ผู้ว่าฯกระบี่ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาถวายพระกุศลเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ

ผู้ว่าฯกระบี่ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ถวายพระกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2567

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 เวลา 10.30 น. นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบศาลากลางจังหวัดกระบี่ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 5 ธันวาคม 2567 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นการแสดงออกถึงความสมัครสมานสามัคคีของชาวจังหวัดกระบี่ ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานหน่วยงานของรัฐ จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

หลังจากที่ประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะ กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และปฏิญาณตนเบื้องหน้าพบรมฉายาลักษณ์ฯแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดได้แยกย้ายกันทำความสะอาด เก็บกวาดขยะ ตัดหญ้า กำจัดวัชพืช บริเวณพื้นที่โดยรอบศาลากลางจังหวัดกระบี่

“ยูเนสโก” ขึ้นทะเบียน “เคบายา” มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 (The nineteenth session of the Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: IGC-ICH) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ในวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลา ประมาณ 11.40 น. (เวลาท้องถิ่น) สาธารณรัฐปารากวัย หรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 20.40 น. (เวลาประเทศไทย) ยูเนสโก มีมติรับรองให้ Kebaya : knowledge, skills, tradition and practices หรือ เคบายา : ความรู้ ทักษะ ประเพณี และการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเสนอร่วม 5 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity: RL) ประจำปี 2567 อีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ “เคบายา” เครื่องแต่งกายอันสง่างามของทางใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกันต่อจาก “ต้มยำกุ้ง” ถือเป็นรายการมรดกวัฒนธรรมฯ ลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ต่อจากรายการ โขน นวดไทย โนรา สงกรานต์ และต้มยำกุ้ง

รมว.วธ. กล่าวว่า ในการเสนอ เคบายา รายการมรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เกิดจากแนวคิดนำโดยประเทศมาเลเซีย ได้มีการประสานงานเมื่อต้นปี พ.ศ. 2565 กับประเทศบรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียน โดยได้รับความยินยอมจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชุมชนผู้ปฏิบัติและผู้แทนจากประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ พอร์ตดิกสัน รัฐเนกรีเซมบีลัน ประเทศมาเลเซีย โดยได้แลกเปลี่ยนและเสนอมาตรการส่งเสริมและรักษา จัดทำและสนับสนุนข้อมูลตามเอกสารแบบฟอร์มขอขึ้นทะเบียน หลังจากนั้น ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย และการประชุมออนไลน์ โดยประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ เพื่อร่วมกันจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนยื่นเสนอต่อยูเนสโกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 เพื่อเข้าวาระการพิจารณาปี 2567

รมว.วธ. กล่าวอีกว่า เคบายา เป็นเสื้อผ่าหน้า มีลักษณะเด่นคือการประดับด้วยงานปักและลูกไม้ที่ประณีตและสวมด้วยตัวยึด สามารถสวมใส่คู่กับโสร่งหรือผ้าท่อนล่างที่เข้าชุดกัน เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน ในโอกาสทั่วไป รวมถึงในโอกาสที่เป็นทางการและงานเทศกาลต่าง ๆ ความรู้ ทักษะ ประเพณีและการปฏิบัติเกี่ยวกับเคบายา มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้หญิงทุกวัย ทุกพื้นที่ และทุกศาสนาจากชุมชนต่าง ๆ ในหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของประเทศไทย เคบายา จึงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และประเพณีที่มีร่วมกันของภูมิภาค ตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีส่วนสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเสมอภาคทางเพศ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม รวมทั้งสันติภาพและความสมานฉันท์ในสังคม เคบายา ยังเป็นรายการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและชุมชนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกัน และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่าง ๆ

รมว.วธ. ยังเปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาของยูเนสโก ในครั้งนี้ ยังได้แสดงการชมเชยรัฐภาคีในการจัดเตรียมเอกสารและวิดีโอนำเสนอมาอย่างดี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเสนอรายการมรดกร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการสร้างสันติภาพและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชน กลุ่มคน และปัจเจกบุคคลจากแต่ละรัฐภาคี การขึ้นทะเบียนมรดกร่วมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากความภาคภูมิใจแล้ว ยังนำมาซึ่งความสามัคคี ความรับผิดชอบร่วมกัน และความมุ่งมั่นในการร่วมมือที่จะส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางประวัติศาสตร์นี้ ประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ
ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมคู่ขนาน
ได้แก่ นิทรรศการและการแสดงแฟชั่นชุด เคบายา ในช่วงระหว่างการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ ครั้งที่ 19 นี้ ณ นครอซุนซิออน สาธารณัฐปารากวัย ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมรดกร่วมและความเกี่ยวข้องกับสังคมร่วมสมัยให้กับประชาชนทั่วไป ยังเป็นโอกาสให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ และร่วมกันพยายามส่งเสริม รักษาและสืบทอด เคบายา ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

รมว.กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนในการส่งเสริมและต่อยอดมรดกวัฒนธรรม หลังจากยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง – เคบายา แล้ว ด้วยการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหาร และ ด้านแฟชั่น ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม จะนำเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง และบูรณาการกับภาคธุรกิจ-การท่องเที่ยว ในการนำ ต้มยำกุ้ง เป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ

รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขายเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง รวมถึงยอดขายวัตถุดิบต่างๆ  และยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและสาระของเมนูต้มยำกุ้งไปสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกด้วย และในส่วน ภาคชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนโดยมุ้งเน้นบูรการร่วมกับหอการค้า สมาคม ชุมชน เครือข่ายในพื้นที่ ที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายเคบายา ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย ด้วยการเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสวมใส่ ชุดเคบายา พร้อมถ่ายรูปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของชุมชนอีกด้วย

ในโอกาสที่น่ายินดีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญพี่น้องประชาชนร่วมกิจกรรม งานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ระหว่างที่ 6-8 ธันวาคม 2567 ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ ระหว่าง 10.00-21.00 น. *โดยในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 18.00 น. จะมีพิธีเปิดงานโดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเปิดงานอย่างเป็นทางการ ภายในงานวันที่ 6 ธ.ค. 67 พบกับ การสาธิตการทำต้มยำกุ้งพร้อมให้ชิมฟรี โดยเชฟตุ๊กตา (ครัวบ้านยี่สาร) เชฟกระทะเหล็ก ส่วนวันที่ 7-8 ธ.ค. ปรุงต้มยำกุ้งโดยเชฟเมย์ พัทรนันท์ ธงทอง เชฟกระทะเหล็ก พร้อมให้ชิมต้มยำกุ้งฟรี รวมถึงการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดเคบายา นำโดยนางสาวไทยและรองนางสาวไทย และร่วมชมนิทรรศการ “ต้มยำกุ้ง” และนิทรรศการ/สาธิตการปักชุด-เครื่องประดับ “เคบายา” และอาหารเปอรานากัน จากจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรังและสตูล อิ่มอร่อยกับอาหารที่ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว 20 รายการ และยังได้เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรี การแสดงทางวัฒนธรรมให้รับชมตลอดงาน โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ www.culture.go.th และเฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

ยก “ลุงเปี๊ยก”สว.ชัยภูมิ ต้นแบบตามรอยพ่อ ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารจากครัวไทยสู่ครัวโลก

“ลุงเปี๊ยก” พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สว.ชัยภูมิ พร้อมด้วย สว.รจนา เพิ่มพูน สว.อยุธยา สว.ปฏิมา จีระแพทย์ สว.กรุงเทพฯ สว.นิชาภา สุวรรณนาค สว.ประจวบคีรีขันธ์ สว.พญ.เกษกมล เปลี่ยนสมัย สว.เพชรบุร เดินหน้าสร้างผู้นำต้นแบบสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนกระตุ้นชุมชนตื่นตัวรับวิกฤตโลก

จากสภาพปัญหาสถานการณ์โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ ‘ยุคโลกเดือด’ ในแทบทุกมิติแล้ว… เริ่มตั้งแต่การเกิดโรคระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งนอกจากจะทำให้ประชากรโลกต้องล้มตายจำนวนหลายล้านคนแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาทางเศรฐกิจแผ่ขยายไปทั่วโลก….อีกทั้งขณะนี้โลกยังประสบปัญหาต่อเนื่อง/เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ยิ่งทำให้ภาวะเศรฐกิจของโลกยิ่งย่ำแย่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น มิหนำซ้ำขณะนี้ สภาพภูมิอากาศของโลกเกิดการแปรปรวนอย่างหนัก

“ลุงเปี๊ยก” พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สว.ชัยภูมิ

โลกกำลังเข้าสู่ภาวะโลกเดือดอย่างเต็มรูปแบบ.. ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย มีจำนวนหนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือนของคนไทยอยู่ในระดับสูงใกล้ขีดอันตราย..มีผู้ประกอบการโรงงานหลายแห่งได้ทยอยปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะปัญหาคนตกงานมากขึ้น ประเทศไทย กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ขณะที่ ลุงเปี๊ยก สว.ชัยภูมิ พร้อมด้วยกลุ่มจิตอาสา “ครอบครัวเดียวกัน”ได้มีความคิดการพัฒนาประเทศไทย จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยได้ยึดหลัก สนองตอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราโชวาทฯ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2517 มีการรวมกลุ่มจิตอาสา “ครอบครัวเดียวกัน”

ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อรองรับต่อสถานการณ์โลกเดือดที่กำลังเป็นอยู่ ด้วยการริเริ่มศึกษาลำดับขั้นตอน การพอมี พอกิน พอใช้ ตามหลักการที่ถูกต้อง ดั่งพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการร่วมกัน ศึกษาดูงานการดำเนินการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง จากหน่วยงาน และสถานที่ต่างๆเช่น วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี วัดถ้ำกระบอก จังหวัดสระบุรี วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น

ทั้งนี้เมื่อประมาณปลายปี 2565 ได้มีเจตจำนงร่วมกัน ในการขอพระบรมราชานุญาตเข้าร่วมเป็นสมาชิก ตามโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ผ่านทางศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ ขอรับพระราชทานและกิ่งพันธ์พระราชทานจากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพื่อแจกจ่ายให้กับสมาชิกในกลุ่ม ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ นำไปเพาะปลูก

นอกจากนี้เพื่อให้เกิดการขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างมีรูปแบบและกระจายสู่ประชาชนอย่างเป็นระบบ กลุ่มจิตอาสาครอบครัวเดียวกัน ได้ดำเนินโครงการชุมชนต้นแบบเพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนนี้ โดยความร่วมมือของกลุ่มจิตอาสา “ครอบครัวเดียวกัน” กับ พี่น้อง 4 หมู่บ้าน ชาวตำบลโป่งนก อำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย 1.บ้านโป่งนก 2.บ้านโป่งขุนเพชร 3 บ้านหนองไม้แก่น และ 4 บ้านโป่งนกสามัคคี

สำหรับขั้นตอนการสร้างความมั่นคงทางอาหารสู่ชุมชน เริ่มจากได้มีการประชุมร่วมกันกับผู้นำชุมชนทั้ง 4 หมู่บ้าน และมีความเห็นร่วมกันว่าจะเริ่มต้นด้วยการสร้าง ‘ผู้นำต้นแบบ’ ใช้พื้นที่บริเวณรอบๆ บ้าน มาสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยสำหรับสมาชิกในครอบครัว แม้จะมีวิกฤตใดเกิดขึ้น.. ไม่มีเงิน หรือเงินใช้ไม่ได้ ลูกหลานและสมาชิกในครอบครัว ก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ‘พอมี พอกิน พอใช้’ นำไปขยายผลการดำเนินการต่อไปยังผู้นำลำดับถัดไป

ทั้งผู้ช่วย ผญบ. กรรมการหมู่บ้าน ผู้นำ อสม. ผู้นำกลุ่มสตรี ฯ มีการขยายผลไปสู่ทุกครัวเรือนในชุมชนและหมู่บ้านเป้าหมายทั้ง 4 หมู่บ้าน มีการขยายผลสู่ทุกหมู่บ้านในตำบลโป่งนก ทุกตำบลในอำเภอเทพสถิตย์ ทุกอำเภอในจังหวัดชัยภูมิ เพื่อให้จังหวัดชัยภูมิเป็นจังหวัดต้นแบบ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบให้กับทุกจังหวัดต่อไป

ในส่วนบการดำเนินงานที่ผ่านมา ชาวบ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน ได้เห็นความสำคัญในการสร้างอาหารไว้กินภายในครอบครัว และมีการสร้างแปลงปลูกพืชผักสวนครัว รั้วกินได้ ปลูกข้าวไว้กินเอง ขุดสระเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดไก่ไว้กินเศษอาหาร นำมาประกอบอาหาร เหลือไว้ขายหารายได้เสริมเข้าครัวเรือนและอื่นๆตามขนาดของแต่ละพื้นที่ รวมถึงยังมีการปลูกพืชผักออแกนิค ปลอดสารพิษ ไว้กินในครัวเรือนและขายสร้างได้อีกด้วย ซึ่งการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับทุกครอบครัวไทยอย่างยั่งยืน

ไม่เพียงเป็นแก้ปัญหาทำให้รอดพ้นจากปัญหาปากท้อง/และความอดอยากเข็ญและทำให้พึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริวแล้ว… ยังสร้างความอยู่ดีมีสุขของคนไทย การมีสถาบันครอบครัวและชุมชนที่เข้มแข็งนั้น ก็จะกลายเสาเข็ม เป็นฐานรากที่มั่นคงของประเทศไทย พร้อมที่จะนำจุดแข็งมาพัฒนาต่อยอดให้ประเทศไทยของเรามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นมหาอำนาจทางอาหาร เป็นครัวโลกและนำพาเศรษฐกิจไทยให้เจริญรุ่งเรืองสิวิไลได้อย่างแท้จริงต่อไป

โดย…มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

แม่สอด ลดสนั่น ลั่นเมือง ครั้งที่ 2 กระตุ้นท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน

“รองเสา สิงห์แดง” ประธาน เปิดกิจกรรมฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดตาก ภายใต้ชื่องาน “แม่สอด ลดสนั่น ลั่นเมือง” ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

เมื่อค่ำคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา นายเสาวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา “รองเสา สิงห์แดง” รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นประธานในการเปิดกิจกรรมฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดตาก ภายใต้ชื่องาน “แม่สอด ลดสนั่น ลั่นเมือง” ครั้งที่ 2 โดยมี น.ส.ปาริชาติ พงค์พันเทา พาณิชย์จังหวัดตาก เป็นผู้กล่าวรายงาน มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

ในงาน “แม่สอด ลดสนั่น ลั่นเมือง” ครั้งที่ 2 จัดขึ้นโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตาก ประกอบด้วย กิจกรรม 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้า ระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 12.00 – 22.00 น. ณ บริเวณลานจอดรถ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ แม่สอด โดยนำสินค้า GI สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าอัตลักษณ์ชุมชน สินค้า OTOP อาหารพื้นเมือง อาหารปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่ม

จากตลาดถนนคนเดินแม่สอด มาจำหน่ายในงาน เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก โดยสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้าและลดต้นทุนทางธุรกิจ ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่าย ในฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดตาก

ส่วนอีกกิจกรรม คือการจัดโปรโมชั่นดราคาสินค้าและบริการ โดย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ในพื้นที่อำเภอแม่สอด มอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 80 เปอร์เซนต์ ณ สถานที่ตั้งของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ ระหว่างวันที่ 4 – 31 ธันวาคม 2567 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้น

โดย…อัศวิน พินิจวงษ์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดตาก

ฝูงลิงแสมวัดเขาปฐวียกครอบครัวออกจากถ้ำผิงแดดคลายหนาว

อุทัยธานี-ฝูงลิงแสมต่างกันออกจากถ้ำนั่งกอดกันกลม และออกมารับแสงแดดคลายความหนาว หลังอากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ 

ที่วัดเขาปฐวี ติดกับเชิงถ้ำเขา ที่มีฝูงลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก หมู่ 5 ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ในช่วงที่มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝูงลิงแสมที่อาศัยอยู่ในถ้ำอยู่ที่เย็นชื้น ต่างพากันออกจากถ้ำเพื่อมาผิงแดด อาบแดดหรือบางตัว ถ้าเป็นแม่ลูก ก็จะนั่งกอดกันกลม ให้ร่างกายคลายความหนาว

ส่วนบริเวณลานวัดก็พบฝูงลิงอีกจำพวก นั่งเรียงกันอยู่จำนวนมาก ที่นั่งผิงแดด เพื่อผ่อนคลายอริยบทและคลายความหนาวขณะที่บางตัวทนหนาวไม่ไหวก็ต้องมานั่งกอดกันกลมเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก

จากการสอบถามแม่ชีจำเนียง ที่ปฏิบัติธรรมภายในวัดเขาปฐวี และคอยนำอาหารจากก้นบาตรพระ มาให้กับฝูงลิง ได้เปิดเผยว่า เริ่มหน้าหนาวปีนี้ ฝูงลิงจะออกมารับแสงแดดในตอนเช้าถึงช่วงสาย ของทุกวัน โดยจะนั่งหรือนอนอาบแดดเป็นเวลานานๆแบบไม่ค่อยขยับไปไหน แต่หากว่าอุณหภูมิยังลดต่ำลงมากกว่านี้ ทางผู้ดูแลภายในวัดก็จะก่อไฟกองใหญ่ทิ้งไว้ ให้ฝูงลิงบรรเทาความหนาวได้อีกทางหนึ่ง

อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วขึ้นประดิษฐานบนมณฑปท้องสนามหลวง

นายกรัฐมนตรีพร้อมผู้แทนทางการจีน เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วประดิษฐานท้องสนามหลวง ฉลองปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เมื่อเย็นวันที่ 4 ธ.ค.ที่ท้องสนามหลวง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้แทนทางการจีน เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานยังมณฑปมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ปี 2568 ภายหลังผู้แทนรัฐบาลไทย และรัฐบาลจีน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนถึงยังประเทศไทยแล้ว

ทั้งนี้ ได้มีการจัดขบวนอัญเชิญจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เคลื่อนไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยขบวนได้ผ่านย่านเยาวราช ที่แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน และได้ตั้งริ้วขบวนที่มีความสง่างามบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ประกอบด้วย 24 ริ้วขบวน ที่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทยชาวจีน ผสมผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะรถขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่จำลองพระจุฬามณีเจดีย์ มหาธาตุเจดีย์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ณ เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

นอกจากนี้ ยังมีการจำลองบุษบกปราสาท ขบวนรถบุปผชาติ ซึ่งแต่ละขบวนนับเป็นการรวมพลังของผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเครือข่าย 5 ศาสนา กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงขบวนที่ประกอบด้วยชาวไทยและชาวจีนมากถึง 2,700 คน

จากนั้น ขบวนได้เคลื่อนไปจนถึงบริเวณท้องสนามหลวง ได้วนรอบมณฑป 1 รอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่อัญเชิญพระสถูปพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ขึ้นประดิษฐานบนมณฑป โดยมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ต่อมา น.ส.แพทองธาร เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผู้แทนทางการจีน ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้วและมีคณะสงฆ์ฝ่ายจีน เจริญพระพุทธมนต์ ร่วมกับคณะสงฆ์ฝ่ายไทย

ต่อมาหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายจีน กล่าวมอบพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) นายกฯ กล่าวรับพระบรมสารีริกธาตุ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายดอกไม้ธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประธานสงฆ์ฝ่ายไทยให้ศีล พระสงฆ์ฝ่ายไทย (10 รูป) เจริญพระพุทธมนต์ นายกฯถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ฝ่ายไทย จำนวน 10 รูป และฝ่ายจีนจำนวน 13 รูป นายกฯ กรวดน้ำ รับพร กราบลาพระรัตนตรัย และทำความเคารพเบื้องหน้า พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้นเวลา 19.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เสด็จถึง มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว)

วันมรดกโลก ห้วยขาแข้ง อลังการเทศกาลดอกไม้เมืองหนาวเมืองอุทัยธานี

อุทัยธานีจัดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2567 และงานเทศกาลของดีอำเภอบ้านไร่ ระหว่างวันนี้-9 ธันวาคม 2567 ชวนเที่ยวชมเทศกาลไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้เมืองหนาว ดอกไม้งามแห่งขุนเขา แก่นมะกรูดหนาวสุดกลางสยาม เริ่มชมตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 3 ธันวาคม 67 ที่บริเวณ​พื้นที่โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วย​ นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี

พล.ต.ต.ณรงค์เดชศ์ ศักดิ์สมบูรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี นายสิรภพ นิยมเดช นายอำเภอบ้านไร่ นายสัมพันธ์ สุภาภักดี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานอุทัยธานี และผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2567 และงานเทศกาลของดีอำเภอบ้านไร่ จัดขึ้นระหว่างวันนี้-9 ธันวาคม 2567 ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านไร่ และสนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พร้อมเชิญชวนเที่ยวชมเทศกาลไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้เมืองหนาว ดอกไม้งามแห่งขุนเขา แก่นมะกรูดหนาวสุดกลางสยาม ณ แปลงพฤกษชาติตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เริ่มเที่ยวชมได้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2567 โดยมีส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรมแถลงข่าว

โดยกิจกรรมภายในงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2567 ประกอบด้วย กิจกรรมการประกวดขบวนแห่รณรงค์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวิถีวัฒนธรรม จำนวน 21 ขบวน งานเทศกาลของดีอำเภอบ้านไร่ กิจกรรมกานแข่งขันเดินวิ่งเพื่อสุขภาพต้านยาเสพติด อุทัยธานี มาราธอน มรดกโลก ห้วยขาแข้ง 2024 กิจกรรมการประกวดแข่งขันทักษะวิชาการและการแสดงความสามารถของนักเรียน กิจกรรมนิทรรศการสิ่งแวดล้อมผืนป่ามรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร นิทรรศการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ กิจกรรมสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชน ห้องสมุดมีชีวิต ตามรอย สืบนาคะเสถียร เป็นต้น ​

ทั้งนี้ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 และกำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลก โดยการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อระลึกถึงเกียรติภูมิ และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และหวงแหนผืนป่าแห่งนี้ ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของประเทศชาติและของโลก ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดอุทัยธานีด้วย

นักกวิชาการรุมสับกมธ.สภาฯเตรียมปล่อยผีบุหรี่ไฟฟ้าขายถูกกฎหมาย

นักวิชาการรุมชำแหละ กมธ.สภาฯจ่อปล่อยผีบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย แฉตั้ง กมธ.2 คนเอี่ยวโยงธุรกิจบุหรี่ยักษ์ใหญ่ร่วมเป็นคณะ กมธ.ส่อผิดอนุสัญญา UN ปลุกสังคมร่วมปกป้องเยาวชนพ้นจากมหัตภัยร้ายบุหรี่ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ได้จัด การเสวนาสื่อเรื่อง “ชำแหละ รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย” เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะทราบถึง กระบวนการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ ความไม่ชอบมาพากลของรายงาน และความไม่ชอบธรรมขององค์ประกอบคณะกรรมาธิการฯ จากกรณีที่คณะกรรมาธิการฯให้ข่าวว่ามีการกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการจัดการปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไว้ 3 แนวทางได้แก่ 1.กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นสิ่งผิดกฎหมาย 2.ให้บุหรี่ไฟฟ้าแบบให้ความร้อนถูกกฎหมาย และ 3.ให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทถูกกฎหมาย ที่โรงแรมเดอ ไพร์ม รางน้ำ กรุงเทพฯ

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้มีความผิดปกติตั้งแต่องค์ประกอบของคณะกรรมาธิการฯ ที่เคยถูกทักท้วงจากกลุ่มนักวิชาการ และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบว่ามีบุคคลอย่างน้อย 2 คนที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทบุหรี่ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฯ โดยมีหลักฐานว่าคนหนึ่งเคยเป็นบอร์ดบริหารองค์กรนานาชาติแห่งหนึ่งที่รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ และร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายต่างประเทศที่รับเงินจากบริษัทบุหรี่อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ที่ผ่านมามีการวิ่งเต้นผ่านการเมือง และสื่อสารสาธารณะเพื่อต้องการให้ยกเลิกกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าของไทยตั้งแต่ปี 2560 อีกทั้งยังเคยถูกเครือข่ายควบคุมยาสูบเคยยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องกระทำผิดจริยธรรมตามข้อบังคับของสภาฯ จากกรณีไปปรากฏตัวในสื่อออนไลน์ของร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมประกาศว่าจะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย

“การที่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เข้าไปร่วมกำหนดนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าผิดต่ออนุสัญญาควบคุมยาสูบโลกมาตรา 5.3 ซึ่งจะส่งผลให้รายงานของคณะกรรมาธิการฯนี้ ขาดความน่าเชื่อถือ ส่อที่จะโน้มเอียงไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบุหรี่ ซึ่งการที่คณะกรรมาธิการฯ ตั้งธงไว้ 3 แนวทางก็ค่อนข้างชัดเจนว่า 2 ใน 3 ทางเลือกคือต้องการยกเลิกการห้ามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสวนกระแสโลกที่ภายในเวลา 2 ปีที่ผ่านมามีประเทศที่ออกกฎหมายแบนบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 9 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ปาเลา บราซิล คาซัคสถาน สาธารณรัฐคีร์กีซ มัลดีฟส์ และล่าสุดเวียดนาม เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักมากในกลุ่มเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ประเทศที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายก็เริ่มเปลี่ยนมาแบนบุหรี่ไฟฟ้า เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยียมที่ประกาศแบนบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งด้วย”รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า รายงานของคณะกรรมาธิการฯ ควรตอบสังคมให้ได้ว่าหากบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายจะมีมาตรการควบคุมอย่างไรไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ กรณีบุหรี่มวนที่อนุญาตให้ขายได้ถูกกฎหมาย รัฐบาลก็ยังควบคุมได้ไม่ดีพอ มีบุหรี่มวนลักลอบขายผิดกฎหมายถึงร้อยละ 25 คิดเป็นมูลค่า 25,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้ง ตัวอย่างในอังกฤษ ซึ่งอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ถูกกฎหมาย แต่ห้ามขายในเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ยังมีการระบาดในเยาวชนถึง 25 % เปรียบเทียบงบประมาณทั้งคนและเงินที่อังกฤษทุ่มเทประสิทธิภาพในการควบคุม และปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ประเทศไทยไม่สามารถเทียบได้เลย ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ ดังนั้นหากเปิดให้ขายถูกกฎหมาย คาดเดาได้ว่าจะต้องระบาดสูงกว่าอังกฤษแน่นอน

นอกจากนี้ หากยกเลิกการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มงบประมาณในการควบคุมมหาศาล ได้แก่ 1.ควบคุมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ใช้เลิกบุหรี่ 2.ควบคุมส่วนประกอบ เช่น สารปรุงแต่ง 3.ควบคุมเป็นสารพิษ 4.ควบคุมเหมือนผลิตภัณฑ์เฉพาะ (disposable) เป็นต้น จะต้องเพิ่มหน่วยงาน เพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เพิ่มเครื่องมือทางห้อปฏิบัติการในการตรวจจับสาร ซึ่งมีราคาแพงมากต้องใช้งบประมาณสูงมาก ดังนั้นองค์กร THE UNION ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องสุขภาพปอดของประชาคมโลกในปี พ.ศ.2563 จึงมีข้อแนะนำว่า ผู้กำหนดนโยบายของประเทศในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและปานกลางรวมทั้งประเทศไทยควรยอมรับ “หลักการป้องกันไว้ก่อน” จึงเรียกร้องให้มีการดำเนินการป้องกัน คือ การห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า และ HTP (Heat Tobacco Product) ในกลุ่มประเทศเหล่านี้

ขณะที่ ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านภาษียาสูบ กล่าวว่า การที่คณะกรรมาธิการฯ ยกเอาประเด็นเศรษฐกิจมาเป็นข้ออ้างอันหนึ่งที่จะยกเอาบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมาบนดิน โดยบอกว่ารายรับภาษีจะเพิ่มขึ้น ข้ออ้างนี้ยังมีข้อโต้แย้งอยู่มาก ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ 1.ความเป็นสินค้าทดแทน คนสูบบุหรี่มวน (หน้าเก่า) เปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้จำนวนผู้สูบเพิ่มขึ้น หากจะเก็บภาษีได้เพิ่ม ต้องแลกด้วยการเพิ่มนักสูบหน้าใหม่ให้มากขึ้น

2.ภาษีบุหรี่ไฟฟ้าต้องสูงกว่าภาษีบุหรี่มวน ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะถูกคัดค้านจากบริษัทบุหรี่ ที่มักอ้างว่าปลอดภัยกว่าและต้องการจูงใจให้ผู้สูบบุหรี่มวนเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า 3.กรณีบางพรรคการเมืองเสนอให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้เฉพาะที่ไม่มีกลิ่นรส แต่ความจริงคือเด็กและเยาวชนถึงกว่า 90 % สูบบุหรี่ไฟฟ้าแบบมีกลิ่นรส ดังนั้นแม้คณะกรรมาธิการฯจะให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ก็จะไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้เพราะยังจะพบการลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าชนิดกลิ่นรสแบบผิดกฎหมายให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งเก็บภาษีไม่ได้ และ 4.มีงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา พบว่าภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากความเจ็บป่วยจากบุหรี่ไฟฟ้าถึง 1,500 เท่า ไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดกับสุขภาพเด็กและเยาวชน

ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์ นักวิชาการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า ยาสูบเป็นหนึ่งในสี่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Commercial Determinants of Health) ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ จึงมีการขับเคลื่อนให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ซึ่งในขณะนี้ภาระการรักษาพยาบาลของผู้สูบยาสูบ เป็นภาระของรัฐบาล จากเงินภาษีของคนทั้งประเทศ การที่มีการอ้างว่าการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าเป็นการละเมิดสิทธิผู้สูบจึงไม่ถูกต้อง

“บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าทำลายสุขภาพ จึงไม่ใช่สินค้าปกติที่จะใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่เหนือสิทธิการดูแลสุขภาพซึ่งสำคัญกว่า อีกทั้งบุหรี่ไฟฟ้ามีผลเรื่องบุหรี่มือสองมือสามกระทบบุคคลต่อรอบข้างโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนและรัฐบาลไทยที่จำเป็นจะต้องตระหนักถึงสิทธิของเด็ก โดยรัฐมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้เป็นเหยื่อของบริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ คือสิทธิเด็กที่จะได้รับการปกป้อง คุ้มครอง จากสารเสพติดต่างๆ” ศ.ดร.นิทัศน์ กล่าว

ผู้ว่าฯชลบุรีประธานทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิลโครงการ”เก็บวันแม่ ทอดวันพ่อ”

ผู้ว่าฯชลบุรี เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล โครงการผ้าป่าขยะรีไซเคิล “เก็บวันแม่ ทอดวันพ่อ” ปลุกจิตสำนึกความรับผิดชอบในการลดและคัดแยกขยะ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567  นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล โครงการผ้าป่าขยะรีไซเคิล “เก็บวันแม่ ทอดวันพ่อ” ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบการและชุมชน ที่ร่วมบริจาคขยะรีไซเคิล โดยมี น.ส.สุดินา แก้วดี ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี นายสราวุธ สุโพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี นายอัฏฐาทรัพย์ อายุเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลคลองตำหรุ ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี ที่ศาลาประชาคมเทศบาลตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 

สำหรับ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จังหวัดชลบุรี ร่วมกับเทศบาลตำบลคลองตำหรุ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตีชลบุรี บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสมาคมนักทรัพยากรมนุษย์อมตะซิตีชลบุรี (HRA) ร่วมจัดกิจกรรมผ้าป่าขยะรีไซเคิล “เก็บวันแม่ ทอดวันพ่อ” โดยนำขยะรีไซเคิลเข้าสมทบกองทุนธนาคารขยะ (Recyclable Wate Bank) เทศบาลตำบลคลองตำหรุ และมาคัดแยก นำไปจำหน่าย นำรายได้มาช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และกลุ่มผู้เปราะบาง ในพื้นที่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายธวัชชัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมการคัดแยกขยะในชุมชน สร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบในการลดปริมาณขยะ และคัดแยกขยะ ส่งเสริมสนับสนุน และให้สมาชิกมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน หน่วยงานภาครัฐและภาค เอกชน และท้องถิ่น ในการบริหารจัดการขยะชุมชน ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพในชุมชน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่เด็ก และครอบครัวยากไร้ในชุมชน ในเขตเทศบาลตำบลคลองตำหรุ 

และเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จ ในการจัดการขยะมูลฝอย และการดำเนินกิจกรรมกองทุนธนาคารขยะ ของเทศบาลตำบลคลองตำหรุ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจาคภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ร่วมบริจาคขยะรีไซเคิล ปริมาณรวม 50,000 กิโลกรัม สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 61,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ยูเนสโก ประกาศรับรอง ‘ต้มยำกุ้ง’ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 (The nineteenth session of the Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: IGC-ICH) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เวลา 16.10 น. (เวลาท้องถิ่น) ณ นครอซุนซิออน (Asuncion) สาธารณรัฐปารากวัย หรือตรงกับ วันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 02.10 น. (ประเทศไทย เร็วกว่า 10 ชั่วโมง) มีมติรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” (Tomyum Kung) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity : RL) ประจำปี 2567 ต่อจากรายการ โขน นวดไทย โนรา
และ สงกรานต์ ในปีที่ผ่านมา

รมว.วธ. กล่าวว่า ในการเสนอ ต้มยำกุ้ง ขึ้นทะเบียนมรดกฯ กับยูเนสโก นี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564 เห็นชอบให้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เสนอขอขึ้นทะเบียน “ต้มยำกุ้ง” (Tomyum Kung) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ของยูเนสโก หลังจากที่ ต้มยำกุ้ง ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเมื่อปี พ.ศ. 2554 ในสาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ประเภทอาหารและโภชนาการ ด้วย ต้มยำกุ้ง เป็นมรดกภูมิปัญญาฯ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทย ที่มีความเรียบง่าย มีสุขภาวะทั้งกายและใจที่แข็งแรง รู้จักการพึ่งพาตนเองด้วยวิธีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็น “กับข้าว” ที่คนในชุมชนเกษตรกรรมริมแม่น้ำในพื้นที่ภาคกลาง นำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยชื่อ ต้มยำกุ้ง เกิดจากการนำคำ 3 คำมารวมกันได้แก่ “ต้ม” “ยำ” และ “กุ้ง” ซึ่งหมายถึงกระบวนการทำอาหารที่นำเนื้อสัตว์ คือ กุ้ง ต้มลงในน้ำเดือดที่มีสมุนไพรซึ่งปลูกไว้กินเองในครัวเรือนอย่างข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และปรุงรสจัดจ้านแบบยำ ให้มีรสเปรี้ยวนำด้วยมะนาว ตามด้วยรสเค็มจากเกลือหรือน้ำปลา รสเผ็ดจากพริก รสหวานจากกุ้ง และขมเล็กน้อยจากสมุนไพร นั่นเอง

“ปัจจุบัน ภูมิปัญญาการทำต้มยำกุ้งได้มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง และแพร่กระจายไป
ยังพื้นที่อื่น อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์สูตรต้มยำกุ้งที่แปลกใหม่มากมาย เพื่อตอบสนองต่อสภาพทางภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต และรสนิยมการบริโภคอาหารที่แตกต่างกันไปของคนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งยังเป็นอาหารที่ได้รับความนิยม ชื่นชอบของชาวต่างชาติ ถือเป็น Soft power ด้าน อาหาร เมนูสำคัญของประเทศไทย ที่กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอดเป็นเมนูยอดนิยมของคนทั่วโลก” รมว.วธ. กล่าว

รมว.วธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่มรดกวัฒนธรรมของไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ววธ. มีแนวทางการส่งเสริมและต่อยอดตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม ในการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหาร โดยใช้เศรษฐกิจทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ อาทิ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง และบูรณาการกับภาคธุรกิจ-การท่องเที่ยว

ต้มยำกุ้ง เป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ตลอดจนเชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง และยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและสาระของเมนูต้มยำกุ้งไป สู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกด้วย

รมว.วธ. เปิดเผยอีกว่า นอกจากรายการต้มยำกุ้งแล้ว ในวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาระหว่าง 09.30 – 12.30 น. (เวลาท้องถิ่น) สาธารณรัฐปารากวัย ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาระหว่าง 19.30 – 22.30 น. (เวลาประเทศไทย) ขอเชิญชวนชาวไทย โดยเฉพาะพี่น้องภาคใต้ เตรียมลุ้น “เคบายา” รายการมรดกวัฒนธรรมที่เสนอ
ขอขึ้นร่วม 5 ประเทศ คือ ประเทศมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย จะได้รับการรับรองให้ขึ้นทะเบียน
ในปีเดียวกัน อีกด้วย

ในโอกาสที่น่ายินดีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญพี่น้องประชาชน
ร่วมกิจกรรม งานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ระหว่างที่ 6-8 ธันวาคม 2567 ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ โดยในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 18.00 น. จะมีพิธีเปิดงานโดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเปิดงานอย่างเป็นทางการ ภายในงานพบกับเชฟไอซ์ ศุภักษร จงศิริ ผู้สร้างประวัติศาสตร์พาร้านอาหารไทย ‘ศรณ์’ คว้ารางวัล สามดาวมิชลินเป็นแห่งแรกของโลก และการสาธิตการทำต้มยำกุ้ง โดยเชฟตุ๊กตา (ครัวบ้านยี่สาร) หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย

พร้อมให้ชิมต้มยำกุ้งฟรี รวมถึงการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดเคบายา นำโดยนางสาวไทยและรองนางสาวไทย และร่วมชมนิทรรศการ “ต้มยำกุ้ง” และนิทรรศการ/สาธิตการปักชุด-เครื่องประดับ “เคบายา” และอาหารเปอรานากัน จากจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรังและสตูล และยังได้เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรี การแสดงทางวัฒนธรรมให้รับชมตลอดงาน โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ www.culture.go.th และเฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม