หนาวนี้!ปลุกเที่ยววังน้ำเขียวคึกคัก เนรมิตรสวนดอกไม้รับนักท่องเที่ยวเยี่ยมชม

นครราชสีมา–สวนดอกไม้ต่างๆในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ตกแต่งสถานที่ไว้รอนักท่องเที่ยวต้อนรับฤดูหนาวกันอย่างคึกคัก ด้าน นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฯ คาดหน้านี้จะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท 

บรรดาสวนดอกไม้และร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ ในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้ตกแต่งและจักเตรียมจุดถ่ายรูป เพื่อเพิ่มความสวยงามรอยคอยนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท้องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้อย่างคึกคัก โดยเฉพาะสวนดอกไม้ชื่อดังอย่าง สวนฟลอร่าพาร์ค ศูนย์การเรียนรู้ตำบลวังน้ำเขียว  ที่ปีนี้ยังคงขนเอาดอกไม้นานาชนิดที่สวยงามและหาชมได้ยากทั้งสายพันธุ์ไทยและต่างประเทศมาจัดแสดงแบบละลานตากว่า 2 ล้านดอก พร้อมทั้งยังมีโซนจัดแสดง Immersive Experience ที่เป็นการนำเรื่องราวความสวยงามและจุดเด่นด้านธรรมชาติของอำเภอวังน้ำเขียวมาจัดแสดงด้วยเทคโนโลยี Immersive Arts เพื่อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่อีกด้วย

เช่นเดียวกันกับที่ริมทางหลวงหมายเลข 304 ติดกับจุดบริการประชาชน สภ.วังน้ำเขียว ที่ตอนนี้ก็ได้จัดเตรียมสวนดอกไม้ พร้อมตกแต่งจำลองสถานที่สร้างบรรยากาศให้คล้ายกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชม เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่กำลังเริ่มหนาวเย็นในช่วงนี้

นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว อ.วังน้ำเขียว กล่าวว่า  ตอนนี้ในส่วนของชุมชนต่างๆของอำเภอวังน้ำเขียว ได้เริ่มมีการตกแต่งสถานที่ต่างๆเพื่อทำเป็นตลาดชุมชนเพื่อเตรียมไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันในส่วนของผู้ประกอบการด้านที่พักก็ได้มีการปรับปรุงและเตรียมสถานที่ต่างๆไว้รอเช่นเดียวกัน ในขณะที่ทางภาครัฐก็ได้เตรียมจัดงานต่างๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ อย่างเช่นงานดอกเบญจมาศบานในม่านหมอก ทีจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้  เป็นต้น  

โดยในช่วงนี้สภาพอากาศที่อำเภอวังน้ำเขียวเริ่มที่จะหนาวเย็น ทำให้ยอดจองห้องพักต่างๆในพื้นที่เริ่มทยอยเพิ่มขึ้นเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์วันพ่อแห่งชาตินี้ ก็มียอดจองห้องพักเข้ามาเป็นจำนวนมาก  คาดว่าตลอดช่วงไฮซีซั่นหน้าหน้าปีนี้จะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทเลยทีเดียว.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

คนบางบ่อสมุทรปราการสนุกสนามแข่งขันจับปลานิลชิงรางวัล 5 พันบาท

เกษตรกรกว่าร้อยคนใน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ร่วมแข่งขันจับปลานิลด้วยมือเปล่าชิงรางวัลชนะเลิศคว้า 5 พันบาท ผู้ชนะจับได้น้ำหนักรวม 37.2 กก.

ชาวบ้านกว่าร้อยคนร่วมทำกิจกรรมแข่งขันจับปลานิลด้วยมือเปล่า ชิงถ้วยและเงินรางวัลสูงสุด 5,000 บาทณ ที่บ่อเลี้ยงปลานิล หมู่ที่ 11 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยกติกาของการแข่งขันคือ ต้องใช้มือเปล่าจับปลาเท่านั้น มีเวลาให้ 20 นาที หลังหมดเวลา ผู้เข้าแข่งขันต้องเอาปลาที่จับได้ไปล้างน้ำสะอาดแล้วนำไปชั่ง ใครได้ปลาหนักมากที่สุดเป็นผู้ชนะ รางวัลชนะเลิศที่ 1 ได้เงิน 5,000 บาท , รางวัลที่ 2 ได้เงิน 3,000 บาท และรางวัลที่ 3 ได้เงิน 2,000 บาท บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนามของเหล่ากองเชียร์

ทั้งนี้ เมื่อได้เวลากรรมการปล่อยตัว ผู้แข่งขันได้ ลุยโคลน แย่งกันจับปลาอย่างสนุกสนาน ผ่านไปประมาณ 15 นาที หลายคนเริ่มอ่อนแรง บางคนเหนื่อยมากถึงกับต้องล้มตัวลงนอนแช่โคลน หลังหมดเวลาการแข่งขัน ทุกคนต่างนำปลาที่จับได้ไปล้างน้ำแล้วนำไปชั่ง โดยมีผลคะแนน 3 ลำดับแรก ดังนี้ รางวัลที่ 1 ได้แก่ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 125 จับได้น้ำหนักรวม 37.2 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 5,000 บาท / รางวัลที่ 2 ได้แก่ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 66 จับได้น้ำหนักรวม 36.2 กิโลกรัม   ได้เงินรางวัล 3,000 บาท / รางวัลที่ 3 ได้แก่ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 196 จับได้น้ำหนักรวม 32.8 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 2,000 บาท

นายกฤษณพล ภู่หลำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ตนต้องการให้ประชาชน ได้รู้ถึงความยากลำบากในการเลี้ยงปลานิล ความใส่ใจด้านคุณภาพของเกษตรกร และคุณค่าทางอาหารของปลานิล ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีไขมัน กินแล้วไม่อ้วน รสชาติอร่อย ราคาไม่แพง รวมถึงต้องการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนหันมาบริโภคปลานิลกันมาก ๆ และเพื่อความสามัคคีของคนในชุมชน โดยการจัดกิจกรรมจับปลานิลด้วยมือเปล่าของชาว ต.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เป็นการจัดงานครั้งแรก

ข่าว/ภาพ : สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ

“ปภังกร-แน็ปป์” ผงาดคว้าแชมป์ทีมผสม “แกรนท์ ธอนตัน อินวิเทชันแนล” ปิดท้ายปี

“แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ และเจค แน็ปป์ โปรหนุ่มชาวอเมริกัน ผนึกกำลังกัน นำตั้งแต่วันแรกทำเพิ่ม 7 อันเดอร์พาร์ 65 ในการเล่นแบบโฟร์บอลล์วันสุดท้าย กอล์ฟทีมผสมแอลพีจีเอ-แอลพีจีเอ ทัวร์ รายการแกรนท์ ธอนตัน อินวิเทชันแนล ที่รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 สกอร์รวม 27 อันเดอร์พาร์ 189 คว้าแชมป์ไปครองเฉือนชนะคู่ของ “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล และทอม คิม โปรหนุ่มจากเกาหลีใต้ไ ปหนึ่งสโตรก เป็นการคว้าแชมป์ปิดท้ายปี 2024 รับเงินรางวัลคนละ 17 ล้านบาท

การแข่งขันกอล์ฟทีมผสมแอลพีจีเอ-แอลพีจีเอ ทัวร์ รายการแกรนท์ ธอนตัน อินวิเทชันแนล ที่ทีบูรอน กอล์ฟ คลับ ในเมือ่งเนเพิลส์ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา  ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2567 มีทั้งหมด 16 ทีม เล่นแบบสโตรกเพลย์ 54 หลุมโดยวันแรกเล่นแบบสแกรมเบิล วันที่สองโฟร์ซัมส์ และวันสุดท้ายโฟร์บอลล์ ซึ่งผ่านไปสองวันแรก ปภังกร ธวัชธนกิจ และเจค แน็ปป์ สองโปรที่เคยเล่นให้กับมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอนำเดี่ยว
 
และวันสุดท้าย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม เล่นแบบโฟร์บอลล์ คู่ของ ปภังกร และแน็ปป์ ยังคนประสานกันอย่างยอดเยี่ยมประเดิมจากการทำอีเกิ้ลหลุม 1 เบอร์ดี้หลุม 6,10,14,16 และ 17 สกอร์ 7 อันเดอร์พาร์ 65 รวมสามวัน 27 อันเดอร์พาร์ 189 คว้าแชมป์ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัลคนละ 500,000 ดอลลาร์หรือราว 17 ล้านบาท
 
แพตตี้ และแน็ปป์ คว้าแชมป์ในทัวร์ของตัวเองในเดียวกันมาแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้โดย แพตตี้ คว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ และแน็ปป์ คว้าแชมป์เม็กซิโก โอเพ่น ที่ประเทศเม็กซิโก ก่อนที่ทั้งสองจะมาคว้าแชมป์แกรนท์ ธอนตัน อินวิเทขันแนลในครั้งนี้ และทั้งสองต่างคว้าแชมป์ทีมครั้งแรกในการเล่นกอล์ฟอาชีพ

แพตตี้ กล่าวหลังการคว้าแชมป์ว่า “เป็นความรู้สึกดี ที่ได้เติมเต็มฤดูกาล 2024 ด้วยการคว้าแชมป์ในรายการสุดท้ายของปี การได้ทำเล่นร่วมกับเจค มันสนุกมาก รู้สึกว่าเจคคือส่วนช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการคว้าแชมป์”
 
โปรสาวจากประเทศไทย ยังกล่าวถึงการเตรียมตัวในการเล่นแอลพีจีเอ ทัวร์ฤดูกาลหน้าว่า “ตื่นเต้นสำหรับฤดูกาลหน้า และรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจอย่างชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำงานต่อ พร้อมกับเห็นทิศทางที่ชัดเจนสำหรับเกมของตัวเอง และตื่นเต้นที่จะได้พักผ่อนและกลับมาลุยงานอีกครั้งในเดือนมกราคม”
 
ด้าน “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล ซึ่งคว้าแชมป์รายการซีเอ็มอี กรุ๊ป ทัวร์ แชมเปียนชิพ ปิดท้ายฤดูกาลของแอลพีจีเอ ทัวร์พร้อมเงินรางวัล 4 ล้านดอลลาร์ที่สนามแห่งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนคู่กับทอม คิม หรือคิม จู-ฮยอง โปรหนุ่มจากเกาหลีใต้ดีกรีแชมป์พีจีเอ ทัวร์ทำ 8 เบอร์ดี้โดยเฉพาะสองหลุมสุดท้าย และอาฒยา พัตต์เบอร์ดี้ระยะ 8 ฟุตทำสกอร์ 8 อันเดอร์พาร์ 64 รวม 26 อันเดอร์พาร์ 190 จบอันดับสองรับเงินรางวัลคนละ 280,000 ดอลลาร์หรือราว 9.5 ล้านบาท

สำหรับกอล์ฟแอลพีจีเอ ทัวร์ จะกลับมาแข่งขันอีกครั้งในรายการ ทัวร์นาเมนต์ ออฟ แชมเปียนส์ ที่ออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ เปิดฤดูกาลปี 2025 

นโยบายขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าของทรัมป์ เพิ่มโอกาสของสินค้าไทย

ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย-จีน ไตรมาส 1/2568 นโยบายขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าของทรัมป์ เพิ่มโอกาสของสินค้าไทย คาดว่า จีดีพี ไทย ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.7 ถึง 3 สะท้อนความเชื่อมั่นว่าจะเกิดการลงทุนจริงของต่างชาติในอีก 1-2 ปี 

นายณรงค์ศักดิ์  พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน  เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาส 1 ประจำปี 2568  ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน ถึง 6 ธันวาคม 2567  โดยมีผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นประกอบไปด้วยสามกลุ่มคือ (1) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน (2) ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และ (3) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งทั้งสิ้น 425 คน 

ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ผลกระทบหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ชนะ ที่มีนโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอื่นๆที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาอีกด้วย นอกจากจะมีกระทบต่อการส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐอเมริกาแต่ยังมีผลกระทบต่อประเทศอื่นๆด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม การสำรวจความคิดเห็นอีกส่วนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ได้สำรวจความมั่นใจในปี 2567 ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยือนประเทศไทยได้สูงกว่าเป้าหมายหรือไม่ และยังมีการสำรวจที่เกี่ยวข้องกับการปรับอัตราดอกเบี้ย และแนวโน้มการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ในปี 2568 สรุปผลการสำรวจมีดังต่อไปนี้ 

จากผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาที่ได้อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาครั้งหนึ่ง ด้วยนโยบายที่จะปรับอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากจีนสูงขึ้นถึงร้อยละ 60 จะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศไทย เพราะไทยส่งวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศจีน จะมีผลให้ไทยส่งออกได้ลดลง ขณะที่อาจจะเป็นโอกาสของไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาโดยการส่งออกแทนจีน แต่หากจีนประสบปัญหาในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา จีนอาจจะส่งอุปทานส่วนเกินไปยังประเทศคู่ค้าอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย จากการสำรวจของหอการค้าไทยจีนพบว่า การขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกานั้น น่าจะส่งผลให้เป็นโอกาสที่ดีต่อประเทศไทย (จากร้อยละ 57 ของผู้ตอบแบบสำรวจ) และมีอีกส่วนให้ความเห็นว่าจะเป็นโอกาสที่ดีมากกับประเทศไทย (ร้อยละ 23 ของผู้ตอบแบบสำรวจ) 

ผลของมาตรการดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา จึงเป็นไปได้ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น ผลการสำรวจพบว่าแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจีนมายังอาเซียน จะเพิ่มขึ้นพอสมควรโดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งกระแสการย้ายฐานการผลิตได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว (จากร้อยละ 44.5 ของผู้ตอบแบบสำรวจ) อย่างไรก็ตามมีร้อยละ 23.4 ของผู้ตอบแบบสำรวจ คาดว่าการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังอาเซียน อาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันเพราะมีการย้ายฐานการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน ไทยเป็นเป้าหมายหนึ่งในอาเซียนที่จีนจะย้ายฐานการผลิตมาลงทุน  หากพิจารณาถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2567 ในระยะเก้าเดือนแรกมีมูลค่าการลงทุน จากต่างประเทศรวมกันมากกว่า 5.46 แสนล้านบาท ในขณะที่คู่แข่งคือเวียดนามได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในมูลค่าใกล้เคียงกันแต่ใช้เวลาเพียงหกเดือน จากการสำรวจความคิดเห็น ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ไทยต้องเร่งปรับปรุงเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในอาเซียนได้ ผลของการสำรวจมีการเสนอ สาม ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย (1) การลดขั้นตอนความซับซ้อนของระบบราชการ (Regulatory Guillotine) และสร้างให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ (2) การพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาลงทุน และ  (3) การปรับสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่ง   ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญมากกว่าเสถียรภาพทางด้านการเมือง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้แจ้งข่าวการขอการส่งเสริมการลงทุนในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2567 ว่ามีมูลค่าสูงที่สุดในรอบระยะเวลา 10 ปี แม้ว่ายังต้องรอขั้นตอนการอนุมัติ การตัดสินใจลงทุน และการเปิดกิจการซึ่งจะใช้ระยะเวลาหนึ่งถึงสองปี ร้อยละ 47 ของผู้ตอบแบบสำรวจมีความเชื่อว่าเป็นข่าวดีมากและการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าใหม่ในอนาคต อย่างไรก็ตามร้อยละ 35 ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีการโยกย้ายการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติก็ได้ขอสิทธิประโยชน์เพื่อลงทุนในประเทศอื่นเช่นกัน 

หลังจากสถานการณ์ โควิด-19  การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย ร้อยละ 75.4 ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่าเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนมากกว่า 38 ล้านคนในปี 2567  และร้อยละ 79 ของผู้ตอบแบบสำรวจ มีความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจากจีนจะมีจำนวนมากกว่าเป้าหมาย 7 ล้าน คนในปี 2567 ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนสถานการณ์โควิด-19 นับว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่ระดับเดิมกล่าวคือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน และในจำนวนนั้นเป็นชาวจีน 10 ล้านคน หากในปีหน้าจำนวนนักท่องเที่ยวยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย

การคาดการณ์การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จากฐานการเจริญเติบโตในปี 2567 ที่คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 2.7 ทั้งนี้ร้อยละ 48 ของผู้ตอบแบบสำรวจ ลงความเห็นว่าในปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ระหว่างร้อยละ 2.7 ถึง 3 ในขณะที่ร้อยละ 29 ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าร้อยละ 2.7 มีเพียงส่วนน้อยที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตมากกว่าร้อยละ 3

ส่วนสถานการณ์ทางการเงินนั้น ในกลางเดือนธันวาคมจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังจะไม่เกิดขึ้น (ร้อยละ 56 ของผู้ตอบแบบสำรวจ ) จากอัตรานโยบายปัจจุบันคือ ร้อยละ 2.25 เตือนในขณะที่ร้อยละ 34 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลดลง

สำหรับการค้าระหว่างประเทศไทยและจีน ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 94,919 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.23%  มีสัดส่วน 18.70% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย  ส่วนการส่งออกของไทยไปยังจีน  มีมูลค่า 29,209 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว เพียง 0.79% และการนำเข้าของไทยจากจีน มีมูลค่า 65,709       ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11.91%  เนื่องจากการขยายตัวของการนำเข้าหมวดสินค้าทุน ขยายตัวที่ 21.83% เช่น (1) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ  และ (2) เครี่องจักรกลและส่วนประกอบ  และการนำเข้าหมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวที่ 9.16%  ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับประเทศจีน มูลค่า 36,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ฝนถล่ม น้ำป่าทะลักจมเมืองคอน รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้

ฝนตกหนัก มวลน้ำป่าไหลทะลักท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราช รถเล็กผ่านไม่ได้ ให้ชาวบ้านเฝ้าระวัง เตรียมรับมือหากมีการสั่งอพยพ

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ที่ขณะนี้ปริมาณฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มวลน้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วมในพื้นที่ และยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช ขณะที่เริ่มเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ซึ่งมวลน้ำได้หลากเข้าไปในพื้นที่ อ.พรหมคีรี รวมทั้ง อ.ลานสกา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน รวมทั้งแจ้งเตือนให้เก็บข้าวของไว้ที่สูง

ต่อมาเมื่อเวลา 22.22 น. เฟซบุ๊กเพจ “ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช” ได้โพสต์แจ้งเตือนประชาชนโดยระบุว่า มวลน้ำคลองศาลขุน คลองเขาแก้ว ต.เขาแก้ว อ.ลานสกา น้ำแรง กำลังไหลลงพื้นที่ต่ำ พื้นที่ใกล้ทางน้ำคลองเสาธง พื้นที่ ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา พื้นที่ ต.เสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ เตรียมอพยพสิ่งของอยู่ในที่ปลอดภัย

ขณะที่ น้ำป่าต้นน้ำท่าดี ที่น้ำตกท่าหา ในพื้นที่ ต.กำโลน อ.ลานกา จ.นครศรีธรรมราช จากเทือกเขาหลวงไหลทะลักลงมาอย่างหนัก ก่อนไหลหลากผ่านชุมชนคีรีวง ซึ่งคาดว่าเป็นมวลน้ำมหาศาลที่เพิ่มสูงปริมาณมหาศาลนี้กำลังไหลหลากลงมามุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนครศรีธรรมราชอีกระลอก มีแนวทำให้ท่วมเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชอีกครั้ง ซึ่งมีการคาดการกันว่ามวลน้ำจากต้นน้ำดังกล่าวจะเข้าสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราชช่วงหลังเที่ยงคืน

ล่าสุดเมื่อเวลา 00.10 น. เฟซบุ๊ก “ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช” ได้รายงานว่า ขณะนี้มวลน้ำเริ่มทะลักเข้าท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว โดยระบุว่า อัพเดท 0.10 น. การจราจรในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช
– ถนนพัฒนาการคูขวาง – โรงแรมทวินโลตัส มีน้ำท่วมขัง 20-40 ซม. รถเล็กไม่สามารถผ่านได้
– ถนนประตูลอด ใกล้ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำท่วมขัง 20-30 ซม.
– ถนนราชดำเนินมีน้ำท่วมขังเป็นช่วง ๆ
ขอให้ประชาชนเดินทางด้วยความระมัดระวัง

นอกจากนี้ที่ถนนหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ก็มีน้ำเอ่อเข้าท่วมแล้วเช่นกัน รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงด้วย และปริมาณน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้น ให้ประชาชนเฝ้าระวังและเตรียมยกของขึ้นที่สูงหรือต้องอพยพ

กองปราบบุกล็อกแก๊งเงินกู้เก็บดอกโหดคากระทรวงวัฒนธรรประกาศศักดาไม่กลัวตำรวจ

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป.สั่งการให้ พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.เดชวุฒิ อุตรศาสตร์ สว.กก.1 บก.ป. นำกำลังเข้าจับกุมนายวีรภัทร อายุ 30 ปี นายมีนทฎา อายุ 23 ปี ข้อหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้ขออนุญาตฯ และให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด” จับได้บริเวณด้านหลังอาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กทม.

เจ้าหน้าที่รับแจ้งเบาะแสว่าที่ศูนย์อาหารชั้นล่าง อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม มักมีแก๊งเงินกู้นอกระบบมาเก็บเงินกู้จากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารอยู่ หากไม่มีเงินให้ หรือจ่ายดอกเบี้ยช้า ก็จะถูกประจาน ข่มขู่ บางครั้งมีปากเสียงถึงขั้นทำร้ายด้วย ซึ่งลูกหนี้ที่ขายของอยู่ในสถานที่ราชการ วันหยุดเสา-อาทิตย์ ขายของไม่ได้ ก็จะถูกข่มขู่ ผลักอก ด่าให้ชำระหนี้พร้อมประกาศว่าตัวเป็นเงินกู้โต๊ะใหญ่ ไม่กลัวตำรวจ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวอยู่ภายในสถานที่ราชการด้วย

จากการเข้าตรวจสอบพบแก๊งเงินกู้ดังกล่าวมีชื่อว่า “โต๊ะแฟลช & ฟลุ๊ค” มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา และมักมาเก็บงวดเงินกู้ช่วงเวลาพักกลางวัน โดยขับขี่จยย.มาด้วยกัน 2 คน สวมหมวกกันน๊อคเต็มใบ เมื่อเก็บเงินได้แล้วก็จะขึ้นรถขับขี่ออกไป จึงวางแผนเข้าทำการจับกุมได้ดังกล่าว

สอบสวน ผู้ต้องหา รับสารภาพ ว่า พวกตนเก็บเงินกู้ให้นายทุนชื่อ แกรม ไม่ทราบชื่อสกุลจริง เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายจริง คือดอกเบี้ยร้อยละ 20 ให้จ่ายรายวัน โดยพวกตนคอยหาลูกค้า และเก็บค่างวด มีส่วนแบ่งเป็น % จากนายทุน ภายในแก๊งจะแบ่งสายวิ่งเก็บเงินกู้ไม่วิ่งทับกัน สายของพวกตนมีชื่อว่า ทรัพย์หลักชัย 5 มีนายเตย เป็นผู้ช่วยเพิ่มยอดลูกค้า และมีนายตั้ม เป็นที่ปรึกษาคอยดูแลทางเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลการจับกุมต่อไป ส่วนตัวผู้ต้องหาได้นำตัวส่ง สน.ห้วยขวาง ดำเนินคดี

ช้างป่าคลั่งไล่ตื๊บหนุ่มปราจีนบุรีดับสยองคาไร่อ้อย

เมื่อเวลา 11.00น.วันนี้15ธ.ค.67 ร.ต.อ.ถิรวัฒน์ เยี่ยมอ่อน รองสารวัตรเวรสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี รับแจ้งว่ามีคนถูกช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา  ที่ข้ามฝั่งมาหากิน ทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิตข้างป่าอ้อยติดหมู่บ้าน จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลกบินทร์บุรี และมูลนิธิสัจจะพุทธธรรมกบินทร์บุรีแห่งประเทศไทย)ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 รายนอนเสียชีวิตในลักษณะนอนหงายติดกับป่าอ้อยกะโหลกแตก ร่างกายผิดรูป ในตัวพบอุปกรณ์ตกปลาอยู่กับร่างผู้เสียชีวิตด้วย ทราบชื่อผู้เสียชีวิตนายทศพร เพียงอนุกูลบุตร อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 136 ต.เขาไม้แก้ว ถัดออกไปประมาณ 30 เมตรพบรถจักรยานยนต์ของผู้ตายยี่ห้อ finoสีดำจอดอยู่

จากการสอบถามนายเผด็จ แท่งดี ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมาพบเห็นตัวช้างจึงรีบเดินมาเพื่อที่จะบอกกับผู้ตายว่าเห็นช้างอยู่บริเวณนี้ กลับมาถึงผู้ตายที่อยู่ทางด้านนอกพบว่าถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตอยู่ข้างป่าอ้อย จึงโทรแจ้งผู้ใหญ่บ้านและชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าทราบ

นายนายฤทธิ์ณรงค์ เพียงอณุกูลบุตร (พี่ชาย)กล่าวว่า เมื่อเช้าได้รับโทรศัพท์ว่าน้องชายถูกช้างเหยียบเสียชีวิตที่ไร่อ้อย ตอนแรกก็ไม่เชื่อจึงมาดูด้วยตาพบว่าน้องชายของตัวเองถูกช้างป่าทำร้ายเสียชีวิต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกเสียใจอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบเรื่องช้างที่เป็นปัญหามาหลายปีแล้ว

นายเนย สุขประเสริฐ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองในนามนายกสมาคมชาวไร่อ้อยและชาวบ้านคนหนึ่งรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปัญหามานานกว่า 4 ปี ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาช้างป่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ อยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีอุ้งอิ้ง ช่วยแก้ปัญหาช้างป่าเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านอย่างจริงจังด้วย

โดย…มานิตย์  สนับบุญ-ข่าว-/ทองสุข  สิงห์พิมพ์-ภาพปราจีนบุรี 

ชุมพรน้ำเริ่มลดแต่รถติดสะสมยาวเกือบ 20 กม. จนท.เร่งระบายการจราจร

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชุมพร เมื่อเช้านี้ที่ตัวเมืองชุมพรน้ำเริ่มแห้งเข้าสู่สภาวะปกติถนนสายชุมพร-สี่แยกปฐมพรทั้งฝั่งขาเข้าและออกน้ำแห้งแล้ว สี่แยกปฐมพรจากเมื่อวานเข้าขั้นวิกฤตแต่ปรากฏว่าน้ำเริ่มลดลงแม่น้ำท่าตะเภาและคลองชุมพรรวมถึงน้ำระบายลงคลองนาคราช(คลองผันน้ำ)ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา จึงทำให้เช้านี้บริเวณสี่แยกปฐมพรทั้งสองฝั่งและหน้าค่ายตชด.41น้ำแห้งสนิทแล้ว

แต่เมื่อลงใต้บนถนนสายเอเซีย41 บริเวณลงเนินพระใหญ่ เขตพื้นที่ตำบลวิสัยเหนือ อ.เมืองชุมพร พบรถเริ่มติดไปจนเข้าเขตอำเภอสวีหัวแถวอยู่ที่ กม.33 บ้านแหลมปอ-หนองพรหม ตำบลสวี อ.สวี หรือใกล้ทางเข้าวัดพระบรมธาตุสวี ขาล่องรถทุกชนิดผ่านได้ปริมาณน้ำลดลง ส่วยฝั่งขาขึ้นพบว่ามีปัญหารถติดสะสมเพราะเคลื่อนตัวได้ช้าแต่รถชุกชนิดผ่านได้เช่นกันมีน้ำสูงประมาณ 30-40 ซม.ริมไหล่ช่องทางซ้ายฝั่งขาขึ้น กทม.ปลายแถวอยู่ที่เกือบถึงแยกเขาปีบระยะทางกว่า 10 กม.แม้ว่าบริเวณกม.ที่33 ถนนเอเซีย41ใกล้วัดพระบรมธาตุสวีมวลน้ำจะลดแล้วแต่ยังคงทิ้งความเสียหายของรถเก๋งนั่งส่วนบุคคล 2 คัน และแท็กซี่เหลืองเขียว อีก 1 คันจมน้ำมิดคันอยู่ร่องน้ำข้างถนนรอการเก็บกู้

สรุปสถานการณ์น้ำท่วมไหลหลากผ่านถนนสายเอเซีย41 ตั้งแต่แยกวังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร น้ำลดรถทุกชนิดผ่านได้ มาถึงสี่แยกปฐมพรมุ่งหน้าขึ้นเหนือวิ่งตรงจากสุราษฎร์ธานีทุ่งหน้าขึ้นกทม.ไม่ต้องอ้อมเข้าจังหวัดระนองซึ่งต้องอ้อมเกือบ 200 กม.

แต่ยังคงมีปัญหาน้ำท่วมสูงในส่วนของพื้นที่บ้านเรือนพื้นที่เกษตรของประชาชนตำบลปากแพรก ตำบลสวี ตำบลนาโพธิ์ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำสวี และคลองสวีหนุ่ม ขณะที่กำลังหน่วยกู้ภัยจากมูลนิธิและกู้ภัยต่างๆจากภาคใต้พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำเข้าพื้นที่อำเภอสวีวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชน โดยตั้งศูนย์อำนวยการอยู่ที่ว่าการอำเภอสวี

ขณะที่ปภ.จ.ชุมพรบูรณาการร่วม ปศุสัตว์ เกษตรเร่งสำรวจความเสียหายจากอุทกภัยยน้ำท่วมในครั้งนี้โดยเบื้องต้นพบว่ามี7 อำเภอ 29 ตำบลได้รับความเสียหายซึ่งความเสียหายด้านอื่นๆอยู่ในระหว่างการสำรวจ

น้ำทวมใตศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชป. เร่งระบายน้ำฝนลงสู่ทะเล ลดผลกระทบภาคใต้

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลอันดามันและด้านตะวันออกของประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ อาทิ

จ.ชุมพร ปริมาณฝนสะสมสูงสุด 24 ชม. วัดได้ 326 มิลลิเมตร(มม.) ส่งผลให้น้ำในคลองชุมพรสูงขึ้นและล้นตลิ่ง มีน้ำท่วมขังบริเวณ อ.เมืองชุมพร

จ.ระนอง ปริมาณฝนสะสมสูงสุด 24 ชม. วัดปริมาณได้ 326 มม. ส่งผลให้น้ำในคลองญวณ และคลองบางน้ำจืดสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ อ.กระบุรี

จ.นครศรีธรรมราช เกิดฝนตกหนักสะสมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำในคลองท่าดี อ.เมืองนครศรีธรรมราช เพิ่มสูงขึ้นและล้นตลิ่ง จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด โดยวันที่ 14 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 21.00 น. ปริมาณน้ำจากต้นน้ำคลองท่าดีที่ไหลมาสมทบคลองนครน้อย จะส่งผลต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลนคนครศรีธรรมราช มีระดับน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นอีก

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เร่งให้ความช่วยเหลือในทุกพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ เร่งสูบน้ำที่ท่วมขังและใช้ประตูระบายน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมทั้งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำลงสู่ทะเล พร้อมกันนี้ ได้มีการแจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมไปถึงประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตามข้อห่วงใยของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วธ.-ภูเก็ต ฉลองยิ่งใหญ่ “ต้มยำกุ้ง – เคบายา”มรดกวัฒนธรรมต่อยอดเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต และสมาคมเพอรานากัน ประเทศไทยเชิญชวนร่วมงานฉลอง ต้มยำกุ้ง – เคบายา มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ชมขบวนแห่สุดตระการตา รับฟังการเสวนา เคบายาและต้มยำกุ้งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม​​ ของมวลมนุษยชาติโดย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาจารย์สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม นายสมศักดิ์ โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และคุณปอย ตรีชฎา ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนในการร่วมสืบสานชุดแต่งกาย เคบายา ดำเนินรายการโดย นพ.โกศล แตงอุทัย นายกสมาคมเพอรานากันประเทศไทยชมแฟชั่นโชว์ชุด เคบายา สวยงามประทับใจชาวไทยและต่างชาติ สร้างกระแสให้ทุกภาคส่วนร่วมสืบสานต่อยอดมรดกวัฒนธรรมให้ยั่งยืน

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต และสมาคมเพอรานากัน ประเทศไทย จัดงานเฉลิมฉลองการได้รับประกาศเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ “ต้มยำกุ้ง” และชุดแต่งกาย “เคบายา” โดยองค์การยูเนสโก ในพิธีเปิดงาน นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้เกียรติเป็นประธาน โดยมี นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมด้วย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กงสุลกิตติมศักดิ์  นายกสมาคมเพอรานากันประเทศไทย ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ประธานมูลนิธิเมืองเก่าภูเก็ต และผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรเอกชน ร่วมเป็นสักขีพยานณ ภัตตาคารบลูอิเลฟเฟ่นภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

นายโสภณ ประธานได้กล่าวแสดงความยินดี ในงานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา ว่า เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับประเทศไทย ที่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ได้รับการประกาศยกย่องขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ 2 รายการ ได้แก่ “ต้มยำกุ้ง” และ ชุดแต่งกาย “เคบายา” โดยองค์การยูเนสโก

 “ต้มยำกุ้ง” สำหรับชาวไทยคงทราบกันดีว่าเป็นอาหารไทยจากภูมิปัญญาที่ประณีต และแพร่หลายในทุกภาค มีทั้งชนิดน้ำข้นและน้ำใส เป็นอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารครบทั้งห้าหมู่ ช่วยเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี การได้รับยกย่องในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนชาวไทย ทั้งในส่วนผู้ประกอบอาหาร และผู้บริโภคต่างเกิดความภาคภูมิใจ และทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะสนใจหาชิมต้มยำกุ้งกันมากขึ้น สร้างรายได้และเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากชาวประมงจนถึงผู้ประกอบกิจการอาหาร และผู้ที่เป็นแรงงานในกิจการดังกล่าว

ส่วนชุดแต่งกาย “เคบายา” เป็นวัฒนธรรมร่วมของห้าประเทศ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของชุมชนไทยจรดแหลมมลายู ที่มีมากว่า ๔๐๐ ปี “เคบายา” เป็นชุดที่ก้าวผ่านกาลเวลา เชื่อมรอยต่อของชุมชนต่าง ๆทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิม จีน ชวา และเพอรานากัน มีความงดงามที่เกิดจากการร่วมกันสร้างสรรค์ของสตรีในชุมชนต่าง ๆในวาระแห่งการฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล)ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการรักษาและสืบทอด รายการมรดกภูมิปัญญาฯ “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา”

โดย ๑. ประเทศไทย จะร่วมกันธำรงรักษา ถ่ายทอด และสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาให้มีการปฏิบัติและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมาตรการส่งเสริมและรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความเคารพและยอมรับต่อวิถีปฏิบัติของทุกชุมชน ๒. จะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่า และความสำคัญของมรดกภูมิปัญญา ในฐานะตัวแทนมรดกวัฒนธรรมฯ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และบ่อเกิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน ๓. จะเปิดโอกาสอย่างทั่วถึงแก่คนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกภาษาและทุกศาสนา ให้ร่วมกันส่งเสริม รักษา และสืบทอดมรดกภูมิปัญญา

ทั้ง 2 รายการ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเคารพต่อธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชน ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนไทย ร่วมกันดำเนินการในทุกวิถีทางอย่างเต็มความสามารถ ให้เจตนารมณ์ทั้ง ๓ ข้อ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อสนับสนุนให้มรดกภูมิปัญญา “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” ดึงดูดให้ผู้คนจากทุกมุมโลกเข้ามาในประเทศ  ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการให้บริการ ด้วยการพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนวัฒนธรรม” ต่อไป

ทั้งนี้ บรรยากาศในพิธีเปิดงานฉลองฯ เริ่มด้วยการแสดงดนตรี จากนั้น ประธานกล่าวแสดงความยินดี และรับฟังการเสวนา เคบายาและต้มยำกุ้งมรดก​ภูมิปัญญาทาง​วัฒนธรรม​​ ของมวลมนุษยชาติ​โดย​ นายประสพ​ เรียงเงิน ​อธิบดี​กรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาจารย์​สาวิตรี​ สุวรรณ​สถิต​ย์​ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม นายสมศักดิ์  โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นพ.โกศล​ แตง​อุทัย​ นายกสมาคมเพอรานากัน​ประเทศไทย​ เป็นผู้ดำเนินรายการ ชมการแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดเคบายา โดย สมาคมเพอรานากัน