โคราชอากาศเย็นลงต่อเนื่อง แห่ซื้อเสื้อกันหนาวมือสอง ผู้ค้ายิ้มยอดพุ่ง

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นกำลังป่านกลางจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส ล่าสุดเช้าวันนี้พบ ว่าสภาพอากาศในเขตเมืองโคราช อุณหภูมิเฉลี่ย 17.5 -28 องศาเซลเซียส

บรรยากาศที่ตลาดนัดหน้าสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ เขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา ค่อนข้างคึกคัก พบประชาชนหลากหลายอาชีพ ทยอยออกมาหาซื้อ เสื้อกันหนาวมือสอง ผ้าห่มผ้านวม หมวกไหมพรม บรรดาผู้ค้าได้นำ เสื้อกันหนาวมือสองหลากหลายรูปแบบมาตั้งโชว์พร้อมส่งเสียงเรียกลูกค้าให้มาเลือกซื้อ

นายชาติ อายุ 53 ปี พนักงานขายร้าน “โจผ้ามือสอง” กล่าวว่า คาดว่าปีนี้ อากาศเมืองโคราช จะหนาวเย็นนานต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่  ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว แตกต่างจากปีที่แล้ว ซึ่งมีอากาศหนาวเพียงไม่กี่วันทางร้านมีแผนขนเสื้อกันหนาวมือสอง มาวางขายเพิ่ม  เสื้อกันหนาวเริ่มต้นราคาตัวละ 20 บาท 30 บาท 50 บาท 100 บาท ไปจนถึงราคาหลักพัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพ และแบรนด์ได้รับความนิยมหรือไม่  ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือกซื้อ นำไปทำความสะอาดก่อนสวมใส่ใช้งาน เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่อาจเกิดอันตรายต่อผิวหนังร่างกายได้

นางบังอร  อายุ 42 ปี ชาวตำบลหัวทะเล อ.เมือง เผยว่า ปีที่ผ่านมาไม่ได้ซื้อเสื้อกันหนาวมาใส่เพราะอากาศหนาวเพียงไม่กี่วันก็กลับมาร้อนอบอ้าว แต่ปีนี้ไม่คิดว่าอากาศจะหนาวเย็นต่อเนื่องตืดต่อกันหลายวัน ตนทนอากาศหนาวไม่ไหว จึงออกมาเลือกซื้อเสื้อกันหนาว จำนวน 4 ตัว เตรียมไว้สับเปลี่ยน ใช้สวมใส่ทับกัน 2 ชั้น เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

ด้าน นพ.ทวีชัย  วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เผยว่า อากาศหนาวแบบนี้ทำให้ประชาชนเลือกซื้อหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันความหนาว เสื้อกันหนาวมือสอง สภาพดี เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเสื้อกันหนาวมือสองที่นำมาจำหน่ายช่วงนี้ มีราคาเริ่มตั้งแต่ตัวละ 20 -250 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด เนื้อผ้า และยี่ห้อของเสื้อผ้าด้วย และแต่หากซื้อช่วงที่มีอากาศหนาวจัดราคาอาจจะแพงขึ้นกว่านี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ในเสื้อกันหนาวมือสองอาจมีเชื้อโรคหรือพาหะนำโรคติดมากับเสื้อผ้าที่เก็บรวมกันนานๆ หากไม่ทำความสะอาดก่อน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สวมใส่ได้ ที่สำคัญมี 3 โรค ได้แก่

1.โรคกลากเกลื้อนจากเชื้อราที่เจริญเติบโตอยู่ในเสื้อผ้าในสภาพอากาศร้อน อับชื้น หากไม่ซักทำความสะอาดก่อนสวมใส่ จะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง กลายเป็นผื่นแพ้และคัน 2.โรคภูมิแพ้ ซึ่งเกิดได้หลายกรณี ทั้งจากฝุ่นใยผ้า และฝุ่นที่ติดตามกระสอบบรรจุระหว่างการขนส่ง หรือจากการแพ้น้ำยารีดผ้าเรียบที่ใช้รีดก่อนจำหน่าย ซึ่งจะใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง อาจระคายเคืองผิวหนังได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น 3.โรคผิวหนังจากพาหะนำโรคที่ชอบอาศัยอยู่ในใยผ้าที่สกปรก ได้แก่ ตัวไร ตัวเรือด เห็บ หมัด และโลน เมื่อสัมผัสผิวหนังจะดูดเลือด ทำให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นแดง คัน และเกาจนเกิดเป็นแผลติดเชื้อได้

ทั้งนี้ในการเลือกซื้อและใช้เสื้อกันหนาวมือสอง ขอแนะนำให้ผู้ขายวางเสื้อผ้าบนโต๊ะ ไม่วางกองกับพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีฝุ่นละอองและแมลงชนิดต่างๆ เข้าไป อาศัยในเสื้อผ้าได้ ผู้ซื้อควรสวมผ้าปิดจมูกขณะเลือกซื้อ เพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองที่มากับเสื้อผ้า ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีสภาพดี ตรวจสอบรอยด่างดำรอยคราบสกปรก หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ประเภทขนฟู เนื่องจากทำความสะอาดยาก อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ ที่สำคัญที่สุดคือ การทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้า แล้วนำมาต้มในน้ำเดือดหรือน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาที – 1 ชั่วโมง นำไปตากแดดจัดให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่

“นายกฯอิ๊งค์”สวมบทชาวนาโชว์หว่านข้าว ยันแจกเงินหมื่น 3 รอบ ตรุษจีนได้แน่

นายกฯ“แพทองธาร”บุกอีสาน ลงพื้นที่มหาสารคาม “สุทิน-เอกราช”ต้อนรับ ติดตามโครงการแก้น้ำท่วมน้ำแล้งประตูระบายน้ำห้วยน้ำเค็ม ประกาสลั่น สานต่อ “พ่อสร้างลูกซ่อม” พร้อมกลับมาชมปีหน้า สวมบทชาวนา หว่านข้าวแปลงนาปรัง สุดปลื้ม ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจ ยัน เงินหมื่น แจกสามรอบ ตรุษจีนได้แน่นอน

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 20 ธ.ค. 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น โดยมีนายสุทิน คลังแสง อดีตรมว.กลาโหม ในฐานะสส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตสส.มหาสารคาม นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ประชาชนสวมเสื้อแดง มารอมอบดอกกุหลาบและผูกผ้าขาวม้า ต้อนรับ โดยนายกฯนั่งรถยนต์เล็กซัส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 5 ขส.45 กรุงเทพมหานคร ในการลงพื้นที่ตรวจราชการ

จากนั้นเวลา 11.25 น. น.ส.แพทองธาร เดินทางถึงประตูระบายน้ำห้วยน้ำเค็ม (DM) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต.ยางท่าแจ้ง อ.โกสุมพิสัย ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำชี และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

โดยนายกฯ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในพื้นที่ จากนายเล็ก เดชวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน โครงการปรับปรุงพนังป้องกันตลิ่งและขุดลอกคลองระบายปตร. D5 ห้วยน้ำเค็ม ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2568 เมื่อทำเสร็จ 50% จะไม่แล้ง ทำให้นายกฯกล่าวชมว่า “เยี่ยมมาก เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจะกลับมาดูอีกครั้ง” ก่อนชมเกษตรกรรมแปลงนาปรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์จากการแก้ไขและพัฒนา และทดลองหว่านข้าวพันธุ์ กข.61 และ กข.89 ลงแปลงนา

ต่อมานายกฯเดินพบประชาชนที่มารอรับ ทำให้ประชาชนตื่นเต้น บางคนได้ดึงตัวนายกฯไปกอดด้วยความดีใจที่นายกฯมาหา พร้อมกับเอ่ยชมว่าตัวจริงสวยมากกว่าในทีวี และขอผูกผ้าขาวม้า จนนายกฯหยอกกลับว่า “ผูกได้ ตอนนี้ไม่ท้องแล้ว และหยอดมุข “บางคนรัดแน่น ไม่ท้องแล้วแต่หายใจไม่ออก” พร้อมกับขอเซลฟี่และคล้องพวงมาลัยดาวเรือง ตะโกนให้กำลังใจนายกฯสู้ๆ

น.ส.แพทองธาร กล่าวทักทายสำเนียงอีสานที่มาให้การต้อนรับด้วยสำเนียงอีสานว่า สวัสดีจ้า สวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกคน พร้อมกับกล่าวว่า คุณพี่เขาบอกสวยกว่าในโทรทัศน์เป็นยังไง รอกันนานไหม ร้อนหรือเปล่า แต่วันนี้ไม่ร้อนอากาศดี และดีใจมาก ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น มีการจับมือถ่ายรูปกันมาตลอด ขอบคุณมากที่เป็นกำลังใจให้ทั้งตัวดิฉันและสส.ทุกท่าน ถ้ามีปัญหาเดือดร้อนอะไรให้บอกสส.พรรคเพื่อไทยได้หมดทุกคน เขาจะเป็นตัวแทนแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้ดีใจมากที่สุด ปีนี้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งจะถูกแก้

“วันนี้ มาตรงประตูน้ำจุดนี้ นายสุทินเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่สมัยพ่อใหญ่ ใครจำพ่อใหญ่ได้บ้าง สมัยคุณพ่อให้งบประมาณมาสร้างประตูน้ำแห่งนี้ ผ่านมา 20 ปี มาถึงลูกสาว ได้ทำงบซ่อมแซมพอดี รองอธิบดีกรมชลฯยืนยันว่าเสร็จปีนี้แน่นอน ดีใจที่จะเสร็จปีนี้ เพราะจะแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งจะได้ถูกแก้ปัญหาไป”

นายกฯ กล่าวว่า ขอถามก่อนใครได้ไร่ละพันแล้วบ้าง ใครได้เงินหมื่นแล้วบ้าง ใครเป็นหนุ่มเป็นสาวจะยังไม่ได้ กลุ่มต่อไปอายุ 60 ปี ถ้าลงทะเบียนไว้รอเลย มาก่อนตรุษจีนและไม่ได้มาในซองแดง แต่ผ่านบัญชีเป็นเงินสด อายุ 60 กว่า เงินหมื่นมีทั้งหมด 3 รอบ ถ้าเด็กอายุยังไม่ถึงยังไม่ได้ ขอบอกว่าพี่น้องชาวอีสานแรงดีเหมือนเดิม กอดทีตัวลอยเลย สงสัยต้องกลับไปทานข้าวเหนียวเพิ่ม

“ขอบคุณและรักมากเช่นกัน ใกล้จะปีใหม่แล้ว ขออวยพรให้ทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือพื้นฐานของทุกอย่าง ถ้าวันนี้สุขภาพแข็งแรง มีแรงทำต่อแน่นอนปีหน้าขอให้รวยๆๆๆทุกคน” นายกฯกล่าว

ปทส.บุกจับ 14 ร้านค้าของเก่า ซอยโรงขยะอ่อนนุช สร้างมลพิษสิ่งแวดล้อม

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม (บก.ปทส.) พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ธีรวัฒน์ ชูกรณ์, พ.ต.ท.ธานุพันธ์ สุระสะ, พ.ต.ท.สรัล ยศพลพิเนต, พ.ต.ต.วัชระ บุดดีคำ สว.กก.1 บก.ปทส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปทส. ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหาจำนวน 14 ราย

ดังนี้ในความผิดตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ.2535 ฐาน“ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต” และตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ.2561 “การสะสมวัตถุหรือสิ่งของที่ชำรุด ใช้แล้ว หรือ เหลือใช้”โดยสถานที่จับกุม ร้านค้าของเก่าภายในซอยโรงขยะ กทม.(อ่อนนุช 86) แขวงประเวศ เขตประเวศ กทม. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2567

พฤติการณ์ ตามที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มอบนโยบายแผนปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาซึ่งเป็นอันตรายกับสุขภาพกับประชาชน โดยเมื่อปลายปี พ.ศ.2566 บก.ปทส. ได้เปิดปฏิบัติการ STOP POLLUTION THE SERIES 1 : ปิดบ่อขยะเถื่อนเกลื่อนเมือง, และเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2567 ได้เปิดปฏิบัติการ STOP POLLUTION THE SERIES 2 : เก็บฝุ่นฟุ้งเมือง

อีกทั้ง กก.1 บก.ปทส. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เขตประเวศ กทม. ภายในซอยโรงขยะ กทม. (อ่อนนุช 86) แขวงประเวศ เขตประเวศ กทม. มีปัญหาการจัดการขยะสร้างความเดือดร้อน ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเป็นมลพิษทางอากาศให้กับประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้ข้างเคียงมาโดยตลอดเวลา ซึ่งมาจากผลกระทบจากการจัดการขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกวิธี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

เช่น เป็นแหล่งอาหารและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงนำโรคต่างๆ, ขยะมูลฝอยกระจัดกระจายมีสภาพที่ไม่น่าดู , ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นานจะมีก๊าซจากการหมักส่งกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งแพร่กระจายสิ่งสกปรกไปสู่แหล่งน้ำ ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเสียมีทั้งสารอินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่างๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียที่ไหลสู่แม่น้ำลำคลองจะทำให้เกิดความสกปรก จึงได้มีการเปิดปฏิบัติการ STOP POLLUTION THE SERIES 3 :  แยก (ขยะ) แลกมลพิษ ชุมชนโรงขยะ กทม.

โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปทส. ได้บูรณาการกำลังลงพื้นที่พร้อมกัน 20 จุด ภายในซอยโรงขยะ กทม. (อ่อนนุช 86) แขวงประเวศ เขตประเวศ กทม. จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าภายในซอยโรงขยะดังกล่าว มีสภาพสกปรกเต็มไปด้วยขยะ โดยบริเวณหน้าร้านรับซื้อของเก่าส่วนมากจะมีขยะกองอยู่ริมถนนข้างทางจำนวนมาก โดยขณะทำการตรวจสอบร้านรับซื้อของเก่า 20 ร้าน พบว่าภายในร้านเต็มไปด้วยกองขยะที่รอนำไปขายจำนวนมาก มีสภาพสกปรก และส่งกลิ่นเหม็น

นอกจากนี้ยังได้มีการตรวจสอบร้านค้าของเก่าภายในซอยฯ พบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จำนวน 14 ร้าน จาก 20 ร้าน ส่วนอีก 5 ร้านมีใบอนุญาต และอีก 1 ร้านปิดทำการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 14 ราย ส่ง พงส.กก.1 บก.ปทส. ดำเนินคดีต่อไป

จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การว่า รับขยะจากประชาชนทั่วไปที่นำมาขายและเก็บสะสมคัดแยก ก่อนจะนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง 

เกษตรกรพัฒนานิคมจัดการพื้นที่ดีเยี่ยม ต่อยอดเป็นท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชื่อมทริปรถไฟลอยน้ำ

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) เป็นการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ในเรื่องการเกษตร รวมถึงได้ชมทัศนียภาพที่สวยงามของชุมชน ทั้งนี้ เกษตรกรและชุมชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตัวเอง และมีทักษะในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชนให้มีความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและชุมชน

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมการตลาดและสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยวเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและการบริการท่องเที่ยว เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้แก่เกษตรกร ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและต่อยอดไปสู่ระดับธุรกิจการท่องเที่ยว พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่สมาชิกในชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า จากกระแสการท่องเที่ยว “รถไฟลอยน้ำ” ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สำนักงานเกษตรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรีได้เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจเข้ากับทริปดังกล่าว ได้แก่ 1) ไร่คุณรำยอง ของนายรำยอง รื่นสนธ์ มีพื้นที่เพาะปลูก 75 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 ตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีความโดดเด่นในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ โดยในช่วงฤดูฝน เกษตรกรจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่นที่ 1 แล้ว ในช่วงปลายเดือนตุลาคม เกษตรกรจะเตรียมพื้นที่โดยไถกลบต่อซัง ลดการทำลายหน้าดินและความชื้นที่ยังสะสมอยู่ในดิน และจะเริ่มปลูกทานตะวัน เนื่องจากต้นทานตะวันเป็นพืชที่ไม่ต้องอาศัยน้ำมาก ผลผลิตเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อจำหน่ายให้แหล่งรับซื้อในพื้นที่

เมื่อดอกทานตะวันเริ่มบานในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ถึงกลางเดือนมกราคม จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมความสวยงาม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวที่ดอกทานตะวันจะบานสะพรั่ง เป็นสีเหลืองไปทั่วทั้งไร่ นอกจากสามารถสร้างรายได้จากปลูกเพื่อขายเมล็ดทานตะวันแล้ว ยังสามารถสร้างได้จากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อีกช่องทางหนึ่ง รวมถึงการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนจากการขายสินค้าท้องถิ่น ทั้งนี้ ไร่คุณรำยอง มีรายได้จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนการผลิตไร่ละ 3,230 บาท รายได้เฉลี่ยไร่ละ 8,000 บาท กำไรเฉลี่ยไร่ละ 4,770 บาท ในขณะที่การปลูกทานตะวัน มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,820 บาท รายได้เฉลี่ยไร่ละ 3,000 บาท กำไรเฉลี่ยไร่ละ 1,180 บาท และยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวอีกปีละประมาณ 100,000 บาทด้วย

2) ไร่ทรัพย์ประยูร ของนายนราพล บุญขยาย ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่เพาะปลูก 16 ไร่ จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไร่ทรัพย์ประยูร เป็นแหล่งเพาะเห็ดนางฟ้าภูฏาน จำหน่ายพันธุ์ไม้ประดับนานาชนิด และเป็นแหล่งผลิตเฟิร์นที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเยี่ยมชมสวนเฟิร์นและถ่ายรูปกับภูมิทัศน์ที่มีการออกแบบการจัดสวนให้มีความเป็นธรรมชาติและร่มรื่นด้วยไม้นานาพันธุ์ ทั้งยังสามารถให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยง เช่น กระต่าย ปลาคราฟ ม้า และนกแก้วได้ หากนักท่องเที่ยวมีความสนใจเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ในสวนสามารถติดต่อสอบถามและรับชมการสาธิตเกี่ยวกับการเพาะปลูกและการขยายพันธุ์พืชนั้น ๆ ได้ ปัจจุบันทางไร่ทรัพย์ประยูรได้เพิ่มการปลูกผักกูดใต้สวนเฟิร์น เพื่อเป็นการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าภายในสวนเฟิร์น จากการรดกระถางเฟิร์นด้านบน เพื่อนำมาประกอบอาหารภายในร้านอาหาร

นอกจากนี้ทางไร่ทรัพย์ประยูรยังมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม และร้านกาแฟไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย ทั้งนี้ ไร่ทรัพย์ประยูรมีรายได้จากพืชที่ปลูกตลอดปี ประกอบด้วย เห็ดนางฟ้าภูฏาน พื้นที่ปลูก 320 ตารางวา จำนวน 100,000 ก้อน ผลผลิตเฉลี่ยวันละ 100 กิโลกรัม มีต้นทุนการผลิตปีละ 70,000 บาท รายได้เฉลี่ยเดือนละ 240,000 บาท ผักกูด พื้นที่ปลูก 3 ไร่ ผลผลิตวันละ 300 กิโลกรัม มีต้นทุนการผลิตปีละ 51,000 บาท รายได้เฉลี่ยเดือนละ 900,000 บาท และเฟิร์นสไบนาง พื้นที่ปลูก 16 ไร่ ผลผลิตปีละ 300 ต้น ต้นทุนปีละ 350,000 บาท รายได้ปีละ 500,000 – 600,000 บาท

ด้วยจุดเด่นของอำเภอพัฒนานิคมที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานคร จึงจัดเส้นทางท่องเที่ยว (Route Trip) แบบ One day trip โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม เป็นช่วง Unseen ของเส้นทางรถไฟลอยน้ำ โดยขบวนรถไฟจะวิ่งบนสันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และวิ่งผ่านอ่างเก็บน้ำทำให้ดูเหมือนรถไฟวิ่งอยู่บนผิวน้ำ ทำให้ได้บรรยากาศและดื่มด่ำกับวิวของเขื่อนกับขบวน Royal Blossom นอกจากนั้นในเข้าสู่ฤดูหนาวยังมีไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้ คือ ไร่ทานตะวันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา และไร่ไม้ประดับที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ อยู่ใกล้กับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถมองเห็นทัศนียภาพของน้ำในเขื่อนได้ และเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

“มาดามแป้ง” เซ็น MOU ซาอุฯ-กาตาร์ ร่วมมือพัฒนายกระดับบอลไทย

มาดามแป้ง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอล ลงนาม MOU กับ ซาอุดีอาระเบีย และ กาตาร์ พร้อมดูงาน Aspire ศูนย์ฝึกระดับโลก หวังยกระดับฟุตบอลไทย

เมื่อเร็วๆนี้“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เดินหน้าทำภารกิจสำคัญที่ต่างประเทศ หลังมีโอกาสศึกษาดูงานที่ Aspire Academy หนึ่งในศูนย์ฝึกฟุตบอลดีที่สุดในโลก ที่เพิ่งครบรอบการก่อตั้ง 20 ปี ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ หลังจากนั้น ได้ลงนาม MOU ร่วมกับ สหพันธ์ฟุตบอลกาตาร์ โดยได้พูดคุยกับ จัสซิม ราชิด อัล บูเนน ประธานสหพันธ์ฯ เป็นที่เรียบร้อย ภายใต้กรอบความร่วมมือหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเยาวชน ซึ่ง กาตาร์ มีความพร้อมเรื่องศูนย์ฝึก , แคมป์เก็บตัว และ ยังเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก U17 ตั้งแต่ปี 2025-2029 รวมถึงโอกาสการจัดเกมกระชับมิตรระหว่างสองประเทศ ในทุกรุ่นอายุ

ทั้งนี้ “มาดามแป้ง” ได้ทำพิธีลงนามใน MOU กับ สหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย โดยมี ยัสเซอร์ อัล มิเซฮาล ประธานสหพันธ์ฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย ร่วมพิธีลงนามด้วยตนเอง พร้อมด้วย นายศิระ สว่างศิลป์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา เป็นสักขีพยาน เพื่อพัฒนาความร่วมมือ โดยเฉพาะด้านฟุตบอลหญิง ที่ซาอุดีอาระเบีย ต้องการคำแนะนำและช่วยเหลือจากไทย เนื่องจากขณะนี้ ซาอุดีอาระเบีย กำลังให้ความสำคัญเรื่องฟุตบอลหญิง , การพัฒนาฟุตบอลเยาวชนชาย แลกเปลี่ยนวิทยาการ และองค์ความรู้ระหว่างกัน ทั้งด้านโค้ชผู้ฝึกสอน การวิจัย ด้านกฎหมาย และ การพัฒนาผู้ตัดสิน

ในการเดินทางมาตะวันออกกลางครั้งนี้ นายกสมาคมฟุตบอลไทยได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอล หลายราย ทั้ง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า , ชีค ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานเอเอฟซี , ชีค ฮามัด บิน คาลิฟา บิน อาห์เหม็ด อัล-ธานี รัฐมนตรีกีฬาและเยาวชนของกาตาร์ , บอร์ดบริหารฟีฟ่า และ ประธานสพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติอาหรับ , ชีค ซาเลม บิน ซาอีด อัล วาไฮบี ประธานสมาคมฟุตบอลโอมาน , เอริค โธเฮียร์ ประธานสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซีย และ ตุนกู อิสมาอิล อิบนี สุลต่าน อิบราฮิม มกุฎราชกุมารแห่งรัฐยะโฮร์ ในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอลยะโฮร์ ดารุล ทักซิม โดยหวังว่าจะสร้างพันธมิตรฟุตบอลในระดับภูมิภาค ระดับเอเชีย และระดับโลก เพื่อยกระดับฟุตบอลของไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น

สำหรับ ประเทศกาตาร์ และ ประเทศซาอุดีอาระเบีย สองประเทศที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ทำ MOU ด้วยนั้น ต่างเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จ และ เติบโตแบบก้าวกระโดดในวงการฟุตบอล โดย กาตาร์ เป็นทั้งเจ้าภาพฟุตบอลโลก เมื่อปี 2022 และ เจ้าภาพ เอเชียน คัพ เมื่อปี 2023 รวมถึง ยังคว้าแชมป์เอเชียน คัพ 2 สมัยติดต่อกัน เมื่อปี 2019 และ 2023 ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย ก็เพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ในปี 2034

“ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” คาด ปี’68 GDPขยายตัว 2.8%

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาใหญ่ประจำปีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) “ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568 Unbox & Unlock Thai Agriculture : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ว่า ปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตรรวม 147.73 ล้านไร่ หรือร้อยละ 46.7 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีประชากรอยู่ในภาคเกษตรกว่า 30 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตร 19.72 ล้านคน และมีจำนวนครัวเรือนเกษตรประมาณ 7.9 ล้านครัวเรือน โดยในปี 2566 GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 8.58 ของ GDP ทั้งประเทศ ลดลงจาก 10 ปีที่แล้ว ซึ่ง GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนที่ร้อยละ 11.32 แม้ว่าสัดส่วนของภาคเกษตรจะลดลง แต่มูลค่า GDP ภาคเกษตรยังคงเพิ่มขึ้นจาก 660,365 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 693,834 ล้านบาท 

ขณะที่ภาคเกษตรไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลกที่เร่งตัวขึ้น การเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของสหรัฐอเมริกา อาจทำให้สงครามทางการค้ากลับมามีความรุนแรงอีกครั้ง ขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย ยังเผชิญกับปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนกฎกติกาด้านการค้าและการลงทุนของโลก รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับแนวทางการปลดล็อกและพัฒนาภาคเกษตร จะต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทาง ดังนี้ 1) การรับมือกับภัยธรรมชาติ มีการวางแผนและดำเนินมาตรการเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การป้องกัน แก้ไขปัญหา และฟื้นฟู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 2) การประกันภัยสินค้าเกษตร โดยการส่งเสริมการประกันภัยพืชผล เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน 3) การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่เกษตรและบริการมูลค่าสูง 

4) การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวทางของ BCG โดยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR  CBAM และ Carbon Credit การแก้ปัญหา PM 2.5 ส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ และส่งเสริมการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน 5) การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง การสร้าง Brand หรือ Story ของจังหวัด/อำเภอ โดยเน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมการสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 6) การพัฒนาเครื่องมือในการติดตามสถานการณ์ภาคเกษตรในระดับโลก โดยอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อใช้วิเคราะห์ เตือนภัย และเฝ้าระวังปัจจัยที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อการทำการเกษตร และ 7) การปรับปรุงกฎระเบียบ/กฎหมาย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการศึกษากฎระเบียบและกฎหมายของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของไทย เพื่อการปรับตัวและเตรียมการให้ทันต่อสถานการณ์

“ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศในเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร ที่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และยังสามารถมีการส่งออกไปยังต่างประเทศได้ โดยผลิตอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารด้วย ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นเทรนการบริโภคของโลก จึงถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะต้องเร่งพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ทั้งในเรื่องดินและน้ำ รวมถึงมาตรฐานต่าง ๆ ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้” ศ.ดร.นฤมล กล่าว
        
ด้าน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2567 พบว่า หดตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยสาขาพืช สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร หดตัว ขณะที่สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังคงขยายตัวได้ โดย สาขาพืช หดตัวร้อยละ 1.7 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2567 ทำให้ปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชสำคัญหลายชนิด เกษตรกรบางส่วนงดหรือปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชบางชนิด และการเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญาในเดือนกันยายน 2567 ทำให้ประเทศไทยเผชิญกับมรสุมและมีฝนตกหนัก ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

ทั้งนี้ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนได้รับความเสียหาย พืชสำคัญที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ทุเรียน และเงาะ อย่างไรตาม พืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ปาล์มน้ำมัน ลำไย และมังคุด สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 3.2 เป็นผลจากความต้องการบริโภคสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด ทำให้สินค้าปศุสัตว์เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ สำหรับสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตลดลง คือ น้ำนมดิบ 
       

สาขาประมง หดตัวร้อยละ 2.8 โดยผลผลิตกุ้งลดลง เนื่องจากราคากุ้งตกต่ำ และต้นทุนการผลิตหลักทั้งค่าอาหารสัตว์และค่าพลังงานอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการซื้อจากต่างประเทศชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนปรับลดการเพาะเลี้ยงและชะลอการปล่อยลูกกุ้ง ขณะที่สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักของการทำประมงทะเลยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน และพายุฝนที่รุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการเรือประมงลดรอบการออกเรือจับสัตว์น้ำ ส่วนผลผลิตปลานิลและปลาดุก ลดลง เนื่องจากต้นทุนอาหารปลายังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีไม่เพียงพอต่อการเลี้ยง ทำให้เกษตรกรลดรอบการเลี้ยงและพื้นที่เลี้ยง รวมทั้งลดปริมาณการปล่อยลูกพันธุ์ปลา
        
สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 0.5 เนื่องจากผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญตั้งแต่ปี 2566 ต่อเนื่องมาถึงปี 2567 ทำให้อากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนน้อย ส่งผลให้น้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตรในบางพื้นที่ เกษตรกรบางรายจึงปล่อยพื้นที่เพาะปลูกให้ว่าง ประกอบกับการเข้าสู่สภาวะลานีญาในเดือนกันยายน 2567 ทำให้มีฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดความเสียหายต่อผลผลิตพืชและเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำคัญลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวีย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
        
สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีความต้องการใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับการผลิตไฟฟ้า ส่วนรังนก ยังมีความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ถ่านไม้เพิ่มขึ้นตามความต้องการของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ไม้ยางพาราลดลงตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่นของการยางแห่งประเทศไทย ประกอบกับราคายางพาราที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรมีการตัดโค่นไม้ยางพาราลดลง และผลผลิตครั่งลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและร้อนจัด

นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติแห่เที่ยวปราสาทหินพิมายสัมผัสลมหนาวคึกคัก

นครราชสีมา-นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแห่เที่ยวปราสาทหินพิมายสัมผัสอากาศหนาวเย็นยามเช้ากันอย่างคึกคัก

จากสภาพอากาศที่จังหวัดนครราชสีมาในช่วงเช้าวันนี้ อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า จึงเหมาะสำหรับการเดินทางไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ปราสาทหินพิมาย ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ได้มีประชาชนในจังหวัดและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นักเรียน นักศึกษาต่าง เดินทางมาเที่ยวชมความสวยงาม สัมผัสความอลังการของโบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองกันอย่างคึกคัก เพราะถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดีอันทรงคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญของ จ.นครราชสีมาและของประเทศ

ซึ่งปราสาทหินพิมายเป็นปราสาททรงขอมโบราณแบบบาปวนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ในอำเภอพิมาย  ประกอบด้วยปราสาทหินในสมัยอาณาจักรขอมที่ใหญ่โตและงดงาม สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 เพื่อใช้เป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ และเปลี่ยนเป็นพุทธศาสนานิกายมหายานในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แวะเวียนมาเที่ยวชมความยิ่งใหญ่งดงามกันตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของปราทหินพิมายยามเช้ากันอย่างคึกคักเป็นพิเศษ

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราช

แค้นฝังใจ!หนุ่มพ้นคุกไล่ยิงอริเก่าดับ 2 เจ็บ 3 ก่อนจ่อขมับตายตาม

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.67 เวลา 09.00 น.พ.ต.ท.วุฒิพงษ์  สายตรี รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ดอนหญ้านาง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันได้รับบาดเจ็บที่บ้าน หมู่ 10 บ้านโนนแก้ว ตำบลหนองหัวช้าง อำเภอพรเจริญ ทราบชื่อผู้บาดเจ็บว่า นายประกอบ อายุประมาณ 50 ปี และนาย พิชิตชัย หรือเฮง  อายุ 30 ปี ลูกชาย หนีออกจากบ้านมาได้ถูกนำส่ง รพ.พรเจริญ ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อว่า นายธนพล หรือศักดิ์นรินทร์  อายุ 33 ปี บ้าน หมู่ 10 บ้านโนนแก้ว  หลังก่อเหตุได้ถืออาวุธปืนพกสั้นลูกโม่ขนาดจุด .38  มม. เข้าไปในบ้านข้างเคียง

ต่อมาได้มี นางนันทิดา  อายุ 35 ปี ได้เดินผ่านบริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุไป จึงถูก นายธนพลหรือศักดิ์นรินทร์ยิงเข้าใส่ 1 นัดเสียชีวิตคาที่ และต่อมา นายจำเนียร อายุ 50 ปี ขี่จักรยานยนต์ผ่านมาได้หยุดช่วยเหลือนางนันทิดา จึงถูกนายธนพลหรือศักดิ์นรินทร์ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิงเสียชีวิตไปอีกราย จากนั้นนายธนพลผู้ก่อเหตุได้หลบหนีเข้าไปในบ้านพัก หมู่ 10 บ้านโนนแก้ว ซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง และก็มีหน่วยกู้ภัย อบต.หนองหัวช้าง ชื่อ นายวรรธนะ  ซึ่งได้เข้ามาจะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจึงถูกผู้ก่อเหตุยิงได้รับบาดเจ็บไปอีกคน จากนั้นผู้ก่อเหตุได้เดินหลบหนีเข้าไปหลังบ้านพักของตัวเองใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงตัวเองตายในที่เกิดเหตุบนแคร่ไม้เพื่อหนีความผิด 

ทั้งนี้สรุปผู้บาดเจ็บมี 3 ราย นายวรรธนะ  อายุ 48 ปี กู้ชีพ นายประกอบ อายุ 50 ปี และ นายพิชิต  อายุ 30 ปี 2 พ่อลูก ส่วนเหตุจูงใจให้เกิดยิงกันตายขึ้นในครั้งนี้  ทราบเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2553 นายธนพล หรือนายศักดิ์นรินทร์ อายุ 33 ปี อดีตเป็นทหารเกณฑ์ และก่อเหตุใช้ท่อนเหล็กตีลูกชายคนโตของ นายประกอบ ตาย ถูกดำเนินคดีติดคุกอยู่ 4 ปี  พอพ้นคุกออกมาก็บวชเป็นพระ แล้วสึกออกมาหนีไปทำงานอยู่ใน กรุงเทพฯ ยังแค้นฝังใจเรื่องราวที่ทำให้ตนเองต้องมีคดีถึงติดคุกติดตะรางหลายปีก่อน

อย่างไรก็ตามก่อนเกิดเหตุได้เหมารถแท็กซี่ออกจากกรุงเทพฯ กลับมาถึงบ้านเมื่อวานนี้  เช้านี้ จึงพกอาวุธปืน .38 มม.เข้าไปในบ้านนายประกอบ  และนายพิชิตชัย  2 พ่อลูก หวังยิงให้ตายทั้งครอบครัว แต่ดวงยังไม่ถึงฆาต ถูกยิงที่ขาเจ้าหน้าที่ช่วยหามนำส่ง รพ.รอดตายมาได้หวุดหวิด  และมีผู้หญิง 2 คนขังตัวเองหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำ ถูกจนท.ช่วยออกมาได้ภายหลัง  หลังก่อเหตุมาปืนหลบไปซ่อนตัวอยู่หลังบ้าน ก่อนใช้อาวุธพกสั้น .38 มม กระบอกเดียวกันยิงตัวตายหนีความผิด

สักการะพระใหญ่ ไหว้ศาลหลักเมือง รุ่งเรืองศิลาลาด 28 ปี กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ศรีสะเกษ-ชาวอำเภอศิลาลาดร่วมพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญตักบาตรและทอดผ้าป่าข้าวเปลือกส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567  เวลา 07.30 น. ณ บริเวณศาลหลักเมือง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอำเภอ พร้อมพิธีทำบุญตักบาตรและทอดผ้าป่าข้าวเปลือก เนื่องในโอกาสการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “สักการะพระใหญ่ ไหว้ศาลหลักเมือง รุ่งเรืองศิลาลาด 28 ปี”

นพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอศิลาลาด

โดยมี นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอศิลาลาด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ได้แก่ นายสวรรค์ วรโพด ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง, พ.ต.อ.รุ่งนิรันดร์ ทองเกษมสกุล ผกก.สถานีตำรวจภูธรศิลาลาด, นายจงศิลป์ บุตราช พัฒนาการอำเภอศิลาลาด, นางนิสสัย จงอุตส่าห์ เกษตรอำเภอศิลาลาด, นายสุระจิต สุตะพันธ์ สาธารณสุขอำเภอศิลาลาด, น.ส.สไบพร มะเดื่อ ปศุสัตว์อำเภอศิลาลาด

ร.ท.วัชรากร วังคะฮาต หัวหน้าชุดปฏิบัติการโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ อำเภอศิลาลาด, ร.ต.นนทพัทธ์ พันสวัสดิ์ สัสดีอำเภอศิลาลาด, นายสาคร ศรีศิลป์ เจ้าหน้าที่พลศึกษาอำเภอศิลาลาด และนายอุทัย วิรุณพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุง นางบุญล้น ธรรมวัตร ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอศิลาลาดและกำนันตำบลโจดม่วง รวมถึงกำนันจากตำบลต่าง ๆ และประชาชนจำนวนมาก

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรสามัคคี และพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ร่วมพิธีแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยพื้นเมือง สร้างบรรยากาศที่งดงามและสะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาวศิลาลาด

หลังเสร็จสิ้นพิธีในช่วงเช้า ได้มีการจัดกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การจำหน่ายสินค้า OTOP อาหารท้องถิ่น และกิจกรรมบันเทิงที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน

นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอศิลาลาด กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน และอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่สืบไป โดยเป็นการแสดงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวอำเภอศิลาลาดในการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงาม รวมถึงช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดงาน ระหว่างวันที่ 19-23 ธันวาคม 2567 พร้อมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมบันเทิง การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น

งานนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอำเภอศิลาลาด ตลอดจนส่งเสริมให้อำเภอศิลาลาดเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่โดดเด่นของจังหวัดศรีสะเกษ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เกษตรกรอำนาจเจริญแห่กดเงินแน่นธกส.ขอบคุณรัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา

อำนาจเจริญ-เกษตรกรแห่กดเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พัน แน่นตู้เอทีเอ็มธกส.คิวยาวเยียด พร้อมขอบคุณฐบาลที่จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา

เมื่อเวลาประ 10.00 น วันที่ 19 ธันวาคม 2567​ ผู้สื่อข่าว รายงานว่าจากที่เดินทางไปสังเกตุการณ์ที่หน้าธนาคาร ธกส.ทุกแห่งทั่วตัวจังหวัด ตามตู้กดเงิน ATM ใน ตัวเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ เห็นประชาชนที่เป็นเกษตรกรชาวนาได้ เดินทางมาที่ ธกส.มาปรับสมุทรบัญชีบ้างและนำบัตรเอทีเอ็มมากดเอาเงินสดไปบ้างไม่ขาดสาย ต่างมาเข้าคิวปรับบัญชีบ้างกดเงินเอาเงินสด จากตู้ ATM ธนาคาร ธกส.เป็นจำนวนมาก ตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลได้ประกาศ จะช่วยเหลือ ชาวนาเกษตรกรชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

ต่างก็เฝ้ารอคอยมาจนมาถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2567คือวันนี้ ก็ได้มากดเงิน ตรวจสอบเงินเข้าบัญชีหรือไม่และกดเงินสดมาใช้จ่ายกันจ้าระหวั่นทุกคนที่ได้รับเงินต่างก็ดีใจเฮ ไปตามๆกันและดีใจที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือชาวเกษตรกรชาวนาในครั้งนี้ตามที่ได้ระบุไว้ซึ่ง เงิน 10,000 บาท มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับ ความเป็นอยู่ของชีวิตเกษตรกร ชาวนาทุกคน ต่างก็พูดชมเชยรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เป็นเสียงเดียวกันว่าจะได้ นำเงินมาใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์ที่สุดกับชีวิต ต่อไป

เกษตรกรชาวอำนาจเจริญ รายหนึ่ง บอกว่า ตนนั่งคิดและนอนคิดว่าจะได้เงินจากไหนมาใช้จ่าย เพระตนจำเป็นจริงๆซึ่งมีความจำเป็นที่จะใช้เงิน เกือบ 10,000 บาท เพื่อจะส่งช่วยลูกเรียนหนังสือต่อในเวลาเร็วๆนี้   ข้าวในนาก็ไม่ได้มาก ก็มีพอไว้กิน ไม่ได้ขาย รอเงิน ก็รอเพียงเงินช่วยเหลือไร่ละ1,000 บาท ตนมีนาข้าวปลูกอยู่ 10 กว่าไร่ก็ได้เงิน จากรัฐบาล ช่วยเหลือ เป็นเงิน10,000 บาทในครั้งนี้ ตนก็ดีใจมากๆและขอขอบพระคุณรัฐบาล ขอบพระคุณนายกรัฐมนตรีที่ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือชาวนาในครั้งนี้โดยจังหวัดอำนาจเจริญชาวนาทุกภาคส่วน ได้รับเงินในการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท

ขณะที่คุณลุงวัย 66 ปี ชาวนาตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ บอกว่า ตนดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ได้จ่ายเงิน ช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 ครั้งนี้ก็จะนำเงินมาใช้จ่าย แบ่งให้ลูกๆ เป็นทุน ค้าขายซื้อสิ่งของมาขายยามเช้า ใช้รถพุ่มพวง(รถพ่วงมอร์เตอร์ไซค์ )ของกินออกเร่ขาย ลงทุนน้อยแต่ได้กำลังทุกวัน ก็เป็นเงินหมุนเวียน อย่างน้อยๆก็มีรายได้เพิ่มขึ้นนับว่าภาครัฐช่วยเหลือครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก กับชาวนา ตนต้องขอบคุณรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ให้มีวันนี้ตนขอขอบคุณมากๆ ที่ได้อนุมัติเงินเพื่อช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ขอบคุณรัฐบาลอีกครั้งครับ

ทิพกร  หวานอ่อน/อำนาจเจริญ รายงาน