น้ำท่วมภาคใต้อัพเดทล่าสุด เดือดร้อนหนักกว่า 7 แสนครัวเรือน เสียชีวิต 35 ศพ

ปภ.เผยน้ำท่วมภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบ 737,091 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 35 ราย ล่าสุดเหลืออีก 5 จังหวัดยังไม่คลี่คลาย ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี-คลองท่าดี จ.นครศรีธรรมราช ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่าจากสถานการณ์ความกดอากาศสูงกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ระหว่างวันที่ 22 พ.ย.-16 ธ.ค. 67 เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ทั้งหมด 11 จังหวัด (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) 107 อำเภอ 702 ตำบล 5,050 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 737,091 ครัวเรือน รวมมีผู้เสียชีวิต 35 ราย

อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัด (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง) กระทบ 47 อำเภอ 274 ตำบล 1,998 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 128,035 ครัวเรือน ดังนี้

1. จ.ชุมพร เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 8 อำเภอ 62 ตำบล 530 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.ปะทิว อ.เมือง อ.สวี อ.ทุ่งตะโก อ.หลังสวน อ.ละแม อ.พะโต๊ะ อ.ท่าแซะ เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 11,200 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ปัจจุบันคลองหลังสวนระดับน้ำลดลง

2. จ.ระนอง เกิดฝนตกหนัก น้ำไหลหลากเข้าท่วม และมีดินสไลด์ในพื้นที่ 3 อำเภอ 12 ตำบล 42 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.กระบุรี อ.ละอุ่น อ.เมือง เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 1,070 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันคลองญวนระดับน้ำลดลง

3. จ.สุราษฎร์ธานี เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 9 อำเภอ 42 ตำบล 240 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.ท่าชนะ อ.ไชยา อ.ท่าฉาง อ.เมืองฯ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ดอนสัก อ.บ้านนาสาร อ.เกาะพะงัน อ.เกาะสมุย เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 3,804 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากปัจจุบันแม่น้ำตาปีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 67 ที่ผ่านมาเกิดเหตุดินสไลด์ทับที่พักคนงานในพื้นที่ ซอยหิมะทอง ม.1 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย ได้รับความเสียหายจำนวน 6 ห้อง มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ต่อมาวันนี้ เวลา 04.39 น. เกิดเหตุดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนในพื้นที่ ต.วัดประดู่ อ.เมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว

4. จ.นครศรีธรรมราช เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 21 อำเภอ 130 ตำบล 1,056 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.ขนอม อ.สิชล อ.นบพิตำ อ.ท่าศาลา อ.พิปูน อ.พรหมคีรี อ.ฉวาง อ.เมือง อ.ลานสกา อ.ช้างกลาง อ.พระพรหม อ.ปากพนัง อ.นาบอน อ.ร่อนพิบูลย์ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งสง อ.เชียรใหญ่ อ.จุฬาภรณ์ อ.หัวไทร อ.บางขัน อ.ชะอวด

เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 107,937 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ปัจจุบันได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว/จุดอพยพ 2 แห่ง (อ.พรหมคีรี จำนวน 90 คน) ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) 13 อำเภอ (นาบอน เชียรใหญ่ ทุ่งสง เมือง จุฬาภรณ์ สิชล ชะอวด เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม ร่อนพิบูลย์ พรหมคีรี บางขัน พิปูน) 52 ตำบล 315 หมู่บ้าน/ชุมชน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จากคลองท่าดีมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

5. จ.พัทลุง เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ 28 ตำบล 130 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.ควนขนุน อ.ศรีบรรพต อ.เมือง อ.ศรีนครินทร์ อ.เขาชัยสน อ.กงหรา เบื้องต้นประชาชนได้รับผลกระทบ 4,024 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันระดับน้ำในคลองนาท่อมมีแนวโน้มลดลงแล้ว.

ปิดฉากศึกยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก “ก้อง”จบที่ 14 ไทยคว้าทองเหรียญเดียว

ปิดฉากศึกยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก ประจำปี 2567 ที่กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน “ก้อง” รุ่งสุริยา ทำผลงานดีที่สุดจบอันดับ 14 ท่าสแนทช์ รุ่นมากกว่า 109 กิโลกรัม ชาย สรุปผลงานทัพไทยในรายการนี้คว้ารวม 1 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน, 1 เหรียญทองแดง จาก อส.ทพ.ณัฐวัฒน์ ชมชื่น รุ่น 55 กิโลกรัม ชาย 

การแข่งขันยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก ประจำปี 2567 ที่กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 ธันวาคม 2567 จอมพลังไทยส่ง “ก้อง” รุ่งสุริยา ปัญญะ ลงชิงชัยปิดท้ายในรุ่นมากกว่า 109 กิโลกรัม ชาย กลุ่มบี โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา และทีมงานร้านอาหารชฎา มาร่วมชมการแข่งขันและนำอาหารไทยมาเสริมทัพด้วย

เริ่มต้นท่าสแนทช์ รุ่งสุริยา ครั้งแรกยกผ่านที่ 152 กิโลกรัม, ครั้งที่ 2 ยกผ่านที่ 156 กิโลกรัม, ครั้งที่ 3 เรียกเหล็ก 160 กิโลกรัม แต่ยกไม่ผ่าน ทำให้สถิริอยู่ที่ 156 กิโลกรัม จบที่ 14 ส่วนเหรียญทอง เป็นของ วาราซดัต ลาลายาน จากอาร์เมเนีย 215 กิโลกรัม

ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก หนุ่มไทยเรียกเหล็ก 205, 206 กิโลกรัม ใน 2 ครั้งแรกตามลำดับ แต่ยกไม่ผ่าน จากนั้นครั้งที่ 3 พยายามรวบรวมสมาธิก่อนโชว์พลังยกผ่านที่ 206 กิโลกรัม จบอันดับ 15 ส่วนเหรียญทอง เป็นของ อลิเรซา ยูเซฟี จากอิหร่าน  262 กิโลกรัม

ขณะที่ น้ำหนักรวม รุ่งสุริยา สถิติ 362 กิโลกรัม จบที่ 15 ส่วนเหรียญทอง เป็นของ วาราซดัต ลาลายาน จากอาร์เมเนีย 467 กิโลกรัม

สรุปผลงานทัพยกน้ำหนักไทย คว้าไปรวม 1 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน, 1 เหรียญทองแดง จาก อส.ทพ.ณัฐวัฒน์ ชมชื่น รุ่น 55 กิโลกรัม ชาย 

“แพทองธาร”หารือนายกฯมาเลเซียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือทั้งในหลายด้าน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ร่วมประชุมหารือประจำปี (Annual Consultation: AC) ครั้งที่ 7 ณ ห้องประชุม Bilik Mesyuarat Perdana

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะฝ่ายไทย ประกอบด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.รต่างประเทศ นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม และนายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ร่วมหารือ

น.ส. ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานสาระสำคัญของการประชุมว่า น.ส.แพทองธาร กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะเพิ่มพูนความสัมพันธ์และความร่วมมือ และมุ่งหวังที่จะทำงานร่วมกันเพื่อ “สันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” (Common peace and prosperity) เพื่อความก้าวหน้าและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวถึงการประชุมประจำปี ครั้งที่ 7 นี้ ว่ามาเลเซียยืนยันในความสำคัญของความสัมพันธ์และความร่วมมือของทั้งสองประเทศที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน  การท่องเที่ยว และด้านอาหารฮาลาล  รวมทั้งความเชื่อมโยงด้านคมนาคม พลังงาน และความมั่นคงในภูมิภาค โดยความร่วมมือ ระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย ถือเป็นโมเดลของความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ เห็นได้จากมูลค่าการค้าระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้ง ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนและนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าว ชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย อาทิ ภูเก็ต และพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว “6 Countries, 1 Destination”   ซึ่งจะส่งเสริมทั้งการท่องเที่ยวระหว่างไทย-มาเลเซีย  และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ที่ยังเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์ของประชาชนด้วย ทั้งนี้ ในปีนี้เพียง 11 เดือนปีนี้พบว่านักท่องเที่ยวมาเลเซีย เดินทางมาเที่ยวไทยเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้าน soft power ของทั้งสองประเทศด้วย

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังกล่าวถึงความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาค รวมทั้งความร่วมมือด้านยางพารา ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียได้นำเข้ายางพาราจากไทย และในวันนี้จะได้มีลงนามแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ ระหว่างสองประเทศ ในความร่วมมือด้านยางพาราอีกด้วย

สำหรับ มิติด้านความมั่นคงนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยืนยันว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นประเด็นภายใน ของประเทศไทย มั่นใจว่าไทยจะสามารถบรรลุความสำเร็จในการส่งเสริมสันติภาพและความรุ่งเรืองในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ทั้งนี้ เพื่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในด้านต่างๆ จะมอบหมายให้มีการกำหนดกรอบ การดำเนินงาน ให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม 

น.ส. แพทองธาร กล่าวว่า เห็นควรจัดการประชุมคณะทำงาน (Task force) ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การค้าและการลงทุนรวมถึงการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และความมั่นคง เพื่อให้บรรลุผลที่เป็นรูปธรรม  โดยมอบหมายเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือและเสนอมาตรการป้องกันอุทกภัยในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ของประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย 

สำหรับ สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุย โดยประเทศไทย ให้ความสำคัญของการฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง ต้องผ่านกระบวนการพูดคุยและการพัฒนา โดยหวังว่ากระบวนการพูดคุยจะเริ่มต้นใหม่ได้ในเร็วๆ นี้ ภายหลังการตั้งหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และเชื่อมั่นว่ามาเลเซียจะให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ OIC ด้วย

อย่าไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยินดีที่หน่วยงานมั่นคงจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมข้ามชาติที่เร่งด่วน เช่น การค้ามนุษย์และยาเสพติด การ เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยปีหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ครั้งที่ 56 (56th General Border Committee (GBC) และคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคง ครั้งที่ 2 (2nd meeting of the joint working committee on security cooperation (JWC-SC)) 

นอกจากนั้น สองประเทศยังเห็นพ้องร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายการค้า ที่30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2570 ซึ่งการค้าชายแดน มีสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ของการค้าทวิภาคี โดยเชื่อว่าการอำนวยความสะดวกและการเชื่อมโยงข้ามพรมแดนจะเป็นปัจจัยสำคัญ  จึงเห็นควรเดินหน้าผลักดันหาข้อสรุปต่อบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามแดนโดยเร็ว

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ยินดีที่โครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดนระหว่างกัน 2 โครงการ ได้แก่ ถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ และสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก มีความคืบหน้าไปมากซึ่งจะเสร็จตามกำหนด โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายประเทศจะมีโครงการทางรางเพื่อเชื่อมโยงในภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ และสนับสนุนโครงการริเริ่มด้านโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค เช่น รถไฟขนส่งสินค้า ASEAN Express (ASEAN Express trains) อีกด้วย  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยพร้อมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีหน้า (ปี 2568 ) ที่มาเลเซียจะเป็นประธานอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “Inclusivity and Sustainability” ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “มาเลเซีย มาดานี Malaysia Madani” ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนในทุกมิติ  พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยือนไทยในโอกาสเหมาะสม นางสาวศศิกานต์กล่าว

“ลิลลี่ เหงียน” เข้าพบ พงส.บก.ปคบ.ให้ปากคำกรณีไลฟ์สดขายของกับ”แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์”

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.67 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พนักงานสอบสวน บก.ปคบ.เรียกตัวลิลลี่ เหงียน เข้าให้ปากคำในคดีแม่ตั๊ก กรกนก จากกรณีที่ ลิลลี่เหงียน เคยไปไลฟ์สดขายของให้แม่ตั๊ก 2 ครั้ง

ลิลลี่ เหงี่ยน เดินทางมาที่กองปราบพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว เพื่อให้ปากคำในคดีแม่ตั๊ก กรกนก สุวรรณบุตร ผู้ต้องหาที่ถูกกดำเนินคดี เรื่องฉ้อโกง หลอกขายทองไปก่อนหน้านี้ กรณีที่ไปไลฟ์สดขายของ 2 ครั้ง

ลิลลี่ กล่าวว่า วันนี้ตนมาสอบปากคำหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกมา ในเรื่องของการว่าจ้างกรณีที่แม่ตั๊กจ้างตนไปไลฟ์สดขายของ 2 ครั้ง คือ วันที่ 16 และ 18 กรกฎาคม ที่ผ่าน ซึ่งวันนี้เป็นครั้งแรกที่มาสอบปากคำ โดยก่อนหน้าหน้านั้นตนก็อยากจะมาเหมือนกันแต่ทางผู้ใหญ่บอกว่าให้ตอนที่ตำรวจเรียกดีกว่า

ซึ่งตนไม่ได้รู้จักกับแม่ตั๊กเป็นการส่วนตัว ซึ่งนั้นมีกระแสจากรายการโหนกระแส โดยตนรู้จักกับช่างแต่งหน้าคนหนึ่งที่แต่งหน้าให้กับแม่ตั๊ก ซึ่งทำให้ตนได้รับงานของแม่ตั๊กผ่านจากช่างแต่งหน้าอีกที สำหรับในการไลฟ์สด 2 ครั้ง150,000 บาท โดยถูกหักค่าในหน้า 30,000 บาท โดยขายครีมกันแดด, โกโก้ , สบู่ โดยไม่มีทองคำซึ่งทุกครั้งที่มีการไลฟ์สดนั้นทางแม่ตั๊กจะมีสคริปให้ เกี่ยวกับรายละเอียดของสินค้าเท่านั้น

ในขณะที่ไลฟ์สดนั้นแม่ตั๊กได้มีเงินสดใส่ซองแดงเพื่อเป็นรางวัลในการแจกให้กับคนที่มาซื้อสินค้าด้วยแต่ยืนยันว่าไม่ ไม่มีทองแต่อย่างไรแต่ว่าตนนั้นได้เห็นทองซึ่งก็อยู่ตรงด้านหลังตอนไลฟ์สด เท่านั้นแต่ในขณะที่ตนไลฟ์สดกับแม่ตั๊กไม่มีการพูดถึงเรื่องทองแต่อย่างใด

TikTok ของตนสำหรับในการไลฟ์สดได้มีการผ่านทางช่อง TikTok ของตนแล้วก็แม่ตั๊กโดยยืนยันว่าในตะกร้าที่ใส่สินค้านั้นจะเป็นตะกร้าของแม่ตั๊กเพราะว่าตะกร้าในไลฟ์สดของตัวนั้นมันปิวไปแล้ว ในขณะที่ไลฟ์สดนั้นตนได้มีการพูดชักชวนแฟนคลับของตนให้มาซื้อสินค้าดังกล่าวด้วย

ซึ่งหลังจากที่ไลฟ์สดแล้วพบว่ายอดขายสินค้าทะลุไปถึง1ล้านบาท รวม สองครั้งยอดเงินทะลุไปกว่าสามล้านบาทซึ่งถือได้ว่าเป็นเป้าที่สูงสูงสุดของทางแม่ตั๊ก และทำให้มีผู้ติดตามแม่ตั๊กจำนวนมาก ถ้าหากวันนี้ทางตำรวจนั้นจะขอเงินคืนจากกรณีที่ตนนั้นไปไลฟ์สดยืนยันว่าตนนั้นไม่มีเพราะว่าเงินถูกใช้ไปหมดแล้วในการนำไปใช้แต่งบ้านสร้างบ้าน แต่ถ้าเกิดตำรวจต้องการเงินคืนต้องขอเวลาอีกซักระยะหนึ่ง

สำหรับประเด็นที่แม่ตั๊กนั้นจะมาลงทุนให้กับตน ในเรื่องของสินค้าอีกตัวนึงที่มีคนติดต่อเข้ามายืนยันว่ายังไม่มีการลงทุนแต่อย่างใด

ถามว่าตนนั้นโกรธแม่ตั๊กหรือไม่หลังจากที่ตนไปไลฟ์สดแล้วพบว่าจะต้องถูกตำรวจเรียกมาในวันนี้ยืนยันว่าไม่เคยโกรธแม่ตั๊กแต่อย่างใดและเชื่อว่าหากเค้าออกจากเรือนจำแล้วเค้าจะต้องมาทำอาชีพที่ดีกว่านี้แต่ยอมรับว่ามีความรู้สึกน้อยใจบ้างรวมถึงตนก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมแม่ตั๊กหลังจากที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมแม่ตั๊กในเรือนจำก็อยากไปให้กำลังใจ บอกเขาว่า “สู้สู้นะ”

ตำรวจพระราชวังตำรวจพระราชวังรวบหนุ่มโบวท์มือไวฉกทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย

พล.ต.ท.สยาม บุญสม รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. ดูแลงานสืบสวน พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รองผบก.น.6 พ.ต.อ.ภาวัต วรรธสุภัทร ผกก.สน.พระราชวัง พ.ต.ท.เสกสรรค์ ชุ่มแจ่ม รองผกก.จร.สน.พระราชวัง  พ.ต.ท.ไพศาล เดชกัลยา รอง ผกก.สส.สน.พระราชวัง พ.ต.ท.พลาวัสถ์ คนกล้า สว.สส.สน.พระราชวัง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ สส.สน.พระราชวัง ร่วมกันจับกุมนายบรรพต แหยมทัด อายุ 29 ปี พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นจีออราโน่ สีขาว-ดำ ทะเบียน 7ขฐ4979 กรุงเทพมหานคร 1 คัน โดยจับกุมได้ที่บริเวณถนนท้ายวัง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2567 เวลาประมาณ 14:30 น. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนสน.พระราชวัง รับแจ้งเหตุลักทรัพย์ น.ส.แอนนา อายุ 25 ปี สัญชาติ รัสเซีย ว่าเงินประมาณ 15,000 บาท ได้หายไป โดยก่อนหน้ากำลังยืนรอรถจักรยานยนต์รับจ้างที่เรียกผ่านแอพลิเคชั่นชื่อดัง (โบลท์) เพื่อไปวัดสระเกศ จากนั้นรถจักรยานยนต์ที่ตนเองเรียกไว้มาถึง โดยคนขับบอกให้ส่งกระเป๋าไปให้เพื่อนำไปแขวนไว้ด้านหน้ารถ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการถูกวิ่งราว จากนั้นได้พาผู้แจ้งขี่รถวนบริเวณรอบพระบรมมหาราชวังแล้วนำกลับมาส่งไว้ที่เดิม โดยคนขับอ้างว่าไม่ใช่พนักงานขับรถที่ผู้แจ้งจ้างผ่านแอพลิเคชั่นแต่อย่างใด และขับรถออกไป เมื่อผู้เสียหายตรวจตอบกระเป๋าสะพายที่ได้รับคืนจากผู้ต้องทาก็พบว่าเงินสดจำนวน 15,000 บาท ที่ใส่ไว้ภายในได้สูญหายไป จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

หลังรับแจ้งชุดสืบสวนสน.พระราชวัง สืบทราบว่าผู้ก่อเหตุดังกล่าวคือ นายบรรพต อายุ 29 ปี ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นจีออราโน่ สีขาว-ดำ ทะเบียน 7ขฐ4979 กรุงเทพมหานคร และจากแนวทางการสืบสวนยังทราบว่านายบรรพต ได้ขับรถจักรยานยนต์ คันดังกล่าวกลับมาตระเวนแถวจุดเกิดเหตุอีกครั้งโดยใช้ตุ๊กตามาปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสน.พระราชวัง ได้จับกุมและออกใบสั่งให้กับนายบรรพตข้อหาปิดบังแผ่นป้ายทะเบียน ก่อนตรวจสอบพบว่าลักษณะคล้ายกับผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลักทรัพย์ ชุดสืบสวนสน.พระราชวัง จึงได้คุมตัวนายบรรพต สอบสวนเพิ่มเติม

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุลักทรัพย์ชาวต่างชาติจริงระหว่างที่ได้ขับรถจักรยานยนต์อยู่บริเวณท่าเตียนได้มีผู้โดยสารชาวต่างชาติได้เรียกใช้แอพลิเคชั่นโบลท์ ที่ตนใช้บัญชีชื่อผู้รับงานของรุ่นน้องที่รู้จักกัน ชื่อสุรัตน์ มาวิ่งรับผู้โดยสาร ซึ่งก่อนที่จะไปรับชาวต่างชาติตนเองได้จอดรถและนำหน้ากากอนามัยมาปิดที่ป้ายทะเบียนรถไว้ เมื่อไปถึงชาวต่างชาติได้เปิดกระเป๋าเพื่อที่จะชำระค่าโดยสาร และเห็นว่าเงินในกระเป๋ามีเงินสดเป็นจำนวนมาก จึงออกอุบายให้นักท่องเที่ยวเอากระเป๋ามาไว้หน้ารถของข้า โดยระหว่างที่ขับรถได้ล้วงเข้าไปในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวต่างชาติที่ห้อยไว้หน้ารถหยิบเงินมาได้จำนวน 14,000 บาท จากนั้นขับมาส่งที่เดิมแล้วบอกกับผู้โดยสารว่าเรียกรถผิดคันก่อนขับหนีไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาลักทรัพย์ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสน.พระราชวัง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจสอบประวัติ นายบรรพต แหยมทัด พบมีประวัติเคยกระทำความผิดคดีอาญา 2 ครั้ง เหตุลักทรัพย์ ปี 2557 สภ.สามง่าม ภ.จว.พิจิตร และเหตุฝ่าฝืนประกาศกำหนดอาหารที่ห้ามผลิตห้ามนำเข้าหรือห้ามจำหน่าย ปี2566 สน.ชนะสงคราม

มองโกเลียหนาวสุดขั้ว “อุณหภูมิข้ามคืนดิ่งฮวบ-42 องศา

อุตุฯมองโกเลียเผย อุณหภูมิชั่วข้ามคืนลดฮวบมาอยู่ที่ -42 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิที่หนาวที่สุดในมองโกเลียในช่วงฤดูหนาวปีนี้ ขณะที่ประชาชนเผชิญหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 49 ปี

 สำนักงานเฝ้าติดตามทางอุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของประเทศมองโกเลีย รายงานว่า อุณหภูมิชั่วข้ามคืนวันที่ 16 ธ.ค.2567 ในเขตย่อย ออตกอน ซุม จังหวัดซัฟคาน ทางตะวันตกของมองโกเลีย ลดลงเหลือ -42 องศาเซลเซียส เมื่อช่วงระหว่างวันที่ 12-13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิที่หนาวที่สุดในมองโกเลียในช่วงฤดูหนาวปีนี้

พร้อมกันนี้ ทางสำนักงานฯ คาดการณ์ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของมองโกเลียจะมีอุณหภูมิหนาวเย็นกว่าปกติตลอดฤดูหนาว โดยมองโกเลียขึ้นชื่อเรื่องเป็นประเทศที่มีฤดูหนาวรุนแรง ซึ่งเป็นอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศสูงไซบีเรีย

ขณะเดียวกัน ใน 21 จังหวัดของมองโกเลียต้องเผชิญสภาพอากาศหนาวสุดขั้ว มีหิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์ เรียกว่า “ซูด” ซึ่งตกหนักมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2518 หรือ 49 ปี และทำให้พื้นที่ราวร้อยละ 90 ของมองโกเลียถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาถึง 100 เซนติเมตร ส่งผลให้มีปศุสัตว์ตายราว 8 ล้านตัว

ทั้งนี้ “ซูด” เป็นภาษามองโกเลียที่ใช้อธิบายถึงปีที่ฤดูหนาวจัดรุนแรงจนส่งผลให้ปศุสัตว์จำนวนมากล้มตาย เนื่องจากพื้นดินถูกแช่แข็งหรือปกคลุมด้วยหิมะ

2 กวีไทย รับรางวัลเทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติ “โป๋อ๋าว” ครั้งที่ 7

“เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” ได้รับรางวัล “กวีดีเด่นเกียรติยศ” ขณะที่ “นายทิวา – เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร” รับรางวัล “กวีดีเด่นแห่งปี” ในเทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว ครั้งที่ 7 นับเป็นครั้งแรกที่มี “กวีไทย” ได้รับรางวัลนี้

คณะกรรมการจัดงานเทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว (BOAO) ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาบทกวี “หวงหย้าโจว” และสมาคมวิญญูชนไทย-จีน จัดงาน “เทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว ครั้งที่ 7” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและสนับสนุนงานด้านวรรณกรรมของนานาประเทศ ระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมาโดยมีตัวแทนกวีกว่า 30 ประเทศเข้าร่วมงาน และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดงานในประเทศไทย

งานเทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว ครั้งที่ 7 นี้ ได้จัดพิธีมอบรางวัล กวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว ครั้งที่ 7, รางวัลกวีนิพนธ์หวงหย้าโจว ครั้งที่ 6 และรางวัลกวีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ 11 ในวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์ประชุม ชั้น C โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ (GRANDE CENTRE POINT SURAWONG – BANGKOK) โดยมีผู้แทนด้านวรรณกรรมจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมงาน อาทิ นายหวงหย้าโจว อดีตรองประธานสมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน นายเว็นตง แซ่ฟู่ นายกสมาคมวิญญูชนไทย-จีน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานด้านวรรณกรรมของจีน และตัวแทนกวีจากนานาประเทศ

ขณะที่ผู้แทนจากประเทศไทยและผู้แทนหน่วยงานด้านวรรณกรรมในประเทศไทยเข้าร่วมงาน และร่วมแสดงความยินดีกับกวีไทยที่ได้รับรางวัลอย่างคับคั่ง อาทิ พลเอก เทอดศักดิ์ ดำขำ อดีตประธานที่ปรึกษา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ประธานอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร วุฒิสภา นางนรีภพ จิระโพธิรัตน์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ดร.ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล ที่ปรึกษาสมาคมนักแปลแห่งประเทศไทย รศ.ดร.สุปาณี พัดทอง นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยและประธานกองทุนอนุสรณ์สุนทรภู่ นางชุติมา เสวิกุล ประธานชมรมรักการอ่าน เขียน กับประภัสสร เสวิกุล ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รศ.ดร.สุรภีพรรณ ฉัตราภรณ์ อุปนายกสมาคมภาษาและหนังสือฯ ผศ.ดร. วรวุฒิ ภักดีบุรุษ กรรมการสมาคมภาษาและหนังสือฯ นายยุทธ โตอดิเทพย์ ประธานสถาบันฯกวีนิพนธ์ไทย นายชเล วุทธานันท์ นายจรูญพร ปรปักษ์ประลัย และนายกฤษฎา จงขจรสุข กรรมการและผู้แทนกองทุนศรีบูรพา นางสาวแสงทิวา นราพิชญ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม นายยงยุทธ ใจซื่อดี สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จิตรา ก่อนันทเกียรติ นักเขียนไทยผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน และนายชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต ผู้แทนมูลนิธิสโมสรมิตรภาพวัฒนธรรมสากลและกองทุนสุนทรภู่ศึกษา

พิธีมอบรางวัลใหญ่ที่สุดของงานคือ “รางวัลโป๋อ๋าว” ซึ่งมีกวีไทย 2 คน ได้รับรางวัล ได้แก่ ประเภท “กวีดีเด่นเกียรติยศ” (The Outstanding Achievement Award) และประเภท “กวีดีเด่นแห่งปี” (Poet of The Year)

“รางวัลโป๋อ๋าว” ประเภท “กวีดีเด่นเกียรติยศ” (The Outstanding Achievement Award) ได้แก่ “เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” จากประเทศไทย และ “Les Wicks” กวีจากประเทศออรเตรเลีย

ขณะที่ประเภท “กวีดีเด่นแห่งปี” (Poet of The Year) ได้แก่ “นายทิวา – เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร” จากประเทศไทย Tao Jie, A Fei, และ Xie Shengmei จากประเทศจีน และ Alexander Selimov จากประเทศสหรัฐอเมริกา รวม 5 คน และนอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลกวีนิพนธ์หวงหย้าโจว ครั้งที่ 6 และรางวัลกวีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ 11 อีกด้วย

นายหวงหย้าโจว ประธานมูลนิธิพัฒนาบทกวี “หวงหย้าโจว” และอดีตรองประธานสมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน หนึ่งในคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า เทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าวได้เริ่มต้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2019 ณ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้ดำเนินการจัดงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วรวม 6 ครั้ง และจัดขึ้นในประเทศจีน โดยการจัดงานทุกครั้งประสบความสำเร็จด้วยดี มีตัวแทนกวีกว่า 30 ประเทศเข้าร่วมงาน และการจัดงานในครั้งที่ 7 นี้ นับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยตัวแทนกวีจากนานาประเทศที่เข้าร่วมงานต่างมีความประทับใจต่อเมืองไทยและการจัดงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก

“การคัดเลือกกวีที่ได้รับรางวัลนั้น มีการเสนอชื่อมาจากประเทศต่างๆ ทั้งจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา จากนั้นคณะกรรมการแต่ละคณะจะพิจารณาจากผลงานการสร้างสรรค์ของกวีแต่ละคนที่ได้รับการเผยแพรต่อนานาชาติ และลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกรางวัลในแต่ละประเภท พร้อมกันนี้ก็ขอแสดงความยินดีต่อกวีผู้ได้รับรางวัล และหวังให้เป็นแบบอย่างในการสร้างสรรค์ผลงานบทกวีอันหลากหลาย เพื่อเชื่อมโยงโลกนี้ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” นายหวงหย้าโจวกล่าว

ขณะที่ นางนรีภพ จิระโพธิรัตน์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผู้แทนกล่าวเปิดงานของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยกับประเทศจีนมีความสัมพันธ์กันมายาวนานทั้งในมิติด้านประวัติศาสตร์และสังคมร่วมสมัย ด้วยเหตุนี้อิทธิพลด้านความเชื่อ และคตินิยมด้านภาษาและวัฒนธรรมจึงปรากฏให้เห็นอยู่ในสังคมวัฒนธรรมของกันและกันอยู่เสมอ โดยในโลกที่แคบลงด้วยการสื่อสาร และวาทกรรมโลกาภิวัฒน์ ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะก่อให้เกิดการประสานความเข้าใจระหว่างกันและกันได้ในท่ามกลางความแตกต่าง การใช้ศิลปะโดยเฉพาะวรรณกรรมเป็นสะพานเชื่อมย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจร่วมกัน

นางนรีภพ กล่าวด้วยว่า สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินงานด้าน “วรรณกรรมสัมพันธ์” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมด้านวรรณกรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี 2546 ในสมัยที่นายประภัสสร เสวิกุล เป็นนายกสมาคมนักเขียนฯ และในปี 2548 ได้จัดพิมพ์หนังสือ “ร้อยมาลัยร้อยใจไร้พรมแดน” ขึ้น ต่อมาในปี 2553 ในสมัยที่นางชมัยภร บางคมบาง เป็นนายกสมาคมนักเขียนฯ ก็ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี และสมาคมนักเขียนกว่างซี จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ดอกไม้สองแผ่นดิน” อีกด้วย

“การจัดงานเทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว ครั้งที่ 7 และเป็นการจัดงานนี้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี จึงขอขอบคุณคณะผู้จัดการมา ณ ที่นี้ รวมทั้งขอแสดงความยินดีต่อกวีไทยทั้ง 2 ท่านที่ได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัล และด้วยความงามและพลังของวรรณกรรม จะเป็นความหวังให้เราได้เรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น และจะนำพาให้ผู้คนทั้งหลายร่ำรวยในพลังและร่ำรวยในความสุขมากขึ้นด้วย” นายกสมาคมนักเขียนฯ กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ งานเทศกาลกวีนิพนธ์นานาชาติโป๋อ๋าว ครั้งที่ 7 ในวันที่ 14 ธันวาคม 2567 ยังได้มีการก่อตั้งและจัดประชุมนานาชาติของ “Poets International Pen Club” ณ Conference Room โรงแรมเมเปิล กรุงเทพฯ โดยได้แต่งตั้ง “เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” และ “นายทิวา-เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร” เป็นคณะกรรมการของ “Poets International Pen Club” เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานวรรณกรรมและบทกวีนานาชาติต่อไป

เมืองคอนวิกฤต น้ำท่วมหนัก 21 อำเภอ สังเวยชีวิตแล้ว 4 ศพ เดือดร้อนหนัก

สถานการณ์อุทกภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าสู่ภาวะวิกฤติ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง ขยายเข้าย่านเศรษฐกิจทั่วเมือง ถนนหลายสายถูกตัดขาด ขณะฝรั่งชาวออสเตรเลีย ขับรถไม่ชำนาญพุ่งลงริมถนนที่น้ำท่วมสูง หนีรอดมาได้หวุดหวิด ขณะที่ ปภ.รายงานมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากในเกือบทุกอำเภอ โดยที่ถนนสายนคร-พระพรหม หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลนครศรีธรรมราช ระดับน้ำท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถผ่านไปมาได้ ส่วนที่ถนนสายนาพรุ-เบญจมะ เส้นทางระหว่าง อ.พระพรหม กับ อ.เมือง มีระดับน้ำท่วมฝั่งตะวันตกรถผ่านไม่ได้ โดยมีรถสามารถขับผ่านได้ทางฝั่งตะวันออก

โดยที่ถนนนาพรุ-เบญจมะ นั้นมีน้ำไหลเชี่ยวกราก ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ และ 2 ข้างทางพบว่ามีรถยนต์จอดเสียอยู่จำนวน 5-6 คัน มีรถลากเข้าไปให้การช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียคนหนึ่งเดินทางมาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านเส้นทางดังกล่าวแต่ไม่ชำนาญเส้นทาง รถได้เสียหลักลงคูริมถนนที่มีน้ำท่วมสูง ทำให้รถจมน้ำ แต่ด้วยไหวพริบที่ได้เปิดกระจกรถไว้ จึงสามารถออกจากตัวรถและว่ายน้ำเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ในขณะที่บริเวณถนนเทวบุรี หน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำท่วมสูงเช่นกัน ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้เดินลุยน้ำลึกกว่า 1 เมตรออกไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ ส่วนพื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม ระดับน้ำท่วมสูงทั้งรถเล็กรถใหญ่ไม่สามารถผ่านไปมาด้วยโดยสิ้นเชิง โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าสำรวจและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ส่วนที่ซอยนาวัด เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นชุมชนลุ่มต่ำระดับน้ำลึกกว่า 1 เมตร ได้มีศพผู้เสียชีวิตเป็นชายคนหนึ่งไม่ทราบชื่อ ลอยตามน้ำไปติดอยู่ในซอย ชาวบ้านจึงร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศบาลได้ช่วยกันนำศพขึ้นเพื่อรอญาติแล้ว ในขณะที่บรรยากาศทั่วไปฝนยังคงตกอยู่แต่ไม่รุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ในขณะที่ระดับน้ำจากเทือกเขาหลวงยังคงไหลเข้าสู่เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้สรุปพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.-14 ธ.ค.67 มีพื้นที่ประสบภัย 21 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ทุ่งสง , เมือง , จุฬาภรณ์ , สิชล , เชียรใหญ่ , ชะอวด , เฉลิมพระเกียรติ , พระพรหม , พรหมคีรี , ปากพนัง , หัวไทร , ร่อนพิบูลย์ , นบพิตำ , พิปูน , นาบอน , บางขัน , ฉวาง , ขนอม , ท่าศาลา , ช้างกลาง และ อ.ลานสกา 130 ตำบล 1,056 หมู่บ้าน 59 ชุมชน ได้รับผลกระทบ 107,937 ครัวเรือน 311,226 คน เสียชีวิตถึง 4 ราย

สำหรับพื้นที่ต้นน้ำ อ.ลานสกา พรหมคีรี และ อ.นบพิตำ ยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดมวลน้ำป่าเทือกเขาหลวงไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ และคาดการณ์ว่ามวลน้ำก้อนดังกล่าว จะไหลมาสมทบลงสู่ อ.พระพรหม , ท่าศาลา และเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช พื้นที่รับน้ำ ในเวลาประมาณ 16.00 น.ของวันนี้ (16 ธ.ค.67)

ส่วนระดับน้ำในคลองสายหลักที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้เพิ่มระดับสูงขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนในตรอกซอยต่างๆ บางจุดมีน้ำท่วมสูงรถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ชาวบ้านต้องเดินเท้าและใช้เรือในการเข้าออก โดยเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ประกาศแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนตั้งแต่เมื่อคืน ให้ขนย้ายข้าวของและอพยพมาอยู่ในที่ปลอดภัย ซึ่งเทศบาลใช้อาคารของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครทุกแห่งเป็นจุดพักพิงชั่วคราวแก่ประชาชน

ขณะที่บริเวณพื้นที่ อ.เมือง มีผู้เสียชีวิตสังเวยน้ำท่วมวันนี้แล้ว 2 ราย รายแรก นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ นายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจาก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากนคร และนายกเทศมนตรีตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ามีผู้เสียชีวิตในพื้นที่จำนวน 1 ราย สถานที่เกิดเหตุ บริเวณสะพานระหว่างต.ปากนครกับต.ท่าไร่ สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ขณะเดินฝ่าน้ำท่วมอีกรายพบศพผู้เสียชีวิตจมน้ำที่ ม.4 ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สภาพน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะถนนสายกะโรม ย่านตลาดหัวอิฐ อ.เมืองนครศรีธรรมราช ระดับน้ำบนถนนสายกะโรมยังอยู่ในระดับสูง ประชาชนต้องลุยน้ำท่วมสูงออกมาบนถนน เพื่ออพยพหนีน้ำ บางรายก็ลุยน้ำออกมาหาของกินเพื่อนำตุนกินในบ้านในภาวะน้ำท่วมสูงในครั้งนี้ บางรายก็นำเอารถหนีน้ำแต่ไม่ทันถูกน้ำท่วมเสียกลางถนนหลายคัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ บอกว่าระดับน้ำท่วมสูงครั้งนี้ น่าจะมากกว่าปี 2554 เสียอีก คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนมาก ที่ยังไม่สามารถประเมินค่าได้

ป.ป.ส.ทลายเครือข่ายค้า‘ไอซ์’ข้ามชาติ ยึด 483 กก.เตรียมส่งลงใต้

‘ป.ป.ส.’ร่วมภาคี 3 เหล่าทัพ ทลายเครือข่ายค้า‘ไอซ์’ข้ามชาติ จับ 2 ผู้ต้องหาชาย-หญิง พร้อมของกลาง 483 กิโลกรัม พฤติการณ์ปกติรับจ้างขนผักผลไม้ตลาดใหญ่ชื่อดัง ใช้กระบะเปลี่ยนทะเบียนขนลำเลียง-ซุกลังโฟมในบ้านเช่า‘ปทุมธานี’ เตรียมส่งลง‘ภาคใต้’จำหน่ายขบวนการค้ายาข้ามชาติ‘ออสเตรเลีย-ไต้หวัน-ฮ่องกง’ สารภาพได้ค่าจ้างขนครั้งละล้านบาท ทำมาแล้ว 4 ครั้ง ‘เลขา ป.ป.ส.’เตรียมขยายผลจาก Drug Profile หานายทุนภาคใต้-เจ้าของตัวจริง เปิดปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลมครั้งที่ 3 คาดยึดทรัพย์ได้เพียบ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด( ป.ป.ส.) พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด , น.อ.วิสูตร งิ้วแหลม รองผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง กองทัพอากาศ , พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) , พล.ร.ท.เฉลิมชัย สวนแก้ว รองเสนาธิการทหารเรือ , พล.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายการค้าไอซ์ข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมไอซ์ 483 กิโลกรัม (กก.) ซึ่งจัดหาโดยกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เตรียมลำเลียงไปยังประเทศที่สาม โดยจับกุมได้ที่บ้านเช่าเก็บพักยาเสพติดใน จ.ปทุมธานี

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ เปิดเผยว่า เครือข่ายดังกล่าวมีฐานการดำเนินการในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศที่สาม มีรูปแบบการจัดการเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความเชื่อมโยงในหลายภูมิภาค สืบเนื่องจากการติดตามพฤติกรรมของเครือข่ายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าเครือข่ายได้จัดเตรียมยาเสพติดล็อตใหญ่ลงพื้นที่ภาคใต้และใช้บ้านเช่าใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นสถานที่เก็บพัก

หลังจากนั้นจึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เข้าตรวจค้นและยึดไอซ์ 483 กก. พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ ว่า เตรียมลำเลียงยาเสพติดไปยัง จ.สงขลา โดยได้รับค่าจ้าง 1 ล้านบาท และรับสารภาพว่าเคยทำมาแล้ว 3 ครั้ง

“ไอซ์ล็อตนี้ถูกนำเข้ามาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และเข้ามาทางพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จากนั้นส่งต่อไปพักไว้ที่บ้านเช่าในภาคกลาง เพื่อเตรียมส่งไปยังภาคใต้ โดยผ่านประเทศมาเลเซีย ปลายทางส่วนใหญ่เป็นประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น สำหรับการตรวจ Drug Profile ของยาเสพติดของไอซ์ล็อตนี้ว่าเคยตรงกับไอซ์ล็อตอื่นที่ ป.ป.ส. เคยยึดหรือไม่นั้น หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีลักษณะเหมือนกับยาเสพติดที่สกัดได้ทางฝั่ง สปป.ลาว และเมียนมา ไม่ว่าจะบรรจุภัณฑ์เหมือนกัน หรือสารเคมีเดียวกัน ก็สามารถใช้ขยายผลสอบสวนไปถึงต้นทางได้ และจะทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเครือข่ายยาเสพติดต่างๆ” พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าว

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ เวลา 15.00 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมายังสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อประชุมติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติด อีกทั้งตนจะได้มีการประชุมร่วมกับ 77 ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหารือเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกมิติ ทั้งการปราบปราม ป้องกัน และบำบัด

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะมุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก อย่างเข้มข้นแล้ว ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับความเข้มงวดในการลาดตระเวนตรวจตราพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เป็นพื้นที่เสี่ยงในการลักลอบส่งออกยาเสพติดทางทะเลของประเทศไทย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปยังปลายทางประเทศที่สามโดยกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ และจะสืบสวนขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ถึงระดับนายทุนผู้สั่งการ เพื่อขยายผลสืบหาทรัพย์สินและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดี และเตรียมปฏิบัติการยึดอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. เผยว่า การสืบสวนขยายผลเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติในพื้นที่ภาคใต้นั้น เราได้พิสูจน์ทราบว่ารถกระบะทะเบียนคันดังกล่าว ซึ่งเป็นรถที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด เป็นของผู้ต้องหาทั้ง 2 รายที่จับกุมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในความผิดฐานร่วมกันมีการจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษฯ และทั้งคู่ลำเลียงได้ค่าจ้าง 1 ล้านบาทต่อครั้ง ถือเป็นการจ้างที่แพงมาก หากไอซ์ล็อตนี้ได้ถูกส่งออกไปจะยิ่งขายได้มูลค่าสูง

อย่างไรก็ตาม ก่อนล็อคเป้าหมายจับกุม เราได้เฝ้าติดตามรถกระบะคันนี้มาอย่างต่อเนื่องและพบว่ารถคันนี้มีของเต็มคันกระบะ จึงทำการตรวจค้นและพบไอซ์ 483 กก. โดยผู้ต้องหายอมรับว่าจะลำเลียงลงภาคใต้ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่เราได้สืบสวนมาตลอด และหลังจากนี้เราจะขยายผลต่อเพื่อเปิดปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลมที่ภาคใต้ต่อไป เป็นครั้งที่ 3 เพื่อตัดวงจรยาเสพติด และยึดทรัพย์สิน

นายปฤณ ระบุว่า พฤติการณ์ของเครือข่ายนี้มักจะรับยาเสพติดที่พื้นที่ภาคกลาง และนำลำเลียงลงภาคใต้ และเมื่อเราสืบสวนจึงพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวส่วนใหญ่จะมีเส้นทางขับขึ้น-ลง ระหว่างภาคกลางกับพื้นที่ใน จ.สงขลา บ่อยครั้ง และเจ้าหน้าที่ก็สามารถระบุอัตลักษณ์ได้ว่ารถคันนี้คือรถสำหรับใช้ขนลำเลียงยาเสพติด แม้ทำมาแล้ว 3 ครั้งแต่ในครั้งที่ 4 นี้เราก็สามารถจับกุมได้พร้อมของกลาง ส่วนอาชีพปกติของ 2 ผู้ต้องหาพบว่าทั้งคู่ไม่ได้มีอาชีพอะไร แค่ไปแถวตลาดไท ขับรถรับส่งผักผลไม้ ไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ในจำนวน 4 ครั้งนี้ที่ผู้ต้องหารับลำเลียงยาเสพติด เกิดขึ้นภายใน 2 ปี ทั้งคู่ให้การเป็นประโยชน์ในการใช้เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ที่ผู้ต้องหานำส่ง แต่ต้องขอสงวนรายละเอียดไว้ก่อน

“รถกระบะสีขาวที่ผู้ต้องหาใช้ลำเลียงยาเสพติด มีการใช้ทะเบียนหลายอัน ตอนที่เราไปตรวจค้นที่บ้านเจอมีการเปลี่ยนทะเบียนตลอด แต่เมื่อได้ตรวจสอบเชิงลึกได้ดูลักษณะรถที่ลงใต้ขึ้นกรุงเทพฯ จะพบว่ามีการใช้รถคันนี้ทุกครั้ง จึงได้ลองไปมอนิเตอร์จุดอื่น กระทั่งวันที่ 14 ธ.ค. ตรวจพบและจับกุมได้ ส่วนไอซ์ของกลาง ได้ถูกบรรจุลงในลังโฟม มีการนำไปพักเก็บในบ้านเช่า และเตรียมจะส่งออกในวันนั้น แต่ถูกจับกุมเสียก่อน” นายปฤณ กล่าว

“หมอเปรม”ขู่ซักฟอกรัฐบาล หาก”นายกฯอิ๊งค์”ยังชิ่งตอบกระทู้สด

“สว.” เหน็บ “รัฐบาล” แถลงผลงาน 90 วัน มาตอบกระทู้วุฒิสมาชิกดีกว่าพูดฝ่ายเดียว ด้าน “หมอเปรม” ลั่น หาก “นายกฯ” ยังหนีตอบกระทู้ จ่อเข้าชื่อซักฟอกรัฐบาล 

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2567 เวลา 11.30 น.  ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีแถลงผลงานรัฐบาล 90 วัน ว่า รัฐบาลก็อวดสรรพคุณไป แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นคือเรายังเห็นว่ารัฐบาลละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบต่อนิติบัญญัติ โดยตนเรียกร้องกลับว่าแทนที่นายกฯจะแถลงผลงาน 90 วัน อยากให้นายกฯมาตอบกระทู้ของสว.สักครั้งหนึ่งที่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ท่านแถลงที่นั่นที่นี่ได้เพราะไม่มีใครซักถามและไม่มีข้อมูลจากฝ่ายนิติบัญญัติที่แหลมคมเพียงพอ ท่านพูดฝ่ายเดียว และตนไม่อยากให้นายกฯ ติดนิสัยพูดฝ่ายเดียวจะดูไอแพตหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือท่านต้องสามารถมีวุฒิภาวะในการตอบโต้คำถาม หรือการชี้แจงโดยมีการกระบวนการสองฝ่ายคือสว. ถามในสภาท่านก็มาตอบในสภา

“ผมขอเรียนว่าวุฒิสมาชิกน่ารัก ไม่ได้น่ากลัว ท่านมีแต่หลีกเลี่ยงโยนให้รัฐมนตรีมาตอบ ทั้งที่ท่านรัฐมนตรีไม่ทราบข้อมูลชัดเจนเท่านายกฯ ก็ไม่กล้ามาตอบ เลื่อนไปอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า การแถลงฝ่ายเดียวสู้มาตอบในวุฒิสภาไม่ได้ จึงเรียกร้องให้ท่านมาตอบด้วยตัวเอง สมาชิกสนใจจะถามท่านเยอะ ท่านไม่ต้องกลัวว่าสมาชิกจะทำอะไรนอกข้อบังคับ ไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ดีที่จะสร้างสรรค์ประเทศชาติร่วมกัน ขอร้องให้ท่านมาตอบกระทู้สักครั้งหนึ่ง ดีกว่าพูดฝ่ายเดียว” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว 

เมื่อถามว่าหากนายกฯ ยังหลีกเลี่ยงไม่มาตอบกระทู้ทางสว.จะมีกระบวนการอย่างไร นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เราคงต้องหารือว่าหากไม่มาตอบ เราอาจจะมีการเสนอให้เข้าชื่อเพื่อขออภิปรายรัฐบาล โดยสว. ขออภิปรายโดยไม่มีการลงมติ ทั้งนี้ ยังไม่มีการหารือกัน แต่มีความรู้สึกร่วมกันในสว. ว่ากระทู้ท่านไม่มาตอบและอะไรไม่รับผิดชอบซักอย่าง เราก็ให้เวลาท่าน อาจจะบอกว่าเพิ่งจะทำงาน 90 วัน ยังไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายที่แถลงทั้งหมด แต่เรื่องที่เราต้องการตรวจสอบคือดิจิทัลวอลเล็ตในรอบที่ 2 มีหลักเกณฑ์อย่างไร หรือเรื่องคอลเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลยังไม่กำหนดเป็นวาระแห่งชาติเสียที ยังเอ้อระเหยลอยชาย ทำตัวไม่รู้ร้อนกับปัญหาเหล่านี้ และคงต้องรอดูไปอีกระยะหนึ่ง เราไม่ใช่ฝ่ายค้านที่จะจ้องโค่นล้มรัฐบาล เพราะเราติเพื่อก่อ เสนอแนะแก้ปัญหาในทางสร้างสรรค์