ชาวนาวังท่าช้างปราจีนบุรีเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตหนีช้างป่ายกฝูงกินข้าว

ชาวบ้าน ม.19 ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  ร้องทุกข์ ว่า  นายวิสน เครือมั่น อายุ 56 ปี ชาวบ้าน ม.19 ต.วังท่าช้างเจ้าของนามาเฝ้าระวังช้างป่าจากเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเขาอ่างฤาไน อ.สมานชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่แตกฝูงย่อยออกมาหากินในพื้นที่ ต.วังท่าช้าง ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ล่าสุดเมือวันที่4ธค.67พบฝูงช้างป่าจำนวนหนึ่งออกมาหากินในพื้นที่บ้านวังดินสอ ต.วังตะเคียน อ.กบินทร์ยุรี จ.ปราจีนยุรี และข้ามถนนทางหลวงชนบทหมายเลข2006 พังกำแพงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เข้าไปกินอ้อย 

จึงร่วมกับจิตอาสาฯมาเฝ้านาข้าวที่กำลังจะแก่รอเก็บเกี่ยวในอีก4วันที่จะถึงนี้ โดยออกมาเฝ้าระวังช้างได้นำยางรถยนต์ก่อไฟเฝ้าระวังช้างป่า เกรงว่าฝูงช้างป่าที่พบเห็นยังไม่ออกจากพื้นที่ กระทั่งเที่ยงคืนของเมื่อคืนที่ผ่านมาจึงพากันกลับบ้านเพื่อพักผ่อน เนื่องจากว่าตนเองและจิตอาสาฯ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ชุดเคลื่อนที่เร็ว ได้ออกติดตามผลักดันช้างป่าทุกคืนนาน2เดือนที่ผ่านมา ช่วงเช้าที่ผ่านมามีคนพบเห็นช้างอยู่ข้างป่าอ้อยริมถนน จึงออกไปดูนาข้าวที่อยู่ในละแวกเดียวกันปรากฏว่า พบรอยช้างหลายตัวลงกินข้าวที่กำลังรอเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วันนี้ เดินสำรวจดูในนาข้าวพบว่าช้างป่าลงกัดกินเหยียบย่ำนาข้าวเสียหายครึ่งแปลง จึงรีบติดต่อรถเกี่ยวข้าวลัดคิวมาเกี่ยวข้าวหนีฝูงช้างป่าก่อนหากไม่รีบเก็บเกี่ยวในค่ำคืนนี้ จะไม่มีข้าวให้เก็บเกี่ยวไว้กินอย่างแน่นอน

นายวิสน เครือมั่น กล่าวว่าเมื่อคืนได้ผ่ากันมาเฝ้านาข้าวโดยนำยางรถยนต์มาก่อไฟให้แสงสว่าง หลังจากเที่ยงคืนจึงพากันกลับไปพักผ่อนเอาแรง เนื่องจากที่ผ่านมาได้ร่วมเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าอย่างต่อเนื่อง ตนเองใจหายที่รู้ว่าฝูงช้างลงมากินข้าวและเหยียบย่ำข้าวที่กำลังรอเก็บเกี่ยวเสียหายราว2ไร่ จากพื้นที่ทำนา 4 ไร่เศษ จึงติดต่อรถเกี่ยวข้าวลัดคิวเพื่อนบ้าน มาเกี่ยวข้าวหนีช้างป่าก่อนกำหนดที่จะเก็บเกี่ยว หากไม่เก็บเกี่ยวในวันนี้ คืนนี้ช้างจะต้องย้อนกลับมาลงกินข้าวจนหมดแปลง ขณะนี้ยังไม่พบฝูงช้างป่าดังกล่าว คาดว่าน่าจะพากันหลบซ่อนอยู่ในป่าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งที่ผ่านมา ทราบว่าช้างป่าแยกออกไปเป็นฝูงเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10 ตัวถึง 20 ตัว+ ซึ่งคาดว่าหวงช้างป่าอาจจะหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันมาหากินในพื้นที่

โดย…มานิตย์  สนับบุญ/ทองสุข  สิงห์พิมพ์ 

‘ต้มยำกุ้ง – เคบายา’ มรดกวัฒนธรรม ต่อยอดเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้มั่นคง

กระทรวงวัฒนธรรม ชวนพี่น้องชาวไทยร่วมงานฉลอง ต้มยำกุ้ง – เคบายา มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ชิมฟรีต้มยำกุ้ง ปรุงโดยเชฟตุ๊กตา และเชฟเมย์ เชฟกระทะเหล็ก  ร่วมด้วยนางสาวไทย (ดินสอสี) ปี 67 พร้อมรองอันดับ ๑ และ อันดับ ๒ เดินแฟชั่นโชว์ชุด เคบายา สวยงามประทับใจชาวไทยและต่างชาติ สร้างกระแสให้ทุกภาคส่วนร่วมสืบสานต่อยอดมรดกวัฒนธรรมให้ยั่งยืน

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดพิธีเปิด งานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ในโอกาสที่ ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” (Tomyum Kung) และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity : RL) ประจำปี 2567 ในพิธีเปิดงาน นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธาน โดยมี นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมด้วย Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก กรุงเทพมหานคร เชฟชุมพล เชฟระดับมิชลิน และเป็นผู้ทำอาหารไทยเสิร์ฟในเวทีเอเปค 2022 (APEC 2022) พร้อมคณะทูตานุทูต 8 ประเทศ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เมียนมา จีน สิงคโปร์ กัมพูชา และมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์

นางสาวสุดาวรรณ ประธานได้กล่าวแสดงความยินดี ในงานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา ว่า เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งที่ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 ณ เมืองอะซุนซิออง สาธารณรัฐปารากวัย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา  ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 และได้ดำเนินการร่วมกับชุมชนเสนอรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบัน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก เป็นมรดกวัฒนธรรมฯ รวม 6 รายการ คือ “โขน” ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ “นวดไทย” ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ “โนรา” ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และ “สงกรานต์” ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ และในปี 2567 คือ ต้มยำกุ้ง และ เคบายา

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า ในวาระแห่งการฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทย ขอประกาศเจตนารมณ์ในการรักษาและสืบทอด รายการมรดกภูมิปัญญาฯ “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” โดย๑.ประเทศไทย จะร่วมกันธำรงรักษา ถ่ายทอด และสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญา ให้มีการปฏิบัติและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมาตรการส่งเสริมและรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความเคารพและยอมรับต่อวิถีปฏิบัติของทุกชุมชน ๒.จะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่า และความสำคัญของมรดกภูมิปัญญา ในฐานะตัวแทนมรดกวัฒนธรรมฯ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และบ่อเกิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน ๓.จะเปิดโอกาสอย่างทั่วถึงแก่คนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกภาษา และทุกศาสนา ให้ร่วมกันส่งเสริม รักษา และสืบทอดมรดกภูมิปัญญา ทั้ง 2 รายการ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเคารพต่อธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชน ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“รัฐบาลและประชาชนไทย จะร่วมกันดำเนินการในทุกวิถีทางอย่างเต็มความสามารถ ให้เจตนารมณ์ทั้ง ๓ ข้อ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อสนับสนุนให้มรดกภูมิปัญญา “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” ดึงดูดให้ผู้คนจากทุกมุมโลกเข้ามาในประเทศ  ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการให้บริการ ด้วยการพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนวัฒนธรรม” รมว.วธ.กล่าว

รมว.วธ.กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนในการส่งเสริมและต่อยอดมรดกวัฒนธรรม หลังจากยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง – เคบายา แล้ว ด้วยการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหาร และ ด้านแฟชั่น ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม จะนำเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง และบูรณาการกับภาคธุรกิจ-การท่องเที่ยว

ในการนำ ต้มยำกุ้ง เป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขายเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง รวมถึงยอดขายวัตถุดิบต่างๆ  และยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและสาระของเมนูต้มยำกุ้งไปสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกด้วย และในส่วน ภาคชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนโดยมุ้งเน้นบูรการร่วมกับหอการค้า สมาคม ชุมชน เครือข่ายในพื้นที่ ที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายเคบายา ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย ด้วยการเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสวมใส่ ชุดเคบายา พร้อมถ่ายรูปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของชุมชนอีกด้วย

ทั้งนี้ บรรยากาศในพิธีเปิดงานฉลองฯ เริ่มด้วยการแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดเคบายา โดย นางสาวพนิดา เขื่อนจินดา (ดินสอสี) นางสาวไทย ปี ๒๕๖๗ พร้อมด้วยรองนางสาวไทย อันดับ ๑ และ อันดับ ๒ และผู้แสดงจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จากนั้น ประธานกล่าวแสดงความยินดี และได้สาธิตสาธิตการทำต้มยำกุ้ง    พร้อมให้ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดได้ชิมฟรี  ทั้งนี้ ภายในงานมี นิทรรศการ นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ “ต้มยำกุ้ง และเคบายา” สาธิตการปรุง/ประกอบอาหารต้มยำกุ้ง ให้ประชาชนชิมฟรี โดยเชฟตุ๊กตา (ร้านบ้านยี่สาร) เชฟกระทะเหล็ก ในวันที่ 6 ธ.ค. และพบเชฟเมย์ พัทรนันท์ ธงทอง เชฟกระทะเหล็ก 7-8 ธ.ค. นี้  นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการปักและจัดทำชุดเคบายา พร้อมซุ้มอาหารและจำหน่ายเครื่องแต่งกายเคบายา จากจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง และสตูล  ผู้ที่มาเที่ยวงานยังได้อิ่มอร่อยกับร้านอาหารที่ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ระดับชาติ อีก 20 บูธ ตลอดทั้ง 3 วัน

ภายในงานยังมีนิทรรศการให้ความรู้รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก (UNESCO) จำนวน 4 รายการ ได้แก่ โขน (2561) นวดไทย (2562) โนรา (2564) และสงกรานต์ (2566) รวมด้วยการแสดงทางวัฒนธรรม สร้างสีสัน ระหว่างวันที่ 6-8 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ถ.สุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรฝั่งแพลตฟอร์มเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย ในการร่วมฉลองต้มยำกุ้งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ผ่านการมอบโค้ดส่วนลดเมื่อสั่งเมนูต้มยำกุ้งผ่านแกร็บฟู้ด เพียงใส่โค้ด ‘TOMYUM’ รับส่วนลดสูงสุด 30 บาท เมื่อสั่งขั้นต่ำ 100 บาท ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 6 – 25 ธันวาคม 2567  ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมในแคมเปญ ประมาณ 24,000 ร้าน’

รฟฟท.รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2567

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2567 จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้ารับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2567 (Human Rights Awards 2024) จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2567 โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ตอกย้ำความเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมควบคู่กับการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล โดยยึดมั่นในการนำหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนมากำหนดเป็นกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

โดยการนำหลักสิทธิมนุษยชนมาประยุกต์ใช้และสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร พัฒนาบุคลากรทุกคนให้มีความตระหนัก ยึดมั่นการสร้างความยุติธรรมและความเท่าเทียม เพื่อการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควบคู่กับการสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้ใช้บริการ ชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า คู่ค้า และกลุ่มเปราะบาง อันจะส่งผลให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการให้บริการขององค์กรได้อย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว และมีความเสมอภาค และบริษัทฯจะมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

นายกฯใส่เกียร์ถอยขึ้น VAT 15% คุยกับทีมที่ปรึกษาฯแล้ว

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวระบุว่า จากข้อกังวลใจของพี่น้องประชาชน ต่อเรื่อง VAT 15% วันนี้ ดิฉันได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าว กับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน ดิฉันขอสรุป เพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้ค่ะ

  1. ไม่มีการปรับ VAT เป็น 15%
  2. กระทรวงการคลัง กำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  3. การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี
  4. นโยบายหลักของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทยค่ะ

ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจค่ะว่า การทำงานของรัฐบาล เราดำเนินการด้วยความรัดกุม รับฟังทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเราทุกคนค่ะ

อันซีน!อันซีน!แห่ดูฝูงค้างคาวนับล้านตัวบินออกจากถ้ำทอดยาวเป็นกิโลนานเกือบชม.

เดือนสุดท้ายของปี เริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยว หลายสถานที่ในจ.พิษณุโลกเริ่มคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่บ้านมุง อ.เนินมะปราง แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ของ จ.พิษณุโลก ขณะนี้ทุ่งดอกไม้หลายจุดเริ่มบานสวยงาม ยามเย็นแวะชม Unseen ฝูงค้างคาวหลายหลานตัวบินออกจากถ้ำ ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.30 น. ไปจนถึงประมาณ 18.00 น. หรือ ประมาณ 40-45 นาที เป็นทางทอดยาวนับกิโลเพื่อออกหาอาหาร ส่งผลให้มีเงินสะพัดเข้าชาวบ้านในชุมชน

บรรยากาศท่องเที่ยววันหยุดที่ จ.พิษณุโลก นักท่องเที่ยวหลายครอบครัว พาพ่อท่องเที่ยววันหยุด โดยเฉพาะตามยอดดอย หุบเขาต่างๆ ขณะนี้มีอุณหภูมิลดลง เริ่มสัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสบาย โดยเฉพาะในช่วงนี้ พื้นที่บ้านมุง หมู่ที่ 1 ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก พื้นที่ที่มีภูเขาหินปูน สลับสลับซ้อน ทอดยาว รอบๆหมู่บ้าน ชาวบ้านเปรียบที่นี่ว่าเป็นคุนหมิงแห่งเมืองไทย  ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ธุรกิจการท่องเที่ยวในชุมชนเริ่มกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ตามรีสอร์ทต่างๆ เริ่มมีนักท่องเที่ยวจับจองหาที่มานอนพักผ่อนช่วงวันหยุดกันต่อเนื่อง ธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่ไกด์ชุมชน อย่างรถอีแต๊นนำเที่ยวในชุมชน ก็เริ่มมีเงินสะพัดเข้า สร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นอย่างดี

ตามจุดไฮไลน์ต่างๆ ของ ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง เริ่มสวยงามไปด้วยทุ่งดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่จะเป็นดอกไม้ที่เน้นให้สีสันฉูดฉาด ชาวบ้านเริ่มปลูกกันไว้ตั้งแต่ช่วงปลายฤดูฝน ตอนนี้กำลังผลิดอกบานหลากสีของอย่างสวยงาม ท่ามกลางวิวเขาหินปูนตั้งตระหง่านเป็นแบล็คกราวน์อยู่เบื้องหลัง

พื้นที่ของ ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง มีบริการครบครัน รองรับนักท่องเที่ยว ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ รีสอร์ท และที่พักหลากหลาย รูปแบบให้เลือก อีกสิ่งหนึ่งที่คึกคักไม่แพ้กันนั่นคือ รถอีแต๊นนำเที่ยวของชาวบ้านในชุมชน จัดเตรียมไว้บริการนักท่องเที่ยว ในราคาเที่ยวละ 500 บาท นั่งได้ 10 คน จะมีไกด์ชาวบ้านหรือคนขับรถจะ พานักท่องเที่ยวแวะเที่ยวชม แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนที่สำคัญ อาทิ ทุ่งดอกไม้ตามจุดต่างๆ วัดบ้านมุง ถ้ำนางสิบสอง ถ้ำหลวงพ่อบุญมี ถ้ำค้างคาว น้ำตกขุนห้วยเทิน เขาสามยอด เป็นต้น ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ถึง สองชั่วโมง ต่อเที่ยว

สิ่งที่เป็น UNSEEN แห่งบ้านมุงนั่นคือ พานักท่องเที่ยวไปตื่นตาตื่นใจกับการออกหาอาหารของฝูงค้างคาวหลายล้านตัว ที่บินออกจากถ้ำ สามารถมองเห็นเป็นทิว ทอดยาวบนท้องฟ้ายาวหลายกิโล ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.30 น. ไปจนถึงประมาณ 18.00 น. หรือ ประมาณ 40-45 นาที นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นได้วด้วยตาเปล่า จะเห็นแนวเส้นของฝูงค้างค้าวที่บิน เป็นแนวโค้งคล้ายคลื่น โดยฝูงค้างคาวเหล่านี้จะอาศัยช่วงเวลายามเย็นของทุกๆวัน บินออกจากถ้ำ เพื่อไปหาอาหารก่อนจะกลับเข้ามาที่ถ้ำอีกครั้งในช่วงเช้ามืด เป็น Unseen ที่นักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวบ้านมุงแห่งนี้ต้องไม่พลาดที่จะมาชมด้วยตา

หากใครต้องการมาเที่ยวชมฝูงค้างคาวและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก สามารถมาเที่ยวกันได้เป็นประจำทุกวัน โดยถ้ำต่าง ๆ ในเขตอำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก จะพบค้างคาวที่อยู่อาศัยและบินออกจากถ้ำเป็นประจำทุกเย็น ได้คือจำนวน 3 ถ้ำ คือ ถ้ำบ้านมุง ถ้ำผาท่าพล และถ้ำขุนศึก แต่พบมากที่สุดคือที่ถ้ำบ้านมุง อ.เนินมะปราง ห่างจากตัวจังหวัดพิษณุโลกประมาณ 81 กิโลเมตร สำหรับค้างคาวที่อาศัยอยู่ที่ถ้ำบ้านมุง เป็นค้างคาวหน้ายักษ์เล็กจมูกปุ่ม ชื่อวิทยาศาสตร์ Hipposideros halophyllus วงศ์ HIPPOSIDERIDAE นั่นเอง

ข่าว/ภาพ : นายชินวัฒน์ สิงหะ ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิษณุโลก

น้ำท่วมจะนะคลี่คลาย ชาวบ้านรอความช่วยเหลือ ขาดแคลนน้ำดื่ม-อาหาร-ยารักโรค

เหตุการณ์น้ำท่วมจังหวัดนราธิวาสที่ได้รับผลกระทบ 13 อำเภอหลังประกาศให้ระวังฝนตกหนักในเกณฑ์ที่มีภาวะโซนสีแดงอยู่ระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม ปรากฏว่าล่าสุดจังหวัดนราธิวาสกลับไม่มีฝนเลย แดดออก จนทำให้ปริมาณของน้ำที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลงตามลำดับ จนทำให้ชาวบ้านกลับเข้าสู่บ้านเรือนเข้าไปดูทรัพย์สิน ที่เสียหาย และเก็บกวาดทำความสะอาด ผู้สื่อข่าวเราได้มีโอกาสเข้าพื้นที่เพื่อติดตามกับนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลจะแนะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส และทีมงาน เฟลลี่แบรนด์ (FAILY BAND) 

กลุ่มเยาวชนจิตอาสาเมืองนราธิวาส เข้าพื้นที่หมู่ที่1-4 บ้านสะหริ่ง บ้านบอฆอ บ้านปะลุกา และบ้านโคกมือบา ตำบลโฆษิต อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ประชากรประมาณ 4,000กว่าคน  หรือ 2,000 กว่าครัวเรือน หลังได้มีชาวบ้านได้ติดตามดูทางโซเชียลและทางช่องโทรทัศน์ ที่ทีมงานก่อนหน้านี้ไปช่วยเหลือที่เกาะสะท้อนจึงแจ้งและขอร้องให้เข้าพื้นที่หลังน้ำลดเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเรื่อง ข้าวน้ำ อาหารแห้ง และยารักษาโรค เนื่องจากที่หมู่บ้านนี้ก็ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมิดหลังคาเรือน ไฟฟ้า ประปา ถนนถูกตัดเหมือนเช่นเดียวกัน ตลอดระยะทางเข้าหมู่บ้านจะเห็นว่า หมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกร ทำนา ปลูกผัก พืชสวนครัว อุทกภัยครั้งนี้จึงเป็นการสูญเสียรายได้อย่างหนักของหมู่บ้านนี้ 

นายแดง ทองคุปต์ ชาวบ้านที่ปลูกมะนาวเล่าว่า อยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด น้ำท่วมครั้งแรกคือ พ.ศ 2510 ตอนนั้นแม่อายุ 10 ปี เด็กๆอยู่สมัยนั้นแต่ว่า สมัยนั้นไม่มีสวนไม่มีอะไร มีทุ่งนา สวนปาร์ม สวนยาง ประมาณ 50กว่าปี ไม่เคยเจอ ปีพ.ศ 2565 มีแต่ไม่มาก ประมาณไม่ถึงพื้นด้านบนปีนี้ท่วมเกือบหลังคาเลยคือเข้าไม่ได้เลย หนีเลย ของในบ้านเสียหายหมด แม่ปลูกมะนาว ปลูกพริกมะเขือ มะละกอหลายอย่าง เสียหายหมด ตอนนี้ยังไม่มีใครมาช่วยเลยค่ะ อยากฝากนายกฯมาช่วยเรื่องความเสียหายบ้างให้รีบลงมาเร็วๆ  

นายสูเพียน เจะลอแมแซ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลจะแนะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า วันนี้ผมมาช่วยเหลือตรงอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ผมมาจากโรงพยาบาลจะแนะ วันนี้เราก็ลงพื้นที่ตำบลโฆษิต หมู่1 กับหมู่4 ซึ่งบริเวณแถวนี้จะมีน้ำท่วมที่มีน้ำเยอะมากๆเทียมหลังคาเลยวันนี้เราก็ได้มาแจกเป็นอาหารแห้งและก็ แจกยาให้กับชาวบ้านด้วย ซึ่งชาวบ้านแถวนี้ถือได้ว่าน่าสงสารมากๆ เพราะว่าในส่วนของราชการไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะว่าก่อนหน้านี้น้ำมันเยอะมากๆก็หลังจากน้ำท่วมน้ำลดแล้วทีนี้เราจะทำยังไงมาตรการช่วงน้ำลดเราจะทำยังไงเพราะว่าหลังน้ำลดนี้รับรองมันต้องมีโรคเข้ามาอย่างแน่นอน 

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นโรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่โรคไข้เลือดออกและก็โรคฉี่หนู ทีนี้ถ้าเราต้องออกจากบ้านหรือ ลุยน้ำนี้ เราสมควรจะต้องใส่รองเท้าบูท เพื่อป้องกันน้ำการสัมผัสกับน้ำที่ท่วมนั้นเองเพราะว่าการที่เป็นโรคนี้ไม่ว่าจะเป็นไข้เลือดออก โรคฉี่หนูนี้ พวกนี้ถ้าถามอันตรายไหม ก็อันตราย ถึงชีวิตได้ ดังนั้นเราต้องป้องกัน ป้องกันตัวเองคือการใส่รองเท้าบูทนั้นเองหรือถ้าสมมุติเราไม่สบายคือถ้ามีไข้สูงให้รีบไปโรงพยาบาลทันทีเลยเพราะว่าคือเราไม่สามารถรักษาตัวเราเองได้ วันนี้ทางทีมงานนราธิวาสจาก ทีมเฟลลี่ แบนด์ ทีมงานจากโรงพยาบาลจะแนะ มาลงพื้นที่ 

นอกจากนี้ชาวบ้านแจ้งมายังต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะเลยไม่ว่าจะเป็นอาหาร อาหารแห้ง ผ้าอ้อม ผ้าอนามัยเสื้อผ้า ที่นอนหมอน ก็สามารถมาบริจาคได้ เลยเพราะว่ายังต้องการเป็นจำนวนมากนะครับ.ผมอยู่ในหน่วยงานสาธารณสุขวันนี้ก็เอายา เป็นยาพวกน้ำกัดเท้า ยาพารา ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอมาแจกให้ชาวบ้านเพราะชาวบ้านแถวนี้ได้แจ้งเรียกร้องถือว่าเรียกร้องเลยเพราะแถวนี้ชาวบ้านบอกว่ายังไม่เข้าถึงและต้องการยาเป็นมากๆ ในฐานะที่ผมอยู่ในหน่วยงานสาธารณสุขโรงพยาบาลจะแนะ ก็ได้เห็นและห่วงใยชาวบ้านแถวนี้ ก็เลยลงมาแจกเอง ชาวบ้านก็ดีใจ หวังว่า พวกเราถ้ามีโอกาส เราจะมาแจกยาให้กับคนในระแหวกนี้อีก.

ฝากขอบคุณ SWING THAILAND ผู้สนับสนุนงบประมาณ ในการแจกจ่ายข้าวสารอาหารแห้งขนมน้ำและผ้าอ้อมผ้าอนามัย และทีมเยาวชนอาสา FAILY BABD NARATHIWAT

 โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส 

ติดลมบน!​หาด​นพรัตน์​ธารา​-หมู่เกาะ​พี​พี​ 2 เดือนโกยรายได้กว่า 117 ล้าน

นาย​แสงสุรี​ ซองทอง​ หัวหน้า​อุทยาน​แห่งชาติ​หาด​นพรัตน์​ธารา​-หมู่เกาะ​พี​พี​ จ.กระบี่ เปิดเผยว่า​ ​ข้อมูล​สถิติ​เงินรายได้​และจำนวนนัก​ท่องเที่ยว​ใน​เขต​อุทยาน​แห่งชาติ​หาด​นพรัตน์​ธารา​-หมู่เกาะ​พี​พี เริ่มต้น​ปีงบประมาณ​ 2568​ คือ​ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา​ อุทยาน​แห่งชาติ​หาด​นพรัตน์​ธารา​-หมู่เกาะ​พี​พี​ มีสถิติเงินรายได้​ ​รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น​117,271,750 บาท​ และ​มีจำนวนสถิตินัก​ท่องเที่ยว​​ในช่วงเวลาเดียวกัน​ จำนวน​ 330,248 คน

นาย​แสงสุรี​ กล่าวว่า ​อุทยาน​แห่งชาติ​หาด​นพรัตน์​ธารา​ฯ​ ขานรับ​นโยบาย​ของ​นายเทอดไทย​ ขวัญ​ทอง​ ผู้​อำ​นวยการสำ​นัก​บริหาร​พื้นที่​อนุ​รัก​ษ์ที่​ 5​ ที่กำชับและมอบนโยบายแนวทางการเตรียมความพร้อม ในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ โดยได้เน้นย้ำและ​กำชับหัวหน้า​หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่เรื่อง​ การจัดเก็บ​ค่าบริการ​ต่างๆในอุทยานแห่งชาติ ให้เป็นไปตามระเบียบกรมอุทยาน​แห่งชาติ​ฯ​ ต้องโปร่งใส​และตรวจสอบได้​ และ​ขอให้เจ้าหน้าที่ฯปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยยึดแนวทางนโยบายต่างๆ ที่สำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช​ ​อย่างเคร่งครัด

สำหรับ เงินรายได้ที่จัดเก็บได้เพื่อให้ทางกรมอุทยานฯ นำไปจัดสรรให้แก่อุทยานแห่งชาติ​ทุกแห่งทั่วประเทศ​ สามารถ​นำไปพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ​ได้อีกต่อไป

ทหารตบเท้าช่วยชาวสุคิรินกว่า 5 พันคนติดเกาะถนนขาดเร่งสร้างสะพานแบริ่งสู่โลกภายนอก

แม่ทัพภาคที่ 4 ห่วงใยชาวบ้านใน อ.สุคิรินเดือดร้อนถนนถูกน้ำป่ากัดเซาะขาดสัญจรผ่านไม่ได้ ส่งทหารช่างสร้างสะพานแบริ่งเชื่อมการเดินทางแล้วเสร็จ

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้ พล.ต.เฉลิมพร ขำเขียว ผบ.ฉก.นราธิวาส นำกำลังพลพร้อมเครื่องจักรกล ออกให้การช่วยเหลือชาวบ้าน 14 หมู่บ้าน ต.มาโมง อ.สุคิริน จำนวน 1,000 ครัวเรือน รวม 5,000 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากถนนสายบ้านไอปูลง ม.7 ถูกตัดขาดจากกระแสน้ำป่ากัดเซาะท่อลอดใต้ถนน เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา จนชาวบ้านไม่สามารถสัญจรไปมาได้

ทั้งนี้ ชาวบ้านเดือดร้อนมาก หากมีความจำเป็นต้องเดินทางสู่ตัวอ.สุคิริน ต้องเดินทางอ้อมถนนเส้นทางสายบ้านปารีย์ ซึ่งมีระยะทางไกลประมาณ 10 ก.ม. และผลพวงจากมวลน้ำป่ากัดเซาะในครั้งนี้ ทำให้ถนนถูกตัดขาดลึก 5 เมตร กว้าง 20 เมตร พล.ต.เฉลิมพร ผบ.ฉก.นราธิวาส ได้สั่งการให้ พ.ท.ฐาปกรณ์ หรั่งอินทร์ ผู้บังคับกองพันทหารช่างที่ 15 กองพลทหารราบที่ 15 นำกำลังพลพร้อมรถแบกโฮ มาทำการปรับพื้นที่ ก่อนที่จะติดตั้งสะพานแบบเร่งด่วน ชาวบ้านจะเรียกติดปากว่า สะพานแบริ่ง หรือ Modular Fast Bridge (MFB) จำนวน 1 ท่อน ยาว 15 เมตร กว้าง 3.8 เมตร สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 60 ตัน

นอกจากนี้ พล.ต.เฉลิมพร ยังได้ถือโอกาสพูดคุยให้กำลังใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง พร้อมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำดื่ม ให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.มาโมง ชาวบ้านทุกคนต่างดีใจที่ทหารไม่ทอดทิ้งประชาชนในยามทุกข์ยาก

พล.ต.เฉลิมพร ผบ.ฉก.นราธิวาส กล่าวว่า พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยทหารซึ่งมีขีดความสามารถในเรื่องของกรณีการสร้างสะพานกรณีเร่งด่วน ให้นำมาใช้ในพื้นที่เพื่อแบ่งเบาความเดือดร้อนของประชาชน เนื่องจากถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางสายหลักในส่วนของ ต.ภูเขาทองกับต.มาโมง ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 1,000 กว่าครัวเรือน มีประชาชนประมาณ 5,000 คน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ด้านนางสมศรี พุธสุข ชาวบ้าน ต.มาโมง กล่าวว่า เส้นทางดังกล่าวเป็นถนนสายหลัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ผ่านเส้นทางนี้ ต้องขอขอบคุณทหารที่สร้างสะพาน ที่มาสนับสนุนดูแลความลำบากของชาวบ้านที่นี่

ข่าว/ภาพ : นูอารีซ๊ะ ยะยือริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส

“พล.ต.ต. นพศิลป์” ลั่นไม่ยื่นมือช่วยเหลือ 7 นายตำรวจรุมตื๊บประชาชนเจ็บสาหัส

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2567 ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. พล.ต.ต. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) กล่าวยืนยัน จะให้ความเป็นธรรม โดยยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น จะไม่ให้ความช่วยเหลือนายตำรวจที่ร่วมกันกระทำความผิดทั้ง 7 นาย โดยผลจากการสอบข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรง กองบังคับการตำรวจจราจร พบว่ามีมูล สอดคล้องกับที่ญาติของผู้เสียหายให้ข้อมูล รวมถึงตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 7 คนได้รับสารภาพ ว่าร่วมกันกระทำการดังกล่าวจริง ซึ่งเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้บังคับบัญชาของทั้ง 7 คน ได้ควบคุมตัวไปมอบตัว กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สำหรับการดำเนินคดี เบื้องต้นจะดำเนินคดี กับกลุ่มนายตำรวจทั้ง 7 คนในข้อหา ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายและใจ ก่อน ส่วนข้อหาอื่น ๆ หากตรวจสอบพบเข้าข่ายครบองค์ประกอบข้อหาใดก็จะดำเนินคดีเพิ่มเติม 

“กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะไม่ปกป้อง ให้ความช่วยเหลือหรือทำให้คดีบิดเบี้ยว อย่างที่สังคมตั้งข้อสังเกต โดยจะทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะคดีนี้ข้อเท็จจริงมีเพียงอย่างเดียวประกอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดของตำรวจทั้ง 7 นายเอง ที่ไม่มีการตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบว่ารถที่แหกด่านเป็นรถของผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ และแม้ว่าหากผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นผู้ที่ขับรถฝ่าด่านจริงตำรวจก็ไม่มีสิทธิ์กระทำการในลักษณะดังกล่าว” 
พล.ต.ต. นพศิลป์ กล่าว

พล.ต.ต. นพศิลป์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ทุกคนสงสัย ว่า ตำรวจทั้ง 7 นาย ทำไมจึงมี 4 นาย ที่แต่งชุดนอกเครื่องแบบ พล.ต.ต. นพศิลป์ อธิบายว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีการตั้งด่านกวดขันวินัยการจราจรของตำรวจ กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) ซึ่งขณะนั้นมีตำรวจประจำด่านทั้งหมด 15 นาย ในระหว่างนั้นได้พบรถที่มีปัญหาเมาแล้วขับ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวเข้าด่านแต่ปรากฏว่า คนขับรถได้ขับรถฝ่าด่านออกไปอย่างรวดเร็วซึ่งก่อนหน้านั้นเพียง 5 นาที ผู้บาดเจ็บ ได้เข้าด่านตรวจเพื่อวัดระดับแอลกอฮอล์ 3 ครั้ง ตามขั้นตอนและพบว่าไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 

แต่รถไม่ติดแผ่นป้ายภาษีจึงได้ทำการว่ากล่าวตักเตือนและปล่อยตัวไป หลังจากผู้ต้องสงสัยเมาแล้วขับซึ่งขับรถยนต์ที่มีลักษณะเหมือนกันกับผู้เสียหายได้ขับรถแหกด่านออกไปตำรวจในด่าน จึงได้ตะโกนไปว่ามีรถแหกด่าน เป็นรุ่นและสีเดียวกันกับรถของผู้เสียหาย ตำรวจทั้ง 7 นาย ประกอบด้วยนอกเครื่องแบบ 4 นาย ซึ่งออกเวรแล้วแต่ยังคงประจำอยู่ในจุดดังกล่าว และในเครื่องแบบ 3 นาย ที่ยังอยู่ในเวลาเวร ได้สมัครใจขับรถตามรถคันของผู้ต้องสงสัยไปหลังจากนั้น ก็เป็นไปตามข้อมูลที่ญาติผู้เสียหายระบุ ยืนยันตำรวจมียุทธวิธีในการ ดำเนินการโดยจะเริ่มจากการพูดคุยด้วยวาจาและหากพบพฤติการณ์ ของฝ่ายตรงข้ามมีแนวโน้มจะใช้กำลังก็จะพิจารณาตามสัดส่วน 

ขณะเดียวกันรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังได้แสดงความเสียใจ และฝากไปถึงครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลรวมทั้งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมให้ความช่วยเหลือ ผู้เสียหายอย่างเต็มที่ เพิ่งทราบว่าผู้เสียหายก็เป็นลูกตำรวจเช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกตำรวจหรือประชาชนคนธรรมดาก็ไม่ควรเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น

ส.เทเบิลเทนนิสฯมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่ “รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง”

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยได้จัด การแข่งขันกีฬาเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งประเทศไทย และพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้สนับสนุนสำคัญ ที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศไทย ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ศุนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ

ในงานดังกล่าว นายณัฐวุฒิ เรืองเวส นายกสมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่านที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้กีฬาเทเบิลเทนนิสเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งในด้านทรัพยากร บุคลากร และการจัดกิจกรรมแข่งขันต่างๆ โดยที่ผ่านมา รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ได้ให้การสนับสนุนสมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย อย่างดีมาตลอด โดย ดร.ดวงฤทธิ์ ได้กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักกีฬาและเยาวชนรุ่นใหม่ต่อไป”

ซึ่งศูนย์ฝึกซ้อมเทเบิลเทนนิสนานาชาติ TTAT Academy & National Team มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้เป็นสถานที่สร้างนักกีฬาเทเบิลเทนนิสระดับชาติ โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ยังสนับสนุนในเรื่องของการศึกษาที่ตอบโจทย์กับนักกีฬาทีมชาติในชนิดต่างๆ และมีศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา สำหรับพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬาในทุกๆด้าน