสิงห์ ภูผาผึ้ง บางวัน 8 องศาเซลเซียส มีประชาชน ผู้นิยมขึ้นภูสิห์ฯไปสัมผัสอากาศหนาว การเดินทางขึ้นไปสัมผัสกับอากาศหนาว และมักจะชอบกางเต็นท์นอนกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ วันหยุดราชการ แล้ววันเสาร์วันอาทิตย์ ซึ่งช่วงนี้อยู่ในช่วง เทศกาลคริสต์มาส และ ใกล้เทศกาลปีใหม่ จะสังเกตเห็นว่า มีประชาชน นักท่องเที่ยว ทั่งชาวไทยและต่างประเทศ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถเที่ยวฟรีได้ทุกอย่าง รวมทั้งไม่เสียค่าบริการใดๆทั้งสิ้น และมีเวรยามเฝ้ารักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ที่สำคัญ
อำนาจเจริญมีจุดหนาวสุด “8-10 องศาเซียเซียส”
หมายความว่าที่จังหวัดอำนาจเจริญเช้านี้วันอาทิตย์ ที่22 ธันวาคม 2567 บนยอด ภูสิงห์-ภูผาผึ้ง ต.สร้างนกทา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ยอดภูสิงห์ อุณหภูมิวัดได้ต่ำสุด 10 องศาเซลเซียส
ส่วนพื้นราบในตัวเมืองวัดได้ 15 องศาเซลเซียส
องศาจะแตกต่าวกันอยู่5องศา บรรยากาศดีมากๆมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปกางเต้นท์นอนบนภูสิงห์-ภูผาผึ้งเป็นจำนวนมาก

ภาพข่าว/ทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

อาหารพื้นถิ่นชาวจีนเมืองเบตง “กงสี”อร่อยต้นตำรับตอบโจทย์ทุกเพศวัย

ร้าน อาหาร กงสี  公司 Hakka Food ร้านอาหารพื้นถิ่นของชาวจีนในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตั้งงอยู่ที่ 6 ถนนสมันตรัฐ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง  นอกจากเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทยแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่น่าเที่ยวแล้ว ที่อำเภอเบตงยังมีของกินพื้นถิ่นที่หากินยากและขึ้นชื่ออยู่หลายอย่าง อาทิ ข้าวมันไก่เบตง เคาหยก ผักผัดน้ำ เป็นต้น 

หากใครได้มาท่องเที่ยวเมืองเบตงแล้วก็ต้องไม่พลาดร้านนี้  ร้าน “กงสี” เปิดเป็นตึกแถว 2 ชั้นในย่านสตรีทฟู้ด ถนนสมันตรัฐ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ไม่ไกลจากหอนาฬิกา และตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นร้านอาหารพื้นถิ่นของชาวจีน กวางใส ที่มีถิ่นฐานอยู่ในอำเภอเบตง  คำว่า “กงสี” ในสมัยก่อน ชาวจีนที่มีบริษัทห้างร้าน และมีลูกจ้างทำงานอยู่ด้วยหลายคน ทางบริษัท ห้างร้าน จะเป็นผู้จัดหาทั้งข้าวทั้งกับข้าว พร้อมสรรพให้ลูกจ้างคนงานได้กินกัน คนแต้จิ๋วเรียกว่า เจียะกงซี (食公司เสียงแต้จิ๋ว)

หมายถึงกินข้าวของบริษัทห้างร้าน หรือกินกงสีนั่นเอง นั่นคือที่มาของคำว่า “กงสี” และการที่มาตั้งชื่อร้านว่า “กงสี” คุณกันตกนิศฐ พจีธนนันท์ หรือ คุณยีนต์ บอกว่า ที่มาเปิดร้าน “กงสี”คือในสมัยก่อนคุณแม่มักจะทำกับข้าวให้ลูกหลานได้ทานกันพร้อมกันหลายๆคน แต่พอนานเข้าลูกหลานเติบโตต่างแยกย้ายกันออกไปประกอบอาชีพหากินกัน  เลยทำให้บรรยากาศเก่าๆในการอยู่ทานอาหารร่วมกัน พูดคุยในวงทานข้าว ได้ขาดหายไปรวมทั้งกับข้าวที่เคยได้ทานรสชาติของชาวจีนกวางใสแบบดั้งเดิมก็ขาดหายไปพร้อมกัน และเมื่อนึกอยากทานขึ้นมาก็หาทานยากมาก

คุณยีนต์ เจ้าของร้าน บอกว่า ร้าน “กงสี”เกิดขึ้นมาจากการพูดคุยกับญาติพี่น้องมาเปิดเป็นร้านอาหารแบบชาวจีน เพราะที่เบตงถ้าหากอยากกินอาหารจีนต้องขึ้นภัตตาคาร ทำให้คนที่มีกำลังซื้อน้อย ก็ขาดโอกาสในการลิ้มลองรสชาติอาหารจีนดั้งเดิม จึงได้เปิดร้านนี้ขึ้นมา โดยที่ร้านมีเมนูดั้งเดิมของชาวจีนกวางใสที่เบตง อย่างเช่น หมูดำกงสี (เป็นสูตรของแม่) เต้าหู้ป๊อก ปลานึ่งขิง ลูกชื้นแคะ เคาหยก หมูสับนึ่งไข่เค็ม หมูผัดจาชอย ผัดหนวดมังกร ผัดหมักชอย ผัดถั่วงอกหัวโต มันฝรั่งหมูย่าง หมี่แกง และอาหารจานเดียว ข้าวต้มทรงเครื่อง ส่วนราคาหากมาทานคนเดียวจานเดียวก็ 60 บาท เมนูแต่ละอย่างอยู่ที่ 60 บาท

ส่วนเมนูชูโรงของที่นี่ต้องเป็นเมนู “หมูดำกงสี” เพราะเป็นสูตรคุณแม่(สูตรลับ) ที่แม่คิดขึ้นมาทำให้ลูกหลานได้ทาน จนลูกหลานติดใจในรสชาติ จึงได้นำมาเป็นเมนูขึ้นชื่อของร้าน และเป็นเมนูที่ลูกค้า ทั้งไทยและนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สั่งทุกครั้ง คือ เต้าหู้ป๊อก มีส่วนผสมของหมูสับบด กุยช่าย และปลากรายหรือปลาอินทรีย์ ซึ่งเต้าหู้จะไม่เหมือนใครที่ไหน เพราะเต้าหู้ที่เบตงมีขนาดใหญ่ เลยเป็นที่มาคำว่า “เต้าหู้ป๊อก” ซึ่งเป็นอาหารของชาวจีนกวางใส ลูกชิ้นแคะ มีส่วนผสมของหมูบด และปลา จะใส่ในแกงจืดหรือลวดจิ้มทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้ และเคาหยก

ทั้งนี้เป็นเมนูที่อยู่ตามภัตตาคาร ที่ร้านเลยนำมาขายที่ร้านด้วย เพื่อให้ลูกค้าหรือคนอยากกินอาหารจีนดั้งเดิมเอื้อมถึงโดยไม่ต้องขึ้นไปทานถึงบนภัตตาคาร ซึ่งอยู่ในราคาจานละ 450 – 500 บาท ส่วนที่ร้านขายอยู่ที่ 60 บาท หากมาคนเดียวและมากันหลายคนก็อยู่ที่จานละ 120 บาท หมูผัดจาชอย คือหัวผักกาดดอง นำมาผัดกับหมูและไข่ ซึ่งเป็นเมนูของชาวจีนที่หาทานยากอีกเมนูหนึ่ง และ มะระยัดไส้หมูสับ และหมี่แกง ส่วนผสม ฟัก ซี่โครงหมู หรือใส่มันฝรั่งเอาแทนฟักก็ได้ทำสลับกันทำในแต่ละวัน ซึ่งคนจีนที่เบตงและชาวมาเลเซีย จะทานคู่กับเส้นหมี่หุ้น เลยเรียกว่า หมี่แกง ที่ร้านล้วนเป็นเมนูพื้นบ้านของชาวจีนเบตงที่นี่

ร้าน “กงสี”เปิดตั้งแต่เวลา 14.00 – 20.00 น. ปิดทุกวันพุธ  โทรศัพท์ 089 293 1319

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

ระดมสินค้าคุณภาพในงาน “Co-op Market Fair พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เชิญชวนเที่ยวงาน “Co-op Market Fair พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น By ร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด” ยกขบวนสินค้าดีมีคุณภาพผลผลิตจากสหกรณ์ทั่วประเทศมาจำหน่ายถึงผู้บริโภคเอาใจ    คนเมืองได้ซื้อสินค้าดีมีคุณภาพจากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง พร้อมกระตุ้นการจับจ่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกร นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมสินค้านาทีทอง นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของสหกรณ์มาจำหน่ายแบบลดราคาเพื่อส่งเสริม      การบริโภคให้กับประชาชนที่มาเดินเที่ยวในงาน พบกันที่บริเวณลานพระอนุสาวรีย์พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 24 – 25 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 07.30 – 17.00 น.  

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น/ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าสหกรณ์ ภายใต้ชื่องาน “Co-op Market Fair พลังสหกรณ์ ขับเคลื่อนสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น By ร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด” ในครั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าคุณภาพและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าดีมีคุณภาพในราคาย่อมเยา ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งหวังให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ สด ใหม่และปลอดภัย

ภายในงานจะมีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อเป็นผลิตภัณฑ์และสินค้าของสหกรณ์ กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์จากจังหวัดต่าง ๆ กว่า 20 บูธ ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ ผักสด กล้วยหอมทอง มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ผลไม้อบแห้ง อาหารทะเลแปรรูป ปลาแดดเดียว กุ้งย่าง หมูทุบ น้ำพริกปรุงสำเร็จรูป เนื้อโคขุน ขนมไทย ผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย ชุดผ้าไหม สินค้าหัตถกรรม และสินค้าของดีอีกมากมาย คัดสรรมารวมกันไว้ที่งานนี้

สำหรับงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น/ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าสหกรณ์ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าสหกรณ์ เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ โครงการหลวง วิสาหกิจชุมชน กลุ่ม OTOP และเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตกับเครือข่ายสหกรณ์หรือร้านค้าสหกรณ์

รวมทั้งมีการเจรจาธุรกิจเพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ทั้งทางด้านการค้าและธุรกิจ ผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตได้พบปะผู้บริโภคแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคเป็นการสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และชุมชนได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

เรือนหมื่นแห่เที่ยวงงาน”ทุ่งเก็กฮวยบ้านทับทิมสยาม 05″ปลุกศก.คึกเงินสะพัดปลายปี

นักท่องเที่ยวเรือนหมื่นแห่เที่ยวงานเทศกาลงาน”ทุ่งเก็กฮวยบ้านทับทิมสยาม 05″ ส่งผลให้บรรยากาศท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้วปลายปีสุดคึกคัก ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งคนจัด ชาวบ้านและพ่อค้า ยิ้มแก้มปริเงินสะพัดทั้งจังหวัด

นายสามารถ นิ่มเงิน พ่อค้าขายข้าวหลามกระบอกยาว เปิดเผยว่า ได้นำข้าวหลามกระบอกยาว เป็นสินค้าโอทอปของจังหวัดสระแก้วได้รับความนิยมจากคนทั่วไป เนื่องจากเป็นข้าวหลามที่มีรสชาติไม่เหมือนใคร หวานมัน เป็นข้าวหลามที่เน้นสุขภาพ ไม่หวานจัด แต่รสชาติกลมกล่อม และวันนี้ได้นำมาขายที่งานทุ่งเก็กฮวย ที่บ้านทับทิมสยาม05 อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ขายดีมาก

ปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะมากคึกคักมาก ผู้คนหลั่งไหลมาเป็นเรือนหมื่น ทำให้พ่อค้า แม่ค้า ขายสินสินค้าในงานนี้ดีมาก ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน งานนี้ได้จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20-22 ธันวาคม 2567 นี้

ด้าน นายเอนก เอื้อเฟื้อ นักท่องเที่ยวชาวจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ได้มาเที่ยวงานทุ่งเก็กฮวย รู้สึกมีความสุขสดชื่นมาก โดยรอบเเป็นภูเขา มีทุ่งเก็กฮวย ออกดอกสีเหลืองสะพรั่งสวยงามมาก บรรยากาศโดยรอบดีมาก

สำหรับบรรยากาศ ในบริเวณงานทุ่งเก็กฮวย จะการแสดงดนตรี มีร้านอาหาร มีแคมป์ปิ้ง ซึ่งผู้คนในยุคปัจจุบันจะนิยมเที่ยวงานแบบแคมปิ้ง โดยนำโต๊ะเก้า มาเอง มีจุดกางเต้น มีรถจักรยานยนต์พ่วง บริการนักท่องเที่ยว เข้าไปในงาน คนละ 20 บาท ไป-กลับ โดยรถยนต์นักท่องเที่ยวจะจอดที่ลานจอดรถอยู่ด้านนอกบริเวณงาน พื้นที่การจัดงาน จะมีภูเขาเรียกว่า เขาตาง็อก เป็นฉากหลัง และมีทุ่งเก็กฮวยออกดอกเหลืองสะพรั่ง สวยงาม มาก

โคราชหนาวจัด!ชาวบ้านฝ่าลมหนาวทำบุญตักบาตรยามเช้าคึกคัก

นครราชสีมา – โคราชหนาวจัด! ชาวบ้านพิมายสวมเสื้อหนาวฝ่าลมเย็น ร่วมทำบุญตักบาตรยามเช้าคึกคัก

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มมีอุณหภูมิลดต่ำลง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืด บรรยากาศตามชุมชนต่างๆ เต็มไปด้วยความคึกคัก ขณะที่ชาวบ้านพากันหยิบเสื้อผ้ากันหนาวมาสวมใส่เพื่อคลายความหนาว ในพื้นที่บ้านน้อย หมู่ 15 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ต่างพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อหนาวหนาๆ และพากันออกมาทำบุญตักบาตรตามประเพณีท่ามกลางลมหนาว

บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่ชาวบ้านยังคงสืบสานการทำบุญตักบาตรตามวิถีชีวิตดั้งเดิม หลายบ้านมีการเตรียมอาหารคาวหวาน ดอกไม้ธูปเทียน พร้อมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหนาๆ สีสันสดใส ก่อนจะออกมาร่วมกิจกรรมทำบุญร่วมกับเพื่อนบ้าน บางครอบครัวต้องจุดเตาผิงหรือดื่มน้ำอุ่นเพื่อบรรเทาความหนาว

จากการรายงานสภาพอากาศในพื้นที่ อุณหภูมิช่วงเช้าอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส ประกอบกับลมพัดแรงเป็นระยะ ทำให้ความหนาวเย็นทวีความรุนแรงมากขึ้น หลายครัวเรือนเริ่มนำผ้าห่ม เสื้อกันหนาว และเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ออกมาใช้งานเพื่อป้องกันความหนาว โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังออกประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับอากาศหนาว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากลมหนาวมากกว่าปกติ พร้อมแนะนำให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งนานๆ และสวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นอย่างเหมาะสม

สำหรับจังหวัดนครราชสีมา คาดว่าสภาพอากาศที่หนาวเย็นนี้จะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมเครื่องกันหนาวให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา