ชุมพรน้ำเริ่มลดแต่รถติดสะสมยาวเกือบ 20 กม. จนท.เร่งระบายการจราจร

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชุมพร เมื่อเช้านี้ที่ตัวเมืองชุมพรน้ำเริ่มแห้งเข้าสู่สภาวะปกติถนนสายชุมพร-สี่แยกปฐมพรทั้งฝั่งขาเข้าและออกน้ำแห้งแล้ว สี่แยกปฐมพรจากเมื่อวานเข้าขั้นวิกฤตแต่ปรากฏว่าน้ำเริ่มลดลงแม่น้ำท่าตะเภาและคลองชุมพรรวมถึงน้ำระบายลงคลองนาคราช(คลองผันน้ำ)ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา จึงทำให้เช้านี้บริเวณสี่แยกปฐมพรทั้งสองฝั่งและหน้าค่ายตชด.41น้ำแห้งสนิทแล้ว

แต่เมื่อลงใต้บนถนนสายเอเซีย41 บริเวณลงเนินพระใหญ่ เขตพื้นที่ตำบลวิสัยเหนือ อ.เมืองชุมพร พบรถเริ่มติดไปจนเข้าเขตอำเภอสวีหัวแถวอยู่ที่ กม.33 บ้านแหลมปอ-หนองพรหม ตำบลสวี อ.สวี หรือใกล้ทางเข้าวัดพระบรมธาตุสวี ขาล่องรถทุกชนิดผ่านได้ปริมาณน้ำลดลง ส่วยฝั่งขาขึ้นพบว่ามีปัญหารถติดสะสมเพราะเคลื่อนตัวได้ช้าแต่รถชุกชนิดผ่านได้เช่นกันมีน้ำสูงประมาณ 30-40 ซม.ริมไหล่ช่องทางซ้ายฝั่งขาขึ้น กทม.ปลายแถวอยู่ที่เกือบถึงแยกเขาปีบระยะทางกว่า 10 กม.แม้ว่าบริเวณกม.ที่33 ถนนเอเซีย41ใกล้วัดพระบรมธาตุสวีมวลน้ำจะลดแล้วแต่ยังคงทิ้งความเสียหายของรถเก๋งนั่งส่วนบุคคล 2 คัน และแท็กซี่เหลืองเขียว อีก 1 คันจมน้ำมิดคันอยู่ร่องน้ำข้างถนนรอการเก็บกู้

สรุปสถานการณ์น้ำท่วมไหลหลากผ่านถนนสายเอเซีย41 ตั้งแต่แยกวังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร น้ำลดรถทุกชนิดผ่านได้ มาถึงสี่แยกปฐมพรมุ่งหน้าขึ้นเหนือวิ่งตรงจากสุราษฎร์ธานีทุ่งหน้าขึ้นกทม.ไม่ต้องอ้อมเข้าจังหวัดระนองซึ่งต้องอ้อมเกือบ 200 กม.

แต่ยังคงมีปัญหาน้ำท่วมสูงในส่วนของพื้นที่บ้านเรือนพื้นที่เกษตรของประชาชนตำบลปากแพรก ตำบลสวี ตำบลนาโพธิ์ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำสวี และคลองสวีหนุ่ม ขณะที่กำลังหน่วยกู้ภัยจากมูลนิธิและกู้ภัยต่างๆจากภาคใต้พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำเข้าพื้นที่อำเภอสวีวางแผนให้การช่วยเหลือประชาชน โดยตั้งศูนย์อำนวยการอยู่ที่ว่าการอำเภอสวี

ขณะที่ปภ.จ.ชุมพรบูรณาการร่วม ปศุสัตว์ เกษตรเร่งสำรวจความเสียหายจากอุทกภัยยน้ำท่วมในครั้งนี้โดยเบื้องต้นพบว่ามี7 อำเภอ 29 ตำบลได้รับความเสียหายซึ่งความเสียหายด้านอื่นๆอยู่ในระหว่างการสำรวจ

น้ำทวมใตศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชป. เร่งระบายน้ำฝนลงสู่ทะเล ลดผลกระทบภาคใต้

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลอันดามันและด้านตะวันออกของประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำและน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ อาทิ

จ.ชุมพร ปริมาณฝนสะสมสูงสุด 24 ชม. วัดได้ 326 มิลลิเมตร(มม.) ส่งผลให้น้ำในคลองชุมพรสูงขึ้นและล้นตลิ่ง มีน้ำท่วมขังบริเวณ อ.เมืองชุมพร

จ.ระนอง ปริมาณฝนสะสมสูงสุด 24 ชม. วัดปริมาณได้ 326 มม. ส่งผลให้น้ำในคลองญวณ และคลองบางน้ำจืดสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ อ.กระบุรี

จ.นครศรีธรรมราช เกิดฝนตกหนักสะสมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำในคลองท่าดี อ.เมืองนครศรีธรรมราช เพิ่มสูงขึ้นและล้นตลิ่ง จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด โดยวันที่ 14 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 21.00 น. ปริมาณน้ำจากต้นน้ำคลองท่าดีที่ไหลมาสมทบคลองนครน้อย จะส่งผลต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลนคนครศรีธรรมราช มีระดับน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นอีก

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เร่งให้ความช่วยเหลือในทุกพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ เร่งสูบน้ำที่ท่วมขังและใช้ประตูระบายน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมทั้งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำลงสู่ทะเล พร้อมกันนี้ ได้มีการแจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมไปถึงประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตามข้อห่วงใยของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วธ.-ภูเก็ต ฉลองยิ่งใหญ่ “ต้มยำกุ้ง – เคบายา”มรดกวัฒนธรรมต่อยอดเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้

กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต และสมาคมเพอรานากัน ประเทศไทยเชิญชวนร่วมงานฉลอง ต้มยำกุ้ง – เคบายา มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ชมขบวนแห่สุดตระการตา รับฟังการเสวนา เคบายาและต้มยำกุ้งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม​​ ของมวลมนุษยชาติโดย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาจารย์สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม นายสมศักดิ์ โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และคุณปอย ตรีชฎา ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนในการร่วมสืบสานชุดแต่งกาย เคบายา ดำเนินรายการโดย นพ.โกศล แตงอุทัย นายกสมาคมเพอรานากันประเทศไทยชมแฟชั่นโชว์ชุด เคบายา สวยงามประทับใจชาวไทยและต่างชาติ สร้างกระแสให้ทุกภาคส่วนร่วมสืบสานต่อยอดมรดกวัฒนธรรมให้ยั่งยืน

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต และสมาคมเพอรานากัน ประเทศไทย จัดงานเฉลิมฉลองการได้รับประกาศเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ “ต้มยำกุ้ง” และชุดแต่งกาย “เคบายา” โดยองค์การยูเนสโก ในพิธีเปิดงาน นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้เกียรติเป็นประธาน โดยมี นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมด้วย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กงสุลกิตติมศักดิ์  นายกสมาคมเพอรานากันประเทศไทย ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ประธานมูลนิธิเมืองเก่าภูเก็ต และผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรเอกชน ร่วมเป็นสักขีพยานณ ภัตตาคารบลูอิเลฟเฟ่นภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

นายโสภณ ประธานได้กล่าวแสดงความยินดี ในงานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา ว่า เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับประเทศไทย ที่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ได้รับการประกาศยกย่องขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ 2 รายการ ได้แก่ “ต้มยำกุ้ง” และ ชุดแต่งกาย “เคบายา” โดยองค์การยูเนสโก

 “ต้มยำกุ้ง” สำหรับชาวไทยคงทราบกันดีว่าเป็นอาหารไทยจากภูมิปัญญาที่ประณีต และแพร่หลายในทุกภาค มีทั้งชนิดน้ำข้นและน้ำใส เป็นอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารครบทั้งห้าหมู่ ช่วยเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี การได้รับยกย่องในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนชาวไทย ทั้งในส่วนผู้ประกอบอาหาร และผู้บริโภคต่างเกิดความภาคภูมิใจ และทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะสนใจหาชิมต้มยำกุ้งกันมากขึ้น สร้างรายได้และเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากชาวประมงจนถึงผู้ประกอบกิจการอาหาร และผู้ที่เป็นแรงงานในกิจการดังกล่าว

ส่วนชุดแต่งกาย “เคบายา” เป็นวัฒนธรรมร่วมของห้าประเทศ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของชุมชนไทยจรดแหลมมลายู ที่มีมากว่า ๔๐๐ ปี “เคบายา” เป็นชุดที่ก้าวผ่านกาลเวลา เชื่อมรอยต่อของชุมชนต่าง ๆทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิม จีน ชวา และเพอรานากัน มีความงดงามที่เกิดจากการร่วมกันสร้างสรรค์ของสตรีในชุมชนต่าง ๆในวาระแห่งการฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล)ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการรักษาและสืบทอด รายการมรดกภูมิปัญญาฯ “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา”

โดย ๑. ประเทศไทย จะร่วมกันธำรงรักษา ถ่ายทอด และสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาให้มีการปฏิบัติและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมาตรการส่งเสริมและรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความเคารพและยอมรับต่อวิถีปฏิบัติของทุกชุมชน ๒. จะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่า และความสำคัญของมรดกภูมิปัญญา ในฐานะตัวแทนมรดกวัฒนธรรมฯ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และบ่อเกิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน ๓. จะเปิดโอกาสอย่างทั่วถึงแก่คนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกภาษาและทุกศาสนา ให้ร่วมกันส่งเสริม รักษา และสืบทอดมรดกภูมิปัญญา

ทั้ง 2 รายการ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเคารพต่อธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชน ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนไทย ร่วมกันดำเนินการในทุกวิถีทางอย่างเต็มความสามารถ ให้เจตนารมณ์ทั้ง ๓ ข้อ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อสนับสนุนให้มรดกภูมิปัญญา “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” ดึงดูดให้ผู้คนจากทุกมุมโลกเข้ามาในประเทศ  ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการให้บริการ ด้วยการพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนวัฒนธรรม” ต่อไป

ทั้งนี้ บรรยากาศในพิธีเปิดงานฉลองฯ เริ่มด้วยการแสดงดนตรี จากนั้น ประธานกล่าวแสดงความยินดี และรับฟังการเสวนา เคบายาและต้มยำกุ้งมรดก​ภูมิปัญญาทาง​วัฒนธรรม​​ ของมวลมนุษยชาติ​โดย​ นายประสพ​ เรียงเงิน ​อธิบดี​กรมส่งเสริมวัฒนธรรม อาจารย์​สาวิตรี​ สุวรรณ​สถิต​ย์​ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม นายสมศักดิ์  โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต นพ.โกศล​ แตง​อุทัย​ นายกสมาคมเพอรานากัน​ประเทศไทย​ เป็นผู้ดำเนินรายการ ชมการแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดเคบายา โดย สมาคมเพอรานากัน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.ห่วงใย นักรบแดนใต้ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ อส.ทพ.จักรพงษ์ ฤกษ์รุตม์กูล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.จีระวัฒน์ พยุงธรรม รองผบช.สอท. และพตอ.กฤตัชญ์ บำรุงรัตน์ รอง ผบช.สอท .1 ร่วมกับคุณฝันเด่น จรรยาธนากร ตัวแทนมูลนิธิพระราหู เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ

พร้อมมอบเงินบำรุงขวัญ แก่ อส.ทพ.จักรพงษ์ ฤทธิรุตม์กูล จนท.ทหารพราน 4908ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้าย ลอบยิงเจ้าหน้าที่ บริเวณสะพาน บ้านปารี ต.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อ 12 ธค. 2567 โดยปัจจุบัน เข้าพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ทลายเครือข่าย’มังกรเทาดำ’ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อพันล้านบาท

ตำรวจสืบ ภ.2 บุกค้นบ้านหรูรวบจีนเทา 2 คนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตรวจพบหลักฐานตุ๋นเหยื่อในไทยกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนตัวการใหญ่เผ่นหนีไปแล้ว หลังขยายผลทลายแก๊งคอลฯ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี รวบผู้ต้องหา 4 คน ยึดทรัพย์ 152 ล้านบาท พฤติการณ์มักจะนำเงินมาฟอกซื้อบ้านหรูและรถสปอร์ต เร่งประสาน ปปง.จ่อยึดทรัพย์

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รรท.ผบช.ภาค.2 พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 นำกำลังคอมมานโดบูรพา 491 ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง.รวม 50 นาย นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 78/258 ภายในหมู่บ้านสยามรอยัลวิว หมู่ 10 ซอยเขาตาโล ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่าเป็นที่พักของตัวการสำคัญ ระดับสั่งการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น อยู่ท้ายหมู่บ้าน มีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ลักษณะบ้านเป็นบ้านหรูมูลค่าประมาณ 60-70 ล้านบาท มีรั้วรอบขอบชิดแนวกำแพงค่อนข้างสูงและติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบบริเวณบ้าน ตำรวจเรียกคนที่อยู่ในบ้านปรากฏว่ามีชายชาวจีนออกมาเปิดประตูให้ ก่อนจะเข้าไปตรวจค้นในบ้าน พบว่าภายในบ้านมีรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด 1 คัน และรถเก๋งโตโยต้า เลกซัส สีขาว 1 คัน จอดอยู่ภายในบ้าน

สำหรับการตรวจค้นในครั้งนี้สืบเนื่องจากการขยายผลต่อเนื่องมาจากจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 4 คน ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ช่วงเดือน ส.ค.67 แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งฐานหลอกลวงเหยื่อหลายรูปแบบ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเกือบทั้งหมด อ้างตัวเป็นตำรวจไซเบอร์หรือทนายความที่สามารถช่วยเหลือด้านคดี และยังหลอกลวงในรูปแบบโรแมนซ์สแกมหรือหลอกให้รัก จะมีสคริปต์การพูดหลอกลวงเหยื่อให้หลงเชื่อและโอนเงินมาให้

ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดพบว่ามีการสนทนากับเหยื่อในแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ เฟซบุ๊กและไลน์ออฟฟิเชียลเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจำนวนมากรวมถึงมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ภายหลังการจับกุมของตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ขยายผลยังทราบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้มีหัวหน้ากลุ่มเป็นชาวจีน 2 คน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรูเขตพื้นที่เมืองพัทยา สืบสวนจนทราบแหล่งที่พักก่อนจะขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออกหมายค้นและบุกตรวจสอบ

ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่จับกุมนายฉีเว่ย ยี้ อายุ 59 ปี และนางหงฉง หยู อายุ 55 ปี ทั้งคู่เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา 2 หมาย (707,708) กระทำความผิดฐาน สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปฟอกเงิน ส่วนตัวการใหญ่ชื่อนายเต่ายี้ อายุ 35 ปี เป็นระดับหัวหน้าสั่งการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รวมถึงเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ หลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รรท.ผบช.ภ.2 เปิดเผยว่า การบุกตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในครั้งนี้ เป็นการทลายเครือข่ายมังกรเทาดำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เหิมเกริมเปิดออฟฟิศในทาวน์เฮาส์แห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2567 จับกุมทั้งหมด 4 ราย เป็นชาวไทย 3 ราย ชาวจีน 1 ราย ขยายผลและตรวจสอบเครือข่ายฟอกเงินเพิ่มเติมยึดทรัพย์รวมมูลค่า 152 ล้านบาท ล่าสุดรวบรวมหลักฐานออกหมายจับกลุ่มผู้กระทำผิด 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพนักงานออฟฟิศจำนวน 11 คน กลุ่มบัญชีม้า (รวมจัดหาบัญชี, ยิงแอดโฆษณา) จำนวน 15 คน และกลุ่มบอสหรือระดับสั่งการ และเครือข่ายฟอกเงิน จำนวน 9 คน รวมออกหมายจับทั้งหมด 35 คน จับกุมได้แล้ว 20 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 15 คน บางส่วนหลบหนีออกนอกประเทศอยู่ในกระบวนการติดตามจับกุม

พล.ต.ท.ยิ่งยศเผยอีกว่า การสืบสวนสอบสวนเครือข่ายนี้แปลงเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) จากนั้นจะโอนต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลนิรนามต่างๆ และยังพบว่าตัวการระดับสั่งการเป็นชาวจีน นำเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนบางส่วนมาใช้ในประเทศไทยใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ซื้อบ้านหรู รถยนต์ ทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงประกอบกิจการในนามบริษัทนอมินี ใช้บริษัทนอมินีที่เปิดขึ้นมาซื้อและถือครองทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบนำไปสู่การติดตามจับกุม และตรวจสอบยึดทรัพย์สินดำเนินการตามกฎหมาย

มกธ.จัดการประชุมคณะกรรมการบริหาร กสพท ครั้งที่ 8/2567

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ให้การต้อนรับคณะกรรมการบริหารกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) พร้อมกล่าวเปิดการประชุมในโอกาสที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการบริหารกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8/2567

การจัดการประชุมคณะกรรมการบริหาร กสพท ดังกล่าว มีผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี พร้อมด้วยผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ซึ่งการประชุมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

กระบี่มอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม 101 ทุน รวมเป็นเงิน 505,000 บาท

จังหวัดกระบี่มอบทุนสนับสนุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ปีการศึกษา 2567 จำนวน 101 ทุน รวมเป็นเงิน 505,000 บาท

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2557 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาของมูลนิธิคุณพุ่ม ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการด้อยโอกาสในเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ ต่อหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ จัดขึ้นเป็นทุนการศึกษา สำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการทุกประเภทที่มีความยากจน และขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา โดยมีนางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่ นางสาววาสนา สุขเกษม ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ปกครองและนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาร่วมในพิธี

สืบเนื่องทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ได้ทรงมีพระเมตตาประทานทุนสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกและเด็กพิการทุกประเภท เพื่อให้ผู้ปกครองนำไปพัฒนาบุตรหลานให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ และตรงตามความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล การจัดสรรทุนการศึกษาครั้งนี้ มูลนิธิคุณพุ่มจัดให้แก่เด็กออทิสติก และเด็กพิการทุกประเภทที่มีฐานะยากจน และขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั่วประเทศ โดยในปีการศึกษา 2567 นี้ จังหวัดกระบี่ได้รับทุนการศึกษา จำนวน 101 ทุน ๆ ละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 505,000 บาท ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนที่ได้รับทุนมีความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่งที่ทรงเล็งเห็นความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาที่มีต่อการดำรงชีวิตของเด็กออทิสติกและเด็กพิการ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ให้มีความสามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งทุนการศึกษาดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ได้กล่าวให้โอวาท โดยขอให้ผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับทุนในครั้งนี้ตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของเงินทุนการศึกษา ขอให้นำทุนการศึกษาที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบุตรหลานของท่าน เพื่อให้ผู้พิการได้รับการพัฒนาศักยภาพและสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นและที่สำคัญขอให้สำนึกในพระกรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ทรงมีพระเมตตา

เปิดงานมหกรรมสินค้าและบริการไทย-จีน 2024 CTCE Trade Expo 2024 ใหญ่สุดในไทย

“มหกรรมสินค้าและบริการไทย-จีน 2024 CTCE Trade Expo 2024” งานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนจีนใหญ่สุด ในไทย บนพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. ณ ศูนย์แสดงสินค้า “ซามาเนีย พลาซ่า” ย่านถนนบางนา-ตราด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 ธ.ค.2567 เผยยักษ์ใหญ่กลุ่มวัสดุก่อสร้างโมเดิร์นเทรด สนใจเป็นคู่ค้าธุรกิจ ส่งทีมร่วมงานฯ พบเจ้าของโรงงานผู้ผลิตจากจีนกว่า 200 รายที่มาโชว์สินค้าในงานฯ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 เวลา 10.30 น. ได้มีการเปิดงาน “มหกรรมสินค้าและบริการไทย-จีน 2024 CTCE Trade Expo 2024” ณ ศูนย์แสดงสินค้า “ซามาเนีย พลาซ่า” ย่านถนนบางนา-ตราด โดยมีนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรอง นายกรัฐมนตรี ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน เป็นประธานเปิดงานฯ และมีประธานสมาคมการค้าไทย-เจ้อเจียง และผู้บริหาร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน

งานนี้จัดโดย บริษัท หนิงโป ฉี เช่อ เอ็กซิบิชัน เซอร์วิสจำกัด , บริษัท หนิงโป อ้ายเท่อ ทูลส์ จำกัด และบริษัท ไทยบิส อินโฟ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด

นายมงคล แซ่ต้าย ผู้จัดการ บริษัท ไทยบิส อินโฟ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า จุดมุ่งหมายการจัดงานเพื่อ รองรับการค้าการลงทุนระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน ขยายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและจีน มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลัก ประกอบด้วย สมาคมการค้าและอุตสาหกรรม ผู้จัดจำหน่าย อินฟลูเลนเซอร์ ร้านค้าและลูกค้าทั่วไป ที่มองหาตลาดรองรับการลงทุนธุรกิจ เข้าร่วมเป็นดีลเลอร์ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในงานฯ

“มหกรรมสินค้าและบริการไทย-จีน 2024 CTCE Trade Expo 2024 เป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากการจัดครั้งแรก ที่มีกระแสตอบรับ จากนักลงทุน ผู้ประกอบการ Sme เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากงาน “มหกรรมสินค้าและบริการไทย-จีน 2024 CTCE Trade Expo 2024” จัดตั้งแต่วันที่ 12-14 ธันวาคม 2567 ภายในงาน มีสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ,สุขภัณฑ์ ,เครื่องมือฮาร์ดแวร์ ,ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ,อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ฯลฯ

“ขณะนี้มีกลุ่มธุรกิจโมเดิร์นเทรด ห้างฯ ร้านต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง สนใจส่งทีมเข้าดูสินค้าในงานฯ เป็นจำนวนมาก เพื่อพบปะกับเจ้าของโรงงานที่มาร่วมงานแสดงสินค้าในครั้งนี้” ผู้จัดการ บริษัท ไทยบิส อินโฟ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าว

สำหรับการ จัดงานแสดงสินค้าครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน กระทรวงพาณิชย์แห่งประเทศไทย , สำนักงานพาณิชย์เมืองหนิงโป สมาคมการค้าไทยและเจ้อเจียง ,สำนักงานพาณิชย์หยวีเหยา , สำนักงานพาณิชย์เมืองฉือซี , สำนักงานพาณิชย์เมืองก้านโจวและหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ

และผู้ให้การสนับสนุนได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI ,กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตฯ , สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ , สมาคมโลหะแห่งประเทศไทย,สมาคมพฤกษศาสตร์แห่งสยาม , บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) และบริษัท ฮาร์ดแวดร์เฮาส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ตำรวจรวบ “แอ๊ด ขาณุ” เจ้าแม่เงินกู้-รับจำนำรถรายใหญ่ เก็บดอกเบี้ยมหาโหด

“ตำรวจไซเบอร์” รวบ “แอ๊ด ขาณุ” เจ้าแม่เงินกู้-รับจำนำรถรายใหญ่กำแพงเพชร ดอกร้อยละ 10 ต่อเดือน

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2567 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รรท. ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.จิตติพนธ์ ผลพฤกษา ผบก.สอท.4, พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.2 นำกำลังเข้าจับกุมนางสุพัตรา หรือ แอ๊ด แกว่นกสิกรรม อายุ 50 ปี เจ้าแม่ปล่อยเงินกู้ ชาว จ.กำแพงเพชร ในความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับทางการค้าเป็นปกติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังในลักษณะอำพราง (รับจำนำรถยนต์) และให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นแม่ค้าอยู่ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร เข้าร้องทุกข์กับตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.4 ว่าเมื่อช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาได้นำรถยนต์กระบะไปจำนำไว้กับนางสุพัตรา หรือ “แอ๊ด ขาณุ” เจ้าแม่ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ ในการขอกู้ยืมเงินจำนวน 30,000 บาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี ซึ่งตามกฎหมายให้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งทำสัญญาคืนเงินต้นในระยะเวลา 30 วัน โดยมีเงื่อนไขหักค่าฝากจอด 1,000 บาท หักดอกเดือนแรกอีก 3,000 บาท และหักค่าทำสัญญาอีก 1,000 บาท รวม 5,000 ได้รับเงินกู้สุทธิเพียง 25,000 บาท แถมต้องส่งดอกเบี้ย 3,000 ต่อเดือน

แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ค้าขายไม่ดีมีรายได้น้อยทำให้ส่งดอกล่าช้า นางสุพัตราก็ขู่อ้างจะนำรถไปขายบ้าง หรือจะทำร้ายบ้าง กระทั่งตนนำเงินต้นไปส่งพร้อมดอกเบี้ย เพื่อจะถ่ายเอารถคืนปรากฏว่านางสุพัตราออกอาการตุกติกจะไม่ยอมคืนรถ จึงเข้าร้องทุกข์กับตำรวจไซเบอร์ให้ช่วยดำเนินการกับเจ้าแม่เงินกู้รายนี้

ต่อมา ตำรวจทำการสืบสวน พบข้อมูลว่านางสุพัตรา เป็นเจ้าแม่ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ในลักษณะรับจำนำรถคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงรวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุมตัวได้ที่ร้านครัวคำหวาน ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ตรวจสอบพบว่าบริเวณด้านหลังร้านอาหาร มีโกดังขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจำนำไว้จอดเรียงรายเต็มโกดัง มีทั้งรถเก๋ง รถกระบะและรถไถ รวม 12 คัน

ทั้งนี้ จึงทำการตรวจยึดรถยนต์ที่จอดอยู่ในโกดังทั้งหมดไว้เป็นของกลาง สอบสวนเบื้องต้นนางสุพัตราให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

องค์กรไทยพุทธนราวาส เปิดโรงทานทำข้าวกล่องและน้ำดื่มช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วมนราฯ

นราธิวาส – องค์กรไทยพุทธ/คพท.นราธิวาส เปิดโรงทาน จัดทำข้าวกล่องและน้ำดื่มช่วยเหลือผู้ได้รับอุทกภัยชาวนราธิวาส ในรอบ 36 ปี

งานภาคกิจกรรมสังคมช่วงอุทกภัยจังหวัดนราธิวาส ช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน- 6 ธันวาคม 2567 องค์กรไทยพุทธนราฺวาส นำโดยพระครูวิสิฐ พรหมคุณ เจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส / ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ/ คพท.นราธิวาส วันที่่ 29 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดพรหมนิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เปิดโรงทาน จัดทำข้าวกล่องและน้ำดื่มช่วยเหลือผู้ได้รับอุทกภัยชาวนราธิวาส

โดยกลุ่มองค์กร “คนรักษ์วัดพรหม” เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับคณะกรรมการ สมาพันธ์ไทยพุทธนราธิวาส ซึ่งประจำอยู่ในเขตอำเภอเมืองนราธิวาส ร่วมเป็น ลูกมือประกอบอาหารกล่องในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนวันคืนรวม 8 วัน 8 คืน จำนวนข้าวกล่องและน้ำดื่มกว่า 20,000 ชุด นำไปแจกจ่ายพี่น้องที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ร่วม 4 อำเภอและส่วนราชการที่ขอสนับสนุน ในหลายส่วนราชการ

ทั้งนี้ได้รับเงินบริจาคในการจัดโรงทานจากพี่น้องผู้ใจบุญ และบริษัท/ห้างร้านร่วมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งของ กว่า 200.000 บาท ได้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์โดยทุกประการ ขออนุโมทนาบุญกุศล แก่ผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ทุกผู้ทุกคนด้วยเทอญ โดยทางนางปรานอม คำจุ่น นางยุลิน สุวรรณคีรี นางยุวดี แก้วเลี่ยม และ ผอ.กรีฑา แดงดี ร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้.

โดย..ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส