กระบี่จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯเสริมความรู้-แก้ปัญหาด้านเกษตรครบวงจร

กระบี่จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เพื่อให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านการเกษตรเข้าถึงบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ได้รับความรู้ด้านวิชาการและได้รับการแก้ไขปัญหาด้านเกษตรอย่างครบวงจร 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567 นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร และโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 1 ณ โรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์ ต.คลองยาง อ.เกาะลันตา เพื่อให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านการเกษตรสามารถเข้าถึงบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ได้รับความรู้ด้านวิชาการและได้รับการแก้ไขปัญหาด้านเกษตรอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน เป็นการสร้างภาพพจน์และภาพลักษณ์ด้านวิชาการ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อประชาชน

ทั้งนี้ มีหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่ายในจังหวัดกระบี่ นำบริการให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 15 คลินิก เช่น คลินิกดิน คลินิกชลประทาน คลิกนิกพืช คลินิกประมง คลินิกปศุสัตว์ คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกข้าว คลินิกยางพารา เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้จัดนิทรรศการแก้ไขปัญหาในพื้นที่และการฝึกอาชีพกลุ่มเกษตรกร และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเกษตรกรเข้าร่วมงานและเข้ารับบริการทางการเกษตร กว่า 300 ราย

นายอังกูร กล่าว่า กิจกรรมจังหวัดเคลื่อนที่มีส่วนราชการทุกกระทรวง หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในจังหวัดไปให้บริการแก่ประชาชน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมทั้งมีการจำหน่ายสินค้าธงฟ้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน มีประชาชนในพื้นที่ตำบลคลองยาง และพื้นที่ใกล้เคียงไปรับบริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนได้รับฟังการนำเสนอปัญหาในระดับพื้นที่จากนายอำเภอเกาะลันตา และแนวทางแก้ไขปัญหาของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีการมอบพันธุ์สัตว์น้ำ พันธุ์พืช ให้เกษตรกร มอบทุนการศึกษาจากเงินกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระบรมชูปถัมภ์ จำนวน 10 ทุน ๆ ละ 1,000 บาท คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่มอบถุงยังชีพให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ จำนวน 50 ชุด 

สำหรับ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร และโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ครั้งต่อไป จดโครงการในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่โรงเรียนบ้านแหลมโพธิ์ ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

พุดซา 3 รสออเดอร์ปังช่วงเข้าปีใหม่ 4 ไร่ฟันเงินแสนมีเท่าไรก็ไม่พอ

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; motionR: 0; delta:null; module: video;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 0;cct_value: 0;AI_Scene: (0, 0);aec_lux: 196.44936;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 42;

นครราชสีมา–ฤดูหนาวนี้พุดซา 3 รส ของคุณแสเดือน ประยูรเมฆ วัย 52 ปี ชาวบ้านห้วยทราย ต.บ้านใหม่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ให้ผลผลิตวันละกว่า 100 กิโลกรัม ตระเวนขายละแวกบ้านมีเท่าไรไม่พอ แถมออเดอร์ของฝากปีใหม่จ่ออีกเพียบ 

นางแสงเดือน ประยูรเมฆ อายุ 52 ปี ชาวบ้านห้วยทราย ต.บ้านใหม่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ตัดสินใจปรับเปลี่ยนไร่มันสำปะหลังจำนวน 4 ไร่ มาปลูกพุดซา 3 รส เพื่อส่งขายให้กับท้องตลาดมานานกว่า 3 ปีแล้ว และตอนนี้พุดซา 3 รส กำลังให้ผลผลิตดกเต็มต้น  และขายได้ราคาดี โดยในปีนี้ผ่านมาครึ่งทางของฤดูกาลเก็บเกี่ยวสามารถทำเงินไปได้แล้วเกือบ 5 หมื่นบาท

นางแสงเดือนฯ บอกว่า พุดซา 3 รสที่ปลูกเอาไว้ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 300 ต้น บนพื้นที่ 4 ไร่ ตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว กำลังให้ผลผลิตดกเต็มต้น เก็บขายได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัม แต่ด้วยความที่ตัวเองใช้คนในบ้านเก็บกันเอง เลยไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ทัน จนมีร่วงหล่นไปจำนวนมาก  เพราะปีนี้สภาพอากาศเหมาะสม มีฝนพอประมาณพอดีกับความต้องการน้ำของพุดซา  รวมถึงสภาพดินที่เป็นดินทราย ทำให้ได้ผลผลิตดีและมีรสชาติเป็นที่ถูกใจของลูกค้า ประเมินว่าปีนี้น่าจะได้เงินจากการจำหน่ายพุดซาแปลงนี้ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท

นางแสงเดือนฯ กล่าวอีกว่า ถือเป็นพืชทางเลือกที่ดีมาก หากเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่นที่นิยมในพื้นที่ อย่างเช่นมันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด เนื่องจากเป็นพืชสวน อายุการเก็บเกี่ยวนานหลาย 10 ปี ไม่ต้องลงทุนใหม่ทุกปี  การดูแลก็ไม่ค่อยจะยุ่งยากมากนัก เพราะจะมีเฉพาะในการตัดแต่งทรงพุ่มต้นในช่วงมีนาคมของทุกปี จากนั้นก็ดูแลกันตามสภาพ ให้ปุ๋ยคอก และใช้สารเคมีคุมหนอนแมลงในช่วงที่เริ่มติดลูก ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะหากสามารถควบคุมหนอนแมลงในช่วงนี้ได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง  แต่ละปีจะใช้เงินทุนในการดูแลทั้งสวนประมาณ 2 หมื่นบาท แต่จะมีรายได้จากการจำหน่ายในแต่ละรอบคือระหว่างช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงช่วงปีใหม่ประมาณปีละ 1 แสนบาท

โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่นี้จะมีออเดอร์สั่งซื้อเข้ามากันเป็นจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่จะนิยมนำไปเป็นของฝากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ส่วนลูกค้าก็ไม่ต้องหายาก เพราะในช่วงปกติ แค่เก็บเอาไปวางขายตามตลาดละแวกบ้านก็ไม่พอกันแล้ว ส่วนราคาขายนั้นมีราคาเดียวคือ กิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น  ซึ่งก็เป็นราคาที่ลูกค้ามีกำลังซื้อได้อย่างไม่ลำบากนัก โดยทางสวนจะไม่ได้ขายส่งให้แม่ค้าคนกลาง เพราะจะมีการกดราคา  ซึ่งก็ถือว่าเป็นพืชทางเลือกที่สร้างรายได้ดีและมั่นคงกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นที่ราคาไม่แน่นอน.

โดย… ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

ซอฟต์พาวเวอร์ อาหารไทย ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“อาหาร” ถือเป็นหนึ่งใน Soft power และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงในการสร้างโอกาสการเติบโต
และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับไทย
เพราะนอกจากอาหารไทยจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลกมาอย่างยาวนานแล้ว ประเทศไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของวัตถุดิบ มาตรฐานการผลิตซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้งยังมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่แข็งแกร่งและครบวงจรอีกด้วย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนที่ดีในการสนับสนุนและต่อยอดการขับเคลื่อนและส่งออก Soft power ด้านอาหารของไทย

ทั้งนี้กลไกในการผลักดันยุทธศาสตร์ Soft power ด้านอาหาร สามารถทำได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ผ่านสื่อบันเทิงต่าง ๆ เช่น ละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ รวมทั้งการเผยแพร่ผ่านผลงานศิลปะและดนตรี หรือแม้แต่การโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy tourism) เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงเข้ากับประเพณี วิถีวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น และกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อผู้เล่นที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังทำให้ภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ซึ่งกลไกการผลักดันเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่ากุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อและสนับสนุนต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านนี้ เพื่อติดอาวุธและสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทย ที่สำคัญประกอบด้วย

  • การพัฒนาคน ด้วยการยกระดับศักยภาพของคนไทยให้เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำเป็นแรงงานทักษะสูง รวมถึงการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะความรู้ความสามารถเชิงสร้างสรรค์และทักษะเฉพาะทาง
  • การจัดตั้งหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Soft power ซึ่งปัจจุบันมี THACCA ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวก ประสานงานกับทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในไทย เพื่อปลดล็อกศักยภาพ แก้ปัญหาอุปสรรคด้านกฎหมาย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร
  • การวางยุทธศาสตร์การส่งออกและการตลาด เพื่อประชาสัมพันธ์ จัดทำแผนและกระบวนการด้านการส่งออกของดีของประเทศไทยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดปลายทาง

SCB EIC มองว่า การผลักดัน Soft power ด้านอาหาร จะมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและภาคบริการ
ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การส่งออกอาหารและผลิตภัณฑ์ ร้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร ร้านของฝากและของที่ระลึก หรือแม้แต่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญ คือ การสร้างมาตรฐานและกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่มีความสอดคล้องและมีทิศทางเดียวกันทั้ง Ecosystem รวมถึงการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อตอกย้ำภาพจำที่เด่นชัดกับผู้บริโภคในตลาดโลก

 ขอบคุณ : โชติกา ชุ่มมี (chotika.chummee@scb.co.th)ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ล่องเรือดินเนอร์ ชมวิวพระอาทิตย์ตกฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เมอริเดียน ครูซ 2 Iconsiam

เมอริเดียน ครูซ 2 ขอเชิญชวนทุกครอบครัวมาล่องเรือรับทานบุฟเฟต์นานาชาติ ท่านสามารถเลือกรอบพระอาทิตย์ตกดินหรือรอบดินเนอร์ จัดเต็มกับเมนูซีฟู้ด อาทิ กุ้งแม่น้ำย่าง หอยอบเนย แซลมอนซาชิมิ ซูชิหน้าต่างๆ พานาคอตต้า เครมบรูเล่ และอีกมากมาย พร้อมรับชมวิวสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพลิดเพลินกับการฟังดนตรีสดจาก Live Band แค่นี้ก็อิ่มกายอิ่มใจและประทับใจกับการบริการของเรือเมอริเดียน ครูซ 2

โปรโมชั่นรอบพระอาทิตย์ตก เวลาล่องเรือ 16.45 – 18.45 น.
•ราคาผู้ใหญ่ 650 บาท /เด็ก 550 บาท
•ฟรีน้ำอัดลมตลอดการเดินทาง
โปรโมชั่นรอบดินเนอร์ เวลาล่องเรือ 19.45 – 21.45 น.
•ราคาผู้ใหญ่ 899 บาท /เด็ก 750 บาท
•โปรโมชั่นพิเศษ มา 4 ท่าน จ่าย 3 ท่าน 
•รีบจองด่วน!! ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
•ลูกค้าขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือของ Iconsiam
•มาล่องเรือกับ Meridian Cruise 2 แล้วคุณจะรู้ถึงนิยามของคำว่า “The Floating Happiness” อย่างแท้จริง
ล่องเรือแถมยังมีเวลาช็อปที่ไอคอนสยามต่อหลังจากเรือหรือขึ้นเรืออีกด้วยนะ

Tel: 02-087-7747, 094-419-9965, 066-115-1464, 083-018-3094
 Line: meridian.cruise
 Line @: https://lin.ee/cxrkttZ
 E-mail: info@meridiancruise.co.th

Meridian Cruise 2 is proudly welcome to all families to be experianed a magnificient cruise journey one of the best excursion by the river. You can choose either the Sunset program or Dinner program. Enjoy a full seafood menu such as grilled river prawns, butter-baked oysters, salmon sashimi, various sushi, panna cotta, creme brulee, and ect. you can absorb and feel the Bangkok history view of both sides of the Chao Phraya River and very fabulous landmark along the reverside such as King Rama VIII Bridge, Wat Arun King Palace and Ect. More than this, you are enjoyed listening to live music from the Live Band. All of this will take you feel full and impressed with the service of Meridian Cruise 2.

Sunset promotion, Time 16.45 – 18.45 hrs.
• Price for adults 650 baht / child 550 baht
• Free soft drinks all the trip

Dinner promotion, Time 19.45 – 21.45 hrs.
• Price for adults 899 baht / child 750 baht
• Special promotion, come 4 people, pay for 3 people
• Book now!! Limited seats
• Customers can board the ship at Iconsiam Pier
•  Please Comeon !!! you will truly know the definition of “The Floating Happiness”

นายกฯกำชับทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและสั่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ (นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร พัทลุง และนราธิวาส) ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์  จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง และ นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เข้าร่วม



นายอนุทิน กล่าวรายงานต่อที่ประชุมว่า การประชุมวันนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำเรื่องการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ให้เป็นวาระเร่งด่วน  เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว และตรงความต้องการ รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด ทั้งนี้ ตั้งแต่มีสถานการณ์น้ำท่วมที่ภาคเหนือ จนถึงภาคใต้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากนายกฯ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนในการบรรเทาทุกข์ โดยนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินในการช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็ว และลงไปในพื้นที่ ถือเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และจากการที่ได้ลงพื้นที่พบว่าประชาชนอดทนและเข้าใจ รวมถึงซาบซึ้งที่รัฐบาลได้เร่งจัดการแก้ไข ตนเองคิดว่าไม่ใช่เรื่องอื่นมากไปกว่าการที่นายกฯ ได้สั่งการ จนกระทั่งสถานการณ์ได้เลื่อนลงมาจากภาคเหนือภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งในภาคใต้จะประสบปัญหาเรื่องการไหลหลากของน้ำ รวมไปถึงดินโคลนถล่มหากน้ำระบายได้สถานการณ์น้ำจะกลับคืนสู่ปกติโดยเร็วที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุด นายกฯ ไม่ได้ชะลอเรื่องการช่วยเหลือประชาชน โดยได้ติดตามสถานการณ์ระหว่างเยือนมาเลเซีย ตนเองในฐานะผู้บัญชาการสถานการณ์ขอขอบคุณนายกฯ

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ว่า ได้รับผลกระทบ จำนวน  21 อำเภอ  143 ตำบล 1,223 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.ขนอม อ.สิชล อ.นบพิตำ อ.ท่าศาลา อ.พิปูน อ.พรหมคีรี อ.ฉวาง อ.เมืองฯ อ.ลานสกา อ.ช้างกลาง อ.พระพรหม อ.ปากพนัง อ.นาบอน อ.ร่อนพิบูลย์อ.เฉลิมพระเกียรติอ.ทุ่งสง อ.เชียรใหญ่อ.จุฬาภรณ์ อ.หัวไทร อ.บางขัน อ.ชะอวด   เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 115,722 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 5 ราย (ชาย) โดยศูนย์ปภ.เขต 11 สุราษฎร์ธานี สนง.ปภ.จ. หน่วยทหารในพื้นที่อำเภอ จนท.ตร. จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว/จุดอพยพ 5 แห่ง (อ.พรหมคีรี 93 คน อ.นบพิตำ 120 คน อ.เมืองฯ (2แห่ง) 950 คน และศูนย์พักพิงร่วมใจอุ่นไอรัก 10 คน ) ประกาศเขตฯ พื้นที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย)13อำเภอ (นาบอน เชียรใหญ่ ทุ่งสง เมืองฯ จุฬาภรณ์ สิชล ชะอวด เฉลิมพระเกียรติพระพรหม ร่อนพิบูลย์ พรหมคีรี บางขัน พิปูน) 52 ตำบล 315 หมู่บ้าน/ชุมชน (ปริมาณฝนสูงสุดอ.เมืองฯ 294.0 มม.ข้อมูล สสน. ฝน 24 ชม.) ปัจจุบันคลองท่าดีระดับน้ำลดลง


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณข้าราชการทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชน  ตนเองตั้งใจที่ได้เดินทางมาประชุมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในวันนี้ และเข้าใจว่าผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จะต้องอยู่ในพื้นที่ เพี่อผู้ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน  ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้อย่างใกล้ชิด ทั้งจากการรายงานโดยตรงและภาพข่าวที่ปรากฎตามสื่อมวลชน  ต้องขอชื่นชม ข้าราชการทุกหน่วยงานที่สามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งรายงานล่าสุดทราบว่า ไม่เกินวันศุกร์นี้ สถานการณ์น้ำน่าจะลดแห้งทั้งหมด และวันนี้ก็ฝนตกเฉพาะแค่ช่วงเช้าซึ่งถือว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ดีขึ้น 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญ ติดตามความช่วยเหลือ โดยเฉพาะปัจจัยสี่  อาทิ อาหาร ยา  ต้อง เพียงพอ  และเน้นย้ำสิ่งสำคัญตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน คือ การดูแลชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด  โดยชีวิตของประชาชนและปัจจัยสี่ ต้องปลอดภัยและเพียงพอ  ทุกกระทรวงต้องระดมสรรพกำลัง คน เครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องจักรกลร่วมกัน รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยใช้กลไกตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสถานการณ์  โดยระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเร่งแก้ไขสถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติ  ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนรวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ขอให้ให้กำลังใจทุกคน  เชื่อว่าเหตุการณ์จะทำในที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเยียวยาว่า สามารถเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่าร้อยละ  80  แล้วซึ่งถือว่าใช้เวลารวดเร็วกว่า ขณะนี้ การเยียวยาในภาคเหนือก็ยังเหลืออีก 1% เพราะเยียวยาได้ 99% ซึ่งต้องการให้มีการระบุตัวตนเพื่อให้การเยียวยาได้ถูกคนและถูกต้อง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ  เข้าใจเวลาที่รอการเยียวยา ว่าเป็นเรี่องที่ยาวนาน รัฐบาลจึงเร่งรัดให้เร็วที่สุด

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ ทุกภาคส่วน ทหารตำรวจ พลเรือน จิตอาสา ฝ่ายปกครอง  ระดมการช่วยเหลือ สามารถ ลดทอนความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกที่ได้เห็นถึง “น้ำใจของคนไทย”ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ภาคไหนก็ตาม เมื่อเกิดเหตุจะมีการช่วยเหลือกันอย่างทั่ว ๆ  เห็นถึงความสามัคคีของคนในชาติ  ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดำเนินงาน ดังนี้ 1.เน้นย้ำกันดูแลชีวิตของพี่น้องประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทั้งอาหาร สถานที่พักพิงสถานที่อพยพ ให้มีการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่เมื่อสถานการณ์น้ำคลี่คลายแล้ว ประชาชนสามารถกลับเข้าที่พัก และดำเนินชีวิตต่อไป  2.การแจ้งเตือนประชาชน ขอให้มีความชัดเจนและทั่วถึงโดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การแจ้งเตือนก็ขอให้ครอบคลุมทั่วถึงและชัดเจน

3.เร่งรัดการดูแลประปา ไฟฟ้าให้กลับมาใช้ได้เร็วที่สุด  สามารถดำเนินการล่วงหน้า เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ก็จะได้กลับมามีชีวิตปกติได้เร็วที่สุด และ 4.การดูแลเส้นทางสัญจรและถนนที่ ชำรุด เสียหาย ให้รีบปรับปรุงและกลับมาใช้สัญจรได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ หากติดขัดในเรื่องใด ขอให้ประสานกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่อยู่หน้างานอยู่แล้วเป็นผู้บัญชาสถานการณ์ โดยจะสามารถประสานกับตนเองและกับทุกภาคส่วนในท้องถิ่น

สมบัติชิ้นสุดท้าย!ยายประกาศขายควายเขาแปลกแถมลูกนำเงินเลี้ยงครอบครัว

อุทัยธานี-คุณยายวัย 63 ชาวบ้านเหียงงาม ต.หนองกลางด อ.ทัพทัน จำใจ ประกาศ  ขายลูลู่กับลาล่า ควายเขาแปลกแถมลูกควาย 2 ตัวให้ นำเงินไปเลี้ยงสามีและลูกที่พิการ 

เมื่อเวลา 14.00.น.ของวันที่ 17 ธ.ค.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านเลขที่ 42/1 บ้านเหียงงาม ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้พบกับยายสมบัติ จันทร์มาก อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของควายเพศเมียสีดำทั้ง 2 ตัว ชื่อลูลู่กับลาล่า โดยควายทั้ง 2 ตัว นั้นมีเขาที่แปลกกว่าควายตัวอื่น อายุ เพียง 6 ปี ส่วนควายตัวแรกชื่อลาล่าจะมีเขาทิ่มลงดินข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งเขาชูขึ้น สวนลูลู่ เขาทั้งสองข้างทิ่มลงดิน ซึ่งไม่เหมือนกับเขาควายปกติทั่วไป โดยตัวคุณยายเองได้เปิดเผยว่า ครั้งนี้ต้องยอมจำใจขายควายทั้ง 2 ตัว แถมลูกไปให้อีก 2 ตัว

เนื่องจากชีวิตตอนนี้ค่อนข้างลำบาก ต้องคอยดูแลสามีผู้พิการเป็นมะเร็งที่กล่องเสียงทำให้หูไม่ได้ยิน และลูกสาวที่พิการเป็นไบ้ตั้งแต่กำเนิด จนทำให้ชีวิตนั้นขัดสนเรื่องค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้องขายควายที่ตัวยายเองมีสมบัติเป็นชิ้นสุดท้ายอีกทั้งตัวยายเองก็รักควายทั้ง 2 ตัว ที่ผ่านมาตัวยายเองก็เลี้ยงแบบทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ปัจจุบันมันจะเป็นต้องใช้เงิน และต้องนำเงินที่ได้นั้นมันจุนเจือครอบครัวให้ไปต่อ เนื่องจากข้าวของปัจจุบันนี้ค่อนข้างแพง และราคาสูง พร้อมกับตัวยายเองก็มีอายุมากขึ้นและแก่ลงเรื่อยๆ จึงไม่สามารถเลี้ยงควายต่อไปได้อีก

ทั้งนี้ตัวยายเองได้พาผู้สื่อข่าวไปพบกับสามีและลูกสาว ซึ่งเป็นผู้พิการ ทั้งคู่ พร้อมกับทิ้งท้าย หากใครสนใจควายเขาแปลก ทั้ง 2 ตัว สามารถติดต่อมาได้ที่เบอร์โทรตัวยายเองเบอร์โทร 084-8157095 นางสมบัติ จันทร์มาก เจ้าของควายสามารถพูดคุยต่อลองเรื่องราคากันได้ และตัวยายเองจะแถมลูกควายไปให้ทั้ง 2 ตัว  แต่หากใครสนใจเพียงลูลู่กับลูก หรือลาล่ากับลูก ก็สามารถแบ่งขายให้ได้ ทั้งนี้ตัวยายเองได้ทิ้งท้ายว่าขอคนที่ชอบเลี้ยงควายและรักควายจริงๆตัวยายเองถึงจะปล่อยขายให้ดังกล่าว

จุดจบปลาหมอคางดำในไทย เส้นทางสู่การจัดการที่ยั่งยืน

ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ที่สร้างความกังวลด้านผลกระทบต่อระบบนิเวศในประเทศไทย หากไม่มีแผนการป้องกันการแพร่ระบาดที่ดีและการจัดการอย่างเป็นระบบ อาจทำให้การรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเป็นไปได้ยาก ด้วยความสามารถในการปรับตัวได้สูงของปลาชนิดนี้ ทำให้การควบคุมและจัดการเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะกำหนดเส้นทางไปสู่การคลี่คลายปัญหานี้อย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ปัจจุบันภาครัฐกำหนดแนวทางแก้ปัญหาให้ตรงเป้าหมายที่สุด 2 มาตรการ คือ 1. การควบคุมประชากรในธรรมชาติจากความพยายามลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จากการจับปลาด้วยเครื่องมือพิเศษ การส่งเสริมการจับปลาหมอคางดำและนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ตลอดจนการกำจัดเชิงกลไกและใช้เทคโนโลยีชีวภาพหรือวิธีการจัดการแหล่งน้ำเพื่อควบคุมจำนวนประชากร และ 2. การสร้างการตระหนักรู้ในชุมชนด้วยการให้ความรู้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งชาวบ้านจำเป็นต้องเข้าใจถึงผลกระทบจากการปล่อยปลาหมอคางดำลงในแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยไว้ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ และต้องเรียนรู้วิธีการจัดการที่ยั่งยืนด้วยวิธีที่ถูกต้อง

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการสู่การจัดการที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีนโยบายที่เข้มงวด เช่น กำหนดกฎหมายเกี่ยวกับการมีไว้ในครอบครองของปลาชนิดนี้ การกำกับดูแลอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การถ่ายทอดวิธีการป้องกันและบริหารจัดการสำหรับเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์โดยป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายซ้ำ

นอกจากนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าปลาหมอคางดำไม่สามารถกำจัดออกจากธรรมชาติได้อย่างสิ้นเชิง แต่สามารถสร้างความสมดุลได้ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวิธีการควบคุมประชากร เช่น วิธี E-DNA (Environmental DNA) การควบคุมด้วยวิธีชีวภาพปล่อยปลาผู้ล่า การส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำสร้างเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการกำหนดมาตรการการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อคืนความหลากหลายทางชีวภาพให้แหล่งน้ำ ด้วยการฟื้นฟูพันธุ์ปลาพื้นเมืองและการปลูกพืชน้ำที่ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติ เป็นต้น 

กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีการปรับตัวและมีส่วนรวมในการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างถูกวิธีมากขึ้น ทำให้สามารถควบคุมปริมาณปลาและชะลอการแพร่ระบาดได้ หน่วยงานภาครัฐจึงควรเข้าไปส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าอย่างมีประสิทธิภาพและเฝ้าระวังแหล่งน้ำใน สู่การร่วมกันฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว   

นักสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรน้ำได้ให้ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่า การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในไทยไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในระยะสั้น แต่ต้องการการวางแผนระยะยาวและดำเนินการแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาชุมชน แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการจัดการปัญหายังอยู่ในขั้นต้น ในระยะกลางการใช้เทคโนโลยี E-DNA เพื่อสำรวจและระบุแหล่งที่อยู่ของปลาให้ชัดเจนจะช่วยกำจัดปลาได้ตรงเป้าหมาย สามารถควบคุมปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน ปัญหานี้จะสามารถบรรเทาและจัดการได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

โดย…สินี ศรพระราม นักวิชาการอิสระ

สสส.ปลุกคนไทยตื่นตัวรับมือ 7 เทรนด์สุขภาพปี 2568 เสี่ยงกระทบสุขภาพกาย-ใจคนทุกกลุ่ม

“ThaiHealth Watch 2025” สสส.ปลุกคนไทยตื่นตัวรับมือ 7 เทรนด์สุขภาพปี 2568 เสี่ยงกระทบสุขภาพกาย-ใจคนทุกกลุ่ม ห่วงคนไทยป่วย NCDs – โรคติดต่อทางเพศพุ่ง ส่งผลบั่นทอนเศรษฐกิจโดยรวมประเทศ ผวามหันตภัยตัวใหม่บุหรี่ไฟฟ้าโหมโฆษณาฉ้อฉลกล่อมกลุ่มเยาวชนหลงผิดเป็นเหยื่อ

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2567 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าว เปิดงานจับตาทิศทางสุขภาพคนไทย 2568 (ThaiHealth Watch 2025) ว่า สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล (Data-Driven Society) พัฒนานวัตกรรม ThaiHealth Watch เพื่อนำเสนอแนวทางลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยรวบรวมองค์ความรู้จากสถานการณ์สุขภาพคนไทยปี 2567 ประกอบกับความคิดเห็นเรื่องสุขภาพยอดนิยมบนสื่อออนไลน์ และข้อแนะนำทั้งระดับปัจเจกบุคคลและนโยบายต่อสังคม เกิดเป็นประเด็นกระแสสังคม 7 ประเด็น

สำหรับประเด็นกระแสสังคมทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าวคือ 1.ยิ่งเปราะบาง ยิ่งเดือดร้อน วิกฤตโลกเดือด สำนักบริการด้านสภาพแวดล้อมของสหภาพยุโรปพบปี 2566 เป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิร้อนที่สุด โลกร้อนขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ ระบบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ไทยเสี่ยงจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างทักษะคนรุ่นใหม่สามารถสื่อสารลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.ชีวิตอมฝุ่น ตัวเลขผู้ป่วยก้าวกระโดด นโยบายก้าวไม่ทัน รายงานคุณภาพอากาศปี 2566 พบไทยมีมลพิษมากเป็นอันดับที่ 36 ของโลก เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 23.3 มคก./ลบ.ม. มากกว่าค่าเฉลี่ยรายปีที่องค์การอนามัยโลกกำหนดถึงเกือบ 5 เท่า โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯได้รับผลกระทบเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 1,224 มวน ส่งผลให้มีผู้ป่วยทางเดินหายใจกว่า 11 ล้านคนต่อปี สสส. ชวนจับตาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2-3 ในต้นปี 2568 

3.เยียวยาจิตใจ ปรับพฤติกรรมใหม่ เข้าถึงการดูแลได้ทุกคน พบผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.9 ล้านคน ในปี 2566 สสส.ร่วมกับภาคีพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพจิต ภายใต้โครงการ “ประสบการณ์” เพื่อลดช่องว่างและทัศนคติระหว่างวัย 4.ต่างวัยต่างติดจอ เผชิญปัญหาต่าง กระทบชีวิตไม่แตกต่าง พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2565 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 7.04 ชม./วัน แต่กลับมีความรู้ด้านการป้องกันภัยออนไลน์ต่ำ ส่งผลให้เสพติดพนันออนไลน์ โดนกลั่นแกล้ง คุกคามทางเพศ สสส. ได้ผลักดันกลไกเครือข่ายสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อทุกกลุ่มวัย เพื่อเฝ้าระวังและลดภัยออนไลน์ทุกรูปแบบ

5.เด็กอ้วนเพิ่ม ผู้ใหญ่ความดันพุ่ง ทำสุขภาพทรุด เศรษฐกิจโทรม พบคนไทยเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สูงถึง 74 % ของการเสียชีวิตทั้งหมด คิดเป็น 4 แสนคนต่อปี เด็กที่อ้วนมีแนวโน้มเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยโรค NCDs โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มจาก 4.8 ล้านคนในปี 2566 เป็น 5.3 ล้านคนในปี 2583 ซึ่งสาเหตุเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น เครื่องดื่มชง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป สสส. เร่งสานพลังภาคีเครือข่าย สร้างงานวิชาการ ผลักดันนโยบายระดับประเทศ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงพฤติกรรมสุขภาพ 6.โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ เติมความรู้ให้แน่น ก่อนจะเล่นกับความรัก พบคนไทยป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจาก 28.8 คนต่อประชากรแสนคน ในปี 2560 เป็น 53 คนต่อประชากรแสนคน ในปี 2566 สสส. พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เครื่องมือสำหรับทุกกลุ่มวัยในเว็บไซต์ www.คุยเรื่องเพศ.com เน้นให้ความรู้ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไปถึงความเข้าใจสิทธิทางเพศ

7.การตลาดบุหรี่ไฟฟ้า ภาพหวานเหมือนขนม ซ่อนพิษขมสำหรับเด็ก ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพปี 2566 พบเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้า 9.1 % จากการตลาดที่มุ่งเน้นกลุ่มนักสูบหน้าใหม่ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์สีสันสดใส ทันสมัย และกลิ่นหอม โฆษณาว่าเป็นสินค้าที่เท่และปลอดภัย ประกอบกับผู้ปกครองขาดความรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า สสส. มุ่งเป้าลดอัตรานักสูบหน้าใหม่ มีนโยบายสนับสนุน 5 มาตรการ 1.พัฒนาองค์ความรู้ 2.สร้างความตระหนักรู้ 3.เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย 4.พัฒนาศักยภาพเครือข่าย 5.ผลักดันนโยบายและมาตรการป้องกัน 

น.ส.สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สสส.

“ThaiHealth Watch 2025 เป็นเครื่องมือสำคัญกระตุ้นสังคมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม ติดตามข้อมูลได้ที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/healthtrend และสามารถรับข้อมูลสุขภาพเฉพาะรายบุคคลได้ที่แอปพลิเคชัน Persona Health” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

น.ส.สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สสส. กล่าวว่า  ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญส่งผลให้การลดโรค NCDs ทำได้ยาก คือ 1.นวัตกรรม ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม และพฤติกรรมของคน เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ อาหารแปรรูป 2.การตลาดที่กระตุ้นการบริโภค 3.บุหรี่ไฟฟ้าและกัญชาเข้าถึงได้ง่าย 4.ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ PM 2.5 ทำให้ออกกำลังกายนอกอาคารไม่ได้ 5.ปัญหาความเครียด สุขภาพจิต 6.รางวัลที่ให้ตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการกินเกินพอดี 

ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั
 
“1 ในสิ่งสำคัญที่ สสส. มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานป้องกันและลดอัตราป่วยด้วยโรค NCDs สื่อสารรณรงค์ให้ความรู้ จุดประกายการเปลี่ยนแปลง เช่น สสส. ขับเคลื่อนเรื่องเหล้าในกลุ่มผู้หญิง เหล้ามีผลต่อมะเร็งเต้านม ทำให้อัตราการดื่มในกลุ่มผู้หญิงลดลง หรือกรณีบุหรี่ไฟฟ้า เรื่องไอบุหรี่เกาะปอดไม่สามารถล้างไม่ได้ รวมถึงจุดประกายการตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้ง่าย เช่น แคมเปญ “ไขมันเริ่มสลายเมื่อออกกำลังกายอย่างน้อย 10 นาที” สร้างกระแสสังคมเพื่อปรับพฤติกรรมเสี่ยง เรื่องงดเหล้าเข้าพรรษา” น.ส.สุพัฒนุช กล่าว

ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปี 2566 คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตาย 7.9 คนต่อประชากรแสนคน และยังมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี แต่บุคลากรด้านสุขภาพจิตกลับเป็นสาขาที่มีจำนวนจำกัด มีจิตแพทย์ 1,000 คน นักจิตวิทยา 1,000 คน ซึ่งการจะเพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอต้องใช้เวลาถึง 5-10 ปี กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า 10 ปีข้างหน้า สุขภาพจิตจะกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นอันดับ 1 ของโรคไม่ติดต่อทั้งหมด ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ กลุ่มวัยทำงาน พบมีความเครียดในการทำงาน 42.7 % ในจำนวนนี้มีภาวการณ์ฝืนทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต 27.5% การรักษาในโรงพยาบาลจึงอาจไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต 

“แนวทางการสร้างนโยบายการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีในการทำงาน 6 เรื่อง 1.เพิ่มสวัสดิการด้านการรักษาสุขภาพกายและใจ 2.อบรมให้ความรู้และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ 3.เพิ่มสวัสดิการการลา 4.ส่งเสริมการพูดคุยสื่อสารและรับฟังปัญหา 5.สร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร 6.เพิ่มสวัสดิการทางการเงิน ช่วยให้พนักงานเข้าถึงการได้รับบริการหรือการส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพใจ” ดร.เจนนิเฟอร์ กล่าว

“สว.เปรมศักดิ์”ปลุกวุฒิสภาต้านแก้กฎหมายเปิดทางขายบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย

“สว.เปรมศักดิ์” ปลุกวุฒิสภาร่วมต้านกฎหมายเปิดทางขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย ห่วงถ้าแก้ไขกฎหมายสำเร็จเป็นการทำลายชาติและทำร้ายเยาวชนอย่างเลือดเย็น หนุนราชวิทยาลัยแพทย์ฯชักธงรบบุหรี่ไฟฟ้า

ในการประชุมวุฒิสภา วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ได้มีการพิจารณารายงานประจำปี 2566 กองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม และมี นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.เป็นผู้ชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมวุฒิสภา

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายสนับสนุนการทำงานของ สสส.ในการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพคนไทยครบทุกมิติอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามตนมีความเป็นห่วงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังระบาดอย่างมาก ซึ่งการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าสิ่งสำคัญอยู่ที่กฎหมาย แต่ปัจจุบันข้อกฎหมายกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ไม่มีการรวมไว้ที่ใดที่หนึ่ง ไม่มีเจ้าภาพใหญ่ เวลาประชุมหน่วยงานต่างๆจะโยนกลองเป็นประจำ ทำให้วิ่งไล่แก้ปัญหาเท่าไหร่ก็ไม่จบ แม้แต่สถานศึกษาตรวจยึดจับเด็กนักเรียนสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ ครูก็ไม่มีอำนาจดำเนินการ ทั้งที่ขายอยู่หน้าโรงเรียน

ทั้งนี้ล่าสุดราชวิทยาลัยแพทย์แห่งประเทศไทยได้ออกมาต่อต้านการแก้กฎหมายให้บุหรี่ไฟฟ้าขายได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะได้ยินข่าวว่าจะมีการแก้กฎหมายให้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ขณะนี้ราชวิทยาลัยการแพทย์แห่งประเทศไทยชักธงรบแล้ว แต่สนามการแก้กฎหมายคือรัฐสภา ตนเป็น สว.สิ่งที่ทำได้คือประกาศจุดยืนว่าไม่เห็นด้วย ขณะนี้มีการพิจารณาร่างกฎหมายอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่มีการนำคนที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับบุหรี่ไฟฟ้ามาเป็นกรรมาธิการฯ อย่างนี้กฎหมายจะออกมาอย่างไรก็น่าจะรู้ เปิดถ้วยไฮโลแทงก็จะรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะนำเข้าได้อย่างถูกกฎหมายในสมัยประชุมนี้

“ผมขอ ปลุก สว.ร่วมต่อต้าน ถ้าบ้านเรานำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมายได้เมื่อไหร่ ก็เป็นการทำลายชาติอย่างเลือดเย็นที่สุด เป็นการทำลายเยาวชน มีคำกล่าวว่าอนาคตของชาติอยู่ที่เยาวชน วันนี้อนาคตของเยาวชนอยู่ที่บุหรี่ไฟฟ้า แล้วอนาคตของบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่กฎหมายที่จะเปลี่ยนให้เป็นสินค้าถูกกฎหมาย สว.เตรียมรับมือได้เพราะกฎหมายนี้จะผ่านมาถึงวุฒิสภาแน่นอน ทางที่จะแก้คือการรวมพลังต่อต้าน ถ้ามีกฎหมายนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย ผมจะเป็นคนหนึ่งที่ ร่วมต่อต้าน”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่าอยากให้มองไปข้างหน้าว่าในปี 2568 เราจะผนึกกำลังอย่างไรอย่างในการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า เช่น การสร้างแนวร่วมในโรงเรียน เป้าหมายของบุหรี่ไฟฟ้าคือ โรงเรียน ต้องมีแนวร่วมมาช่วย ที่ผ่านมาเคยมีโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เรามีโครงการเยาวชนจิตอาสา เพราะไม่มีใครบอกใครได้ดีที่สุดเท่าเยาวชนบอกกันเอง เพราะเยาวชนไม่เชื่อใคร พ่อแม่ก็ไม่เชื่อ แต่เขาจะเชื่อเพื่อนของเขา ถ้าเพื่อนบอกเพื่อนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้เป็นช่วงเวลาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่กำลังมีการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ

และปี 2568 จะมีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล เราทำยังไงนโยบายในการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าหรือนโยบายการต่อต้านสารเสพติดจะไปอยู่ในผู้นำที่จะอาสาลงสมัครเหล่านี้ได้ ไม่อย่างนั้นการแก้ปัญหาคงจะไม่สำเร็จเพราะอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าเราทำได้จะเป็นการถ่ายเลือดท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงผู้นำท้องถิ่นยุคใหม่ ต้องให้เอานโยบายสุขภาพเป็นนโยบายในการรณรงค์เลือกตั้ง ไม่ใช่เอานโยบายจ่ายเสียงละเท่าไหร่มาเสนอประชาชน

ตื่นตาตื่นใจ!นกแขกเต้านับหมื่นโบยบินจิกกินเมล็ดทานตะวันที่ไร่โคราช

นครราชสีมา-ทานตะวันรุ่นแรกกำลังแก่จัด ฝูงนกแขกเต้านับหมื่นบินออกจากป่า อช.เขาใหญ่ มาจิกกินเมล็ดทานตะวันนับร้อยไร่ที่โคราช  นักท่องเที่ยวตื่นตาแห่ชม

ฝูงนกแขกเต้านับหมื่นตัว บินออกจากป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  พากันมาจิกกินเมล็ดทานตะวัน ที่ไร่มณีศร เขาใหญ่ หมู่บ้านคลองเสือ หมู่ที่ 15 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งดอกทานตะวันที่ปลูกไว้รุ่นแรก เป็นพื้นที่กว่า 100 ไร่ กำลังแก่จัด เป็นที่ล่อใจล่อใจฝูงนกให้บินมาจิกกิน  เพราะเป็นอาหารเสริมที่เลิศรส แถมมีประโยชน์สำหรับฝูงนกเป็นอย่างมาก  จนเรียกได้ว่าเป็นแขกประจำของทางไร่เลยทีเดียว ซึ่งทำให้เกิดเป็นภาพความสวยงามตามธรรมชาติ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวที่ได้ทราบข่าว แห่เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างใกล้ชิด  

โดยบรรดานกแขกเต้าฝูงใหญ่เหล่านี้ อยู่ในสายพันธุ์นกแก้ว  ชาวบ้านท้องถิ่นจะเรียกกันว่า “นกแขกเต้า” จะโฉบลงมากินเมล็ดทานตะวันในช่วงเช้าตรู่ เวลาประมาณ 06.00 น.-08.00 น. ทางไร่ฯ จึงเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ชื่นชอบการถ่ายรูปธรรมชาติ-รูปสัตว์ หรือชอบดูนก-ส่องนก เช้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคมของทุกปี ตั้งแต่เวลา 07.00 น. – 18.00 น.โดยจะมีบูธสินค้า-ผลิตภัณฑ์ชุมชน มาวางจำหน่ายให้ได้ช้อปติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

ทั้งนี้ แต่ละปี ทางไร่ฯ จะเริ่มปลูกทานตะวันในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน แบ่งออกเป็นโซนๆ ละ 100 ไร่ ส่วนเดือนพฤศจิกายนกับเดือนธันวาคม จะปลูก 200 ไร่จากทั้งหมด 500 ไร่ ซึ่งทานตะวันจะเติบโตออกดอกบานสะพรั่งจนเต็มทุ่งกว้าง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของ จ.นครราชสีมา ที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเข้าชมความสวยงาม ถ่ายภาพนกแขกเต้า และเก็บภาพสวยๆ คู่กับทุ่งทานตะวันในช่วงฤดูหนาว ท่ามกลางอากาศเย็นสบายส่งท้ายปลายปีกันเป็นจำนวนมาก

สาเหตุหนึ่งที่มีฝูงนกแก้ว-นกแขกเต้าแวะเวียนมาที่ไร่แห่งนี้เป็นประจำทุกปี และในปีนี้พาฝูงบินมามากว่าปกติ น่าจะมาจากความเคยชินที่เคยได้มากินเมล็ดทานตะวันที่ไร่มณีศรกันทุกปี ซึ่งที่นี่ปลูกต้นทานตะวันไว้เป็นจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นบุฟเฟ่ต์จานใหญ่ๆ สำหรับบรรดานกแก้ว-นกแขกเต้ากันเลยทีเดียว  สำหรับนักท่องเที่ยวหรือบุคคลใดที่ต้องการมาส่องนกชมธรรมชาติ ต้องเตรียมตัวมาตั้งแต่เวลา  06.00 น.-08.00 น. และอีกช่วงคือเวลา  15.00 น. – 17.00 น.  จะเป็นช่วงเวลาที่เหล่าบรรดานกลงมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มาจิกกินเมล็ดทานตะวันกันอย่างคึกคัก  ซึ่งทางไร่ฯ มีข้อแนะนำสำหรับบุคคลที่จะมาดูนก ห้ามส่งเสียงดัง หรือต้องอยู่ในระยะที่พอเหมาะ อย่าเข้าใกล้นกจนมากเกินไป เพราะจะเป็นการรบกวน ทำให้ฝูงนกตื่นตกใจ .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา