นทท.สมหวัง!”ดอยอินทนนท์”เกิด”เหมยขาบ”ครั้งแรกแห่งปี อุณหภูมิต่ำสุด 4 องศา

สิ้นสุดการรอคอย “เหมยขาบแรกของปี” บริเวณกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ เช้านี้อุณหภูมิลงต่ำสุด 4 องศาฯ นักท่องเที่ยวต่างสัมผัสความหนาวแรกแห่งปีนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดเชียงใหม่อุณหภูมิลดฮวบ เช้านี้ที่บริเวณกิ่วแม่ปาน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อุณหภูมิลดลงเหลือ 4 องศาเซลเซียส ขณะที่ยอดดอย 8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ลดต่ำจนเข้าสู่ภาวะหนาวจัด ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างยอดหญ้าแข็ง หรือเหมยขาบขึ้นที่บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ใกล้กับจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของฤดูหนาวปีนี้ ความสวยงามของน้ำค้างที่กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเต็มผืนหญ้า สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นไปสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นในเช้าวันนี้ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศ มวลอากาศเย็นมีกำลังแรงขึ้นคาดว่าใน ช่วงหยุดสุดสัปดาห์นี้อุณหภูมิในภาคเหนือตอนบนจะลดลงอีก 2- 4 องศาเซลเซียส 

สภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลให้การท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ คึกคักอย่างต่อเนื่อง นายเกรียงไกร ไชยพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เผยสถิตินักท่องเที่ยวเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ตั้งแต่เปิดการท่องเที่ยววันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2567 ยอดรวมนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำนวน 25,240 คน รวมกลุ่มจำนวน 7,178 กลุ่ม แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยชายจำนวน 8,428 คน นักท่องเที่ยวชาวไทยหญิงจำนวน 9,103 คน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชายจำนวน 4,069 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหญิงจำนวน 3,640 คน

จากสถิติ 1-30 พฤศจิกายน พบว่าวันที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 รวมจำนวน 1,477 คน รวมกลุ่มจำนวน 400 กลุ่ม และวันที่นักท่องเที่ยวเดินน้อยที่สุด วันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 รวมจำนวน 217 คน รวมกลุ่มจำนวน 57 กลุ่ม 

อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2567 นี้สภาพอากาศหนาวเย็น ความสวยงามของธรรมชาติ ณ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน คาดว่าจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น.

เปิดชนวนแค้น ยิงดับ “สจ.โต้ง ปราจีนบุรี”ลูกบุญธรรม “สุนทร วิลาวัลย์”

จากกรณีเกิดเหตุยิงสนั่นที่บ้านพักของนายสุนทร วิลาวัลย์ หรือโกทร และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บ 1 ราย และต่อมาเสียชีวิต ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ ส.จ.โต้ง นายเต็มพงษ์ ฤทธิ์เดช หรือชื่อใหม่ นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนเกิดเหุตุ ส.จ.โต้ง มีการประชุมนัดพูดคุยที่ชั้น 2 ของบ้าน ในเรื่องเตรียมลงสมัครสมาชิกสภา อบจ.ปราจีนบุรี

แต่สมัยที่แล้ว ส.จ.โต้งได้ไปทำเรื่องโปรโมเตอร์มวย ฉะนั้นเมื่อจะกลับมาสมัคร ส.อบจ.ปราจีนบุรีอีกครั้งในสมัยนี้ จึงต้องมีการเจรจาเรื่องการจัดสรรผู้ลงสมัคร แต่คาดว่าน่าจะจัดสรรผู้สมัครไม่ลงตัว และตกลงกันไม่ได้ จึงได้เกิดเหตุดังกล่าว

ประวัติของ ส.จ.โต้ง เต็มพงษ์ ฤทธิ์เดช หรือชื่อใหม่ นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ ลูกบุญธรรม และเปรียบเหมือนมือขวาของ นายสุนทร วิลาวัลย์ ปัจจุบัน อายุ 48 ปี เป็นทั้งโปรโมเตอร์มวย และ ส.อบจ.ปราจีนบุรี หลายสมัย ยกเว้นสมัยที่แล้ว ส.จ.โต้ง ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง

ปี 2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 เปิดยุทธการปราจีนโมเดล นำกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมเป้าหมายเครือข่ายอิทธิพลใหญ่ที่สุดใน จ.ปราจีนบุรี โดย ส.จ.โต้ง ตกเป็นผู้ต้องหาคดีฮั้วประมูล

ปี 2557 ศาลอาญายกฟ้อง คดี ส.จ.โต้ง กับพวกรวม 5 คน ฮั้วประมูลโครงการก่อสร้าง ชี้ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยขัดขวางการฮั้วประมูล

ปี 2563 ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด บังอร วิลาวัลย์ อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี กับพวก 19 ราย ฮั้วประมูล 15 โครงการ และมีชื่อ ส.จ.โต้ง รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม สมัยนี้แม้ ส.จ.โต้งจะไม่มีตำแหน่ง ส.อบจ.ปราจีน แต่ยังทำกิจกรรมในนามคณะผู้ใจบุญ และเป็นตัวแทนคอยช่วยเหลือชาวบ้านผู้ตกทุกข์ได้ยาก

ปลาหมอคางดำ ยังต้องการการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน

วันนี้ขอมอง “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ผ่านข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในหลายช่องทางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งจากสื่อมวลชน เกษตรกร-ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ ด้วยคำถามว่าข้อเท็จจริงของใครที่น่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะต่างคนต่างมีมุมมองตามพื้นฐานความรู้และความเชื่อของตน และที่สำคัญที่สุดยังไม่การพิสูจน์อย่างเป็นทางการว่า ปลาหมอคางดำที่แพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ มาจากแหล่งเดียวกันกับที่บริษัทเอกชนผู้ขออนุญาตนำเข้าเพียงรายเดียว หรือเป็นปลาที่ถูกลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมายจากหลักฐานการส่งออกของทางราชการที่เปิดเผยต่อสาธารณชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำ ให้ข้อมูลการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของต้นตอปลาหมอคางดำที่ระบาดในประเทศไทย เป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งในประเด็นนี้อาจมีข้อจำกัดหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการนำข้อมูลมาใช้ เช่น การตรวจสอบและวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ด้วย DNA barcoding ของปลาหมอคางดำที่ระบาดในปัจจุบัน ควรดำเนินการด้วยจำนวนยีนที่มากขึ้น เช่น control region (D-loop) cytochrome b และ/หรือ cytochrome oxidase subunit 1 (COI) จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุสายพันธุ์ปลาหมอคางดำ แทนการอ้างอิงจากข้อมูลพันธุกรรมของปลาหมอคางดำที่ระบาดในอดีตเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่สมบูรณ์ทั้งในแง่ที่มาของตัวอย่างที่ทำการศึกษา ลำดับนิวคลีโอไทด์ และความถูกต้องในการแปลผลการทดลองที่ได้ ทำให้ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของปลาหมอคางดำที่เคยระบาดในอดีต และปลาที่กำลังระบาดในปัจจุบันของประเทศไทยได้ 

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลพันธุกรรม (genetic database) ของปลาหมอคางดำที่ประเทศไทยที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่สมบูรณ์ มีตัวอย่างอ้างอิงน้อย โดยใช้ตัวอย่างปลาหมอคางดำที่พบในแหล่งน้ำปี 2560 ในการเทียบเคียง DNA โดยไม่มีตัวอย่างปลาที่มีการนำเข้าในปี 2553 รวมทั้งตัวอย่างปลาที่ระบาดในปัจจุบัน ซึ่งหากสามารถเทียบ DNA ของปลาหมอคางดำที่เคยระบาดในอดีต และปลาหมอคางดำที่กำลังระบาดในปัจจุบัน จะทำให้การพิสูจน์พันธุกรรมที่มา (origin of stocks) มีความน่าเชื่อถือ และมีความสมบูรณ์เพียงพอ แม้ว่าจะไม่มีตัวอย่างปลาที่มีการนำเข้าในปี 2553 ก็ตาม

การพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์สำหรับปลาหมอคางดำ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความถูกต้องแม่นยำ ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบระดับความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในประเทศไทย กับการพิสูจน์แหล่งที่มาของปลาหมอคางดำต้นตอของการระบาด ต้องใช้ชนิดของเครื่องหมายดีเอ็นเอที่ต่างกัน และควรมีการจัดทำข้อมูลการเก็บตัวอย่างและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงแหล่งที่มาของตัวอย่าง (พิกัดภูมิศาสตร์ละเอียด รวมทั้งลักษณะพื้นที่ของแหล่งน้ำเปิดหรือแหล่งน้ำปิด เช่นบ่อกุ้ง บ่อปลาร้าง หรือเป็นปลาจากการเลี้ยง) วันเวลาและขนาดของตัวอย่างปลา (ปลาหมอคางดำมีพฤติกรรมการรวมฝูงของปลาจากครอบครัวเดียวกันหรือเป็นเครือญาติกัน การเก็บตัวอย่างลูกปลาหรือปลาขนาดสมบูรณ์พันธุ์ที่อยู่ในฝูงเดียวกันมาตรวจสอบพันธุกรรม อาจได้ปลาจากครอบครัวเดียวกัน) และประวัติการเคลื่อนย้ายปลา (เช่นปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำที่ติดต่อกันอาจมีพันธุกรรมที่แตกต่างกัน ในขณะที่ปลาจากแหล่งน้ำที่ไม่ติดต่อกับแหล่งระบาดเริ่มต้นมีพันธุกรรมที่เหมือนกัน เนื่องจากการเคลื่อนย้าย) 

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น มีผลต่อการแปลผลการทดลองที่ได้ การสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมที่ครอบคลุม จะทำให้มาตรฐานการพิสูจน์หลักฐานมีความน่าเชื่อถือในทุกขั้นตอน ซึ่งจะเป็นอีกทางหนึ่งในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด การที่ไม่มีตัวอย่างเปรียบเทียบที่ครอบคลุมการระบาดในปัจจุบันที่เพียงพอ หรือตัวอย่างปลาหมอคางดำชุดที่มีการนำเข้า อาจทำให้ผลการพิสูจน์ที่มาไม่สามารถชี้ชัดได้ในทางกฎหมาย

ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานความถูกต้องของการส่งออกปลาหมอคางดำของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2556-2559 ของบริษัทผู้ส่งออก 11 ราย จำนวน 320,000 ตัว ไปยัง 17 ประเทศ ทั้งที่มีเอกสารราชการยืนยันว่าเป็นการส่งออกปลาหมอสีคางดำ โดยไม่มีการขออนุญาตนำเข้า หากแต่เป็นการชี้แจงของบริษัทผู้ส่งออกจำนวน 6 ราย รวมถึงการยอมรับของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่าเป็นการลงชนิดของปลาที่ส่งออกในเอกสารผิดพลาดทั้งหมด แต่ไม่มีการสอบสวนสาเหตุของความผิดพลาดดังกล่าว

ความร่วมมือกันแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ด้วยการกำจัดปลาให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและควบคุมการแพร่กระจายของปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัด มีความสำคัญมากกว่าการถกเถียงกันว่าใครเป็นคนนำเข้าปลาหมอคางดำอย่างถูกกฎหมาย หรือลักลอบนำเข้ามาในประเทศของเรา ตามแผนปฏิบัติการควบคุมปลาหมอคางดำที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงวางไว้ 7 มาตรการ ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้ว 5 มาตรการ ประกอบด้วย 1. การจับปลาออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุดและเร็วที่สุด 2. การปล่อยปลาผู้ล่าเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ 3. การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดจากแหล่งน้ำไปใช้ประโยชน์ 4. การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน 5. การให้ความรู้กับประชาชนการสังเกตระวังป้องกัน เพื่อเดินหน้าสู่มาตรการที่ 6 ตามแผนระยะกลางและระยะยาวโดยการใช้เทคโนโลยีด้านการเหนี่ยวนำโครโมโซมปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างลูกปลาที่เป็นหมัน ไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้อีกต่อไป และขั้นตอนสุดท้ายคือการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยมีกรมประมงเป็นแกนหลัก ร่วมกับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของประเทศ เพื่อให้การดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้./

โดย…สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

เปิดวันโอนเงิน เกษตรกร รับ ไร่ละ 1,000 แจก 5 วัน

เปิดวันโอนเงิน เกษตรกร รับ ไร่ละ 1,000 แจก 5 วัน เช็กด่วนชาวนาภาคใดได้เงินวันไหน เริ่มวันแรก 16 ธ.ค. จากผู้ปลูกข้าว 4.3 ล้านรายเศษ

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.67 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ว่า

หลังจากมติครม. เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งวันนี้ธนาคารมีความพร้อมที่จะเป็นผู้ออกเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.3 ล้านรายเศษ งบประมาณทั้งสิ้น 35,000 ล้านบาท

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า โดยจะเริ่มวันจันทร์ที่ 16 ธ.ค. และใช้เวลา 5 วันดำเนินการให้ครบถ้วน แยกเป็น

วันที่ 16 ธ.ค. เป็นการโอนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภาคเหนือ
วันที่ 17 ธ.ค. เป็นการโอนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภาคกลาง และภาคตะวันออก
วันที่ 18 ธ.ค. เป็นการโอนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภาคอีสานตอนบน
วันที่ 19 ธ.ค. เป็นการโอนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภาคอีสานตอนล่าง
วันที่ 20 ธ.ค. เป็นการโอนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภาคตะวันตก และภาคใต้.

เปิดแล้ว “ถนนหมายเลข 10”เชื่อมศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กับถนนประชาชื่น

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 เวลา 06.45 น. รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ร่วมกันเปิดถนนหมายเลข 10 เชื่อมต่อศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กับถนนประชาชื่น ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานที่เป็นภาคีร่วมผลักดันการตัดถนนเส้นนี้เข้าร่วมกิจกรรม

ได้แก่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายธวัชชัย นภาศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. นายอัมรินทร์ จารุตามระ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ นายวชิรวิทย์ โพธิ์วิจิตร ผู้เชี่ยวชาญการประปานครหลวง (ระดับ 10) พันเอกปกรณ์ เปลี่ยนรังษี เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 11 นายพสิษฐ์ ศรีประพันธ์ หัวหน้างานบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร จากสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด และ สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้องถนนหมายเลข 10 สามารถรองรับรถยนต์สัญจรได้สูงถึง 100,000 คันต่อวัน ช่วยระบายการจราจรจากถนนแจ้งวัฒนะ และช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ทำงานและผู้ติดต่อราชการในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และกรรมการผู้จัดการ DAD ได้ลงพื้นที่บริเวณถนนหมายเลข 8 ปากทางถนนกำแพงเพชร 6 เพื่อติดตามความคืบหน้าของการตัดถนนข้ามทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อไปยังถนนวิภาวดีรังสิต สำหรับบริการให้แก่ประชาชน

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ DAD ยังได้หารือความเป็นไปได้ในการร่วมพัฒนาพื้นที่ทั้งของกรุงเทพมหานคร และภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเป็นที่สาธารณะให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ลานอเนกประสงค์ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) เนื่องจากมีแนวคิดเปิดลานกีฬา ‘Pickleball’ พิกเกิลบอล สำหรับให้บริการแก่ประชาชนอีกด้วย

ยอดจองรถ 5 หมื่นคัน เงินสะพัดกว่า 5.5 หมื่นล้าน

มหกรรมยานยนต์ “MOTOR EXPO 2024” ครั้งที่ 41 จัดขึ้นระหว่างวันที่ มหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่วันที่ ระหว่าง 29 พ.ย. และปิดม่านไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ค่ายรถที่มาแสดงโชว์ได้จัดแคมเปญแข่งขันกันส่งท้ายกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มรถไฟฟ้า หรือ EV ที่มีหลายค่าย โดยเฉพาะประเทศจีนมาเปิดตัวรุ่นใหม่ ๆ กันเป็นจำนวนมาก  
 

รวมแบรนด์รถยนต์เข้าร่วมงานครั้งนี้  42 แบรนด์ จาก 9 ประเทศ  รถจักรยานยนต์ 22 แบรนด์ จาก 7 ประเทศ 
               

รวมระยะเวลาจัดงาน  12 วัน (29 พ.ย.-10 ธ.ค.2567) มียอดจองรถภายในงานกว่า 50,000 คัน ยอดผู้ชมกว่า 1.4 ล้านคน มีเงินสะพัด 55,000 ล้านบาท 
               

สำหรับยอดจองรถในงานแบ่งเป็นรถยนต์ 54,513 คัน จักรยานยนต์ 7,982 คันและจากข้อมูลผู้ร่วมกิจกรรม”ซื้อรถ…ชิงรถ” พบว่ามีผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่าปีที่แล้ว โดยเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ (สันดาป, ไฮบริดและพลักอิน-ไฮบริด) ร้อยละ 58.7 และรถยนต์ไฟฟ้าร้อยละ 41.3 รถยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, BYD, TOYOTA ส่วนรถที่มียอดจองสูงสุด ได้แก่ HONDA, TOYOTA, F

ด้านรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)ที่มียอดจองสูงสุด ได้แก่ BYD, AION, GEELY ตามลำดับ  

อลังการแสงสีเสียง“วิจิตร เจ้าพระยา 2024″

ที่ท่าเรือไอคอนสยาม ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เขตคลองสาน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายปิฎก สุขสวัสดิ์  คู่สมรส นำคณะรัฐมนตรี พร้อมคู่สมรส ร่วมกันประชาสัมพันธ์กิจกรรมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ริมสองฝั่งเจ้าพระยาซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สำหรับการแสดงชุด “The shining of Chao Phraya” ในงาน“วิจิตร เจ้าพระยา 2024”  

นายกฯ พร้อมคณะได้ ลงเรือ Alangka Cruise รับชมการแสดงวง The Sound Of Siam และล่องเรือชมงาน แสงสีเสียงวิจิตรเจ้าพระยา 15 จุด อาทิ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร “อรุณรุ่งสู่ราตรี”  ซึ่งเป็นการบินโดรนแสดงความงดงามของสายน้ำ บริเวณสะพานพระราม 8   “กวีกลอนร้อยกรองเจิดจรัส”  บริเวณสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ชมการแสดง “มหัศจรรย์แสงแห่งฝัน” ที่เป็นการแสดงพลุ  และถ่ายภาพร่วมกับผู้ร่วมงาน จากนั้น ททท.ได้นำเสนอการแสดง “ร่มเงาพราวแสง”  บริเวณร้านอาหารยกยอมารีน่า ท่าดินแดง และการแสดง “ปริศนา ลี้ลับราตรีแห่งแสง” บริเวณตึกร้างซอยล้ง 1919 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  อยากเชิญชวนคนไทยมาเที่ยวชมกิจกรรม การแสดงต่างๆ ซึ่งเป็นของดีของประเทศไทย  เช่น งาน “วิจิตร เจ้าพระยา 2024”  งานจะจัดไปถึงวันที่ 15 ธ.ค.นี้

สำหรับงาน VIJIT CHAO PHRAYA 2024  จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นหนึ่งในโครงการ Thailand Winter Festival ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในเดือนสุดท้ายของปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2567  ด้วยการนำเทคนิคสมัยใหม่มาจัดแสดงเพื่อสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไทยริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านวัดวาอารามและ  ย่านสำคัญ 14 จุด แสดงถึงวิถีชีวิตริมน้ำสู่แลนด์มาร์กของประเทศไทย

นอกจากนี้ ก็ยังมีการจัดแสดงตามจุดน่าสนใจอื่น ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีก อาทิ วัดคฤหบดี พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน วัดระฆังโฆสิตาราม ป้อมวิไชยประสิทธิ์ สะพานพระปกเกล้า ต้นไม้ใหญ่ บริเวณร้านอาหารยกยอ มารีน่า ท่าดินแดงแนวต้นไม้ใหญ่ เขตคลองสาน ด้านหลังกระทรวงมหาดไทย (ใหม่) ธนาคารแห่งประเทศไทย อาคารโทรคมนาคมแห่งชาติ บางรัก (NT TOWER) วัดซางตาครู้ส (วัดกุฎีจีน) สมาคมเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีจินเกาะ ธนาคารไทยพาณิชย์ (สาขาตลาดน้อย) และ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เป็นต้น

“หมอเปรม”จี้รัฐบาลแก้ระเบียบและหลักเกณฑ์จ่ายเงินช่วยผู้ประสบภัยหนาวใหม่

“สว.หมอเปรม” จี้รัฐบาลทบทวนระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วย เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 ฟันธงเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็วบางพื้นที่มีอากาศหนาวจัด โดยเฉพาะจังหวัดโนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสาเหตทำให้มีผู้เจ็บป่วยจำนวนมากจากโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ อีกทั้งยังมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากไม่มีเครื่องนุ่งห่มกันหนาวที่เพี่ยงพอ โดยมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สอายุ คนเร่ร่อน และผู้มโรคประจําตัว สภาพอากาศที่หนาวเย็นจึงเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องนุ่งห่มและเวชภัณฑ์ที่จําเป็นเพื่อบรรเทาความหนาวให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ภัยหนาวที่จะถือว่าเป็น “ภัยพิบัติ” ตามข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 จะต้องเป็น “กรณีอากาศหนาวจัดผิดปกติ” ซึ่งตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 ข้อ 5.1.14 กําหนดว่า “กรณีอากาศหนาวจัดผิดปกติมีอุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส และมีช่วงเวลาอากาศหนาวยาวนานติดต่อกันเกิน 3 วัน ให้จ่ายค่าจัดซื้อเครื่องกันหนาวสงเคราะห์ประชาชนได้เท่าที่จ่ายจริงคนละไม่เกิน 300 บาท

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า จังหวัดหนึ่งจะไม่เกินงบประมาณปีละ 1,200,000 บาท ทําให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ต้องตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด โดยไม่ได้พิจารณาถึงพื้นที่ในการวัดอุณหภูมิอายุ และสุขภาพของประสบภัยที่ตั้งเครื่องมือในการวัดอุณหภูมิ และการอ้างอิงอุณหภูมิแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชนเป็นอย่างมาก

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า จากปัญหาและข้อกฎหมายดังกล่าว ตนขอถามรัฐบาลว่า 1.รัฐบาลมีนโยบายในการทบทวนและปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วย เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 ในกรณีอากาศหนาวหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวได้อย่างทั่วถึง 2.รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอากาศหนาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และผู้มีโรคประจำตัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหรือไม่ อย่างไร ขอให้ตอบในราชกิจานุเบกษา

“เสี่ยโก้” อดีตโปรโมเตอร์มวยโลก ยื่นเรื่อง กมธ. บริหารราชการแผ่นดิน ร้องขอความเป็นธรรม

“เสี่ยโก้” เดินหน้าต้านโกง!ยื่นหนังสือต่อประธาน คณะกรรมาธิการ การบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะผู้เสียหาย กรณี บ.โฆษณายักษ์ใหญ่ร่วมทุจริต กับองค์กรภาครัฐ

จากบรรยากาศคุกรุ่นของวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ( ประเทศไทย ) ซึ่งตรงกับวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี “เสี่ยโก้”ก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ อดีตโปรโมเตอร์มวยโลกและผู้บริหารก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด เดินหน้า”สู้ให้สุดหยุดการโกง” เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะเป็นผู้เสียหาย จากกรณีบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ร่วม”ทุจริต” กับองค์กรภาครัฐ

ล่าสุดวันที่ 9 ธ.ค.67 ที่ผ่านมา ที่อาคารรัฐสภา นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ อดีตโปรโมเตอร์มวยโลก และผู้บริหารบริษัทก่อเกียรติ กรุ๊ป ในฐานะผู้เสียหายจากการเป็นผู้ชนะการประมูลได้รับสัมปทานโฆษณา ขสมก. แต่พบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฏหมายก่อให้เกิดความเสียหายตามพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มีการทุจริตภายในร่วมกับภาคเอกชนร่วมการปลอมแปลงและเปลี่ยนแปลงเอกสารจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาท

จึงเดินมามาที่อาคารรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อร้องเรียนความเป็นธรรมในการทุจริตของอดีตผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐกับพวก ซึ่งบริษัทดังกล่าวเชื่อมโยงกับสื่อสาธารณะ สื่อสังคม วงการกีฬา วงการบันเทิงและอื่นๆ ในฐานะองค์กรใหญ่ และเป็นที่จับตามองจากหลายองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบด้านการทุจริต 
     
นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ อดีตโปรโมเตอร์มวยโลก และผู้บริหารก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด กล่าวหลังการยื่นหนังสือว่า”การเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินอีกหนึ่งหน่วยงานหลังเดินทางไปยื่นหนังสือมาแล้วกับสององค์กร ซึ่งตนมั่นใจว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ที่เคยประกาศเจตนารมย์อย่างชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตจะช่วยเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบการร่วมทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐและพวก (บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่)

ซึ่งต่างทราบกันดีในวงกว้างว่าหมายถึงบริษัทใด และเป็นการตอกย้ำวลีเด็ด”ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว” จึงขอฝากทุกองค์กรช่วยตรวจสอบเพื่อให้พี่น้องประชาชนเกิดความรู้สึกอุ่นใจในการทำงานของทุกองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น

อากาศเย็น ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ โตเร็ว ขายคล่อง มีรายได้นับแสน/เดือน

นครราชสีมาอากาศหนาวเย็นส่งผลดีต่อชาวสวนปลูกผักปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ผลผลิตเติบโตเร็ว เก็บขายดีสร้างรายได้นับแสนบาทต่อเดือน

นางกษมณ นฤมิตพงษ์ อายุ 40 ปี ชาวบ้านช่องโค หมู่ที่ 3 ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาได้ใช้พื้นที่ว่าง จำนวน 2 งาน หันมาปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขาย โดยค้นความรู้จากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูกอยู่นานจนได้ผักไฮโดรโปนิกส์ไว้รับประทานเอง ที่เหลือก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน

จนกระทั่งมีคนมาขอซื้อ ตนเองก็เห็นเป็นช่องทางในการสร้างอาชีพได้ จึงปลูกจริงจังสามารถสร้างรายได้เสริมจนกลายเป็นรายได้หลักโดยนางกษมณฯ ได้บอกว่าตนเองลงทุนสร้างโรงเรือนและซื้ออุปกรณ์ในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ครั้งแรกเพียง 1 แสนบาท

หลังจากนั้นลงทุนปลูกผักสลัด ผักคะน้าเห็ดหอม ผักขึ้นฉ่าย ผักบุ้ง เป็นเงิน 10,000-20,000 บาท ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 35 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ปัจจุบันผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นผักปลอดสารพิษ และที่สำคัญผักเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องด้วยผักอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ทำให้ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็น ทำให้ผักที่ปลูกไว้เจริญเติบโตดีโดยเฉพาะผักสลัด เป็นผักที่ชอบสภาพอากาศเย็นจึงส่งผลดีเป็นอย่างมากทำมีรายได้เฉลี่ยนับแสนบาทเลยทีเดียวในช่วงนี้

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา