‘ซีพีเอฟ’สานต่อความมุ่งมั่นสร้างงานมีคุณค่าสำหรับคนพิการ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าสนับสนุนการสร้างงานที่มีคุณค่าสำหรับกลุ่มคนเปราะบาง รวมถึงกลุ่มคนพิการ ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและแตกต่าง มีการปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ปัจจุบัน ซีพีเอฟจัดจ้างพนักงานคนพิการ 806 คน ทำงานในสถานประกอบการ ในชุมชน และเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลวีลแชร์ทีมชาติ

นางณฐอร อินทร์ดีศรี รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่เยี่ยมการทำงานของพนักงานพิการ 2 คนที่ปฏิบัติงานที่ร้านเชสเตอร์ สาขาสยามสแควร์ ธุรกิจร้านอาหารในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) โดยมีคุณพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล เครือซีพี-ซีพีเอฟ และ คุณลลนา บุญงามศรี  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ให้การต้อนรับ กิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสถานประกอบการร้านเชสเตอร์ปฏิบัติต่อพนักงานคนพิการอย่างเท่าเทียม และมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนพิการและครอบครัว

นางณฐอร กล่าวว่า กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ​สนับสนุนนายจ้างและองค์กรให้โอกาสจ้างงานคนพิการทำงานในสถานประกอบการ ซึ่งนอกจากช่วยคนพิการมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะความรู้ของกลุ่มคนเปราะบางตอบรับความต้องการของตลาดแรงงาน และการที่กรมฯ เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของคนพิการที่ร้านเชสเตอร์ สาขาสยามสแควร์ เป็นการสร้างความมั่นใจว่า คนพิการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สร้างโอกาสให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และตอกย้ำว่า คนพิการเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญของสถานประกอบการ ร้านเชสเตอร์ สาขาสยามสแควร์ เป็นหนึ่งในสถานประกอบการมากกว่า 14,000 แห่งของไทยที่เป็นต้นแบบสถานประกอบการที่สนับสนุนให้โอกาสคนพิการได้ทำงานหาเลี้ยงชีพตนเอง และที่สำคัญทำให้เกิดภาคภูมิใจในตนเอง มีกำลังใจในการทำงาน สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม เห็นคุณค่าของคนพิการในสังคมมากขึ้น

ด้าน นางสาวพิมลรัตน์  กล่าวว่า ซีพีเอฟมีความร่วมมือกับกระทรวงพม.หลายมิติ การจัดจ้างคนพิการ ลดความเหลื่อมล้ำของคนพิการผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพ สนับสนุนให้คนพิการและครอบครัวมีความมั่นคงในชีวิต สามารถพึ่งพาตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข และภาคภูมิใจ สอดคล้องกับหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี ที่บริษัทยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท จากการสนับสนุนการจัดจ้างงานคนพิการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ บริษัท ได้รับการยกย่องเป็นองค์กรต้นแบบความยั่งยืนในตลาดทุนไทยด้านสนับสนุนคนพิการ และรับรางวัลองค์กรที่ “รางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการระดับดีเยี่ยม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

ปัจจุบัน ซีพีเอฟ จัดจ้างคนพิการได้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงรวม 806 คน ซึงเป็นจำนวนการจ้างงานที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด โดยแบ่งเป็นการจัดจ้างคนพิการ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย รูปแบบแรก การจ้างงานทำงานในสถานประกอบการของซีพีเอฟ 210 คน  รูปแบบที่สอง การจ้างงานทำงานให้ชุมชนที่คนพิการอาศัยอยู่ เช่น โรงเรียน วัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทำงานเป็นผู้ช่วยงานโครงการ​ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”​ รวม 580 คน และรูปแบบที่สาม การให้สัมปทานพื้นที่คนพิการขายของในโรงงาน 1 คน รวมทั้งสนับสนุนนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลทีมชาติไทย 15 คน

สำหรับ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจร้านอาหารเชสเตอร์ มีการจัดจ้างคนพิการ 17 คน และทำงานอยู่ที่ร้านเชสเตอร์ 3 คน และจัดจ้างให้ทำงานในชุมชนอีก 14 คน

นางสาวสุกัญญา “อีฟ” บุตรโคตร  พนักงานคนพิการทางการเคลื่อนไหว เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ ต้องใส่เท้าเทียม เล่าว่า ตนเองมาทำงานที่เชสเตอร์สาขาสยามสแควร์นาน 7 ปี ทำหน้าที่อยู่ในครัวเป็นพนักงานปรุงอาหาร ที่เชสเตอร์เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2   มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ผู้จัดการดีคอยให้กำลังใจ  และให้โอกาสทุกอย่าง มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว ตนเองยังได้รับการพัฒนาทักษะความสามารถปรับตำแหน่งและเงินเดือนมาตลอด ช่วยให้ตนและครอบครัวเข้าถึงสิทธิต่างๆ  ที่สำคัญสามารถสนับสนุนให้ลูกได้เรียนหนังสือ

นายอธิวัฒน์ ​“ท๊อป”  เดชะมาก เป็นพนักงานพิการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ กล่าวว่า สมัครทำงานกับร้านเชสเตอร์ สาขาสยามสแควร์  มีหน้าที่เก็บโต๊ะ เก็บจาน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ทำงานอยู่กับเชสเตอร์ ได้ทำงานอย่างมีความสุข หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเข้าใจ คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำตลอดเวลา สำหรับรายได้ทั้งหมดที่ได้รับจะมอบให้แม่ทั้งหมดเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายของที่บ้าน

ประเพณีฮีตสิบสองเฉลิมฉลองวันสถาปนาอำนาจเจริญครบรอบ 31 ปี

อำนาจเจริญเปิดงานประเพณีฮีตสิบสอง และงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี 2567 เฉลิมฉลองวันสถาปนาจังหวัดครบรอบ 31 ปี 

นายณรงค์ เทพเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี 2567 พร้อมเฉลิมฉลองวันสถาปนาจังหวัดครบรอบ 31 ปี ณ บริเวณสนามด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี นางสุขสมรวย วันทนียกุล นางญาณีนาถ เข็มนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ คณะสมาชิกวุฒิสภา นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ นางฐิติวรดา เทพเสนา รักษาการแทนนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นางผุสณีย์ ส้มเขียวหวาน รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นายเทพรัตน์ ตันตยานนท์ ปลัดจังหวัดอำนาจเจริญ นายไพฑูรย์  พรหมสอน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ภาคเอกชน และประชาชนชาวอำนาจเจริญ และนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมงานในครั้งนี้ 

จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับการสถาปนาจัดตั้งเป็นจังหวัด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 นับถึงวันนี้ (1ธันวาคม 2567 ได้รับการจัดตั้งมาเป็นเวลา 31 ปี  ดังนั้น ชาวจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร่วมกันจัดงานระหว่าง วันที่ 1-10 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันที่ได้รับการสถาปนาจังหวัด สำหรับปีนี้จังหวัดอำนาจเจริญกำหนดจัดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี พ.ศ. 2567  ระหว่างวันที่ 1 – 10 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณสนามด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ รวม 10 วัน 10 คืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของจังหวัดอำนาจเจริญ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมกลุ่มอาชีพของประชาชนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ     

โดยจัดให้มีกิจกรรมการแสดงที่เวทีกลางตลอดทั้ง 10 คืน โดยในวันที่ 1 จะมีพิธีเปิดงาน และมีชุดการแสดงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและการแสดงประเพณีฮีตสิบสอง การประกวดร้องเพลงหัวหน้าส่วนราชการ วันที่ 2 เป็นการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอปทุมราชวงศา อำเภอพนา อำเภอชานุมานและอำเภอหัวตะพาน วันที่ 3 การแสดงโปงลางช่อฟ้าเมืองมงคล การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ อำเภอลืออำนาจและอำเภอเสนางคนิคม วันที่ 4 เป็นการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น วันที่ 5 การประกวด Dance contest  วันที่ 6 การแสดงดนตรีของวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ วันที่ 7 การประกวด TO BE NUMBER ONE วันที่ 8 การเดินแบบผ้าไทย ภูษาอาภรณ์ศิลป์ สู่ถิ่นผ้ามหาอำนาจ วันที่ 9 การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำภาคประชาชน และในวันที่ 10 การแสดงลูกทุ่งท้องถิ่นที่ชนะเลิศอันดับที่ 1, 2, 3 การแสดงลูกทุ่งหมอลำภาคประชาชน ชนะเลิศ และการออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2567

 นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้ของส่วนราชการต่างๆ และบูธแสดงนิทรรศการประเพณี วัฒนธรรมของทั้ง 7 อำเภอ การออกร้านจำหน่ายสินค้าโอท็อป และสินค้าจากภาคเอกชน การแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดังตลอดการจัดงานและกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย และยังมีการแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดังตลอดการจัดงาน โดยวันที่ 1 ธันวาคม บิ๊กวัน กันทรลักษ์ วันที่ 2 ธันวาคม ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ วันที่ 3 ธันวาคม ทิดแอม วันที่ 4 ธันวาคม ก้อง ห้วยไร่ เปิ้ล ปทุมราช วันที่ 5 ธันวาคม  เบียร์ พร้อมพงษ์ วันที่ 6 ธันวาคม ลำเพลิน วงศกร วันที่ 7 ธันวาคม เนส กาแฟ วันที่ 8 ธันวาคม บิวบอง เซียนหรั่ง จ่าลอด วันที่ 9 ธันวาคม น้ำแข็ง ทิพวรรณ  วันที่ 10 ธันวาคม บิว จิตรฉรียา ป๊อป ชลิตา ประถมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ 

ภาพข่าว/ทิพกร  หวานอ่อน รายงาน

ชาวตะเหลี่ยงเกาะสะท้อนกว่า 150 ชีวิตยังถูกน้ำล้อมวอนส่งเสบียงยังชีพ

นราธิวาส-ศูนย์พักพิงโรงเรียงบ้านตะเหลี่ยงเกาะสะท้อน อ.ตากใบยังถูกน้ำล้อม ขณะที่เสียงใกล้หมดแต่ชาวบ้านยังกลับเข้าบ้านไม่ได้

เหตุการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดนราธิวาสถึงแม้จะเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ก็ยังมีหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อน หมู่บ้านเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ยังคงเหมือนอยู่บนเกาะ เพราะบริเวณรอบหมู่บ้านถูกล้อมด้วยน้ำ เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด ไฟฟ้าถูกตัดชาวบ้านบางรายไม่สามารถ ออกมาได้ทัน การเดินทางเข้าหมู่บ้านได้ทางเดียวคือ ทางเรือ โดยเฉพาะที่โรงเรียงบ้านตะเหลี่ยงเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ ยังถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร

นายแวฮาซัน สาแม อายุ 40 ปี ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม เล่าว่า น้ำตัดถนนใหญ่เข้าไม่ได้เลยตอนนี้เข้าได้เฉพาะเรืออย่าง ก่อนหน้านี้เรือที่มาช่วย ผมรับจ้างส่งของที่ตำบลตาบา ผมขนพรรคพวกชวนๆกันมา ส่งชาวบ้านข้ามไปเข้าหมู่บ้านฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหมด เป็นจิตอาสาเข้าไปช่วยส่งคนเข้าและออกมา เพราะอาหารเครื่องอุปโภคบริโภค ยังไม่ถึงกัน ชาวบ้านบ้านตะเหรี่ยงประมาณ 5,000-6,000 คน ถ้าไม่อพยพไปบ้านพักพิงก่อน ตอนนี้มีแค่หน่วยงานเทศบาลตากใบอย่างเดียวหน่วยงานข้างนอกยังไม่มา ยังไม่ถึง อบ.ต ก็ประมาณไม่กี่คนเอง อยากได้เรือที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า จะได้ส่งเสบียงอาหารและขนคนได้ดีกว่านี้ ปริมาณน้ำข้างในเข้าลึกประมาณ 4-5 เมตร จำความได้ น้ำไม่เคยท่วม ก็ ประมาณ 40 กว่าปีแล้ว

ทั้งนี้ ล่าสุดชาวบ้านที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พังพิงที่โรงเรียงบ้านตะเหลี่ยงเกาะสะท้อน ยังกลับเข้าบ้านไม่ได้ โดวเมื่อ 3-4 วันก่อน เกาะสะท้อนคือจุดที่วิกฤตจากแม่น้ำสุไหง-โกลกล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมชุมชนรวม 9 ชุมชน การอพยพเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะชาวบ้านจัดการกันเองและมีอาสามาช่วย ทำกับข้าว แจกข้าวและการช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ส่วนระดับน้ำบางจุดสูงกว่า 1 เมตร แม้จะลดลงจากเมื่อวานที่สูงกว่า 2 เมตร

สำหรับ ในศูนย์พักพิงแห่งนี้ปัุจจันมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 150 คนแยกพื้นที่ชาย หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ส่วนผู้ใหญ่ ผู้หญิงจะแบ่งกันทำอาหารเพื่อเลี้ยงคนที่ศูนย์พักพิง และส่งต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่เวลานี้เสบียงวัตถุดิบใกล้จะหมดแล้ว ถ้าใครมีจิตศรัทธาร่วมบริจาค อุทกภัยครั้งนี้สามารถติดต่อโดยตรงที่นายอับดุลรอซัค มะโซ๊ะ(จิตอาสา) บ้านตะเหลี่ยง ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โทร. 084-2575500

ข่าง/ภาพ : แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนราธิวาส

สภาเกษตรกศรีสะเกษร่วมใจภักดิ์น้อมเกล้าถวายข้าวสาร

สภาเกษตรกรแห่งชาติและสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษร่วมใจภักดิ์ถวายความจงรักภักดีน้อมเกล้าถวายข้าวสารเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 เวลา 9.30 น ณ บริเวณห้องโถงชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานพิธีถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ เปิดกรวยดอกไม้ ธูป เทียนแพ จากนั้น นายเกษมศานต์ ศรีโพนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ อ่านคำถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ความเป็นมาของโครงการว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 

สภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมด้วยสภาเกษตรกรจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดได้พร้อมใจกันจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติรวมใจพักถวายความจงรักภักดีโดยน้อมเกล้ากระหม่อมถวายข้าวสารจำนวน 73 ตันเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวข้าวสารที่จะน้อมเกล้ากระหม่อมถวายในครั้งนี้เป็นผลผิดที่เกิดจากน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพระสงฆ์นิกรชาวไทยทรงมีพระราชปณิธานอันเนื่องแน่ในการสืบสานรักษาและต่อยอดโครงการพระราชดำริด้านเกษตรกรในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร อันเป็นที่ประจักษ์แก่พระสดนิกรทั่วหล้า

อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

ในการนี้ข้าพเจ้าและคณะจึงมีความประสงค์ขอมอบข้าวสารจำนวนดังกล่าวแก่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและนำไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมรวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศอันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนและสังคมสืบไป

เกษมศานต์ ศรีโพนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ

ทั้งนี้ข้าพเจ้าและคณะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการมอบข้าวสารในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อานาประชาราษฎร์และเป็นการแสดงถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย

เสนาะ วรรักษ/รายงาน

นักฟันดาบทั่วโลกตบเท้าแข่งขันระดับนานาชาติ “ดร.พจน์”ลุยสร้างเยาวชนไต่ชั้นระดับโลก

ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามสำหรับงานแข่งขันกีฬาฟันดาบนานาชาติ International Fencing Cup 2024 ครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นโดยชมรม Ying Fencing Club ซึ่งจัดการแข่งขันกีฬาฟันดาบครั้งใหญ่  โดยมีนักกีฬาฟันดาบนานาชาติเข้าร่วมกว่า 800 คนจาก 13 ประเทศ และเป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่จัดให้มีนักกีฬาอายุ 6 ขวบได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน โดยงานจัดให้มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2567 และวันอาทิตย์ที่ 1ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าฟีนิกซ์ ประตูน้ำ (หรือเดิมคือ พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า)

โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน,มี พลโทโชคชัย พลสมัคร กรรมการสมาคมฯ. พร้อมด้วย คุณVictor K.Lau,  คุณพานุศักดิ์ พลาวัสถ์พงษ์,คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ให้การต้อนรับ. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ ได้กล่าวเปิดงานในส่วนของสมาคมกีฬาฟันดาบฯ ดังนี้ 

“ในส่วนของ สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ ขอขอบคุณชมรมสมาชิกที่ให้ความไว้วางใจดํารงตําแหน่ง นายกสมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ สมัยวาระ ปี 2567  ถึงปี 2571 สําหรับบทบาทของ สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ เรามุ่งมั่นนักกีฬาฟันดาบของไทยในทุกรุ่นอายุ ตั้งแต่ระดับยุวชน, เยาวชน, รุ่นทั่วไป รวมถึงรุ่นอาวุโส ให้มีความเป็นเลิศทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงในระดับ เอเชีย และระดับโลกอีกด้วย โดยเฉพาะในภูมิภาคบ้านเรา ยังคงมีความมุ่งหวังอย่างแรงกล้า ให้ประเทศไทยได้กลับขึ้นมาเป็นเจ้าอาเซียนอีกครั้ง 

นอกจากนี้ทางสมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ ยังมุ่งมั่นเผยแพร่กีฬา ฟันดาบ ให้กระจายสู่ทั่วทุกภูมิภาคของเมืองไทย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งประเทศได้รู้จัก และหันมาเล่นกีฬาฟันดาบกันมากขึ้นโดยเฉพาะในรุ่นยุวชน และเยาวชน ซึ่งเป็นผลดีต่อทุกภาคส่วน. เพื่อให้สมาคมฯ ได้เฟ้นหานักกีฬาช้างเผือกจากพื้นที่ห่างไกล และเป็นการเปิดโอกาสในด้านความเป็นเลิศของนักกีฬา รวมถึงโอกาสทางการศึกษาของนักกีฬา ที่อยู่ในต่างจังหวัดอีกด้วย”

ภายในงานได้รับเกียรติจากนักกีฬาฟันดาบระดับโลกมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน อาทิ คุณ Zhang  Ying ผู้ชนะเหรียญทองจากรายการชิงแชมป์โลกจากจีน และ ทีมโค้ชแชมป์โลกจากนานาชาติ อาทิ  โค้ช Hamed Sedaghati  อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติอิหร่าน และ Fabien Maumus อดีตนักกีฬาทีมฝรั่งเศส ฯลฯ ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ที่สำคัญมี 2 โค้ช ไทยผู้สร้างแรงบันดาลใจในงานนี้  คือ “โค้ชปุ๊ย” นันทา จันทสุวรรณสิน ผู้ฝึกสอนของชมรมYing Fencing Club  

ผู้ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนของ “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคนแรกของโลก ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้ชาติไทยเจ้าของ 3 เหรียญทองพาราลิมปิกครบทั้ง 3 ประเภทดาบ.  และท่านอาจารย์ ชาติชาย (พลโท ชาติชาย เกษมวงศ์) อุปนายกสมาคมกีฬาฟันดาบ โค้ชไทยที่อุทิศชีวิตและจิตวิญญาณให้กับกีฬาฟันดาบ โดยท่านได้เป็นอาสาสมัครไปเดินทางไปฝึกสอนและสร้างนักกีฬาในชนบทที่ขาดโอกาสและทุนทรัพย์ใ นการเข้าถึงกีฬาฟันดาบให้ได้มีโอกาสในการเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย. ก็ได้พานักกีฬาฟันดาบจากท้องถิ่น  เข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และที่สำคัญครั้งนี้ประเทศไทยได้ส่งนักกีฬาฟันดาบรุ่นอายุ 6 ขวบมาร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรก  ถือว่าเป็นเรื่องใหม่และเป็นก้าวย่างสำคัญในการพัฒนาของวงการฟันดาบแห่งประเทศไทย 

งานนี้ทำให้ต่างชาติมองเห็นว่าเมืองไทยเราสามารถจัดการแข่งขันระดับกีฬาฟันดาบในระดับนานาชาติได้จริง เพราะมีความพร้อมทั้งระบบการจัดการ สถานที่จัดงานรองรับผู้เข้าชมงานได้เป็นจำนวนมาก โดยท่านนายกสมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทยฯ  มีความต้องการจะสนับสนุนและยกระดับนักกีฬาฟันดาบในประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ  และเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าถึงกีฬาฟันดาบ โดยมีโค้ชระดับโลกเข้ามาสอน และจะผลักดันเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ที่สำคัญอยากให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนกีฬาฟันดาบ ซึ่งสมาคมกีฬาฟันดาบของไทยปัจจุบันนี้มีนักกีฬาอายุ 6 ขวบไปแข่งกับ 8 ขวบได้ที่ 3 กลับมา, ไปร่วมแข่งที่เซี่ยงไฮ้ จนได้ที่ 2 กลับมา, และไปร่วมแข่งกับ นานาชาติก็ได้รับรางวัลกลับมา,  ซึ่งสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้. 

จากการเริ่มต้นในการจัดงานแข่งขันกีฬาฟันดาบนานาชาติครั้งนี้  ทางสมาคมขอขอบคุณ แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, เอฟบีที, และ ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ในการให้การสนับสนุนในการจัดการแข่งขัน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครั้งนี้จะได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเข้าร่วมสนับสนุนในการจัดงานครั้งต่อไปเพื่อให้กีฬาฟันดาบของประเทศไทยมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องอย่างแท้จริง

หนุนศก.ท้องถิ่น “โก โฮเซลล์” สั่งซื้อส้มสายน้ำผึ้งฝาง ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE)  ตะลุยแหล่งปลูกส้มสายน้ำผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รับซื้อผลผลิตจากชาวสวนบนยอดดอย ตรวจสอบกระบวนการเพาะปลูกปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงมือผู้บริโภค เปิดฤดูกาลจำหน่าย ตั้งแต่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป สนับสนุนเกษตรกรชาวสวนส้มกระจายผลผลิตสร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืน  

โดย โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าพันธกิจสนับสนุนเกษตรกรไทย ในพื้นที่ภาคเหนือ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกที่มีชื่อเสียงของ “ส้มสายน้ำผึ้ง” ที่มีจุดเด่นคือพื้นที่ปลูกบนเขาสูง ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 700 เมตรขึ้นไป ทำให้สภาพภูมิอากาศระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างกันประมาณ 10 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่งผลให้ส้มพันธุ์สายน้ำผึ้งของที่นี่ มีความแตกต่างทั้งด้านสีผิวของผลส้มและรสชาติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แร่ธาตุในดิน และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าโดยรอบไม่น่าแปลกใจ หากเกษตรกรในพื้นที่จะยึดอาชีพปลูกส้มกันเป็นจำนวนมาก

นายสุริยะ คุปตรัตน์ ผู้จัดการสวนส้มไร่บุญธรรม เล่าว่า ในพื้นที่อำเภอฝาง ปลูกส้มกันมานานมากกว่า 40 ปีแล้ว โดยมีหน่วยงานภาครัฐได้ให้ความสำคัญในการลงพื้นที่มาอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้สารเคมีให้แก่เกษตรกรเพื่อผลิตส้มให้ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง สำหรับไร่บุญธรรมที่ผมดูแลมีพื้นที่กว่า 200 ไร่ เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะผลผลิตเราส่งเข้าห้าง ซึ่งจะซีเรียสเรื่องสารตกค้างมาก เราจะมีบัญชีการใช้สารเคมี  วางแผนระยะเก็บผลผลิตให้ปลอดภัย

“เราเป็นคนต้นทาง ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการปลูกส้มอย่างปลอดภัย ซึ่งจะมีการเว้นระยะความปลอดภัยในการเก็บเกี่ยวตามค่ามาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดมาให้ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ว่า จะขายส้มกันได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน  การแข่งขันในตลาดสูง ถ้าเข้าห้างฯ ได้ก็จะดีกว่า อย่างผลผลิตที่เราส่ง โก โฮลเซลล์ จะเข้มงวดเรื่องสารเคมีตกค้างมาก  โดยมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบการลงบันทึกการใช้สารเคมีที่ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ดูข้อมูลย้อนหลัง ตรวจสอบสารเคมีตกค้างจนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค และต้องตรวจสอบย้อนกลับได้”

คนต้นทางอย่างเขาบอกอีกว่า การปลูกส้มให้ปลอดภัยนั้น ต้องทำตลอดกระบวนการตั้งแต่เป็นดอกส้ม จนถึงระยะเก็บเกี่ยว ก่อนผลผลิตออกจากสวน จะมีการตรวจสอบสารตกค้างด้วย GT Test Kit และต้องส่งผลการทดสอบที่ได้จากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานระดับสากล ISO 17025 ด้วย

นอกจากสวนส้มไร่บุญธรรมแล้ว  โก โฮลเซลล์ ยังรับซื้อส้มสวนส้มธนาธร อีกหนึ่งรายใน อ.ฝาง ที่มีเกษตรกรลูกสวนมากมายและได้มาตรฐามความปลอดภัยระดับสากล โดย นางสาวธนาพร จิระวัฒนากูล ผู้จัดการโรงงาน บริษัท เชียงใหม่ธนาธรฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ส้มจากสวนส้มธนาธรของเราจะได้ใบรับรอง GAP ส่วนโรงงานแพ็คบรรจุก็ได้ใบรับรอง GHP และ HACCP  ซึ่งในเทศกาลปีใหม่นี้ ได้จัดทำบรรจุภัณฑ์ใหม่ใส่ส้มสายน้ำผึ้งคุณภาพปลอดภัยเอาไว้เป็นทางเลือกในช่วงการส่งความสุขให้แก่กัน

แม้ปัจจุบัน ส้มสายน้ำผึ้งจะสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ว่ากันว่า ช่วงที่ส้มมีรสชาติอร่อยที่สุด และมีสีส้มสวยที่สุด จะอยู่ในช่วงเดือน ธ้นวาคม – กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูกาลส้มที่ทุกคนรอคอย

พบผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งที่มีความปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน ได้ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา ทั้ง ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้  พระราม2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ เมืองภูเก็ต และสาขาล่าสุดเจริญราษฎร์

ทลายโกดังนายทุนจีนลอบนำเข้าสารเคมียึดของกลางกว่า 2 พันกระสอบ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น นำโดย พ.ต.ท.หญิง วณิชยา ไชยปรุง สว.กก.2 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมด้วย ร.ต.อ.หญิง ชนิสรา หนองหารพิทักษ์, ร.ต.อ.อภินันท์ พจน์มนต์ปิติ, ร.ต.อ.อิทธิศักดิ์ วรรณพงษ์, ด.ต.สุฤทธิ์ ขุนอนทร์, ด.ต.วิรัส มหาชัย, ด.ต.เศกสันต์ มอญขาม, ด.ต.ธชย รักขำ, ด.ต.นัทธี ตั้งจิตพินิจกุล, ด.ต.วรวุฒิ ลักขณา, จ.ส.ต.ภัทรพล สุขรัตน์ และ ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ มหาโพธิ์ ร่วมกันตรวจค้น บริษัทแห่งหนึ่ง อาคาร 9 หมู่ที่ 8 ตำบลเชียงรากน้อย ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

ตามหมายค้นศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 379 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2567 มีความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” อันเป็นความผิดตามาตรา 246 พรบ.ศุลกากรฯ ของกลางที่พบ สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศเป็นประเภทของสารเคมี ประมาณ 2,000 กระสอบ ผู้ต้องหา น.ส.เฉียนชุ่นฯ (QIANSHUN) สัญชาติจีน

พฤติการณ์ เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นได้ทำการสืบสวนทราบว่า โกดังสินค้าแห่งหนึ่ง อาคาร 9 หมู่ที่ 8 ตำบลเชียงรากน้อย ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา มีการนำเข้าสินค้าที่น่าเชื่อว่าลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ โดยผิดกฎหมาย มาจำหน่ายให้กับประชาชน จึงได้ทำการขอหมายค้นศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 379 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2567 เพื่อเข้าตรวจค้นและตรวจสินค้าโดยละเอียด เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดตรวจค้นเข้าตรวจค้น พบ Mr.Zhangฯ สัญชาติจีน อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าวและเป็นผู้นำตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ ประเภทสารเคมี 11 รายการ จำนวนกว่า 2,210 ถุง ซึ่ง Mr.Zhangฯ รับว่าเป็นผู้ดูแลโกดังดังกล่าว และต่อมาไม่สามารถมาแสดงเอกสารการนำเข้าและการชำระภาษีศุลการกรมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำบันทึกตรวจค้นและยึดสินค้าดังกล่าวไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งแก่ผู้ต้องหาว่าการกระทำดังกล่าว มีความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเข้ามา ในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” อันเป็นความผิดตามาตรา 246 พรบ.ศุลกากรฯ ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ บริษัทดังกล่าว และ น.ส.เฉียนชุ่นฯ (QIANSHUN) สัญชาติจีน เป็นกรรมการบริษัท สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของสินค้าทั้งหมด และไม่สามารถ นำเอกสารการเสียภาษีอากรมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

น้ำท่วมปัตตานีวิกฤต ปิด รพ. 3 แห่ง หลายเส้นทางถูกตัดขาด

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปัตตานี พบ 3 อำเภอ ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อ.เมือง อ.หนองจิก อ.สายบุรี พื้นที่โดยรอบภายในเขตตัวเมืองปัตตานี มีน้ำท่วม รถเล็กไม่สามารถขับผ่านได้ ณ ขณะนี้ และขอให้พี่น้องประชาชนยกของขึ้นที่สูง พร้อมแนะผู้ปกครองให้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ลงเล่นน้ำ

ขณะที่โรงพยาบาล ประกาศปิด 3 แห่ง ดังนี้

  • รพ.หนองจิก ลำเลียงผู้ป่วยไป รพ.ปัตตานี เปิดศูนย์ฉุกเฉิก ที่อำเภอหนองจิก
  • รพ.ยะหริ่ง ลำเลียงผู้ป่วยไป รพ.ปัตตานี เปิดศูนย์ฉุกเฉิก ที่อำเภอยะหริ่ง
  • รพ.ทุ่งยางแดง ไปเปิดรพ.สนาม ที่ อบต.น้ำดำให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน

ส่วนผู้ประสบภัยแจ้งได้ ที่ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี /ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดปัตตานี โทร.0 7333 7145 และ 0 7333 3208-9, อำเภอ แจ้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่, เทศบาลเมืองปัตตานี โทร. 073349034 หรือ 199 เจ็บป่วยรักษาพยาบาล 1669 ไลน์ ปภ./สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ แขวงทางหลวงปัตตานี ประชาสัมพันธ์ ปิดการจราจร 

  • ทางหลวงหมายเลข 418 ตอน งาแม่ – ยุโป ระหว่าง กม.6+200 – กม.26+775 พื้นที่บ้านมะพร้าวต้นเดียว ถึงบ้านยุโป อ.หนองจิก อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี จนกว่าสถานการณ์ปริมาณน้ำลดลง
  • ทางหลวงหมายเลข 43 ตอนปาแด – มะพร้าวต้นเดียว ระหว่าง กม..76+500 – กม.88+900 พื้นที่บ้านท่ากำชำ ถึงสะพานบ้านหม้อแกง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จนกว่าสถานการณ์ปริมาณน้ำลดลง

นายกฯสั่งระดมทุกหน่วยงานช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้อย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร ) กล่าวว่า ครม.รับทราบปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ที่มีสาเหตุมาจากฝนตกหนักต่อเนื่องและมีปริมาณน้ำมาก ตนเองได้สั่งการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รมช.มหาดไทย และรมช.กลาโหม ลงพื้นที่ โดยจะอยู่หน้างาน เพื่อแก้ไขและให้ทำหน้าที่ต่อ โดยขอให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน 

ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากในพื้นที่ว่าทาง กทม.ได้ส่งความช่วยเหลือ ทั้งเรือท้องแบน 7 ลำ เรือเครื่อง 5 เครื่อง รถกระบะ 2 คัน รถบรรทุก 6 ล้อ รถเครน และมีเจ้าหน้าที่กู้ภัย 23 คน นายช่าง 4 คน รวมเป็น 27 คนเพื่อนำไปช่วยเหลือภาคใต้

นายกฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ ศอ.บต. ประสานงานกับ ศปช.ส่วนกลาง เร่งรัดสั่งการเรื่องการประกอบอาหารและโรงครัวพระราชทาน อุปกรณ์ต่างๆ พร้อมให้อพยพประชาชนจากพื้นที่น้ำท่วมสูงและจัดเตรียมหน่วยแพทย์ ยารักษาโรค เพื่อป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้ดูเรื่องมาตรการเยียวยาควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องรอการเยียวยานาน

คนนับแสนทะลักชมเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยาคาดเงินสะพัดกว่า 2 พันล้าน

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทั่วโลกจำนวนนับแสนคนทะลักชมการแสดงพลุนานาชาติเมืองพัทยาคืนแรกเต็มชายหาด คาดมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทช่วง 2 วัน

เมื่อค่ำวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดงานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา หรือ Pattaya International Fireworks Festival ประจำปี 2567 โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และผู้จัดงานเข้าร่วม ท่ามกลางนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินับแสนคนเข้าชมแน่นชายหาดพัทยาขณะเดียวกันห้องพักตามโรงแรมต่าง ๆ ทั่วเมืองพัทยาถูกจองเต็มทั้งหมด เพื่อรอชมความสวยงามของการแสดงพลุจาก 5 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ เซอร์เบีย ฮ่องกง เยอรมนี อังกฤษ และฟิลิปปินส์ จำนวนกว่า 15,000 นัดต่อคืน ตลอดแนวชายหาด 2.7 กิโลเมตร

นายธวัชชัย เปิดเผยว่า งานเทศกาลพลุนานาชาติ จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของเมืองพัทยา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยหวังจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติ ให้เข้ามาท่องเที่ยว เมืองพัทยา และ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการต่าง ๆ อาทิ โรงแรม สถานบริการ ห้าง ร้านค้า ร่วมถึงการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย โดยคาดว่าการจัดงานปีนี้จะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

สำหรับ จุดเด่นของงานคือการแสดงพลุที่สวยงามและอลังการ โดยจะมีการจุดพลุจากกลางทะเล ทำให้ผู้ชมสามารถชมความงดงามของพลุได้อย่างใกล้ชิด และสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่มาร่วมงาน นอกจากการแสดงพลุแล้ว งานนี้ยังมีการแสดงดนตรี การประกวดต่าง ๆ รวมถึงอาหารและสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้ออีกด้วย งานพลุพัทยาสามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและต่างชาติให้มาเยือนพัทยา ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีชื่อเสียงในช่วงเทศกาลปลายปี

ด้าน นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า งานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง และเสริมภาพลักษณ์ให้เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวจนได้หลายรางวัลระดับนานาชาติ เมืองพัทยามุ่งมั่นตั้งใจจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพครบถ้วนทุกมิติ ถือเป็นความภูมิใจเป็นงานที่ประสบความสำเร็จในทุกปี โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พ.ย. ณ ชายหาดพัทยากลาง

ข่าว/ภาพ : พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา