Dr.TATTOF ลบทุกรอยแผลเป็น ด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ที่ทันสมัย มาตรฐานระดับสากล

รอยแผลเป็น คือ หนึ่งในปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นแผลเป็นจากอุบัติเหตุ หลุมสิว แผลเป็นคีลอยด์ หรือรอยแผลจากการผ่าตัด ปัจจุบัน Dr.TATTOF พร้อมนำเสนอทางออกที่ปลอดภัย และเห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ด้วยการใช้นวัตกรรมเลเซอร์ระดับโลกอย่างโปรแกรม PicoWay Resolve Laser และโปรแกรม Vbeam Laser
 
โปรแกรม PicoWay Resolve Laser และ โปรแกรม Vbeam Laser: อีกขั้นในการรักษาแผลเป็

​นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท และแพทย์ Dr.TATTOF อธิบายถึงเทคโนโลยีที่ใช้ว่า การรักษารอยแผลเป็นจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ และเลเซอร์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม เราเลือกใช้ โปรแกรม PicoWay Resolve Laser และโปรแกรม Vbeam Laser เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ การรักษารอยแผลเป็นทุกประเภท

• โปรแกรม PicoWay Resolve Laser: เลเซอร์ชนิดนี้ใช้เทคโนโลยี Picosecond ที่ส่งพลังงานเลเซอร์ ในความเร็วสูงมาก ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้รอยแผลเป็นดูลดเลือน และเรียบเนียนขึ้นโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง เหมาะกับการลบรอยแผลเป็นประเภทหลุมสิว รอยแผลเป็นผ่าตัด และแผลเป็นเรื้อรัง โดยสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
• โปรแกรม Vbeam Laser: เป็นเลเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยี Pulsed Dye Laser (PDL) ซึ่งเหมาะสำหรับ รอยแผลเป็นสีแดง เช่น แผลที่เกิดจากการอักเสบ หรือแผลเป็นคีลอยด์ ช่วยลดความแดงของรอยแผล และยังช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือมีรอยแผลที่เพิ่งเกิดใหม่

ขั้นตอนการรักษาที่ใส่ใจในทุกกระบวนการ

​นพ.นัทธพงศ์ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินสภาพผิวก่อนเริ่มการรักษา ก่อนการรักษา เราจะทำการตรวจประเมินรอยแผลเป็นอย่างละเอียด เพื่อเลือกเลเซอร์ทางการแพทย์ และแผนการรักษา ที่เหมาะสมที่สุด ผู้รับบริการทุกคนจะได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการรักษา รวมถึงการดูแลตัวเอง หลังการทำเลเซอร์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง


มาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล ที่ยกระดับคุณภาพการให้บริการ
​คุณพงศยา ตราชูนิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ของ Dr.TATTOF กล่าวเสริมถึง มาตรฐาน และการให้บริการของคลินิกว่า ที่ Dr.TATTOF ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้รับบริการ โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเครื่องมือที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานระดับสากล เช่น U.S. FDA รวมถึงการอบรม ทีมบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบริการจะได้รับการดูแลรักษาที่ดีที่สุด

คุณพงศยา ยังกล่าวถึงมาตรฐานสถานพยาบาลว่า “Dr.TATTOF ยึดหลักคุณภาพ และความปลอดภัย โดยคลินิกได้รับการรับรองจาก American Accreditation Commission International (AACI) ซึ่งเป็น มาตรฐานระดับสากลที่ตอกย้ำถึงคุณภาพการรักษา และความปลอดภัยในทุกขั้นตอน นอกจากนี้เรายังมุ่งเน้น การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาอย่างจริงใจ การวางแผนการรักษา ที่เหมาะสมไปจนถึงการติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง

Dr.TATTOF: ผู้นำด้านการลบรอยแผลเป็น

​ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ และการให้บริการที่มีมาตรฐาน Dr.TATTOF จึงเป็นศูนย์เลเซอร์ความงามที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการลบรอยแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ

​ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลบรอยแผลเป็น หรือจองคิวปรึกษาแพทย์ได้ที่ Dr.TATTOF ทุกสาขา หรือสอบถามได้ผ่านช่องทาง Inbox: http://m.me/dr.tattof, Line@: http://line.me/ti/p/~@dr.tattof หรือโทร สาขาสีลม คอมเพล็กซ์ 090-546-2424, สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว 095-428-9424, สาขาเทอร์มินอล 21 พัทยา 097-428-2424, สาขาเอท ทองหล่อ 099-614-2424, สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 083-535-2424, สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า 064-679-2424, สาขาเดอะ พรอมานาด 064-756-2424, สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต 064-568-2424, สาขาเซ็นทรัล พระราม2 063-856-2424, สาขาเมกาบางนา 090-895-2424

ด่านศุลกากรแม่สอดตรวจยึดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ด่านศุลกากรแม่สอด – ทหาร-ตำรวจ แถลงผลการจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าประเภทบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า มูลค่ากว่า  2,000,000 บาท

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567. นายพิชยา เจริญสันต์ นายด่านศุลกากรแม่สอด ชายแดนไทย=เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก  ร่วมกับ พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ  ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู พร้อม ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ฝ่ายปกครอง อ.แม่สอด= ตำรวจ สภ.แม่สอด และด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก แถลงข่าวการจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าประเภทบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีบูรณาการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทั้งตรวจค้นสถานประกอบการขนส่งในพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย โดยสามารถตรวจยึดของกลางประเภทบุหรี่จำนวน 477,030 มวน และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 790 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 2,000,000 บาท ที่ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

ทั้งนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ด่านศุลกากรแม่สอด ร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ฝ่ายปกครอง อ.แม่สอด ตำรวจ สภ.แม่ลอด และด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก มีการจับกุมของกลางประเภทบุหรี่ รวม 4,769,525 มวน มูลค่า 19,847,402 บาท

ตำรวจท่าขี้เหล็กบุกช่วย”นักธุรกิจชาวจีน”ถูกลักพาตัวยิงสนั่นวิสามัญ 6 คนร้าย

“ตำรวจท่าขี้เหล็ก” บุกช่วย “นักธุรกิจชาวจีน” หลังถูกลักพาตัว ขณะที่ 6 คนร้ายถูกวิสามัญระหว่างปะทะ ด้านเหยื่อเผยยังไม่ได้กินอาหารตั้งแต่ถูกจับตัวไป

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 เวลา 06.00 น. เกิดเหตุลักพาตัวบริเวณร้านแลกเงินหน้าสาขา KBZ Bank 2 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสำนักงานตำรวจท่าขี้เหล็กประมาณ 70 เมตร ในเขตหมู่บ้านแม่ของ เมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา

สำหรับผู้ถูกลักพาตัวเป็นชายชาวจีนอายุ 78 ปี ชื่อ นายเหยียน ทิน ชาน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางของกลุ่มคนร้ายผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) และพบว่ากลุ่มคนร้ายเดินทางผ่านหลายจุด ก่อนจะไปพักที่บ้านหลังหนึ่งในเขตบ้านป่าสัก

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ธันวาคม 2567 หน่วยเฉพาะกิจได้บุกเข้าตรวจค้นบ้านดังกล่าวเพื่อจับกุม แต่เกิดการยิงปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย ทำให้ผู้ต้องสงสัย 6 คนเสียชีวิตทั้งหมด

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเหยื่อถูกกักขังอยู่ในห้องภายในบ้านดังกล่าว โดยหน่วยปฏิบัติการสามารถช่วยเหลือเขาออกมาได้อย่างปลอดภัย และเหยื่อเผยว่าเขายังไม่ได้ทานอาหารตั้งแต่ถูกจับตัวไป โดยของกลางที่ยึดได้ ปืนพกขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก ปืนยาว M-16 จำนวน 1 กระบอก กระสุนจำนวน 21 นัด เสื้อเกราะกันกระสุน 2 ตัว แผ่นป้ายทะเบียนรถ 6 ชุด ยาเสพติดชนิดเม็ด 65,000 เม็ด

ทั้งนี้ ในผู้เสียชีวิต 2 ราย พบเอกสารระบุตัวตนและใบขับขี่ ซึ่งระบุชื่อ จัน เบี่ยง และ เมาเมา อู โดยพบว่าหนึ่งในนั้นเป็นพลเมืองท้องถิ่นของท่าขี้เหล็ก จากเหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า ความสำเร็จในการติดตามกลุ่มคนร้ายครั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้เทคโนโลยี CCTV ที่ช่วยให้การสืบสวนรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในเมืองท่าขี้เหล็ก เช่น การปล้น การลักพาตัว และการจี้ชิงทรัพย์ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่อย่างจริงจังอีกด้วย.

อุณหภูมิลดฮวบ!แพทย์เตือนซดเหล้าคลายหนาวเสี่ยงนอนตายไม่รู้ตัว

นครราชสีมา – อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ หมอออกโรงเตือนประชาชนดื่มเหล้าคลายหนาวเสี่ยงตายไม่รู้ตัว แนะดูแลสุขภาพสวมผ้ากันหนาว รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ได้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวประกอบกับใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ หลายหน่วยงานรวมไปถึงประชาชนกันจะมีการจัดงานและมีการกินเลี้ยงสังสรรค์และมีการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งประชาชนบางกลุ่มนั้นใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องช่วยคลายหนาวซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ว่าการจะทำให้ร่างกายอบอุ่น คลายหนาวได้ และช่วยลดความปวดเมื่อย ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนั้นเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน  ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยว่า การดื่มเหล้า หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอากาศหนาว เกิดจากความเชื่อว่า จะทำให้ร่างกายอบอุ่น คลายหนาวได้ และช่วยลดความปวดเมื่อย แต่แท้จริงแล้วเป็นความเชื่อและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ผู้ดื่มมีความรู้สึกอบอุ่นขึ้นเพียงชั่วครู่ เป็นผลมาจากการที่หลอดเลือดฝอยขยายตัว และเป็นช่องทางระบายความร้อนออกจากร่างกาย ยิ่งดื่มมากขึ้นเท่าไร ความร้อนก็จะถูกระบายออกจากร่างกายมากขึ้น และจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ เกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำ หรือไฮโปเทอร์เมีย (hypothermia) เมื่อเราหลับ ไม่ได้สติ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น หากมีเครื่องนุ่งห่มให้ความอบอุ่นไม่เพียงพอ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

ดังนั้นการดื่มสุราเพื่อคลายความหนาวเย็นนอกจากเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ดื่มอย่างมาก จึงอยากขอแนะนำประชาชนที่จะดื่มสุราเพื่อคลายความหนาว   ให้หันมาเตรียมร่างกายและดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อม ด้วยการ 1) สวมเสื้อผ้าหนาๆ สวมถุงมือถุงเท้า และสวมหมวกให้เพียงพอกับความอบอุ่นที่ร่างกายต้องการ 2) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ เพราะมีวิตามินป้องกันโรคหวัดได้ ดื่มน้ำอุ่นและเครื่องดื่มอุ่นๆ เช่น กาแฟ และโกโก้ ช่วยบรรเทาความหนาว 3) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น จะช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ จะดีกว่า.

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

โครงการจับ 1 ปล่อย 100 กรมประมงได้ผล สร้างรายได้ชุมชนเขื่อนแก่งกระจานยั่งยืน

โครงการจับ 1 ปล่อย 100 กรมประมงได้ผล จับปลาบึกเขื่อนแก่งกระจานได้ 51 ตัว ใหญ่สุด 195 กก. สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 7 แสนบาท 

นายบัญชา  สุขแก้ว  อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด “งานบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี พ.ศ.2567” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพทำการประมงได้ทำการประมงปลาบึกได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นการบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกให้เหมาะสมต่อสภาวะการทำประมงและปริมาณปลาบึกในเขื่อนแก่งกระจาน โดยแต่ละปีจะกำหนดจำนวนปลาบึกที่สามารถจับขึ้นได้ เป็นการนำปลาบึกขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ตลอดจนเป็นแนวทางการอนุรักษ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง โดย 6 ชุมชนประมงรอบเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 

ได้แก่ ชุมชนบ้านท่าเรือ ชุมชนบ้านวังวน ชุมชนบ้านท่าลิงลม ชุมชนบ้านพุเข็ม ชุมชนบ้านพุบอน และชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ สามารถจับปลาบึกได้อย่างถูกกฎหมายและกติกาชุมชนที่ร่วมกันกำหนดมีความสอดคล้องกับหลักวิชาการและมาตรการที่กรมประมงดำเนินการในการดูแลรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำ เนื่องจากปลาบึกเป็นสัตว์น้ำที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และอยู่ในบัญชี CITES กลุ่ม 1 เป็นชนิดสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้น การจับขึ้นมาใช้ประโยชน์จึงต้องดำเนินการภายใต้การบริหารจัดการการทำประมงให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำ ชุมชนชาวประมงรอบเขื่อนแก่งกระจานจึงมีแนวคิดจับ 1 ตัว ปล่อย 100 ตัว ซึ่งตอบโจทย์ตามนโยบายความมั่นคงทางอาหารของทางรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  
       
ขณะนี้ โควตาการอนุญาตให้จับปลาบึกของปีนี้ จำนวน 50 ตัว ครบตามมติที่ชุมชนกำหนดเรียบร้อยแล้ว จึงประกาศสิ้นสุดฤดูการทำประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยตั้งแต่เปิดจับปลาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม 2567 รวม 38 วัน จับปลาบึกได้ทั้งหมด 51 ตัว (ปลาเป็น 10 ตัว และปลาสด 41 ตัว) ซึ่งตัวที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักถึง 195 กิโลกรัม ความยาว 2.36 เมตร และปลาตัวเล็กที่สุดน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ความยาว 1.73 เมตร น้ำหนักปลาบึกที่จับได้ทั้งหมดรวม 5,327 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 763,240 บาท ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงในชุมชนเป็นอย่างมาก โดยหลังจากนี้ทางกลุ่มผู้ประกอบอาชีพทำการประมงเพื่อการอนุรักษ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเขื่อนแก่งกระจาน จะนำเงินรายได้จากการขายบัตรจับปลาบึก 

สมทบเข้ากองทุนปลาบึกเพื่อการบริหารจัดการปลาบึกตามกติกาของกลุ่มฯ ที่กำหนดไว้ว่าจับปลาบึกได้ 1 ตัวต้องนำเงินสมทบเข้ากองทุนปลาบึก 1,000 บาท ซึ่งปีนี้จะมีเงินเข้ากองทุนฯ รวม 51,000 บาท และเงินค่าสมัครทำการประมงปลาบึกของผู้สมัครจำนวน 21 ราย รวม 21,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 72,000 บาท เพื่อนำเงินไปซื้อลูกพันธุ์ปลาบึกสำหรับปล่อยตามแนวคิด จับ 1 ตัว ปล่อย 100 ตัว ช่วงเดือนเมษายน 2568 ในกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาบึกและการแข่งเรือเรารักแก่งกระจาน และรายได้ส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาชุมชน วัด โรงเรียน ทุนการศึกษาและสวัสดิการของสมาชิกในชุมชนต่อไป
           
ทั้งนี้ จากการสอบถามชาวประมงรอบเขื่อนแก่งกระจานที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้ข้อมูล ดังนี้ นายมงคล  แพรเนียม  อาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติด้านเครือข่ายเฝ้าระวังการทำการประมง (ประมงอาสา) ประจำปี 2567 ชาวประมงจากกลุ่มผู้ประกอบอาชีพทำการประมงเพื่อการอนุรักษ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเขื่อนแก่งกระจาน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จากการทำการประมงปลาบึกช่วยให้มีรายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งการบริหารจัดการทำการประมงปลาบึกในรูปแบบนี้เป็นการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการทำประมงภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน มีการพูดคุยหารือแนวคิดวิธีการทำประมงที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชน เสริมสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำ และเกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพ  

ด้าน นายบุญแรม รอดภัย กลุ่มผู้ประกอบอาชีพทำการประมงเพื่อการอนุรักษ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเขื่อนแก่งกระจาน กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบอาชีพทำการประมงเพื่อการอนุรักษ์ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเขื่อนแก่งกระจาน มีสมาชิกทั้งหมด จำนวน 181 ราย ซึ่งได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงของชุมชน ตั้งแต่ร่วมคิดวางแผน ร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหา และร่วมดำเนินโครงการต่าง ๆ อาทิ การทำธนาคารบ้านปลาตามชุมชนต่าง ๆ เฝ้าระวังการทำการประมงผิดกฎหมายในชุมชน โดยช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานเฝ้าระวังการกระทำความผิดด้านกฎหมายประมง กำหนดกฎกติกาการใช้ประโยชน์สัตว์น้ำ จัดตั้งกองทุนการทำประมงปลาบึก ฯลฯ 
          
นอกจากนี้ นายชัด สระทองย้อย สมาชิกในกลุ่มฯ ได้เล่าว่า ในอดีตการทำประมงในเขื่อนแก่งกระจานเป็นการทำประมงที่ไม่มีการควบคุม ชาวประมงมีการใช้เครื่องมือที่ผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก เช่น การใช้กระแสไฟฟ้าทำการประมง การใช้วัตถุระเบิด การจับสัตว์น้ำช่วงฤดูสัตว์น้ำมีไข่ เป็นต้น ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง ส่งผลทำให้มีรายได้จากการทำการประมงลดลง ด้วยเหตุนี้ ชาวประมงจึงเห็นความสำคัญ เกิดความตระหนักและหันมาร่วมกันอนุรักษ์สัตว์น้ำ เกิดแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรประมง ภายใต้หลักการ “คง คืน เพิ่ม” ทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรประมงมีความอุดมสมบูรณ์ยั่งยืน เป็นแหล่งอาหารและสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนจนถึงปัจจุบัน 

อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรประมง เป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอัครา พรหมเผ่า) ได้เน้นย้ำให้กรมประมงดำเนินงานการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมประมงได้ขานรับนำนโยบายมาปฏิบัติและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมการทำประมงปลาบึกแบบอนุรักษ์นี้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งภายใต้นโยบายดังกล่าว กรมประมงจึงมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดจิตสำนึกอนุรักษ์บ้านเกิดเช่นนี้จะสามารถช่วยพัฒนาชุมชนให้เป็นชุมชนต้นแบบและนำไปขยายผลดำเนินการสู่ชุมชนอื่น ๆ ได้ 

ผบ.ตร.เลุยเองคลี่คลายคดีสังหารโหดสจ.โต้งดับ-เรียกสอบเมีย

“ผบ.ตร.” เตรียมลงพื้นที่ปราจีนฯ ลุยทำคดีสังหาร “สจ.โต้ง” ด้าน “ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี” เร่งเชิญ “สจ.จอย” เมีย “สจ.โต้ง” เข้าให้ปากตำ พร้อมเรียกพยานในที่เกิดเหตุและคนใกล้ชิดมาสอบด้วย “ปธ.กกต.” มั่นใจดูแลเลือกตั้ง “อบจ.” เชื่อไม่เกิดปัญหาในจังหวัดที่มี “บ้านใหญ่” พร้อมสั่ง กกต.ประสาน ตร. – หน่วยงานเกี่ยวข้องลงพื้นที่ดูแล แนะผู้สมัครตรวจสอบคุณสมบัติก่อนลงสนาม กองเชียร์มาได้แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ขณะที่ “พรรคประชาชน” ส่ง “จำรูญ สวยดี” สู้ศึกเลือกตั้ง อบจ.ปราจีนฯ

พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี (ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีสังหาร นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง ว่า ช่วงเช้าวันที่ 20 ธ.ค.นี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะเดินทางมาติดตามความคืบหน้าทางคดีด้วยตนเองด้วย

ขณะนี้พนักงานสอบสวนสอบปากคำไปแล้ว 17 ปาก ทั้งพยานที่เกิดเหตุ พยานแวดล้อมทั้งที่ตาม “สจ.โต้ง” และที่ติดตาม “รองนากยกฯอุ๊” โดยตั้งแต่วันนี้ตำรวจจะเชิญ น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือสจ.จอย ภรรยา สจ.โต้ง มาให้ปากคำ และจะเชิญผู้ติดตาม “สจ.โต้ง” ที่ไม่ใช่ตำรวจที่ไปในวันเกิดเหตุ มาสอบปากคำเพิ่มเติม ซึ่งมีอีกหลายคน โดยจะประสานไปยัง “สจ.จอย” ให้ประสานเข้ามาตั้งแต่วันนี้ เพราะพิธีศพเสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนคนใกล้ชิดได้แค่ไหนก็แค่นั้น และมีการตรวจยึดรถที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบเพิ่ม ซึ่งเป็นรถของ นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ โกทร ที่ใช้นำขบวน

ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการเปิดรับสมัครผู้สมัครนายก และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในวันที่ 19-23 ธ.ค.67 จะต้องมีการเสริมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ใดเป็นพิเศษหรือไม่ ว่า โดยปกติทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเรามีผู้ตรวจการเลือกตั้งลงพื้นที่ 4-5 วันก่อนการเลือกตั้ง รวมทั้งประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในการส่งชุดเคลื่อนที่เร็วมาให้กับ กกต.จังหวัดละ 4-6 นาย ขึ้นอยู่กับจังหวัด อีกทั้ง กกต.จังหวัด ได้ขอความร่วมมือกับสถานีตำรวจภูธรจังหวัดแต่ละจังหวัดให้ดูแลสถานการณ์ ซึ่งอาจจะเป็นสถานการณ์ปกติ หรือกรณีพิเศษ ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ เช่นในการเลือกตั้งซ่อม สส.ที่จังหวัดชุมพร ก็มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแล ทั้งก่อนวันเลือกตั้ง ในวันเลือกตั้ง

นายอิทธิพร กล่าวว่า มีการขอประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดใกล้เคียงมาดูแลด้วย ซึ่งการดูแลความเรียบร้อยขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัด โดยการดูแลความสงบเรียบร้อยก็ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ โดยตำรวจในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยกกต.มีหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามการทุจริตผ่านกลไกที่มีอยู่ และทราบสถานการณ์แต่ละพื้นที่

เมื่อถามว่า ส่วนสถานการณ์ในขณะนี้บางจังหวัดมีบ้านใหญ่ และเกิดความรุนแรง จะต้องมีการเสริมกำลังดูแลความเรียบร้อยเป็นพิเศษหรือไม่อย่างไรบ้าง นายอิทธิพร กล่าวว่า เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ก็สามารถประสานงานกับหน่วยอื่นๆภายในจังหวัดได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ กกต.คำนึงอยู่เสมอ ไม่ใช่เกิดเหตุการณ์แล้วจะมานั่งตื่นตูม กกต.ได้มีการเตรียมความพร้อมตลอด ซึ่งจากการที่ตนลงพื้นที่ได้มีโอกาสพบกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรทราบมาตลอดว่าสถานการณ์การเลือกตั้งที่ผ่านมาว่าทุกจังหวัดให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ส่วนในวันรับสมัครรับเลือกตั้งจะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ โดยเฉพาะการจัดงานรื่นเริง หรือการกระทำที่สุ่มเสียงผิดกฎหมาย นายอิทธิพร กล่าวว่า ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ กกต.ก็สันนิษฐานว่าการเป็นผู้สมัครก็ต้องทราบอยู่แล้วว่าหน้าที่เป็นอย่างไร และการจะมาสมัครจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยต้องตรวจสอบให้มั่นใจ และหากตรวจพบในภายหลังว่ามีลักษณะต้องห้ามจะนำไปสู่การถูกดำเนินคดี และหลักปฏิบัติของกกต.ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เมื่อประกาศรายชื่อผู้สมัครแล้ว กกต.ก็จะจัดอบรมเลือกตั้งสมานฉันท์ เพื่อให้ผู้สมัครทุกคนได้รับทราบแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ข้อหลีกเลี่ยงที่ไม่ควรปฏิบัติ

“เพราะฉะนั้นผู้สมัครจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการเหล่านี้ อีกทั้งยังมีคู่มือสำหรับผู้สมัครที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกกต. และแอปพลิเคชันสมาร์ทโหวต และยังมีสายด่วน 1444 สามารถโทรไปสอบถามข้อมูลได้ โดยกกต.พร้อมให้ความร่วมมือส่วนกองเชียร์ที่จะมาให้กำลังใจผู้สมัครสามารถทำได้ แต่ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย เชื่อว่ากองเชียร์ก็ทราบอยู่แล้ว”นายอิทธิพร กล่าว

วันเดียวกัน เฟซบุ๊กพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า เปิด 6 รายชื่อเพิ่มเติม ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ. จากพรรคประชาชน ได้แก่ 1.มานะ ชนะสิทธิ์ ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี 2. ทรงธรรม สุขสว่าง ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ระยอง 3. จำรูญ สวยดี ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี 4. เชาวริน ชาญสายชล ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.สมุทรสาคร 5. จักรพันธ์ จินตนาพากานนท์ ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครนายก 6. ชุดาภัค วสุเนตรกุล ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี

น้ำท่วมใต้กระทบ 11 จว.เสียหาย กว่า 2 แสนไร่ เตรียมเงินช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่

จากสถานการณ์อุทกภัย และปริมาณฝนที่ตกมาก ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นช่วงภัยที่เกิดในช่วง 21 พฤศจิกายน 67 – ปัจจุบัน  กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบาย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับเจ้าหน้าที่เกษตรลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทันที พร้อมกำชับในการลดระยะเวลาขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรรวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใน 30 วัน และได้สั่งการให้ทุกจังหวัดลงพื้นที่บูรณาการการทำงาน เพื่อให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ทันสถานการณ์ 

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับรายงานพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และจังหวัดระนอง เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 94,206 ราย เป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะเสียหาย จำนวน 203,086 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว จำนวน 56,513 ไร่ พืชไร่และพืชผัก จำนวน 14,406 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่นๆ จำนวน 132,167 ไร่  ทั้งนี้จังหวัดสตูลหลังจากเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้น พบว่าสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ และไม่มีพื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหาย นอกจากนี้ พื้นที่ประสบอุทกภัยดังกล่าวประกาศเขตให้ความช่วยเหลือแล้ว จำนวน 8 จังหวัด และยังไม่ได้ประกาศเขตให้การช่วยเหลือ จำนวน 3 จังหวัดได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และระนอง 

สำหรับจังหวัดสตูล และกำชับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่สำรวจให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน และพร้อมจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ. เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือให้สามารถใช้เงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด หรือในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562

และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 โดยเกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย โดยจะได้รับความช่วยเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว ไร่ละ 1,340 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 1,980 บาท ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่น ๆ ไร่ละ 4,048 บาท ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนราชการมีวงเงินทดรองราชการในการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือโดยมุ่งหมายที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของผู้ประสบภัยพิบัติแต่มิได้มุ่งหมายที่จะชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ใด ซึ่งต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน หรือเป็นการซ่อมแซมให้คืนสู่สภาพเดิม โดยการเบิกจ่ายเงินทดรองราชการให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและอัตราช่วยเหลือที่กระทรวงการคลังกำหนด 

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านพืช โดยเกษตรกรจะยื่นเอกสารเพียงครั้งเดียว และภายใน 10 วันทำการหลังจากได้รับการอนุมัติ ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีให้เกษตรกรโดยตรง ตามลำดับต่อไป ให้เกษตรกรระวังการแอบอ้างจากมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีในการรับเงินด้วย

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เตรียมการสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืช (ศขพ.) จำนวน 10 แห่ง ได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์พืชไว้พร้อมแล้ว ซึ่งเป็นพืชอายุสั้นที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกเพื่อเป็นอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเพิ่มรายได้ เช่น เมล็ดพันธุ์พืชผัก จำนวน 70,000 ซอง ประกอบด้วย พริก มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียว และต้นพันธุ์ไม้ผลไม้ยืนต้น รวมทั้งศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืช (ศทอ.) จำนวน 9 แห่ง ได้ดำเนินการจัดเตรียมเชื้อราไตรโคเดอร์มา ทั้งแบบพร้อมใช้และหัวเชื้อขยาย จำนวน 7,000 ขวด พร้อมสนับสนุนเพื่อให้เกษตรกรนำใช้ในการฟื้นฟูป้องกันเชื้อสาเหตุโรคพืชสำหรับพื้นที่เพาะปลูกไม้ผลหลังน้ำลด ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ของท่าน

THAI FIGHT เดินหน้ารุกตลาดจีน ขยายตลาดมวยไทย ลุยเปิดยิม 1 หมื่นแห่ง 5 ปี

THAI FIGHT เดินหน้ารุกตลาดจีน ร่วมกับบริษัทชั้นนำในประเทศจีน จัดตั้งบริษัท Taizan (Beijing) Sports Culture Development ในประเทศจีน เพื่อขยายตลาดมวยไทยอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมชู “THAI SPIRIT”

ในปีนี้บริษัท ไทยไฟท์ ได้จัดตั้งบริษัท Taizan (Beijing) Sports Culture Development Co.,Ltd. ร่วมกับ United Vansen Sports Management Co., Ltd. บริษัทบริหารจัดการกีฬาชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ณ กรุงปักกิ่ง และ Tibet Water Resources Co., Ltd. (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮั่งเส็ง-ฮ่องกง SEHK: 1115) เป็นบริษัทน้ำดื่มระดับไฮเอนด์ของจีนที่ผลิตน้ำที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณภาพสูง เพื่อส่งเสริมกีฬามวยไทยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศจีน รวมถึงการจัดงานมวยไทยระดับโลกในประเทศจีน

การเปิดยิมมวยไทย 10,000 ยิมทั่วประเทศจีนภายใน 5 ปี เพื่อพัฒนานักกีฬามวยไทยมืออาชีพชาวจีนและประชาชนทั่วไปที่สนในศิลปะแม่ไม้มวยไทย และร่วมกันพัฒนาโครงการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมกับเมืองต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันได้รับความสนใจจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลในประเทศจีนที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับบริษัทเป็นจำนวนมาก โดยในปีหน้าตั้งเป้าจะจัดการแข่งขันมวยไทยไฟท์ในหลาย ๆ เมืองใหญ่ในประเทศจีน พร้อมทั้งเจรจาธุรกิจในการเปิดยิมมวยไทยอีกด้วย เพื่อเป็นการเผยแพร่มวยไทยในที่รู้จักกว้างขวางในประเทศจีนให้มากยิ่งขึ้น และเป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้แก่ประเทศไทย

พิธีลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทยไฟท์ จำกัด โดย ดร.นพพร วาทิน ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท ร่วมกับ United Vansen Sports Management Co.,Ltd. โดยนายอู๋ เอินยาน กรรมการบริหารและ CEO บริษัท ลงนามในสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศจีน โดยมี นายฉัตรชัย วิริยะเวชกุล เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  นายเหอ เหวินอี้ เลขาธิการฐานวิจัยอุตสาหกรรมกีฬาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง คุณภัคนันท์ วินิจชัย ผู้อำนวยการ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงปักกิ่ง และหอการค้าทั่วไปแห่งประเทศไทย โดยมี นายเชาว์ชัย เจียมวิจิตร ประธานคณะอนุกรรมการการค้าชายแดนและข้ามแดนด้านจีนตอนใต้ (TSC trade) หอการค้าไทยและสภาหอการค้า
แห่งประเทศไทยร่วมเป็นสักขีพยาน โดยนายฉัตรชัย วิริยะเวชกุล กล่าวว่ามวยไทย อาหารไทย และวัฒนธรรมไทยเป็นหัวใจสำคัญเป็น Soft Power ของประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยจะให้การสนับสนุนในทุกด้านสำหรับความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย

ในปี 2568 บริษัทไทยไฟท์กำลังจะก้าวสู่ปีที่ 16  บริษัทมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสร้างแบรนด์โดยใช้ศิลปะมวยไทย ซึ่งเป็น ‘THAI SPIRIT’ ของประเทศไทยเผยแพร่ไปยังทั่วโลก โดยใช้อีเวนต์การชกมวยไทยเป็นเครื่องมือสื่อสารให้แบรนด์เข้าถึง

คนทั่วโลก โดยในส่วนของไทยไฟท์ยิมนั้นจะบริหารและบริหารธุรกิจฟิตเนส ทั้งสำหรับการออกกำลังกายและเรียนศิลปะป้องกันตัว ซึ่งนอกจากตลาดในประเทศไทยแล้ว บริษัทไทยไฟท์มีแผนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศด้วย อาทิ จีน ตะวันออกกลาง และประเทศในโซนยุโรป โดยปีหน้าบริษัทจะจัดการแข่งขันมวยไทยโลก ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในช่วงต้นเดือนเมษายน และจัดการการแข่งขันมวยไทยโลกในหลาย ๆ เมืองใหญ่ของประเทศจีนเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน ครบ 50 ปีอีกด้วย

เปิดอย่างยิ่งใหญ่นิทรรศการศิลปะและการออกแบบนานาชาติ “ANBD 2024 Bangkok”

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ สมาคม Asia Network Beyond Design (ANBD) จัดงานแสดงนิทรรศการศิลปะและการออกแบบหมุนเวียนนานาชาติ ANBD 2024 Bangkok ภายใต้ธีม “No Boundary” ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ณ โรงละคร ชั้น 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และพิธีมอบรางวัลสำหรับผลงานดีเด่น

หลังจากการระบาดใหญ่ มนุษยชาติได้เผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่เคยถูกจำกัดอยู่แต่ในโลกเสมือนจริง ขอบเขตของการโต้ตอบทางสังคมได้ขยายออกไปสู่โลกออนไลน์ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ๆ ขอบเขตระหว่างภูมิภาคและประเทศต่างๆ เริ่มไม่เกี่ยวข้องอีกต่อไปในสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ เนื่องจากเราได้เห็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และคล่องตัว อาณาเขตของศิลปะยังได้พัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้นและได้รับการตีความผ่านมุมมองมหภาค โดยคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ธีมของนิทรรศการประจำปี 2024 นี้คือ “No Boundary” มีเป้าหมายเพื่อสำรวจแง่มุมต่างๆ ของชีวิตเราในยุคหลังการระบาดใหญ่ และพยายามที่จะจับภาพแก่นแท้ของชีวิตจากมุมมองที่หลากหลายของศิลปะ เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการนับไม่ถ้วนในการมองชีวิตผ่านเลนส์ของการแสดงออกทางศิลปะ เพื่อสะท้อนแนวคิดและเผยแพร่ผลงานการออกแบบให้ได้ชม พร้อมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในระดับสากล

ในพิธีเปิดนิทรรศการครั้งนี้ มี ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ ให้เกียรติเป็นที่ปรึกษาโครงการและเป็นแขกพิเศษในงาน

Youl CHO , ANBD Chairman (โช ยอล ,ประธาน ANBD) กล่าวว่า ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อท่านอธิการบดี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ ผศ.ดร.คมสัน โสมณวัตร รองอธิการบดี ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.ชนกนาถ มะยูโซ๊ะ รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ รวมถึงผู้บริหาร บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาทุกท่าน

สำหรับความทุ่มเทและความพยายามในการเป็นเจ้าภาพจัดงานอันทรงคุณค่านี้ผ่านกิจกรรมนิทรรศการต่างๆ ANBD ปีนี้มีศิลปินเข้าร่วม 236 ท่าน จาก 12 ภูมิภาค ได้แก่ โซล โตเกียว ซัปโปโร ฟุกุโอกะ ไทเป ไถหนาน เซี่ยงไฮ้ ส่านซี เทียนจิน กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต โคลัมโบ และสิงคโปร์ โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 944 ชิ้น ซึ่งหัวข้อของนิทรรศการในปีนี้ “No Boundary” สะท้อนถึงเส้นแบ่งที่เลือนรางระหว่างพื้นที่กายภาพและพื้นที่เสมือนในยุคหลังการระบาดใหญ่ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้ขยายสู่โลกดิจิทัล และในโลกที่เชื่อมโยงกันในปัจจุบัน พรมแดนระหว่างภูมิภาคและประเทศกำลังมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ ศิลปะเองก็ได้พัฒนาไปด้วย โดยเปิดรับมุมมองที่กว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้น โดยมีความคิดสร้างสรรค์เป็นแกนกลาง ผมขอแสดงความชื่นชมอย่างสูงต่อสมาชิกทุกท่านที่ได้ส่งผลงานอันโดดเด่นภายใต้หัวข้อ “No Boundary“ ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อศิลปินและผู้แทนภูมิภาคทุกท่านสำหรับความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยความพยายามอันไม่ย่อท้อของท่านทั้งหลาย ทำให้ ANBD สามารถเติบโตและเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

Miyoung SEO, Ph.D., Representative of ANBD Thailand (ดร.ซอ มิยอง, ผู้แทน ANBD ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปีนี้ เราได้รับเกียรติให้นำเสนอการแสดงออกทางผลงานสร้างสรรค์อันหลากหลายภายใต้แนวคิด “No Boundary” ที่ชวนให้ขบคิด พันธกิจของเราขยายขอบเขตเกินกว่าทวีปเอเชีย โดยเชื่อมโยงการผสานทางวัฒนธรรมและเฉลิมฉลองความหลากหลายอันอุดมของภูมิทัศน์ศิลปะและการออกแบบร่วมสมัย นิทรรศการถูกจัดแสดง ณ FAS Art Gallery ชั้น G คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ทรงคุณค่าและเป็นสถานที่อันทรงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร

ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ กล่าวว่า คณะศิลปกรรมศาสตร์ มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำการสร้างมืออาชีพเพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน มีองค์ความรู้ในการสร้างศิลปิน มีความเชี่ยวชาญในการผลิตนักออกแบบสร้างสรรค์ จรรโลงสังคมด้วยสุนทรียศิลป์ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ช่วยผลักดันนวัตกรรมสู่สากล ANBD 2024 Bangkok จึงเป็นมากกว่านิทรรศการเพราะเป็นเวทีแห่งการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและการออกแบบที่ไร้พรมแดน และในฐานะมหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ได้รับเกียรติจากสมาคม ANBD ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในการจัดงานแสดงนิทรรศการครั้งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายศิลปิน นักออกแบบ ตลอดจนผู้ที่สนใจ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่องค์ความรู้ ตลอดจนสร้างเครือข่ายทางศิลปกรรมและการออกแบบในระดับนานาชาติร่วมกัน และมุ่งหวังให้การจัดงานแสดงนิทรรศการครั้งนี้ เป็นแรงขับเคลื่อนในการผลิตผลงานสร้างสรรค์สำหรับมนุษยชาติต่อไป

สำหรับนิทรรศการศิลปะและการออกแบบหมุนเวียนนานาชาติ ANBD 2024 Bangkok ภายใต้ธีม “No Boundary”จะจัดแสดงในระหว่างวันที่ 18-24 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ FAS Art Gallery ชั้น G คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โทร. 02-160-1390-91 ต่อ 100

คลอดสาย “ศึกมวยปูนเสือ” ครั้ง 24 ดีเดย์มกรา ชิงเงินรางวัล 6 แสน

วานนี้ (18 ธันวาคม 2567) ณ สโมสรทหารบกวิภาวดี ได้จัดให้มีการแถลงข่าว “ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้” ครั้งที่ 24 โดยได้รับเกียรติจากนายกริช ชินประสาทศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ สินค้าปูนซีเมนต์ปูนเสือ พร้อมด้วย นายปริวัฒน์ เศรษฐบุตร นายสนามมวยช่อง 7 HD , “ชุ้น เกียรติเพชร” นายพีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์ โปรโมเตอร์ “ศึกมวยไทย 7 สี” และ นายเกรียงศักดิ์ ทองหงษ์ ประธานกรรมการการเทคนิค สนามมวยช่อง 7 HD ร่วมเป็นประธานในงานแถลงข่าวและจับฉลากแบ่งสายในครั้งนี้ มีนักมวยมาเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 33 คน โดยทำการจับสลากเป็นตัวจริง 16 คน (ที่เหลือเป็นตัวสำรอง) และแบ่งเป็น 4 สาย สายละ 4 คน ชกแบบพบกันหมดในสาย โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 600,000 บาทพร้อมเข็มขัดถ้วยรางวัลรวมและปูนซีเมนต์อีก 5 ตัน , รางวัลที่ 2 300,000 บาท , รางวัลที่ 3 150,000 บาท และ รางวัลที่ 4 100,000 บาท ประเดิมนัดแรกวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2568  ที่เวทีมวยช่อง 7 สี ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD ตั้งแต่เวลา 14.30 – 16.30 น. เป็นต้นไป

รายชื่อนักมวยปูนเสือตัวจริงมีดังนี้

สาย A. เงาอีที ปตท.ทองทวี(ร้อยเอ็ด), แคเมอรูน ศิษย์ลมหนาว (ระยอง) , เอเจ ก.กลมเกลียว(ปทุมธานี) , เพชรรุ่งโรจน์ โชติบางแสน (เพชรบูรณ์)

สาย B. ยอดบัวงาม ลูกกันทระ(มหาสารคาม) , รุ่งทะยานฟ้า ส.ยิ่งเจริญการช่าง (เชียงใหม่) , นำโชค บุญลานนามวยไทย (แม่ฮ่องสอน) , ยอดเหล็กแหลม ต.พิทักษ์ชัย(ร้อยเอ็ด)

สาย C. จ่ากล้า ศูนย์กีฬาห้วยต้ม(ลำพูน) , มัสแตง รถสวยจ่าเจดสายพริ้ว (นครราชสีมา) , เทียนหลวงอึ่งอุบล(อุบลราชธานี) , นำขบวน พ.หอมกลิ่น(พัทลุง)

สาย D. ราชศักดิ์ ลูกหมู่ 5 (พัทลุง) , ก้องมีชัย จิตรเมืองนนท์(ร้อยเอ็ด), ยามาล  ลักกี้บันเทิง (สตูล) , พรายพยัคฆ์ ทต.พลับพลานารายณ์ (จันทบุรี)

สำหรับตัวสำรองมีดังนี้

เยี่ยมยุทธ ป.มงคลอินทร์(บุรีรัมย์), เจมส์ศักดิ์แสงทองค้าแก๊ส (ปทุมธานี), เพชรเดชฤทธิ์ นพเดชมวยไทย (บุรีรัมย์),ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ (กระบี่) , แสงตะวัน ส.พงษอมร (สงขลา), รักทุกคน ว.วรรณทวี(อุบลราชธานี) ,แสนเอก ส.ราชภูมิ(อุบลราชธานี),เพชรวิเศษ ส.อรรถชัย(ตรัง),ชาญฤทธิ์ ส.เดชะพันธ์(สุราษฎร์ธานี), ปูติน สวนน้ำธารคีรี(กระบี่), เพชรค้ำคูณ อ.อู๊ดอุดร(สุรินทร์) อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซด์ (ยะลา), เพชรอาเธอร์ บังมัดคลองตัน (อุบลราชธานี), ออฟไซด์  SP กันสาดแป๊ะมีนบุรี(อุบลราชธานี), กัปตัน วันของโอม MBK (กรุงเทพฯ),เก่งรบ ป.หนึ่งเดียว(กาฬสินธุ์) ,แสงศักดา หีมทางด่วน(สุราษฎร์ธานี)

นายกริช ชินประสาทศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สินค้าปูนซีเมนต์ ปูนตราเสือ กล่าวว่า มวยไทยเป็นกีฬาประจำชาติของคนไทย เป็นกีฬาที่แสดงถึงศิลปะในการป้องกันตัวและยังเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ซึ่งในปัจจุบันเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่มีผู้สนใจติดตามชมการแข่งขันเป็นจำนวนมากซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีนักมวยที่เก่งจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้เป็นจำนวนมาก และเพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมวงการกีพามายไทยให้พัฒนาขึ้นและมีนักมวยรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถขึ้นมาทดแทนซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีการแข่งขันในระดับมาตรฐานและมีความยุดิธรรม เพื่อให้นักมวยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสหาประสบกรณ์ในการซก พัฒนาทักษะและฝีมือในการชกแทนนักมวยรุ่นเก่าได้ เชื่อว่า “ศึกมวยปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้” ครั้งที่ 24 จะเป็นประโยชน์ต่อวงการก็ฬามวยไทยให้พัฒนายิ่งขึ้นต่อไป

สำหรับมวยรอบปูนเสือ “ศึกมวยปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้” ครั้งที่ 24 เริ่มการแข่งขันรอบ 16 คน (8 คู่) ระหว่างวันที่ 19 ม.ค. – 9  ก.พ. 68 แข่งขันรอบ 2 (ชก 12 คู่) ระหว่างวันที่ 23 ก.พ – 6 เม.ย.68 จากนั้นจะมีการจับสลากแบ่งสายรอบ 8 คน ในวันที่ 6 เม.ย. 68 เริ่มการแข่งขันรอบ 8 คน (ชก 10 คู่) ระหว่างวันที่ 4 พ.ค. – 20 ก.ค. 68 ก่อนจะจับสลากประกบคู่รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 20 ก.ค. 68 เริ่มการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ (ชก 2 คู่) ในวันที่ 17 ส.ค. 68 จากนั้นในรอบชิงชนะเลิศและชิงอันดับที่ 3 (ชก 2 คู่) จะแข่งขันวันที่ 21 ก.ย. 68 ต่อไป โดยช่อง 7 HD จะถ่ายทอดสดการแข่งขันให้แฟนมวยชาวไทยได้รับชมทั่วประเทศเหมือนเดิม