ตำรวจบุกรวบเครือข่ายไฮโซน้ำแข็ง สร้างแอปฯปลอมตุ๋นลงทุนเหยื่อสูญกว่า 23 ล้าน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจับกุม นำโดย พ.ต.อ. ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท., พ.ต.ท.ภัททสักก์ ธนสุกาญจน์, พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ รอง ผกก.1 บก.ปอท., พ.ต.ท.ปิยเดช แก้วแฝก, พ.ต.ท.อารัติ พายทอง, พ.ต.ท.เอกคณิต เนตรทอง, พ.ต.ท.พรเสกข์ เชาวสันต์, พ.ต.ต.หญิง หทัยชนก อินทรวิจิตร, พ.ต.ต.เริงศักดิ์ อุปลา สว.กก.1 บก.ปอท., ร.ต.อ.ดุสิต ยอดหวิด, ร.ต.อ.ทัศพงษ์ ผ่องใส, ร.ต.อ.กษิดิศ ดิลกคุณานันท์ ,ร.ต.อ.ณัฐวัฒน์ ตาแว่น, ร.ต.อ.ปฏิญญา สงวนศักดิ์เกสร, ร.ต.ท.นันทนคร บุรี รอง สว.กก.1 บก.ปอท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท.

ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา กลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ไฮบริดสแกม (Hybrid Scam) ตั้งแต่ระดับหัวหน้าเครือข่ายที่มีหน้าที่ควบคุมสั่งการศูนย์ปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คนที่ดูแลเรื่องฟอกเงิน และ คนรับจ้างเปิดบัญชีม้า โดยเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 13 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง ภูเก็ต จับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 13 ราย ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ใด้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน”

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุน โดยมีการโพสต์ข้อความสาธารณะลักษณะชักชวนให้เข้าไปลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล (Cryptocurrency) ผ่านเว็บไซต์ชื่อ Tidex ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ปลอมขึ้นมาทั้งหมด (มีความคล้ายกับแอปพลิเคชันเทรดเหรียญดิจิทัลของจริงที่ชื่อว่า Tidex) โดยเสนอให้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปลงทุน โดยผู้เสียหายได้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของกลุ่มคนร้าย จำนวน 17 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 22.4 ล้านบาท ต่อมาพบว่าไม่มีการลงทุนจริง

 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้ประสานข้อมูลการรับแจ้งมายังศูนย์ AOC พบว่ามีผู้เสียหายหลงเชื่อและทำการโอนเงินเพื่อลงทุนตามประกาศโฆษณาในเพจดังกล่าว และได้รับความเสียหายหลายราย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันเว็บไซต์ปลอมได้ปิดเว็บไซต์ไปแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ร่วมกับ อสส. และ ปปง. ทำการสืบสวนเส้นทางการเงิน และเส้นทางของเหรียญดิจิทัล จนทราบตัวผู้กระทำความผิด จึงเปิดปฎิบัติการ “Lock Star รวบนักธุรกิจเบื้องหลังเครือข่าย Call Center” สามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ไฮบริดสแกม (Hybrid Scam) ตั้งแต่ระดับหัวหน้าเครือข่ายที่มีหน้าที่ควบคุมสั่งการศูนย์ปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และคนที่ดูแลเรื่องฟอกเงิน เป็นชาวจีนและชาวไทย จำนวน 6 ราย และสามารถตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ เป็นของมีค่าจำนวนหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท  

จากการขยายผลตรวจสอบข้อมูลพบบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับกลุ่มคนร้ายพบผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ โดยสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการเป็นชาวต่างชาติและชาวไทย ซึ่งเป็นกลุ่มระดับสั่งการ, ผู้บริหารดูแลเรื่องฟอกเงิน รับผลประโยชน์ และ คนรับจ้างเปิดบัญชีม้า สรุปแล้วรวมทั้งสอง season สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้งสิ้นจำนวน 19 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 3 ราย ชาวเวียดนาม 1 ราย ชาวสิงคโปร์ 1 ราย และชาวไทย 14 ราย จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจับกุม ตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ เป็นของมีค่าจำนวนหลายรายการ อาทิเช่น บ้านหรู จำนวน 1 หลัง มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท, รถยนต์ จำนวน 2 คัน มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท, โฉนดที่ดิน จำนวน 4 ใบ มูลค่ากว่า 9 แสนบาท  และ หุ้น ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท รวมมูลทรัพย์สินทั้งหมดค่ากว่า 14 ล้านบาท 

เครือซีพี-ซีพีเอฟ-มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วม JCC มอบ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” โรงเรียนที่ 988

ผนึกพลังเครือข่ายความดี ร่วมสร้างความมั่นคงด้านอาหารปลอดภัย เพิ่มโปรตีนไข่ไก่คุณภาพ สร้างโภชนาการแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลต่อเนื่อง ปีที่ 36

เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมกับ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ส่งมอบ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” มุ่งเสริมสร้างภาวะโภชนาการที่ดีแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านการสร้างแหล่งโปรตีนคุณภาพให้แก่โรงเรียนและชุมชน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานทางอาชีพให้แก่เยาวชน

โดยมี นายสุคนธ์ หนูภักดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายฮิโรยาสุ ซาโต้ รองประธานหอการค้าญี่ปุ่น และประธานส่วนการศึกษา คณะกรรมการฝ่ายความช่วยเหลือสังคม นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท นายวราราชย์ เรืองศรี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ผู้แทนรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เเละ ดร.สุชาดา ลิ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2  พร้อมคณะครูและนักเรียน ณ โรงเรียนบ้านคลองชะอุ่น อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี 

นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เครือซีพี ซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และ JCCB ยังคงมุ่งเสริมสร้างภาวะโภชนาการที่ดีแก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 36 ปี ในการดำเนินโครงการเลี้ยฯ มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 988 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนกว่า 232,000 คน และครู 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน เป็น Action Learning Base และพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่ชุมชน ให้ทั้งนักเรียนและชุมชนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เสริมสร้างทักษะทางอาชีพรอบด้าน ทั้งการเลี้ยงสัตว์ การบริหารจัดการ การจัดทำบัญชี การขายและการตลาด การแปรรูปอาหารเพิ่มมูลค่า ตลอดจนพัฒนาต่อยอดเป็นกิจการเพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืน (Social Enterprise)

นายฮิโรยาสุ ซาโต้ รองประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ กล่าวเสริมว่า JCCB ร่วมมือกับ เครือซีพี ซีพีเอฟ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 ขยายโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง รวม 150 โรงเรียนครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในปีนี้ได้คัดเลือกโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือรวม 4 แห่งเข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ โรงเรียนบ้านคลองชะอุ่น จ.สุราษฎร์ธานี, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเทคนิคดุสิต, โรงเรียนบ้านผาแดงหลวง และศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยกุ๊ก จ.เชียงราย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปัญหาทุพโภชนาการ ยังส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของโรงเรียนและชุมชนอีกด้วย

ด้าน นายวราราชย์ เรืองศรี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟมุ่งสนับสนุนมูลนิธิฯ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่และการบริหารจัดการผลผลิตในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้โรงเรียนสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับสุขภาพเด็กและเยาวชนไทยผ่านการบริโภคโปรตีนคุณภาพจากไข่ไก่ ต่อยอดสู่การเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ ในอนาคต

ส่วน นางสาวศุภวรรณ พละเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองชะอุ่น กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน โดยเฉพาะด้านโภชนาการ ซึ่งช่วยให้นักเรียนมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพและเพียงพอ ส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี มีความพร้อมในการเรียนรู้ และโครงการฯ ยังช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พร้อมการบูรณาการองค์ความรู้สู่การเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นประโยชน์เชิงคุณภาพที่มีคุณค่ายิ่ง  

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” เป็นความร่วมมือของ เครือซีพี โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และซีพีเอฟ ที่ดำเนินการก้าวเข้าสู่ปีที่ 37 และยังคงมุ่งผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและเอกชน ขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งโภชนาการโปรตีนคุณภาพกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาในการดำเนินงานของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในเครือฯ อาทิ บจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG), บจ.เจียไต๋ (CHIA TAI), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), บจม.ซีพี ออลล์ (CP ALL), บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA) ทั้ง Makro และ Lotus’s และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เพื่อส่งต่อคุณค่า สร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

หอการค้าไทย-จีน มอบเงินบริจาคผ่านประธานรัฐสภาซับน้ำตาเหยื่อน้ำท่วมใต้

นายณรงค์ศักดิ์  พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน พร้อมคณะกรรมการบริหาร ให้การต้อนรับ ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์  มะทา ประธานรัฐสภา เนื่องในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมหอการค้าไทย-จีน เพื่อรับมอบเงินบริจาคหอการค้าไทย-จีนจำนวนหนึ่งล้านบาท เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้

นายณรงค์ศักดิ์  กล่าวว่า หอการค้าไทย-จีน  นอกจากมีบทบาทเสมือนสะพานเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดระยะเวลา 114 ปี ที่ผ่านมาแล้วหอการค้าไทย-จีน ยังได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยเหล่านั้น

พร้อมขอแสดงความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่  หน่วยงานภาครัฐและเอกชน  จิตอาสา และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ เพื่อช่วยลดความทุกข์ยากของประชาชนและฟื้นฟูความเสียหายจากภัยน้ำท่วมในครั้งนี้  

ยิ่งใหญ่อลังการเทศกาล “งานรักอ่าวลึก ครั้งที่ 14”กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

อำเภออ่าวลึก จัดเทศกาล “งานรักอ่าวลึก ครั้งที่ 14” ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2567 ณ สนามบริเวณศูนย์ราชการอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่

เมื่อค่ำวันที่ 3 ธันวาคม 2567 นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดงานรักอ่าวลึก ครั้งที่14” ซึ่งอำเภออ่าวลึก ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทุกภาคส่วนในพื้นที่ ร่วมกันจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2567 ณ สนามบริเวณศูนย์ราชการอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่

เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 น้อมนำพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประพฤติปฏิบัติ และเป็นการส่งเสริม สืบสานเอกลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และประเพณีอันดีงามของชาวอำเภออ่าวลึก รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยมีนายกชภูมิ สำลี นายอำเภออ่าวลึก หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ ภายในงานจัดให้มีพิธีทำบุญเมือง การแต่งกายย้อนยุค วิถีชีวิตบรรพชน ขบวนเดินเทิดพระเกียรติ และริ้วขบวนแห่งานรักอ่าวลึกของส่วนราชการ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญบ้าน ภาคเอกชน ย้อนยุคฉายหนังกลางแปลง การแสดงหนังตะลุง รำวงเวียนครก และการแสดงอื่นๆอีกมากมาย เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น ของดี ของฝากจากอ่าวลึก และซุ้มร้านค้ากว่า 200 ร้าน “ชิม” อาหารถิ่นรสชาติหลากหลายจากหมู่บ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล ปิ้งย่าง และอาหารฮาลาล ซึ่งทุกเมนูใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น Go local Meet Local Eat Local

ต่อยอดภูมิปัญญาโบราณรพ.สต.หอไกรผลิตแผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวด

เมื่อวันที่  3 ธันวาคม 2567 นายปัญจะ ยาแก้ว  ผอ.กองสาธารณสุข อบจ.พิจิตร มอบหมายให้นายวิโรจน์ บุญมาก หัวหน้ากลุ่มงานโรงพยาบาล พร้อมด้วย นายนิคม เล็กชูผล เจ้าพนักงานสาธารณสุขอาวุโส และ เภสัชกรหญิง ปนิตา ใจนนถี ร่วมกันลงพื้นที่ติดตามงานแพทย์แผนไทยของ รพ.สต.หอไกร อ.บางมูลนาก  ซึ่งเป็น รพ.สต.ที่อยู่ในสังกัดของ อบจ.พิจิตร โดยมี น.ส.ศิริกานต์ โรทิม แพทย์แผนไทย รพ.สต.หอไกร และ อสม. ให้การต้อนรับและสาธิตการใช้นวัตกรรมแผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวด ที่ได้คิดค้นขึ้นเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ

สำหรับแผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวดมีสรรพคุณ แก้อาการปวดเข่า ข้อเข่าฝืด บรรเทาอาการของโรคลมจับโปงเข่า หรือ โรคทางแพทย์แผนปัจจุบัน เรียกว่า โรคข้อเข่าเสื่อมนั่นเอง ส่วนผสมของเจลแผ่นแปะ ซึ่งเป็นยาสมุนไพรตำรับยาทาพระเส้นตำรับโอสถพระนารายณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งมีสรรพคุณแก้โรคลมต่างๆ เช่น ลมจับโปง ลมอัมพาต ลมตะคริว และอาการปวดเมื่อยต่างๆ มีงานวิจัยศึกษาประสิทธิผลเบื้องต้นของยาทาพระเส้นในการบรรเทาอาการปวดเข่า ทำให้ความสามารถในการใช้งานของข้อเข่าดีขึ้นและเพิ่มการเคลื่อนไหวของหัวเข่าได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีการใช้แผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวดเข่า ทำได้ง่ายๆเพียงลอกแถบกาวออก แล้วแปะบริเวณข้อเข่าที่มีอาการปวด แปะทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วแกะออก อาการปวดก็จะบรรเทาลง

คุณยายละมัย  เนตรชาย และ คุณยายบังอร เข็มรักษ์ ผู้สูงอายุทั้ง 2 รายนี้ อายุกว่า 70 ปี  ที่มาขอเข้ารับการรักษาด้วยการใช้แผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวดยืนยันว่าใช้ได้ผลดีจริงๆ โดย รพ.สต.หอไกร ก็ได้มีการเก็บข้อมูลในผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน ที่เข้าร่วมโครงการใช้แผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวดพบว่า มีระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 53.33% และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 33.33%

ซึ่่งแผ่นเจลสมุนไพรแปะแก้ปวด รพ.สต.หอไกร เปิดรักษาผู้ป่วย แต่ถ้าต้องการซื้อไปใช้ที่บ้านเพื่อรักษาอาการปวด คอ บ่า ขา ไหล่ หลัง สะบัก ก็จำหน่ายชุดละ 45 บาท  1 ชุด มี 2 แผ่น สอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ค: รพ.สต.ตำบลหอไกร ต.หอไกร  หรือโทร 056-632902

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

ผู้ว่าฯกระบี่พร้อมนายกเหล่ากาชาดเข้าเฝ้าฯ “กรมสมเด็จพระเทพ ฯ “

ผู้ว่าฯ กระบี่​ และ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่ เข้าเฝ้า ฯ กรมสมเด็จพระเทพ ฯ ในโอกาสรับพระราชทานเกียรติบัตรการแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด และนายกเหล่ากาชาดจังหวัด

นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่​ พร้อมด้วย นางศรินทิพย์​ ศีลาเทวากูล​ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่ เข้าเฝ้า ฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย​

ในโอกาสรับพระราชทานเกียรติบัตรการแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด และนายกเหล่ากาชาดจังหวัด ที่ห้องรับรอง อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) สภากาชาดไทย เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2567

กรมป่าไม้ลุยอนุรักษ์ดิน-น้ำในพื้นที่ป่าสงวนฯลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ และ ๒ เพื่อการอยู่อาศัยทำกินอย่างยั่งยืน

กรมป่าไม้แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ โดยชุมชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ และ ๒ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารของประเทศ จะต้องดำเนินการจัดระเบียบการใช้ที่ดินตามมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้การใช้ที่ดินเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ใช้ดำเนินการในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน ลดการเกิดภัยพิบัติ ไม่ทำให้ดินเสื่อมโทรม สามารถจัดการน้ำในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่

กรมป่าไม้ได้กำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 ดำเนินการ เพื่อประชาชนได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน ดังนี้

​​๑. ขอความร่วมมือกับประชาชนงดเว้นการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือลดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช โดยวางเป้าหมายเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ภายในระยะเวลา ๙ ปี โดยลด ๒๐% ของพื้นที่ในปีแรก และลดลงใน ๑๐% ของพื้นที่ในปีต่อๆ ไป

๒. ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการจุดไฟเผาวัชพืชหรือลดการจุดไฟเผาวัชพืช / ยกเว้นการดำเนินการกำจัดเชื้อเพลิงตามมาตรการของแต่ละจังหวัดที่กำหนด

๓. ให้ประชาชนเลือกปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามความต้องการและความเหมาะสมของประชาชน จำนวน ๒ รูปแบบ ได้แก่

๓.๑ เลือกนำเอามาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำทั้งวิธีกลหรือวิธีพืช จากมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดิน ที่มีอยู่หลายวิธี ไปผสมผสานหรือประยุกต์ใช้ปฏิบัติในพื้นที่ อย่างน้อย ๔ วิธี

๓.๒ เลือกการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่นำแนวพระราชดำริด้านปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้เป็นมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของพื้นที่

​​การดำเนินงานของกรมป่าไม้ดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยไม่ให้ดินเสื่อมสภาพ สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างถาวร มั่นคง ยั่งยืน และยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมดินโคลนถล่มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

“สุธรรม”หนุนนักมวยไทย หลังแขวนนวมยึดอาชีพเทรนเนอร์ หวังสร้างชื่อต่างแดน

นายสุธรรม แสงประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อไทย เยี่ยมชมโรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็ก พร้อมสนับสนุนนักมวยไทยและอดีตนักชกระดับตำนานที่หันมายึดอาชีพเทรนเนอร์มวยไทยสร้างชื่อในต่างประเทศ

วานนี้ ( 2 ธ.ค.67 ) ที่โรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็ก หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี นายสุธรรม แสงประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เดินทางมาเยี่ยมชมการดำเนินงานของ นายวีระศักดิ์เล็ก วงศ์ประเสริฐ อดีตนักมวยไทยที่ประสบความสำเร็จที่ประเทศญี่ปุ่นจนเป็นเจ้าของยิมส์มวยไทย 9 แห่ง และกลับมาเปิดโรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็กที่ประเทศไทยบ้านเกิด

โดยนายสุธรรม แสงประทุม ชื่นชมในความวิริยะอุตสาหต่อสู้ชีวิตของ วีระศักดิ์เล็ก และใช้เวลากว่า 30 ปีจนประสบความสำเร็จในวันนี้ และยังชื่นชมแนวความคิดรักบ้านเกิดสร้างโรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็ก  เพื่อสร้างพื้นฐานกีฬามวยไทย ศิลปการต่อสู้ประจำชาติให้เยาวชนไทย รวมถึงอดีตนักชกในตำนานที่อายุมากขึ้นต้องแขวนนวมแต่ยังมีวิชาความรู้พร้อมเบนเข็มมาเป็นเทรนเนอร์ ทางโรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็กก็ยินดีสนับสนุนและส่งไปเป็นเทรนเนอร์ที่ประเทศญี่ปุ่น

นายสุธรรม แสงประทุมและคณะเยี่ยมชมและสนทนากับนายวีระศักดิ์เล็ก วงศ์ประเสริฐ , นายชาญชัย ส.ธรรมรังสี อดีตแชมป์ลุมพินี ที่ปัจจุบันรับหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่โรงเรียนวีระศักดิ์เล็ก และสองอดีตแชมป์โลก นภา เกียรติวันชัย และ พรสวรรค์ ป.ประมุข ที่ผันตัวเองมาเป็นเทรนเนอร์ที่โรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็กเช่นกัน รวมถึงนักชกวัย 19 ปีชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบมวยไทยจนมาปักหลักฝึกซ้อมอยู่ที่นี่มีกำหนด 1 เดือน

นายสุธรรม แสงประทุม ในฐานะประธานขับเคลื่อนโยบายพรรคเพื่อไทยกล่าวหลังการเยี่ยมชมว่า”การทำงานเชิงรุกของโรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็ก เป็นการทำงานที่สอดคล้องกับรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับ”มวยไทย”ซึ่งเป็นซอฟท์เพาเวอร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ดังนั้นจึงสามารถประสานการทำงานร่วมกันกับภาครัฐในการส่งเสริมทั้งนักมวยไทย และอดีตนักมวยไทยชื่อดังที่เบนเข็มมาทำงานเบื้องหลังความสำเร็จด้วยการเป็นเทรนเนอร์ในการเปิดตลาดทั้งนักมวยไทยและเทรนเนอร์ในต่างประเทศต่อไป

ขณะที่ นายวีระศักดิ์เล็ก วงศ์ประเสริฐ ก็กล่าวขอบคุณนายสุธรรม แสงประทุมและคณะในการเดินทางมาเยี่ยมชมโรงเรียนสอนมวยไทยวีระศักดิ์เล็กในวันนี้ และการสนับสนุนการทำงานร่วมกันในอนาคต

โอกาสทองเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทยไม่อั้น

“รมว.นฤมล”ย้ำ ก.เกษตรฯส่งเสริมให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หลัง “ญี่ปุ่น ต้องการรังไหมทองจากไทยจำนวนมาก เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องสำอาง มั่นใจ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมากขึ้น

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความต้องการรังไหมทองจากไทยของต่างประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีความต้องการรังไหมทองจากไทย เพราะเป็นรังไหมคุณภาพสูง ผ่านการวิจัยร่วม นำไปผลิตเครื่องสำอาง ส่งบริษัทชิเซโด้ปีละ 30 ตัน และยังมีความต้องการมากกว่านี้อีกมาก สามารถสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้นมากให้เกษตรกร ดังนั้น กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเกษตรกรปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ได้ปีละ 2,000 ตัน แต่รังไหมยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศปีละ 5,000 ตัน เพื่อผลิตผ้าไหม จึงยังมีการนำเข้ารังไหมอยู่        

“นับเป็น การตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ตามนโยบายท่านนายกฯ แพรทองธาร ชินวัตร ที่กระทรวงเกษตรจะทำการส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และใช้ biotechnology แปรรูปเป็นเครื่องสำอาง เพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญให้เกษตรกรทั่วไทย ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

1065888
1065890

วิสามัญ “ยุทธ”มือยิงประธานสภาอบต.นครพนมหลังฮึดสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น เข้าตรวจสอบการติดตามจับกุม นายยุทธพล หมอกต้ายซ้าย อายุ 49 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุนายวินัย มณีรัตน์ อายุ 56 ปี ประธานสภา อบต.โพนจาน อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาในเขต ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยคนร้ายได้หลบหนีเข้าไปในไร่อ้อย ท่ามกลางการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปิดล้อมไร่อ้อยนับร้อยไร่ อยู่นั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 5-6 นัด แล้วเงียบไป ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองจะรีบเข้าพื้นที่ทันทีพร้อมไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่แต่อย่างใด รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจุดที่มีการวิสามัญ ทราบว่า มือปืนได้เปิดฉากยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ก่อนหนึ่งนัด ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตอบโต้ทำการวิสามัญในป่าอ้อย เบื้องต้นไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ มีเพียงนาย ยุทธพล เสียชีวิตจากเหตุการณ์เท่านั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเคลียร์พื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาภายในป่าอ้อยจุดเกิดเหตุ 

ด้าน นายคำปาง เทพขาม อายุ 57 สมาชิกสภาาอบต.ศรีสุขสำราญ กล่าวว่า ตนเองเห็นคนร้ายรายนี้ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปขอตรวจสอบตั้งแต่ช่วงเช้า แต่พบว่าคนร้ายมีอาวุธปืนจึงพากันถอยออกมาโดยคนร้าย ได้เดินหลบหนีเข้าไปในป่าอ้อยซึ่งตนเองและเจ้าหน้าที่ไม่กล้าที่จะตามไปเนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากอาวุธปืนที่คนร้ายมี ซึ่งในช่วงที่เห็นนั้นพบว่าคนร้ายมีบางอย่างอยู่ที่หลังคล้ายกับปืนและกระทั่งได้ข้อมูลจากทาง จ.นครพนมซึ่งยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ยิงประธานสภาอบต. จริง

พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขก.กล่าวว่า  เจ้าหน้าที่มีการติดตามจับกุมคนร้ายตั้งแต่ที่ชาวบ้านแจ้งเข้ามาว่าพบความผิดปกติที่คนร้ายจอดรถไว้บริเวณหน้าโรงเรียน หลังจากนั้นตำรวจก็เข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ภายใน20 นาที โดยทางเจ้าหน้าที่ พยายามเข้าถึงตัวผู้ก่อเหตุหลายครั้ง และเรียกเกลี้ยกล่อมคนร้ายให้มอบตัว  แต่ถูกคนร้ายยิงสวนเพื่อเบิกทางมาตลอด จนกระทั่ง เจ้าหน้าที่พยายามเจรจากับคนร้ายแต่ก็ไม่เป็นผล คนร้ายยังคงยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ไม่ยอมมอบตัวซึ่งก่อนหน้านี้คนร้ายได้โทรกลับไปหาญาติที่บ้านบอกว่าจะไม่ยอม ไม่ให้ตำรวจจับตัวได้ กระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการวิสามัญ  คนร้ายภายในป่าอ้อยหลังโรงเรียนศาลาดินห้วยเตย

“จากการตรวจสอบพบประวัตินายยุทธพล พบว่าเคยถูกจับในคดีต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานเมื่อปี 2552 ใช้อาวุธปืน พร้อมกับมีวัตถุระเบิดอยู่ด้วย ต่อมาในปี 2562 ถูกจับในข้อหาครอบครองยาเสพติด กระทั่งมาก่อเหตุยิงประธานสภา อบต.โพนจาน และต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญดังกล่าว”