ตำรวจรวบ “แอ๊ด ขาณุ” เจ้าแม่เงินกู้-รับจำนำรถรายใหญ่ เก็บดอกเบี้ยมหาโหด

“ตำรวจไซเบอร์” รวบ “แอ๊ด ขาณุ” เจ้าแม่เงินกู้-รับจำนำรถรายใหญ่กำแพงเพชร ดอกร้อยละ 10 ต่อเดือน

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2567 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รรท. ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.จิตติพนธ์ ผลพฤกษา ผบก.สอท.4, พ.ต.อ.อนุชา ศรีสำโรง ผกก.2 บก.สอท.2 นำกำลังเข้าจับกุมนางสุพัตรา หรือ แอ๊ด แกว่นกสิกรรม อายุ 50 ปี เจ้าแม่ปล่อยเงินกู้ ชาว จ.กำแพงเพชร ในความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับทางการค้าเป็นปกติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังในลักษณะอำพราง (รับจำนำรถยนต์) และให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นแม่ค้าอยู่ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร เข้าร้องทุกข์กับตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.4 ว่าเมื่อช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาได้นำรถยนต์กระบะไปจำนำไว้กับนางสุพัตรา หรือ “แอ๊ด ขาณุ” เจ้าแม่ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ ในการขอกู้ยืมเงินจำนวน 30,000 บาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี ซึ่งตามกฎหมายให้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งทำสัญญาคืนเงินต้นในระยะเวลา 30 วัน โดยมีเงื่อนไขหักค่าฝากจอด 1,000 บาท หักดอกเดือนแรกอีก 3,000 บาท และหักค่าทำสัญญาอีก 1,000 บาท รวม 5,000 ได้รับเงินกู้สุทธิเพียง 25,000 บาท แถมต้องส่งดอกเบี้ย 3,000 ต่อเดือน

แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ค้าขายไม่ดีมีรายได้น้อยทำให้ส่งดอกล่าช้า นางสุพัตราก็ขู่อ้างจะนำรถไปขายบ้าง หรือจะทำร้ายบ้าง กระทั่งตนนำเงินต้นไปส่งพร้อมดอกเบี้ย เพื่อจะถ่ายเอารถคืนปรากฏว่านางสุพัตราออกอาการตุกติกจะไม่ยอมคืนรถ จึงเข้าร้องทุกข์กับตำรวจไซเบอร์ให้ช่วยดำเนินการกับเจ้าแม่เงินกู้รายนี้

ต่อมา ตำรวจทำการสืบสวน พบข้อมูลว่านางสุพัตรา เป็นเจ้าแม่ปล่อยเงินกู้รายใหญ่ในลักษณะรับจำนำรถคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงรวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุมตัวได้ที่ร้านครัวคำหวาน ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ตรวจสอบพบว่าบริเวณด้านหลังร้านอาหาร มีโกดังขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจำนำไว้จอดเรียงรายเต็มโกดัง มีทั้งรถเก๋ง รถกระบะและรถไถ รวม 12 คัน

ทั้งนี้ จึงทำการตรวจยึดรถยนต์ที่จอดอยู่ในโกดังทั้งหมดไว้เป็นของกลาง สอบสวนเบื้องต้นนางสุพัตราให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

องค์กรไทยพุทธนราวาส เปิดโรงทานทำข้าวกล่องและน้ำดื่มช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วมนราฯ

นราธิวาส – องค์กรไทยพุทธ/คพท.นราธิวาส เปิดโรงทาน จัดทำข้าวกล่องและน้ำดื่มช่วยเหลือผู้ได้รับอุทกภัยชาวนราธิวาส ในรอบ 36 ปี

งานภาคกิจกรรมสังคมช่วงอุทกภัยจังหวัดนราธิวาส ช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน- 6 ธันวาคม 2567 องค์กรไทยพุทธนราฺวาส นำโดยพระครูวิสิฐ พรหมคุณ เจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส / ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ/ คพท.นราธิวาส วันที่่ 29 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดพรหมนิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เปิดโรงทาน จัดทำข้าวกล่องและน้ำดื่มช่วยเหลือผู้ได้รับอุทกภัยชาวนราธิวาส

โดยกลุ่มองค์กร “คนรักษ์วัดพรหม” เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับคณะกรรมการ สมาพันธ์ไทยพุทธนราธิวาส ซึ่งประจำอยู่ในเขตอำเภอเมืองนราธิวาส ร่วมเป็น ลูกมือประกอบอาหารกล่องในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนวันคืนรวม 8 วัน 8 คืน จำนวนข้าวกล่องและน้ำดื่มกว่า 20,000 ชุด นำไปแจกจ่ายพี่น้องที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ร่วม 4 อำเภอและส่วนราชการที่ขอสนับสนุน ในหลายส่วนราชการ

ทั้งนี้ได้รับเงินบริจาคในการจัดโรงทานจากพี่น้องผู้ใจบุญ และบริษัท/ห้างร้านร่วมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งของ กว่า 200.000 บาท ได้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์โดยทุกประการ ขออนุโมทนาบุญกุศล แก่ผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ทุกผู้ทุกคนด้วยเทอญ โดยทางนางปรานอม คำจุ่น นางยุลิน สุวรรณคีรี นางยุวดี แก้วเลี่ยม และ ผอ.กรีฑา แดงดี ร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้.

โดย..ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

รมว.สุดาวรรณ เตรียมเสนอ “ประเพณีลอยกระทง”ขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก

วธ.โดยบอร์ด ICH ประกาศขึ้นบัญชี 10 มรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติ ปี 67 อาทิ ผ้าเกาะโส้ ตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก ตำนานเขานางหงส์ เรือมอันเร บุญเดือน นมัสการพระธาตุพนม เสื่อกกจันทบูร และผ้าหม้อห้อม  พร้อมเตรียมเสนอ “ประเพณีลอยกระทงในประเทศไทย” ขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 3/2567 พิจารณาเห็นชอบให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำเนินการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2567 จำนวน 10 รายการ ได้แก่  ตำนานสุบินกุมาร  เพลงทรงเครื่อง  ผ้าเกาะโส้  ยิงคันกระสุน  ตำนานพระนางสร้อยดอกหมาก  ตำนานเขานางหงส์  เรือมอันเร  บุญเดือน 3 นมัสการพระธาตุพนม  เสื่อกกจันทบูร และผ้าหม้อห้อม ที่ผ่านมา วธ. ได้ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบันรวมทั้งหมด 396 รายการ ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมรายการที่ประกาศขึ้นบัญชีได้ที่ www.culture.go.th 

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า นอกจากรายการที่ขึ้นบัญชีในประเทศแล้ว คณะกรรมการฯยังเห็นชอบรายงานข้อมูลสถานะมรดกภูมิปัญญาที่ขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ได้แก่ โขน นวดไทย โนรา และสงกรานต์ ตามมาตรา 29 ของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างการรายงานของประเทศต่าง ๆ พร้อมทั้งเข้าร่วมการฝึกอบรมการจัดทำรายงานซึ่งจัดโดยยูเนสโก ณ เมืองเจินจู สาธารณรัฐเกาหลี  ประสานขอข้อมูลจากหน่วยงาน องค์กร และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับองค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ เพื่อจัดทำรายงานดังกล่าว ส่งให้ยูเนสโก ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2567

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเอกสารรายการ “ประเพณีลอยกระทงในประเทศไทย” เพื่อเสนอเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง พิจารณารายละเอียด ความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสาร ภาพนิ่ง และวีดิทัศน์ให้สมบูรณ์ และมอบกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำเนินการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบก่อนนำเสนอยูเนสโก ภายในเดือนมีนาคม 2568 ต่อไป” นางสาวสุดาวรรณ กล่าว

กล้วยฉาบโบราญ ของดีศรีสะเกษ สร้างเงิน สร้างงาน สร้างเศรษฐกิจชุมชน

แม้ว่าทุกวันนี้ จะมีขนมนมเนยเอามาขายในร้านสดวกซื้อ และตามงานต่างๆมากมายหลายชนิด แต่ขนมไทย กล้วยฉาบ ยังคงเป็นที่ต้องการของชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอ จนได้ชื่อว่า เป็นขนม อมตะ ของไทย โดยไม่มีวันสิ้นสูญความต้องการไปได้ วันนี้จะพาไปดูการทำกล้วยฉาบ และกินกล้วยฉาบฝีมือ ผู้ใหญ่บ้าน รับรองอร่อยแน่

นางธัญญาลักษณ์ ภิญโญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านนาเจริญ ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า ได้ทำกล้วยมามานานกว่า 10 ปี ส่วนตัวเองทำมาตั้งแต่อายุ 17 ปี  เดิมที่แรกมีอาชีพทำนา  แต่เห็นว่าอยากจะมีรายได้เสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จึงลองทำกล้วยฉาบขาย ยิ่งทำยิ่งมีรสชาติอร่อยขึ้นเรื่อยๆ  มีความกรอบเพราะการทอดด้วยไฟที่ไม่แรงจนเกินไป และใช้กล้วยน้ำหว้าที่แก่จัด ทำให้มีรสหวานภายในตัว ใช้น้ำตาลปีปช่วยความหวานหอมอีกนิดหน่อย ทำให้มี 3 รสชาติ คือ หวาน เค็ม จืด ส่งผลให้ยอดการจำหน่ายเพิ่มขึ้น 

นางธัญญาลักษณ์ บอกว่า จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ คนสูงวัย กับ แม่เลี้ยงลูกอ่อนอยู่กับบ้านพัก ให้มีงานสามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว โดยให้บรรจุกล้วยฉาบทอดแล้วใส่ถุงพลาสติก  ให้จำหน่ายคนละ 1 ถุงต่อครั้ง ทำให้มีรายได้ครอบครัวละ 1,000 บาท ถ้าใครสามารถจะมาเป็นผู้ทอดก็ให้มาที่บ้านผู้ใหญ่ มีรายได้เพิ่มขึ้นอาทิตย์ละประมาณ 2,000 บาท  ทั้งนี้ผู้ใหญ่บ้านจะเป็นผู้คัดกรองบุคคลสูงวัยหรือแม่เลี้ยงลูกอ่อนที่สนใจจะทำงานจริง ซึ่งโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ช่วยเหลือครับครัวได้อีกทางหนึ่ง  ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม

สำหับวัตถุดิบก็รับซื้อในชุมชน ช่วงนี้ได้ขยายการผลิตเพิ่มเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด  ใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้นอีกโดยใช้ มันเทศฉาบ และกล้วยหักมุก กล้วยไข่มาเล เพราะผลกล้วยจะใหญ่เวลาทำเป็นชิ้นจะได้ชิ้นใหญ่ ทอดแล้วจะมีความกรอบเหนียวแตกหักยาก
  
ข้อมูลโภชนาการแคลอรี่ พลังงาน และสารอาหารในกล้วยฉาบในปริมาณ 100 กรัม มีพลังงานทั้งหมด 208 กิโลกรัมแคลอรี่โปรตีน 1 .1 กรัมคาร์โบไฮเดรต 5 0.4 กรัมไขมัน 0.2 กรัม

นางธัญญาลักษณ์  บอกอีกว่า  ตอนนี้มีรายได้เดือนละร่วมแสนบาท  แบ่งให้กับผู้ร่วมขายในชุมชนส่วนหนึ่ง    สำหรับตลาดส่งสินค้ารายใหญ่ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร และ อ.ขุขันธ์  จ.ศรีสะเกษ ราคาจำหน่ายถุงละ 10 บาท  น้ำหนักประมาณ 60 กรัม  สนใจติดต่อสั่งสินค้าที่เบอร์ โทร.0979265679 

โดย… เสนาะ วรรักษ์

ลูกทรพีทาสเหล้า!ขอเงินแม่หวังไปซื้อสุราไม่ได้โมโหเผาบ้านทิ้ง

ลูกทรพีเมาเหล้า ! ขอเงินแม่ไปซื้อมาเติมดีกรีอีกไม่ได้ฉุนขาดสติใช้น้ำมันเบนซินราดแถมห้ามชาวบ้านมาช่วยดับจนไฟผลาญบ้านวอดเป็นจุล

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 10.30 น. นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอศิลาลาด ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ที่บริเวณสื่แยกบ้านดงเค็ง หมู่ที่ 9 ตำบลหนองบัวดง หลังได้รับแจ้งจึงรีบรุดไปพร้อมเจ้าหน้าที่ เพื่อไปบัญชสการดับเพลิง ขณะเดียวกันได้ประสานสั่งการให้รถดับเพลิงไปทำการสกัดต้นเพลิงอย่างรีบด่วน

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เป็น บ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 78 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองบัวดง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ (เปิดเป็นร้านขายของชำ) มีผู้อาศัยอยู่ในบ้าน 2 ประกอบด้วย นางภนาสวรรค์ อาจทำ อายุ 56 ปี (แม่) อาชีพค้าขาย นายพนมทวน อาจทำ อายุ 34 ปี (บุตรชาย) ในช่วงเวลาที่เกิดไฟไหม้ ทั้ง 2 คน พักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณ 10.10 น. ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นภายในบ้าน

จากการสอบสวนสาเหตุ้พลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากนายพนมทวน อาจทำ (บุตรชาย) ซึ่งมีอาการมึนเมาได้ขอเงินจากมารดาแต่ไม่ได้ จึงใช้น้ำมันเบนซินซึ่งดูดจากจากรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขนข 517 ศรีสะเกษ ของนางภนาสวรรค์ อาจทำ (มารดา) เป็นเชื้อเพลิงจุดไฟเผาบ้าน ภายหลังก่อเหตุนายพนมทวน อาจทำ ได้ขัดขวางไม่ไห้ชาวบ้านข้างเคียงเข้าไปช่วยดับไฟในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศิลาลาด จึงควบคุมตัวไว้ ประสานรถน้ำอเนกประสงค์จาก องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวดง องค์การบริหารส่วนตำบลกุง องค์การบริหารส่วนตำบลคลีกลิ้ง องค์การบริหารส่วนตำบลโจดม่วง อำเภอศิลาลาด และองค์การบริหารส่วนตำบลด่าน อำเภอราษีไศล มาฉีดน้ำดับเพลิง สามารถดับเพลิงไหม้ได้เวลาประมาณ 12.00 น.

หลังเกิดเหตุไหม้ บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 9 ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง และบ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 9 (บ้านใกล้เคียง) ถูกไฟไหม้เสียหายบางส่วน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต

นพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอศิลาลาด

ทั้งนี้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวดง สำรวจประเมินความเสียหายในเบื้องต้น ประมาณ 220,000 บาท โดยที่ทำการปกครองอำเภอศิลาลาด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอัคคีภัยในเบื้องต้น มอบถุงยังชีพ เครื่องนุ่งห่ม ผู้ใหญ่บ้านให้ที่พักพิง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวดง สำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอัคคีภัยตามอำนาจหน้าที่และระเบียบช่วยเหลือ สถานีตำรวจภูธรศิลาลาด สอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/ราบงาน

“สจ.โต้ง” ถูกยิงชั้น 2 ตกตายด้านล่าง แจ้ง 2 ข้อหา “สุนทร” กับพวก

จากกรณีเกิดเหตุใช้อาวุธสงครามยิงกันภายในบ้านพัก จ.ปราจีนบุรี ของนายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี ซึ่งถือเป็นนักการเมืองคนดังในท้องที่ เป็นเหตุให้ นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ อดีต สจ.โต้ง ปราจีนบุรี อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นลูกบุญธรรม ถูกยิงเสียชีวิต ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด พล.ต.ต.ประสงค์ ศิริทิพย์วานิช รอง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี แถลงความก้าวหน้าของคดี ว่า จากการสอบสวน นายกอล์ฟ ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนยิงผู้เสียชีวิต เพราะมีปัญหาเรื่องส่วนตัวกับผู้เสียชีวิตอยู่แล้ว เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องว่ามีใครสั่งหรือไม่

โดยเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. สจ.โต้ง เดินทางไปถึงบ้านที่เกิดเหตุ ถ.โรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี และได้มีการพูดคุยกัน นายสุนทร วิลาวัลย์ กับพวกระยะหนึ่ง จากนั้นได้ออกมาแล้วกลับเข้าไปอีกครั้ง และได้มีปากเสียงกับผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง โดย นายกอล์ฟ กับ นายตูน จึงได้ใช้อาวุธปืน ขนาด 9 มม. และปืนลูกซอง ยิง สจ.โต้ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ จึงนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทำการปิดล้อม เจรจาพูดคุยกับผู้ก่อเหตุที่อยู่ภายในบ้าน ว่าเราจะให้ความปลอดภัย และให้ความเป็นธรรม และขอให้นำคนเจ็บออกมาก่อน เนื่องจากยังไม่รู้ว่ามีผู้เสียชีวิต กระทั่งกลุ่มคนในบ้านยอมวางอาวุธ เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าไปควบคุมสถานการณ์

โดยภายในบ้าน พบชายฉกรรจ์ 6 คน และนายสุนทร วิลาวัลย์ พร้อมสมาชิกในครอบครัว และพบศพ สจ.โต้ง อยู่บริเวณชั้น 1 แต่จุดที่ยิง เริ่มยิงจากชั้น 2 และตกลงมา จากการสอบปากคำวันนี้ ได้ตั้งข้อหา 7 ราย รวมถึงนายสุนทร วิลาวัลย์ด้วย ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในส่วนของการสอบสวน สอบปากคำผู้ต้องหาไปแล้ว 6 คน สอบพยาน 3 ปาก พยานอื่น ๆ อีก 4 ปาก ซึ่งจะได้มีการแถลงความคืบหน้าของคดีอีกครั้ง ในเวลา 17.00 น. โดยผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ทำการสอบปากคำตามประเด็นให้เรียบร้อย โดยตั้ง 3 ประเด็นคือ ทะเลาะกันมาแต่เดิม, การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะถึงนี้ และเป็นเหตุซึ่งหน้า ในเรื่องของงานสืบ ได้ให้ไปเก็บกล้อง หาพยานที่เกี่ยวข้อง มาสร้างความเป็นธรรมให้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้สังคมได้รับทราบ ส่วนงานป้องกันปราบปราม กำหนดจุดสกัดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน เน้นย้ำเรื่องอาวุธปืนอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พิจารณาคัดค้านการประกันตัวทั้ง 7 คน เนื่องจากเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เนื่องจากถือว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล และจากการตรวจค้นบ้านพัก พบอาวุธจำนวนมาก โดยในชั้นพนักงานสอบสวน สามารถคุมตัวได้ 48 ชั่วโมง ก่อนกำหนดนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ในช่วงเช้าวันนี้

เปิดแล้ว!มหกรรมข้าวและกาแฟสู่เวทีโลกกระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี

เปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024 เพิ่มมูลค่าให้กับข้าวและกาแฟไทย 

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 15 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดโดยเว็บไซต์ The Cloud [www.readthecloud.co] ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว และมูลนิธิข้าวไทย ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ดำเนินการจัดงานขึ้นภายใต้ชื่องาน Thailand Rice Fest 2024 เทศกาลกินข้าวใหม่และตลาดรวมสินค้าของเกษตรกรเพื่อยกระดับวงการข้าวไทยและสร้างความต่อเนื่องในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ด้วยการนำเสนอศักยภาพข้าวไทยผ่านความหลากหลายของพันธุ์ข้าว มุมมองใหม่ของข้าวไทยและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้จากข้าวไทยมากยิ่งขึ้น

สำหรับงาน Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024 มหกรรมของคนกาแฟ เว็บไซต์ The Cloud ได้ร่วมมือกับสมาคมกาแฟพิเศษไทย (Specialty Coffee Association of Thailand) โดยภายในงานได้รวบรวมร้านค้าและธุรกิจที่เกี่ยวกับกับกาแฟทั้งในและนอกประเทศอย่างครบวงจรและนำเสนอกิจกรรมที่มีความหลากหลาย อาทิ การเล่าเรื่องราวผ่านเวทีเสวนา การแข่งขัน หรือมอบความรู้ผ่านกิจกรรมเวิร์คช้อป รวมถึงตลาดสินค้ากาแฟ และอุตสาหกรรมท่ีรายล้อมกาแฟเพื่อการพัฒนาและยกระดับวงการกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
       

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวและกาแฟไทย ผลิตภัณฑ์ที่มากด้วยคุณค่าจากกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรประเภทข้าวและผลักดันอุตสาหกรรมกาแฟไทย รวมถึงส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ต่อการนำข้าวและกาแฟไปใช้ประโยชนfในฐานะ Soft Power ของประเทศไทย
     

 “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนในการพัฒนาและเสริมศักยภาพให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมและผลักดันให้เกิดความร่วมมือให้เกษตรกรพ้นจากกับดักความยากจน อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าภาคการเกษตรอีกหลายชนิดที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ กล้วยหอมทอง สินค้าหม่อนไหม และยังรวมถึงเมล็ดพันธุ์กาแฟ และพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ยังคงต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาทั้งในเรื่องปริมาณและคุณภาพเพื่อแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ และช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

SMEsโคราชเฮ!รัฐบาลพักหนี้ 3 ปี ต่อลมหายใจผู้ประกอบการทั่วไทย

นครราชสีมา –SMEs โคราชเฮ! ‘คุณสู้ เราช่วย’ พักหนี้ 3 ปี ประธาน BIZ CLUB ชี้ต่อชีวิตธุรกิจ แนะรัฐออกมาตรการกีดกันสินค้าจีนควบคู่ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ภายหลังจากที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางอื่นๆ ของสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่เป็นหนี้เสียระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับถึงวันที่ 31 ต.ค. 67 ภายใต้ชื่อโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” โดยในส่วนของหนี้บ้าน หนี้รถ และหนี้ SMEs จะเป็นการพักชำระดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 3 ปี ซึ่งลูกหนี้ต้องมีหนี้เสียในวงเงินไม่เกินดังนี้ 1.หนี้บ้านไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย 2.หนี้รถยนต์ไม่เกิน 8 แสนบาทต่อราย และ 3.หนี้ SMEs ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลูกหนี้ลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 67 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 28 ก.พ.68 นั้น

ล่าสุด วันนี้ (12 ธันวาคม 2567) นางสาวฐิติพรรณ จันทร์ประทักษ์ ประธานเครือข่ายธุรกิจ BIZ CLUB นครราชสีมา และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า โครงการพักชำระหนี้ที่ทางรัฐบาลออกมานี้ ภายใต้ชื่อ “คุณสู้ เราช่วย” ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมากสำหรับลูกหนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ซึ่งปัจจุบันนี้ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs อยู่กว่า 30,000 ราย และอยู่ในเครือข่ายธุรกิจ BIZ CLUB จำนวนมาก หลายคนประสบปัญหามาตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีการปิดกิจการไปก็มาก ส่วนที่เหลืออยู่นี้ก็ประสบกับปัญหาการชำระหนี้กว่า 80% เนื่องจากรัฐบาลก็เพิ่งจะเข้ามาบริหารประเทศไม่นาน และที่ผ่านมานโยบายต่างๆ ที่จะมาช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็พยายามประคับประคองเพื่อรอนโยบายการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทั้งนี้ผู้ประกอบการก็ไม่ได้อยากจะเบี้ยวชำระหนี้ 

แต่ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ศักยภาพในการชำระหนี้ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” นี้ สามารถทำให้ผู้ประกอบการลืมตาอ้าปากได้บ้าง โดยเป็นการผ่อนชำระดอกเบี้ย 3 ปี ขณะเดียวกันก็ชำระตัดยอดเงินต้นได้ด้วย ทำให้มีเงินเหลือที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจได้ในช่วง 3 ปีนี้ เพราะถ้าผู้ประกอบการค้างชำระหนี้จนติดเครดิตบูโรกันจำนวนมาก จะทำให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศเดินหน้าไปต่อไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการลดภาระการชำระดอกเบี้ย 3 ปีไปได้ ธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศ ก็จะเริ่มฟื้นตัวให้เห็นในไตรมาสแรกของปี 68 แน่นอน

ถึงอย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” นี้ ก็เป็นเพียงการช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ประกอบการในระยะสั้นเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังต้องเจอการแข่งขันที่สูงมาก จากสินค้าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน ที่ไหลทะลักเข้ามาอย่างหนัก ซึ่งเขามีต้นทุนที่ต่ำและเทคโนโลยีการผลิตสูงกว่าเรา ทำให้ผู้ประกอบการไทยลดราคาสู้ไม่ไหว ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลออกมาตรการกีดกันสินค้าจากประเทศจีนควบคู่กันไปด้วย โดยอาจจะตั้งกำแพงภาษี เพื่อให้สินค้าไทยสามารถสู้ราคาได้ เพราะถ้าทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยแข็งแรงแล้ว รัฐบาลก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้ประกอบการไทยก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

“นายกฯ อิ๊งค์” แถลงผลงาน 90 วัน สานต่อรัฐบาลเศรษฐา “ทำอยู่ ทำต่อ ทำใหม่”

นายกฯแพทองธาร แถลงผลงาน 90 วัน รัฐบาลแพทองธาร สานต่อ “เศรษฐา” ทำอยู่ ทำต่อ ทำใหม่ ลุยแก้หลายปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน ดึงธุรกิจใต้ดินเข้าระบบภาษี ทลายทุนผูกขาด ตั้งเป้าให้ไทยท่องเที่ยวได้ทั้งปี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน ภายใต้ชื่อ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” และการมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี ณ สตูดิโอ 4 อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศการกระจายเสียงวิทยุและการให้บริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยมีคณะรัฐมนตรี รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นการแถลงในเวลา 10.09 น. หลังจบวิดีทัศน์ ว่า สวัสดีพี่น้องประชาชน ข้าราชการ คณะรัฐมนตรี คลิปที่ได้รับชมเป็นผลงานตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งไม้ต่อมา โดยหลังจากได้ทำงาน 90 กว่าวันที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาของการปรับตัว ปรับการทำงาน เริ่มหาแนวทางว่าการทำงานแบบใดที่จะอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์ประชาชน ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง และถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่ได้เข้ามาเรียนรู้และทำงาน เราทั้งหมดคือทีมเดียวกัน ที่ผ่านมาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่นึกฝันไม่คาดฝัน วันนี้เรากลับมาแล้ว เดินไปข้างหน้าเพื่อประชาชนและประเทศ เราจะวางโครงสร้างสำคัญให้ประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อย่างที่เคยกล่าวไว้

ภาพประเทศไทยต่อจากนี้ ปี 2568 จะเป็นปีของโอกาส รัฐบาลจะสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม ทำความฝันให้เกิดขึ้นจริงได้ หรือที่เรียกว่า “นโยบายกินได้” ที่ผ่านมาในอดีตประเทศมีความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่า 20 ปี วันนี้เราพร้อมเดินหน้าและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

“ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง” ปี 2567 ภาคเหนือเกิดน้ำท่วมหนักมากและมีดินโคลนถล่ม ภาคอีสานและภาคใต้ก็เกิดน้ำท่วมเช่นกัน จากการที่มีโอกาสลงพื้นที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ดินโคลนถล่ม มีความรู้สึกว่าตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ประชาชนได้อย่างไรบ้าง เมื่อคิดว่าถ้าเกิดกับตัวเองก็รู้สึกเศร้าใจ แต่พี่น้องภาคเหนือไม่ได้เตรียมการที่จะเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน หลายคนไม่ได้มีทุนสำรองในเรื่องนี้ รัฐบาลจึงเยียวยาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มีกำลังใจไปต่อไป ซึ่งปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งนั้นมีมานาน แต่ไม่ได้ทำอย่างบูรณาการ ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งถาวร รวมถึงเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

สิ่งที่จะทำต่อไปคือ “ศึกษาการแก้กฎหมาย อนุญาตให้ประชาชนสามารถขุดลอกคูคลองได้” เป็นโครงการที่จะให้ประชาชนสามารถขุดดินโคลนไปขาย แต่ต้องไม่กระทบสิ่งแวดล้อมและมีข้อกำหนดที่ชัดเจน นี่คือแนวทางใหม่ที่สร้างอาชีพให้ประชาชนได้ พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะสร้างฟลัดเวย์ (floodway) หรือ ทางน้ำไหลผ่าน เพื่อทำให้น้ำท่วมน้ำแล้งดีขึ้น แก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางและ กทม. ได้เป็นอย่างดี เราต้องคิดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว โดยมอบหมาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหาข้อกฎหมาย เทคโนโลยี ในการสร้างฟลัดเวย์ให้เกิดขึ้นได้

ต่อมาคือ “ปัญหาฝุ่น PM 2.5” นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ตนเองเป็นแม่ลูก 2 ชอบให้ลูกเล่นนอกบ้านเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เรื่องนี้มีผลกระทบเช่นกัน โดยปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลอดีตนายกฯ เศรษฐา มี KPI ว่าต้องทำให้มีฝุ่นน้อยลงทุกปี เพราะการเผาในพื้นที่การเกษตรทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ได้มาก แต่ที่ผ่านมาสามารถลดพื้นที่เผาไหม้ไปได้ถึง 50% แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมาถูกทาง รวมถึงแนวทางที่จะไม่รับซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผาไหม้ และต้องจริงจังมากขึ้น ทั้งการเผาตอซังข้าวและอ้อย แก้ปัญหาที่หมักหมมมานาน รัฐบาลต้องการคืนอากาศที่ดี สุขภาพที่ดีให้ประชาชน โดยมอบหมาย นายประเสริฐ ติดตามเรื่องนี้ต่อ

อีกปัญหาสำคัญคือ “ยาเสพติด” ที่กลับมาระบาดมาก ทำให้ครอบครัวสูญเสียลูกหลาน ซึ่งคนไทยมีศักยภาพอีกมาก รัฐบาลเอาจริงเรื่องนี้ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันตรวจสอบ รัฐต้องการความช่วยเหลือจากประชาชนเพื่อให้เกิดความสำเร็จ และรัฐบาลนี้จะทำแพลตฟอร์มแจ้งปัญหายาเสพติด ซึ่งข้อความจะส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี และจะมีการรักษาข้อมูลของผู้แจ้งอย่างดี ขณะเดียวกัน ท่าวังผาโมเดล และธวัชบุรีโมเดล ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำได้จริงจากความร่วมมือของทุกฝ่าย จะนำโมเดลนี้พัฒนาไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทำให้คนไทยกลับมาสร้างอาชีพได้ รวมถึงไม่ให้คนติดยากลับไปติดอีก ในเรื่องนี้มอบหมาย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินการ

น.ส.แพทองธาร กล่าวในประเด็นต่อมาเรื่อง “การทลายทุนผูกขาด” ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน เพราะการผูกขาดทุกชนิดเป็นสิ่งที่เพิ่มต้นทุนของประชาชน ทำให้ประชาชนจนลง ไม่ได้มีเงินมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องข้าว แม้จะมีการแก้ไขกฎหมายแล้ว แต่ยังไม่ทันสมัยอยู่ดี รัฐบาลจะปลดล็อกและลดขั้นตอน ทำให้เกษตรกรรายย่อยสามารถส่งออกข้าวเองได้ ทำให้ SME กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยเรื่องนี้ได้มีการสั่งการ ครม. ไปแล้ว จากนี้กฎกระทรวงจะมีการแก้สิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันออกไป

ในเรื่อง “ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า” นายกรัฐมนตรีเผยว่า มีค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่มาก ยังมีการคิดราคาบวกอยู่ ประชาชนต้องแบกรับ เรื่องนี้จะต้องถูกจัดการ พร้อมกล่าวยืนยันว่าค่าพลังงานในปีหน้าทั้งหมดต้องลดลงอย่างแน่นอน โดยมอบหมาย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ช่วยดูต่อในเรื่องนี้

ขณะที่เรื่องของ “สุราชุมชน” จะมีการเปิดโอกาสพื้นที่สร้างสรรค์ สร้างธุรกิจของตัวเอง พร้อมให้ข้อมูลว่า ตลาดเครื่องดื่มของไทย น้ำแร่ น้ำหวาน มูลค่าส่งออกกว่า 7 หมื่นล้านบาท รัฐเก็บภาษีกว่า 1.8 แสนล้านบาท และมองว่ามีโอกาสเติบโตมากมาย เชื่อว่าจากนี้จะได้เห็นอะไรดีๆ จากคนไทยอีกมาก และเกษตรกร สินค้าเกษตรจะได้รับผลดีไปด้วย ในประเด็นนี้ฝาก นายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกรัฐมนตรี ยังได้แถลงต่อไปในเรื่อง “ธุรกิจนอกระบบ-ธุรกิจใต้ดิน” จะต้องได้รับการแก้ไขและนำกลับเข้าสู่ระบบ นำขึ้นมาบนดิน เพื่อเสียภาษีให้ได้ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีมูลค่ามากกว่า 49% ของ GDP ไทย ถือว่าค่อนข้างมาก เป็นช่องทางของมาเฟียและเป็นช่องทางคอร์รัปชันต่างๆ ภาครัฐไม่สามารถปกป้องดูแลประชาชนได้ เพราะรัฐมองไม่เห็นว่ามีอยู่ตรงไหน อย่างไร แต่ถ้าเอาทุกอย่างมาไว้บนดิน สามารถเก็บภาษีได้ตามระบบ ใช้กฎหมายควบคุม ภาษีเหล่านั้นนำมาให้ประชาชนต่อ เป็นทุนการศึกษาได้ พัฒนาประเทศได้ จะสามารถต่อยอดประเทศได้อีกเยอะ พร้อมมอบหมาย นายอนุทิน และนายประเสริฐ ทำงานร่วมกัน โดยต้องเอาธุรกิจใต้ดินขึ้นมาบนดินเพื่อที่รัฐจะปกป้องประชาชนได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง “Future Investment หรือ การลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต” ตั้งเป้าประเทศไทยเป็น AI Hub ของภูมิภาค และทำให้ทั่วโลกมองเห็นว่าไทยพร้อมที่จะเตรียมตัวสำหรับธุรกิจแห่งอนาคต แต่ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพัฒนา อาทิ เรื่องคนที่อาจจะยังไม่มีความรู้ที่มากพอในการทำธุรกิจนี้ อีกทั้งในอนาคตอันใกล้ AI จะมีบทบาทสำคัญต่อทุกคนทุกวัย ยิ่งมีข้อมูลมาก AI ก็ยิ่งฉลาดขึ้น จะช่วยในเรื่องกำแพงภาษา สามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลก และยังช่วยคิดวิเคราะห์ในเรื่องต่างๆ ได้ จะมีโอกาสมากขึ้นหากใช้ AI ให้เป็น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแผนลงทุนเพิ่มในธุรกิจแห่งอนาคต ทั้ง AI, EV อุปกรณ์รถของ EV รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) นอกจากนี้ เราทราบดีว่าไทยกำลังเริ่มในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะช้าไปบ้างแต่ไม่สายเกินไป จะมีการสร้างคนให้ไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย 280,000 คน ภายใน 5 ปี เพื่อให้ไทยพร้อมสำหรับธุรกิจในอนาคตนี้ ขอมอบหมาย นายพีระพันธุ์ และนายประเสริฐ เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับ AI และ Green Energy (พลังงานสีเขียว) เพราะต้องทำเรื่องการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ราคาของประเทศพร้อมที่จะแข่งขันได้ในเวทีโลก

ในตอนท้ายของช่วงแรก นายกรัฐมนตรี ระบุถึงเรื่องที่จะต้องทำควบคู่กันไป ทั้งครัวไทยสู่ครัวโลก, ลอจิสติกส์, ซอฟต์พาวเวอร์ และแน่นอนที่เคยประกาศไว้ว่า จะเปลี่ยนประเทศนี้ให้เป็นเฟสติวัลคันทรี่ (Festival Country) ให้สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปี เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลจะทำต่อไปอย่างเข้มข้น ต้องการให้เงินเข้ามาในประเทศทุกเดือน ไม่อยากมีให้โลว์ซีซั่นหรือมีให้น้อยที่สุด นี่คือความตั้งใจ ที่กล่าวมาเป็นภาพใหญ่ในปี 2570 ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นโยบายต่างๆ ต้องจับต้องได้ ปี 2568 โอกาสของประเทศไทยจะต้องทำได้จริง และจะเป็นปีแห่งโอกาสของคนไทยทุกคน.

คุมสอบปากคำ 7 ผู้ต้องสงสัยในบ้าน “สุนทร วิลาวัลย์” หลังอดีต สจ.โต้ง ถูกยิงดับ

ตำรวจปราจีนบุรีคุมตัว 7 ผู้ต้องสงสัยพร้อม “สุนทร วิลาวัลย์” สอบปากคำเข้มหลังอดีต สจ.โต้ง ถูกยิงดับคาบันไดบ้าน ตร. คาดปมขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น

จากกรณี เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. 67 พ.ต.อ.ทนงศักดิ์  คำมาตย์  ผกก.สภ.เมืองปราจีนบุรี  ได้รับแจ้งเกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงภายในบ้านพัก นายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี ใน ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี อดีต รมช.สาธารณสุข สส. พรรคภูมิใจไทย มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย 

หลังรับแจ้ง พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก. ภ.จว.ปราจีนบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด  นปพ.ชุดสืบสวน พนักงานสอบสวน เดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมตรวจสอบที่เกิดเหตุ และกระจายกำลังควบคุมสถานการณ์ ที่หน้าบ้านหลังดังกล่าว เนื่องจากผู้ก่อเหตุยังอยู่ภายในบ้าน และมีอาวุธปืนครบมือ เจ้าหน้าที่ทำการเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุวางอาวุธ และสามารถจับกุมตัวได้

ต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในบ้าน พบผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ อดีต สจ.โต้ง ปราจีนบุรี จึงแจ้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเก็บพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. เต็มลานบ้านพัก และที่บริเวณกระจกบ้านถูกคมกระสุนแตกกระจายจำนวนมาก ในบ้านยังพบอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อคานิค จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลา 19.30 น. นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ และได้พูดคุยกับนายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี กับพวก จนเสร็จธุระ จึงได้เดินขึ้นไปส่ง นายสุนทร ขึ้นนอนชั้นบนของบ้าน และในช่วงกำลังเดินลงบันได ได้มีปากเสียงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง คือ นายกอล์ฟ และนายตูน พร้อมพวก ก่อนใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. และอาวุธปืนลูกซอง ยิง สจ.โต้ง เสียชีวิตคาบันไดบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ (กอล์ฟ), นายศักดิ์สิทธิ์ ชินวงษ์ (ตูน) กับพวก รวม 7 คน และนายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี ไปทำการสอบสวนที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ส่วนร่างผู้เสียชีวิตทางเจ้าหน้าที่ให้หน่วยกู้ภัยนำส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจเพื่อทำการผ่าชันสูตรอีกครั้ง

ต่อมา พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ( รรท.ผบช.ภ.2.) ได้เดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เดินทางมาเพื่อติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกำชับถึงกรณีเกิดเหตุยิงกันที่บ้านพักนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี ในพื้นที่ อ.เมือง จว.ปราจีนบุรี

ท่าน ผบ.ตร สั่งให้ตนมาดูแลควบคุมการปฏิบัติ ประสานหน่วยงานต่างๆ ให้ลงมือทำอย่างตรงไปตรงมา และเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ให้ถึงที่สุด ขณะนี้ตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 7 คน ก็นำมาที่ สภ. เมืองปราจีนบุรีแล้ว และพยานแวดล้อมอื่น ๆ 2-3 ท่านก็นำมาทั้งหมด อยู่ระหว่างการสอบปากคำ ผู้การ รองผู้การ ผกก.สืบสวนสอบสวน รวมทั้งกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 ก็ลงมาปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังหลายสิบนาย เพื่อให้การปฏิบัติราบรื่นรวดเร็ว และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ส่วนมูลเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวน น่าจะเป็นความขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่นอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ทั้งนี้ขอเวลาเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกมิติ จะแจ้งความคืบหน้าอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหากพบว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องกระทำผิดจะไม่มีการละเว้นต้องดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย.