ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ตรวจเยี่ยมหน่วยกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่กองกำลังสุรนารี

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยม และรับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่กองกำลังสุรนารี โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2, พลตรี สมภพ  ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย ฝ่ายเสนาธิการกองกำลังสุรนารี, ผู้บังคับหน่วย และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับ และร่วมปฏิบัติภารกิจ

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ และการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงชายแดน ณ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 ค่ายพิทักษ์อุทุมพรเขต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และเดินทางไปตรวจภูมิประเทศ และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือกลาง พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับนักเรียน รร.ภูมิซรอลวิทยา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ได้ออกกำลังกาย นำไปสู่การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ทำให้ห่างไกลจากยาเสพติด และอบายมุขต่างๆ

จากนั้น ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เดินทางไปตรวจการปฏิบัติงาน ยังตรวจภูมิประเทศ และรับฟังบรรยายสรุป ณ ฐานปฏิบัติการช่องปลดต่าง  อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ทุ่มเทการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเน้นย้ำกำลังพลให้ปฏิบัติภารกิจอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพล เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เกษตรกรปรบมือ DSI เดินหน้า “หมูเถื่อน”คดีเดิมต่อเนื่อง

เกษตรกรปรบมือ DSI เดินหน้า “หมูเถื่อน”คดีเดิมต่อเนื่อง พร้อมขอช่วยสอดส่องเพิ่มตามชายแดน

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูยินดีที่เห็นความคืบหน้าคดีหมูเถื่อน จากการดำเนินงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขณะเดียวกันขอให้ช่วยสอดส่องดูแลการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนที่ยังคงมีทยอยเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางฝั่งชายแดนใต้และอีสาน โดยเฉพาะชิ้นส่วนหมู เช่น หนังหมู และเครื่องในหมู  

นายสิทธิพันธ์เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ทำงานอย่างหนักในการตรวจจับหมูเถื่อน แต่กลุ่มผู้ลักลอบก็หาวิธีปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยนำเข้าหมูเถื่อนในกล่องแล้ว เมื่อมาถึงชายแดนก็จะฉีกกล่องบรรจุภัณฑ์ทำลายหลักฐาน และนำเข้ามาเฉพาะเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อเลี่ยงการตรวจจับ 

สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

“ตอนนี้สถานการณ์หมูเถื่อนดีขึ้น แต่ยังไม่หมดไป เราพบว่ายังมีการลักลอบเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะทางภาคใต้และชายแดนอีสาน พวกเขานำเข้าเฉพาะชิ้นส่วน ทำลายบรรจุภัณฑ์เพื่ออำพราง เลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ กรณีเช่นนี้จึงอยากขอให้ DSI ช่วยสอดส่องดูแลด้วย เนื่องจากอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีที่กำลังดำเนินการอยู่” นายสิทธิพันธ์กล่าว

นอกจากนี้ นายสิทธิพันธ์ยังกล่าวถึงเกษตรกรรายย่อยที่ยังคงถูกกดราคาโดยโบรกเกอร์หรือพ่อค้าคนกลาง  ทำให้ขายไม่ได้ราคา แม้ราคาหมูในประเทศจะทรงตัวและผู้ประกอบการหลายรายจะสามารถทำกำไรได้ แต่เกษตรกรรายย่อยยังคงต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐในการดูแลและสร้างความเป็นธรรมในกรณีนี้

“ราคาหมูในประเทศตอนนี้ค่อนข้างทรงตัว ผู้ประกอบการรายกลาง-รายใหญ่ก็พออยู่ได้ แต่เกษตรกรรายย่อยยังได้รับผลกระทบจากการถูกกดราคาของพ่อค้าคนกลาง ขอให้ภาครัฐช่วยเหลือดูแลเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถทำอาชีพนี้ต่อไปได้” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเชื่อในความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่กลุ่มผู้ลักลอบหมูเถื่อนได้ปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างต่อเนื่อง รัฐจำเป็นต้องบูรณาการการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

อนึ่ง คดีหมูเถื่อนในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในปี 2564 โดยมีการลักลอบนำเข้าหมูและผลิตภัณฑ์จากสัตว์อย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและตลาดหมูในประเทศอย่างรุนแรง หลังปริมาณหมูหายไปจากระบบถึง 50% ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมีการออกหมายจับบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ จนถึงปัจจุบันคดีหมูเถื่อนยังอยู่ระหว่างการดำเนินการทางกฎหมาย 

“ใต้วิปโยค”ฝนถล่ม น้ำป่าทะลักท่วม เร่งกู้ชีวิต 7 จังหวัดวิกฤติ เดือดร้อนแสนสาหัส

น้ำท่วมใต้วิกฤติ ฝนยังกระหน่ำไม่หยุด นราธิวาสอ่วม ถนนสายหลักถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง การสัญจรเป็นอัมพาต 8 ชุมชนเมืองสุไหงโก-ลก จมบาดาล ที่ยะลาหนักไม่แพ้กัน กู้ภัยรุดช่วยตายายป่วยติดเตียง ถนนเส้นทางไปสกายวอล์กอัยเยอร์เวงถูกน้ำเซาะทรุดใช้ไม่ได้ เช่นเดียวกับปัตตานีเจอฝนถล่มมากถึง 519 มม. สงขลาสุดระทึก น้ำไหลทะลักเข้าศูนย์อพยพ อบต. ต้องย้ายผู้ประสบภัยหนีน้ำโกลาหล 

ที่ จ.นราธิวาส ยังมีฝนตกครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ ส่งผลให้แม่น้ำสายหลัก 3 สายคือ แม่น้ำบางนรา แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ถนนสายหลัก 6 สาย ถูกน้ำท่วมถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วยถนนสายศูนย์ราชการ อ.เมืองนราธิวาส ถนนสายรอยต่อระหว่างบ้านมะนังตายกับ อ.เมืองนราธิวาส ถนนสายบ้านบาโงสะโต อ.ระแงะ ถนนสายบ้านป่าไผ่ อ.ระแงะ ถนนสายบ้านตันหยงมัส อ.ระแงะ และถนนสายบ้านบูเก๊ะตา อ.แว้ง ขณะที่โรงเรียนต้องประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวแล้ว 68 แห่ง เนื่องจากน้ำท่วมสูง เด็กนักเรียนไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้

ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส แม่น้ำโก-ลก เอ่อล้นท่วม 8 ชุมชนริมแม่น้ำ ได้แก่ ชุมชนหัวสะพาน ชุมชนโปฮงยามู ชุมชนท่าประปา ชุมชนกือดาบารู ชุมชนเสาสัญญาณ ชุมชนท่ากอไผ่ ชุมชนท่าโรงเลื่อย และชุมชนบือเร็ง ล่าสุดน้ำเพิ่มจากวันก่อนอีก 20 ซม. ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นประมาณ 2 เมตร ชาวบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทหารจากกองร้อย 151 พัน. 2 ค่ายกัลยาณิวัฒนาต้องลุยฝ่ากระแสน้ำไปช่วยอพยพเด็กเล็กและคนชราไปไว้ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยชั่วคราวภายในโรงเรียนเทศบาล 4 บ้านทรายทอง จำนวน 182 คน มีนางสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนใน อ.เมืองนราธิวาส ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำบางนราไหลท่วมอย่างหนัก บ้านเรือนที่อยู่ในซอยประชาสันติ เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส น้ำไหลทะลักล้นคลองชลประทานทางศูนย์ราชการเข้าท่วมบ้านสูงเกือบ 1 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือท้องแบนเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย บางส่วนไม่ยอมอพยพไปไหน เพราะเป็นห่วงทรัพย์สินในบ้าน ชาวบ้านบอกว่าปีนี้น้ำท่วมหนักกว่าทุกปี เจอทั้งน้ำฝนและทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำทำได้ช้า ขณะที่ อ.ระแงะ น้ำท่วมพื้นที่หมู่ 1 ต.ตันหยงมัส สูงประมาณ 1.70 เมตร ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 150 ครัวเรือน ตำรวจน้ำนราธิวาสนำเรือยางไปช่วยอย่างเร่งด่วน

ที่ จ.ยะลา ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง น้ำท่วมขยายวงกว้างได้รับผลกระทบแล้ว 5 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมืองยะลา ที่ ต.หน้าถ้ำ บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 4 ได้รับความเดือดร้อนแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับน้ำในคลองละแอ ที่ไหลมาจาก อ.ยะหา มาสมทบกับปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ ส่งผลให้น้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร ชาวบ้านต้องขนข้าวของหนีน้ำไปอยู่บนชั้นสอง ส่วนบ้านชั้นเดียวไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจการค้าบริเวณถนนศรีบำรุง ยะลาสายกลาง น้ำเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ด้าน ดร.รัตนา สมสกุลรุ่งเรือง ประธานมูลนิธิร่วมกตัญญู มอบหมายให้ “ท็อป-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู นำอาสาสมัครมูลนิธิ 23 นาย เรือท้องแบน 4 ลำ และรถออฟโรด 6 คัน เข้าไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงตายาย 2 คนในบ้านเลขที่ 56/5 ซอยพุทธไชยารักษ์ 2 หมู่ 4 บ้านมะหะ ต.หน้าถ้ำ อ.เมืองยะลา ที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรนำส่ง รพ.ศูนย์ยะลา ระหว่างเส้นทางพบฝูงวัวของชาวบ้านลอยคอหมดแรงกำลังจะจมน้ำ โดยเฉพาะลูกวัว เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือนำไปปล่อยบนที่สูงพร้อมจัดหาหญ้าให้กินเพื่อรอเจ้าของรับไปดูแล ขณะเดียวกันมูลนิธิ อยู่ระหว่างลำเลียงถุงยังชีพ จัดตั้งโรงครัวสนาม ประกอบอาหารปรุงสุกนำไปแจกจ่ายผู้ประสบภัย

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 ร่วมกับพล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฎิ์ ผบก.ภ.จ.ยะลา นำเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยและนำข้าวเหนียวไก่จำนวน 500 ห่อ ไปแจกจ่ายให้ประชาชนใน ต.สะเตงนอก อ.เมืองยะลา พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์เผยว่า ปีนี้น้ำท่วมหนักเป็นปรากฏการณ์ในรอบ 30 กว่าปี สาเหตุมาจากฝนตกต่อเนื่อง 3-4 วันแล้ว ตอนนี้ก็ยังตกอยู่ จากการประเมิน สถานการณ์ตามที่พยากรณ์ว่าจะตกถึงวันที่ 1 ธ.ค. ตอนนี้คิดว่าน่าจะยาวกว่านั้น เนื่องจากมวลน้ำมาจากเขื่อนบางลาง แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรีด้วย ตร.ภาค 9 มี 6 จังหวัด 51 อำเภอ หนักสุดที่เทศบาลนครยะลา ส่วนตำรวจที่ได้รับผลกระทบสั่งการให้หัวหน้าโรงพักลงไปดูที่พักตำรวจ และอีกส่วนเรื่องสถานที่รับแจ้ง เพราะบางโรงพักถูกน้ำท่วม แต่การบริการประชาชนยังเหมือนเดิม

ด้าน อ.เบตง จ.ยะลา ฝนตกไม่หยุด น้ำป่าสีแดงขุ่นไหลบ่าลงคลองต่างๆเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร น้ำไหลเชี่ยวกัดเซาะตลิ่งพังทลายหลายจุด ส่วนถนนทางหลวงสาย 410 (ยะลา-เบตง) เกิดดินสไลด์ทับเส้นทางเกือบ 10 จุด ในพื้นที่ ต.ตาเนาะแมเราะ และ ต.อัยเยอร์เวง บางจุดมีต้นไม้โค่นล้มลงมาทับสายไฟ ส่วนถนนบ้านวังใหม่-สกายวอล์กทะเลหมอกอัยเยอร์เวง หมู่ 5 ต.อัยเยอร์เวง ถูกน้ำกัดเซาะถนนทรุดยาวกว่า 15 เมตร ลึกกว่า 20 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปชมสกายวอล์กทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางบ้าน กม.32 แทน

ที่ จ.ปัตตานี ล่าสุดจังหวัดได้ประกาศให้ทั้ง 12 อำเภอ เป็นพื้นที่เกิดภัยพิบัติแล้ว โดยที่ อ.ยะรัง แม่น้ำปัตตานีเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 2 ต.เขาตูม ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 นำกำลังพลพร้อมรถบรรทุกหกล้อและเรือยางไปช่วยเหลือชาวบ้าน ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงอย่างทุลักทุเล ส่วนบ้านเกาะบาตอ หมู่ 5 ต.เมาะมาวี ชาวบ้านพบศพหญิงลอยน้ำกลางทุ่ง เจ้าหน้าที่นำเรือยางนำศพขึ้นมาทราบชื่อ น.ส.รอฮานี วิชา อายุ 42 ปี สอบถามทราบว่าผู้ตายเป็นผู้พิการทางสมอง ช่วงเย็นที่ผ่านมาออกไปเล่นน้ำริมถนนที่น้ำท่วมหนัก ถูกน้ำซัดจมหายไปตามลำคลอง กระทั่งศพโผล่ในทุ่งห่างจุดเกิดเหตุ 1 กม.

ขณะที่เขตเทศบาลเมืองปัตตานี แม่น้ำปัตตานีเอ่อท่วมบ้านริมน้ำ โดยเฉพาะ ต.จะบังติกอ ระดับน้ำสูง 50-70 ซม. ถนนจะบังติกอ และถนนกะลาพอ เส้นทางไปตลาดเปิดท้ายน้ำสูงเกือบครึ่งเมตร ส่วนเขตเศรษฐกิจ ถนนพิพิธภัณฑ์ ต.อาเนาะรู น้ำสูง 30 ซม. ร้านค้าสองฝั่งถนนต้องนำกระสอบทรายมาวางกั้นน้ำ ป้องกันสินค้าเสียหาย ด้านนางพาตีเมาะ สะดียามู ผวจ.ปัตตานี พร้อมด้วยนายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหมู่ 1 และหมู่ 2 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมืองปัตตานี พื้นที่ติดแม่น้ำปัตตานี ล่าสุดมีชาวบ้านเดือดร้อนแล้วกว่า 500 ครัวเรือน นางพาตีเมาะเผยว่า ปีนี้ฝนตกหนักมากเฉลี่ยแต่ละอำเภออยู่ที่ 200 มิลลิเมตร หนักสุดคือ อ.ยะรัง ปริมาณน้ำฝนมากถึง 519 มิลลิเมตร ทำให้น้ำไหลหลากลงมาปริมาณมาก

ที่ จ.สงขลา เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมหลายอำเภอ โดยเฉพาะ อ.จะนะ ล่าสุดช่วงเช้ามืดที่ผ่านมามวลน้ำจาก อ.นาทวี ไหลทะลักเข้าตัวเมืองจะนะจมบาดาล ชาวบ้านขนข้าวของหนีน้ำกันแทบไม่ทัน ส่วน อ.เทพา น้ำไหลท่วมสถานที่ราชการ ทั้งที่ว่าการอำเภอเทพา และ สภ.เทพา รวมถึงตลาดเทพาเสียหายเป็นบริเวณกว้าง น้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทะลักเข้าท่วมศูนย์อพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วม อบต.เทพา รถยนต์จมน้ำหลายคัน ต้องอพยพผู้ประสบภัยหนีน้ำโกลาหล เช่นเดียวกับ อ.สะเดา เจ้าหน้าที่ปักธงแดงเตือนน้ำท่วมชุมชนบ้านไพร ชุมชนท่าพรุ และหมู่บ้านสะพานม้า พร้อมประสานตำรวจ ตชด.437 นำเรือท้องแบนอพยพชาวบ้าน ส่วน อ.นาทวี ตำรวจ ตชด.43 ช่วยอพยพผู้สูงอายุบ้านพลีใต้ ต.นาทวี และสำนักปฏิบัติธรรมหลวงพ่อชุม บ้านโคกจง หมู่ 3 ต.ทับ หลังถูกน้ำท่วมหนัก

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา รับฟังรายงานสรุปสถานการณ์จากสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 กรมทรัพยากรน้ำที่ติดตามการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยด้านน้ำ โดยมีระบบติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชม. เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าน้ำท่วม-ดินถล่ม (Early Warning System) จำนวน 214 สถานี ครอบคลุม 559 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ คือ นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จากนั้นไปตรวจการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ อ.ควนเนียง จ.สงขลา เพื่อพร่องน้ำออกรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าพื้นที่ต่อไป

ที่ จ.พัทลุง สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ริมทะเล สาบสงขลา 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ควนขนุน อ.เมืองพัทลุง อ.เขาชัยสน อ.บางแก้ว และ อ.ปากพะยูน ยังคงวิกฤติหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับ 6 อำเภอที่ตั้งอยู่แนวเทือกเขาบรรทัด ได้แก่ อ.กงหรา อ.ศรีนครินทร์ อ.ป่าบอน อ.ตะโหมด อ.ศรีบรรพต และ อ.ป่าพะยอม ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ล่าสุด น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดไหลหลากลงสู่น้ำตกไพรวัลย์และน้ำตกโตนแพรทอง อ.กงหรา เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมน้ำตกทั้งสองแห่งเฝ้าระวังน้ำท่วมและขนย้ายทรัพย์สินของมีค่าไปไว้ในที่สูง ส่วนกรณีนางโชติกา พรหมอักษร อายุ 49 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง ที่พลัดตกน้ำหายไปในคลองบ้านแกะแตระตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. ล่าสุด พบศพลอยน้ำห่างจากจุดเกิดเหตุ 500 เมตร

ที่ จ.สตูล เกิดฝนตกหนักตั้งแต่เช้ามืด ทำให้ปริมาณน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ อ.ควนโดน และ อ.เมืองสตูล เพิ่มสูงขึ้น ล่าสุด น้ำจาก อ.ควนโดน ไหลผ่านคลองฉลุงเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านริมสองฝั่งคลองใน ต.ฉลุง อ.เมืองสตูล และตลาดสดเทศบาลตำบลฉลุงจมบาดาลอย่างรวดเร็ว ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องขายของกลางสายน้ำ ส่วนถนนสายสตูล-ตรัง ช่วงก่อนถึงหัวสะพานฉลุงไปจนถึงหน้า ร.ร.บ้านทุ่ง ต.ฉลุง อ.เมืองสตูล ถูกน้ำท่วมทั้งสองฝั่งถนนระยะทางยาว 2 กม. รถทุกชนิดสัญจรลำบาก โดยเฉพาะฝั่งขาออกเทศบาลตั้งแต่สามแยกบ้านกุบังจามัง ไปถึงหน้า ร.ร.บ้านทุ่ง รถวิ่งได้ช่องเดียว

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วม จ.นครศรีธรรมราช คลี่คลายแล้ว 3 อำเภอ คือ ทุ่งสง, สิชล และเชียรใหญ่ ส่วนพื้นที่อื่นๆยังคงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่อ.เมืองนครศรีธรรมราช ยังมีน้ำท่วมขัง หมู่ 3 และหมู่ 8 ต.โพธิ์เสด็จ ถนนสายห้วยพานหนองกก-หนองกกน้ำท่วมขัง บางจุดสูงกว่า 1 เมตร ขณะที่พื้นที่การเกษตรของชาวบ้านถูกน้ำท่วมขังมานานทำให้สวนผลไม้และยางพารายืนต้นตาย ส่วนเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่รองรับน้ำจาก อ.ลานสกา ล่าสุด น้ำเอ่อท่วมพื้นที่ริมคลอง ชาวบ้านเดือดร้อนหลายชุมชน เจ้าหน้าที่เทศบาลประสานสำนักงานชลประทานที่ 15 ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 3 เครื่องบริเวณคลองนครน้อยเร่งระบายน้ำ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ทุ่งดอกบัวตองบานสะพรั่งเหลืองอร่ามรับหน้าหนาวบนดอยแม่อูคอ

default

ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน นำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยววัยเก๋า ร่วมสำรวจเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในช่วงฤดูหนาว ชมความสวยงามของทุ่งดอกบัวตองที่กำลังบานสะพรั่ง บนดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม พบว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความคึกคักมีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเดินทางเข้ามาเที่ยวชมความสวยงามของดอกบัวตองที่กำลังบานสะพรั่งเต็มดอย เหลืองอร่ามสวยงามมากที่สุด และคาดว่าดอกบัวตองจะบานได้อีกไม่เกิน 15 วันก็จะร่วงโรยไปตามธรรมชาติ

ว่าที่ร้อยตรี ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม กำลังบานสะพรั่งสีเหลืองทองเต็มดอย และบานไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวรีบเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีแหล่งเที่ยวครบทั้ง 7 อำเภอ นักท่องเที่ยจะได้พิชิตเส้นทาง “ดราก้อนรูท” พิชิต 4,088 โค้ง และขณะนี้ได้เข้าสู่ช่วงหน้าหนาวแล้วจึงขอให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาด้วย

ข่าว/ภาพ : อโนทัย งานดี

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัยภาคใต้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการอธิบดีกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งการช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุและการฟื้นฟูหลังน้ำลด อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุระดมส่งเสบียงอาหารสัตว์ ช่วยอพยพสัตว์ และเตรียมแผนฟื้นฟูเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด ทั้งการช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุเนื่องจากระยะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า หลายพื้นที่ของภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่อง อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ดังนั้นหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในภาคใต้จะต้องเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือเกษตรกรประกอบด้วย การช่วยขนย้ายสัตว์จากพื้นที่น้ำท่วมไปยังพื้นที่ปลอดภัย จัดส่งเสบียงอาหารสัตว์ รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ได้รับข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ห่วงใยประชาชนและเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ จึงสั่งการหน่วยงานกรมปศุสัตว์ในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ที่ประสบภัยโดยด่วน โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประสานกับศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย เร่งจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในคลังสำรองพื้นที่ปศุสัตว์เขต 8 จำนวน 2,093,740 กิโลกรัม จัดเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สุราษฎร์ธานี ชุมพร พัทลุง และนครศรีธรรมราช ในส่วนพื้นที่ปศุสัตว์เขต 9 มีจำนวน 867,020 กิโลกรัม ซึ่งจัดเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สตูล และนราธิวาส

ในส่วนของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ รายงาน ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 ว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์ 8 จังหวัด คือ ชุมพรนครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา จำนวน 54 อำเภอ 290 ตำบล 1,143 หมู่บ้าน เกษตรกร 71,324 ราย มีสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม จำนวน 2,597,506 ตัว เป็นโค 111,894 ตัว กระบือ 2,952 ตัว สุกร 14,327 ตัว แพะ/แกะ 70,334 ตัว และสัตว์ปีก 2,397,999 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 3,069 ไร่ สัตว์ตายจำนวน 4 ตัว ได้แก่ กระบือ 3 ตัว โค 1 ตัว กรมปศุสัตว์ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยจัดส่งพืชอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 100,500 กิโลกรัม อพยพสัตว์ จำนวน 200,704 ตัว รักษาสัตว์ จำนวน 140 ตัว และจะให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะยังคงมีฝนตกในภาคใต้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 จึงให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งดำเนินการจัดส่งพืชอาหารสัตว์พระราชทานที่รองรับภัยพิบัติเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร อพยพสัตว์เลี้ยงขึ้นที่ปลอดภัยทันที สนับสนุนแร่ธาตุและเวชภัณฑ์แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยเป็นการด่วน พร้อมทั้งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยดังกล่าว ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ ช่วยเหลือประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ตลอดจนวางแผนฟื้นฟูภายหลังน้ำลด เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถกลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้ตามปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อกลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315

คานก่อสร้างสะพานพระราม 2 ถล่มเสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

คานเหล็กยักษ์สะพานพระราม 2 ถล่ม สังเวยแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บ 10 เร่งค้นหาผู้สูญหาย เกิดเหตุเป็นพระราม 2 ขาออก เลยมหาชัยเมืองใหม่มาเล็กน้อย

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 29 พ.ย. 2567 มีรายรายงานว่า เกิดเหตุสะพาน ด่วนพระราม 2 ขาออก ที่อยู่ในช่วงระหว่างก่อสร้าง ได้พังถล่มลงมา ทำให้คนงานบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย จุดเกิดเหตุเป็นพระราม 2 ขาออก เลยมหาชัยเมืองใหม่มาเล็กน้อย ต.คอกระบือ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

เบื้องต้น พบเป็นคานเหล็กที่ใช้สำหรับก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 บริเวณมหาชัยเมืองใหม่ ถล่ม เบื้องผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้ว 3 ราย มีผู้บาดเจ็บประมาณ 10 ราย พบ 2 ราย อยู่ใต้ซาก และนำส่งโรงพยาบาล 6 ราย และยังสูญหาย อีก 3 ราย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างช่วยเหลือและค้นหาผู้บาดเจ็บ หากมีรายงานอย่างไรจะรายงานให้ทรายต่อไป

“ธนาคารที่ดิน-มทร.ล้านนา” ร่วมมือสร้างผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

“มทร.ล้านนา“ พร้อมร่วมมือ “ธนาคารที่ดิน” ส่งเสริมวิจัย เพิ่มผลผลิต แปรรูปและสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ของวิสาหกิจชุมชนฯ พื้นที่ดําเนินโครงการธนาคารที่ดิน เชื่อจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 คณะผู้บริหาร สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) นำโดย นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ประชุมหารือร่วมกับ คณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นําโดย ผศ.พิสิษฐ์ วิมลธนสิทธิ์ รองอธิการบดี ฝ่ายแผน นโยบาย และยุทธศาสตร์  ผศ.ดร.อนนท์ นําอิน รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิจัยและบริการวิชาการ อ.อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า ”ธนาคารที่ดิน“ มีพื้นที่ดำเนินโครงการทั่วประเทศ แต่ยังขาดองค์ความรู้ จึงแสวงหาความร่วมมือด้านวิชาการ เพื่อส่งเสริมวิจัย และแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ของวิสาหกิจชุมชนฯ พื้นที่ดําเนินโครงการของธนาคารที่ดิน 

ผศ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มีเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน ชาวบ้าน ใช้กับวิสาหกิจชุมชน หรือไฮเทคโนโลยีที่ใช้กับอุตสาหกรรม ซึ่งถ้าจะให้เกิดประโยชน์ก็คือต้องให้เหมาะสมกับผู้ใช้ มหาวิทยาลัยฯ ยินดีที่จะร่วมมือกับ ธนาคารที่ดิน ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิต การแปรรูปและการสร้างผลิตภัณฑ์ เนื่องจากมหาวิทยาลัยฯ มีแพลตฟอร์มเครื่องมือแก้จน ถ้าทั้งสองหน่วยงานร่วมมือกันเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับชาวบ้าน

ผศ.ดร.อนนท์ กล่าวว่า ยินดีที่จะนำข้อหารือในวันนี้ นำเสนอต่ออธิการบดีฯ ซึ่งเชื่อว่าทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายตรงกัน มีโอกาสจะทำข้อตกลงร่วมกัน ในการพัฒนาศักยภาพและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับธนาคารที่ดิน โดยเริ่มจาก 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก ส่วนพื้นที่อื่น ๆ จะเป็นความร่วมมือดำเนินการในลำดับต่อไปทั่วประเทศ

ทั้งนี้ คณะผู้บริหารสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ที่ร่วมหารือ ประกอบด้วย นายธนัทเทพ จิระประวัติตระกูล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล  และ นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร

หนาวนี้…! กอดเหนือ เชียงราย-พะเยา-แพร่-น่าน เที่ยวสูดโอโซนธรรมชาติ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (ล้านนาตะวันออก) จัดกิจกรรม “กระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวล้านนาตะวันออก “ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา กรุงเทพมหานคร 

ที่ลานกิจกรรมชั้น5ห้างเซ็นทรัลบางนา  นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “กระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวล้านนาตะวันออก Consumer Fair and Road Show  ในประเทศ” หนาวนี้…กอดเหนือ เชียงราย-พะเยา-แพร่-น่าน   Go to Get  Go to Give  ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา กรุงเทพมหานคร พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังจากการประสบภัยทางธรรมชาติ

นายเสริฐ  ไชยยานันตา  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือนตลอดทั้งปีโดยหน้าหนาวปีนี้ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็น ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และสัมผัสวิถีชุมชน  ที่หลากหลายเป็นเอกลักษณ์ สัมผัสวิถีชีวิตที่สืบทอดวัฒนธรรมที่หลากหลายจากชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน และมีประเพณีที่เก่าแก่เป็นเอกลักษณ์สืบทอดกันมายาวนาน และชมงานศิลป์ ทั้งจิตรกรรมประติมากรรม และสถาปัตยกรรม จากศิลปินล้านนามากมาย

เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน จึงได้บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวล้านนาตะวันออก Consumer Fair  and Road Show ในประเทศ มีกำหนดจัดขึ้น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 27 – 28 พฤศจิกายน 2567  ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลบางนา และครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2567  ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต 

ภายในงานประกอบด้วย  การจำหน่ายสินค้าทางการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่น และของกินของใช้ที่นิยมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 และที่สำคัญจะมีการเจรจาธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ส่งออก และผู้ซื้อที่มีศักยภาพจำนวน 100 ราย เพื่อเชื่อมต่อโอกาส สร้างความร่วมมือในกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างเครือข่ายขยายธุรกิจ พร้อมเปิดประตูสู่ตลาดใหม่กับกลุ่มผู้ประกอบการ อีกด้วย

ฝนถล่ม-น้ำป่า ทะลักจม 7 จังหวัดภาคใต้ เดือดร้อนนับแสนชีวิต

ฝนถล่มภาคใต้อ่วมน้ำท่วมหลายจังหวัด สงขลากับ 3 จังหวัดชายแดนใต้วิกฤติหนัก ทั้งชุมชนบ้านเรือนร้านค้าย่านเศรษฐกิจกลางเมืองจมบาดาล ถนนหนทางรางรถไฟถูกตัดขาด เรือกสวนไร่นาพื้นที่การเกษตรเสียหายย่อยยับ เมืองยะลาหนักสุดในรอบ 36 ปี “นายกฯอิ๊งค์” สั่งทุกหน่วยดูแลประชาชน เร่งแก้ไขสถานการณ์ตามแผนที่เตรียมไว้ อุตุฯเตือน 13 จังหวัดภาคใต้ยังฝนเทต่อเนื่อง ส่วนเหนือ-อีสานเตรียมโต้ลมหนาว อุณหภูมิลดฮวบ 3-5 องศาฯ

ฝนตกสะสมมานานหลายวันส่งผลให้เกิดน้ำท่วมแล้ว 15 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ เหลือ อ.กระแสสินธุ์ เพียงอำเภอเดียวที่น้ำยังไม่ท่วม หนักสุดคือพื้นที่อำเภอทางตอนใต้ของจังหวัด อาทิ อ.เทพา อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย อ.จะนะ และ อ.สะเดา โดยเฉพาะ อ.เทพา ปริมาณฝนตกสะสมสูงสุดถึง 320 มม. และหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนหนักที่สุดคือบ้านน้ำลัด หมู่ 6 ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา เป็นหมู่บ้านแรกที่รับน้ำจากเขาน้ำค้าง เกิดน้ำป่าไหลบ่าท่วมหมู่บ้านกว่า 100 ครัวเรือน กระแสน้ำไหลลงมาอย่างรวดเร็วจนชาวบ้านไม่ทันตั้งตัวเคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ทัน นายวิเชษฐ์ สายกี้เส้ง นอภ.สะเดา นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกันยังเกิดน้ำท่วมเส้นทางในหลายอำเภอ เช่น ถนนกาญจนวนิช เส้นทางจาก อ.เมืองสงขลา ไป อ.หาดใหญ่ สายเก่า น้ำท่วมหลายจุด ทั้งห้าแยกเกาะยอ บ้านควนหิน และบ้านบางดาน รถเล็กผ่านไม่ได้ ต้องปิดเส้นทางให้เลี่ยงไปใช้ถนนลพบุรีราเมศวร์สายใหม่แทน ส่วนที่แยกไฟแดงบ้านทุ่งลุง ต.พะตง อ.หาดใหญ่ น้ำป่าทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนทั้งสองฝั่งถนนกาญจนวนิช บนถนนมีน้ำท่วมสูงและไหลเชี่ยวจนต้องปิดเส้นทางให้เดินรถเพียงช่องทางเดียวระยะทางกว่า 500 เมตร น้ำยังเข้าท่วมในตลาดทุ่งลุงต้องปิดร้านค้าบางส่วน เช่นเดียวกับที่แยกคลองปลอม ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ น้ำท่วมผิวจราจรจนต้องปิดถนนเป็นระยะทางกว่า 300 เมตร ชาวบ้านหมู่ 8 ต.บ้านพรุ ได้รับความเดือดร้อนกว่า 250 คน และบ้านเรือนถูกน้ำท่วมกว่า 100 หลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือแล้ว

ที่ จ.ปัตตานี ฝนยังตกหนักครอบคลุมทั้ง 12 อำเภอ ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรีมีปริมาณสูงขึ้น บางจุดเอ่อล้นท่วมพื้นที่ลุ่มและบ้านเรือนประชาชน ต้องรีบขนข้าวของขึ้นที่สูงและอพยพออกมาในที่ปลอดภัย ทางจังหวัดประกาศให้พื้นที่ อ.มายอ และ อ.ทุ่งยางแดง เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยพื้นที่ อ.มายอ ได้รับผลกระทบ 7 ตำบล 25 หมู่บ้าน 1,419 ครัวเรือน 4,905 คน อ.ทุ่งยางแดง ได้รับผลกระทบ 4 ตำบล 20 หมู่บ้าน 520 ครัวเรือน 2,114 คน โรงเรียน 6 แห่ง ต้องหยุดการเรียนการสอน นางพาตีเมาะ สะดียามู ผวจ.ปัตตานี นำคณะไปเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยที่อพยพไปอยู่ที่ รพ.สต.ลางา อ.มายอ สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือชาวบ้าน จากนั้นเรียกประชุมสรุปสถานการณ์น้ำท่วม เตรียมประกาศพื้นที่ภัยพิบัติเพิ่มอีก 6 อำเภอ รวมก่อนหน้านี้เป็น 8 อำเภอ

ส่วนพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี ถนนหลายเส้นทางน้ำท่วมสูงเกือบ 30 ซม. อาทิ ถนนหน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ถนนเจริญประดิษฐ์ หรือถนนเส้น ม.อ. ย่านการค้าสำคัญที่สุดในปัตตานี ร้านค้าหลายร้านต้องปิดชั่วคราว และถนนหนองจิก ทางเข้าออกประตูเมืองปัตตานีก็ถูกน้ำท่วมสาหัสเช่นกัน ขณะที่ อ.หนองจิก พื้นที่ติดแม่น้ำปัตตานี หมู่ 1 บ้านโคกยาร่วง ต.ลิปะสะโง เกิดน้ำท่วมแทบทุกปี ได้รับผลกระทบแล้ว 86 ครัวเรือน 289 คน ระดับน้ำเฉลี่ย 50-80 ซม.ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้าน อ.โคกโพธิ์ เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมโรงเรียนพิริยะนาวิน หมู่ 2 ต.ปากล่อ ระดับน้ำสูงร่วม 1 เมตร ทหาร ร้อย.ทพ.4310 นำเรือยางเข้าไปช่วยเหลืออพยพนักเรียนที่ติดอยู่ในอาคารหอพักกว่า 500 คนออกมาได้ อย่างปลอดภัย นักเรียนบางคนต้องเดินลุยน้ำแบกสิ่งของติดตัวออกมาด้วย เช่นเดียวกับที่ รพ.โคกโพธิ์ น้ำท่วมถนนและภายในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ต้องขนกระสอบทรายมากั้นน้ำไม่ให้เข้าไปในอาคาร

ที่ จ.ยะลา ฝนตกหนัก 2 วันติด ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในตัวเมืองยะลา โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจการค้า ถนนศรีบำรุง หน้าสถานีรถไฟยะลา โรงแรมยะลารามา น้ำทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำสูง 60-80 ซม. ชาวบ้านร้านค้าต้องเร่งขนข้าวของขึ้นที่สูงกันจ้าละหวั่น รถยนต์หลายคันหนีไม่ทันต้องจอดจมน้ำอยู่บนถนน ถือเป็นน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 36 ปี นับตั้งแต่เคยเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2531 ขณะที่ฝนยังตกหนักต่อเนื่องมีแนวโน้มว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม จ.ยะลา รายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองยะลา 10 ตำบล 26 หมู่บ้าน 16,501 ครัวเรือน 66,004 คน อ.ยะหา 6 ตำบล 16 หมู่บ้าน 72 ครัวเรือน 360 คน และ อ.บันนังสตา 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน 16 ครัวเรือน 80 คน

ส่วนที่ อ.เบตง นายสมัคร นอระพา นายกเทศบาลตำบลธารน้ำทิพย์ นำเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเหตุน้ำกัดเซาะถนนสายบ้านบาแตตูแง-บ้านกาแป๊ะซาลัง หมู่ 3 ต.ธารน้ำทิพย์ ห่างจากสามแยกบาแตตูแง ประมาณ 1 กม. ถนนถูกน้ำกัดเซาะพังทลายเป็นทางยาว 50 เมตร ดินยังสไลด์ไปถมคลองข้างถนนจนน้ำเปลี่ยนทิศทางทะลักเข้าท่วมบ่อปลาของชาวบ้าน ปลานับหมื่นตัวหายไปกับกระแสน้ำ

ที่ จ.นราธิวาส ฝนตกกระจายครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ หนักสุดพื้นที่ อ.เมืองนราธิวาส อ.บาเจาะ อ.แว้ง อ.รือเสาะ อ.เจาะไอร้อง และ อ.สุคิริน โดยเฉพาะเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส น้ำท่วมถนนพิชิตบำรุง หน้าตลาดสดเทศบาล ระดับน้ำสูง 40 ซม. รถยนต์ไม่สามารถผ่านได้ ร้านค้าสองข้างทางได้รับความเสียหายจำนวนมาก ส่วน อ.รือเสาะ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเร่งเคลียร์ดินโคลนที่สไลด์ลงมาปิดถนน บ้านยือลาแป หมู่ 3 ต.สุวารี ชาวบ้านสามารถใช้สัญจรตามปกติได้แล้ว ขณะที่ อ.สุไหงโก-ลก น้ำป่าจากเทือกเขาสันกาลาคีรีไหลลงแม่น้ำโก-ลก เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 7 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ประกอบด้วย ชุมชนหัวสะพาน ชุมชนท่ากอไผ่ ชุมชนท่าโรงเลื่อย ชุมชนท่าประปา ชุมชนท่าชมพู ชุมชนโต๊ะอาแน และชุมชนท่าเจ๊ะกาเซ็ง ระดับน้ำ 70-170 ซม. ชาวบ้านต้องรีบขนของหนีน้ำ บางส่วนต้องอพยพไปอยู่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านทรายทอง

สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลกระทบกับการเดินรถไฟในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากรถไฟทุกขบวนจะเปิดเดินรถถึงแค่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา เท่านั้น ส่วนเส้นทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หยุดเดินรถชั่วคราวทุกขบวน เนื่องจากเส้นทางรถไฟถูกน้ำกัดเซาะจนขาดแล้วบางจุด เช่น ระหว่างสถานีไม้แก่น-รามัน จ.ยะลา รถไฟทุกขบวนที่เดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปก่อนแล้วให้รีบเดินทางกลับมาจอดรอที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ทั้งหมด เพราะเกรงว่าเส้นทางอาจจะถูกน้ำกัดเซาะเสียหายเพิ่มเติม

ที่ จ.นครศรีธรรมราช หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่รับน้ำป่าจากคลองคีรีวง อ.ลานสกา ทำให้ลำคลองสายต่างๆล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรหลายชุมชนแล้ว อาทิ คลองท่าดี ช่วง ต.ไชยมนตรี ต.มะม่วงสองต้น เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนเข้าสู่ตัวเมืองชั้นใน น้ำเริ่มท่วมขังชุมชนลุ่มต่ำริมคลองตลอดทั้งสาย มีการประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ตัวเมือง ย่านเศรษฐกิจการค้าเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม บางชุมชนเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว เช่น ที่ชุมชนบ่อทรัพย์ และชุมชนมุมป้อม ทางเทศบาลติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้แล้วตามคลองสายหลักต่างๆ กว่า 60 เครื่อง และได้รับการสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำจากสำนักงานชลประทานที่ 15 ติดตั้งที่คลองหน้าเมืองอีก 3 เครื่อง และเตรียมความพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม.

ที่ จ.พัทลุง ฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้พื้นที่ริมทะเลสาบสงขลามีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่ ต.พญาขัน ต.ลำปํา อ.เมืองพัทลุง ต.พนางตุง ต.ทะเลน้อย และ ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน และ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จังหวัดประกาศพื้นที่ประสบอุทกภัย 6 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองพัทลุง อ.ศรีบรรพต อ.ศรีนครินทร์ อ.ควนขนุน อ.ป่าพะยอม และ อ.ป่าบอน เกิดเหตุสลดใจเมื่อช่วงเย็นวันที่ 26 พ.ย. ขณะที่นางโชติกา พรหมอักษร อายุ 49 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านแกะแตระ ต.ท่าแค อ.เมืองพัทลุง พาหลานชายวัย 4 ขวบไปดูน้ำท่วมริมลำคลองหลาโยง ห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร เกิดลื่นพลัดตกลงไปในคลองทั้ง 2 คน ชาวบ้านช่วยเหลือหลานชายวัย 4 ขวบไว้ได้ ส่วนนางโชติกาจมน้ำสูญหายไป หน่วยกู้ภัยนักประดาน้ำระดมกำลังลงงมค้นหาต่อเนื่องมา 2 วันแล้วยังไม่พบร่าง

ที่ จ.สตูล น้ำในคลองดุสน อ.ควนโดน ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนสองฝั่งคลอง ถนนระหว่างหมู่บ้าน สวนยางพารา นาข้าวที่กำลังจะแตกรวง ถูกน้ำท่วมเสียหายยับ อบต.ควนโดน ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปช่วยขนย้ายสิ่งของให้ชาวบ้าน และอพยพผู้สูงอายุและผู้ป่วยออกมาอาศัยตามบ้านญาติพี่น้องลูกหลานในที่ปลอดภัย สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบมีหมู่ 2, 4, 6, 7 และในเขตเทศบาล ต.ควนโดน หมู่ 1, 2, 3, 4 และ 7 ต.ย่านซื่อ ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สตูล นำธงแดงไปปักไว้ริมคลองฉลุง ต.ฉลุง อ.เมืองสตูล แจ้งเตือนประชาชนเร่งอพยพสัตว์เลี้ยงและสิ่งของไปอยู่ในที่ปลอดภัยเนื่องจากมวลน้ำจาก อ.ควนโดน กำลังไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.เมืองสตูล

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคใต้เตรียมความพร้อมเต็มที่ ไม่ใช่เฉพาะแค่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมความพร้อมเข้าไปให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยได้ทันที อย่างไรก็ตาม ผวจ.มีอำนาจในตัวเอง หากสถานการณ์รุนแรงก็ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย และสามารถระดมความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง ขณะที่ส่วนกลางยังมีคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม (ศปช.) ก็ถอดบทเรียนจากอุทกภัยภาคเหนือ พร้อมจะลงไปช่วยเหลือทันที

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รีโพสต์ทวีต X ไทยคู่ฟ้า ระบุถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ภาคใต้ระบุว่า “ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลความปลอดภัยของประชาชน เร่งแก้ไขสถานการณ์ตามแผนที่ได้เตรียมไว้โดยด่วน พร้อมกันนี้ให้เตรียมแผนรับมือกรณีมีพายุฝนเพิ่มเติม ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องทุกท่านที่กำลังประสบเหตุขณะนี้ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่กำลังทำงานหนัก เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน”

รัฐบาล คิก ออฟ มาตรการรับมือ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568

รัฐบาลได้ตระหนักปัญหาฝุ่นละออง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเร่งผลักดันขับเคลื่อนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้นำแนวทางดังกล่าว มาผนวกรวมกับแนวทางการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดเป็นมาตรการเพื่อขับเคลื่อนในภาคเกษตร

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) อย่างจริงจัง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจที่สำคัญอย่างมากในการขับเคลื่่อนนโยบายนี้โดยภาคการเกษตร เพื่อให้พี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีอากาศที่สะอาดหายใจ นอกจากนี้ยังต้องทำการส่งเสริมการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทดแทนการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร เพื่อรองรับนโยบาย/มาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมโลก เช่น EUDR, CBAM และ Carbon Credit รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในการลดการเผาในพื้นที่เกษตร เช่น ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีมาตรการต่างๆ ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ เช่น การเตรียมความพร้อม การประชาสัมพันธ์เชิงรุกนำไปปฏิบัติในพื้นที่

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จากGISTDA ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตร ของประเทศไทยจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2567 พบจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เกษตรในประเทศไทย จำนวน 3,255 จุด จากเดิมปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวน 3,647 จุด พบว่าลดลง จำนวน 392 จุด คิดเป็นร้อยละ 10.75 สำหรับผลการดำเนินงานบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ปี 2567 รายพืช 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผล ไม้ยืนต้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2567 มีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งหมดประมาณ 48.6 ล้านตัน นำไปใช้แล้วประมาณ 33.54 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 69 เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3.2 พันล้านบาท

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับปี 2568 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้รับทราบมาตรการและเห็นชอบแนวทางในการขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับนโยบายและวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการฯ และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายสำคัญนี้ร่วมกัน โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อให้ครอบคลุมทุกเป้าหมาย เนื่องจากปัจจุบันการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ยังเป็นภาคสมัครใจของเกษตร และประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกเวที เช่น การประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านในระดับท้องถิ่นของทุกพื้นที่ด้วย

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้

1. จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกรายชนิดของพืชเกษตร ที่เสี่ยงต่อการเผาโดยเฉพาะ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน เพื่อนำไปสู่การวางแผนในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรที่เสี่ยงการเผาไหม้

2. จัดทำประกาศขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่สูง พื้นที่ที่ต้องการกำจัดศัตรูพืช ในช่วง ตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน 2567 – 15 พฤษภาคม 2568 ผ่านระบบ Application FireD หรือ Burn Check พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อควบคุมกำกับดูแลการเผา เช่น ต้องมีการย่อยแปลงดำเนินการในช่วงกลางวันที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี การไม่เผาข้ามคืน ให้จัดทำแนวกันไฟโดยรอบและควบคุมไม่ให้ไฟลุกลาม เป็นต้น

3. ร่วมขับเคลื่อนมาตรการกำหนดสิทธิ์และประโยชน์เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรแบบไม่เผา หรือที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี โดยการผลิตพืชแบบเผา และสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายให้ได้ราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป เริ่มจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับการรับรองกระบวนการผลิตแบบไม่เผาเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 (PM 2.5 Free Plus) และเพิ่มสิทธิ์พิเศษต่อเอกชนที่รับซื้อสินค้าเกษตรแบบไม่เผา

4. จัดทำแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทาง 3R โมเดล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยเน้นหนักในพื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผาไหม้หรือที่มีสถิติการเผาไหม้ซ้ำซาก โดยใช้ข้อมูลเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จุดความร้อน ร่องรอยการเผาไหม้ มาใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อนงาน

5. จัดทำฐานข้อมูลการประเมินวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยใช้ฐานจากข้อมูลเดิมหรือฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร แยกรายเดือนเน้นในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2568 ใน 3 พืชสำคัญ คือ ข้าว อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

6. วิเคราะห์การบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อุปสงค์ อุปทาน และศักยภาพ ในการบริหารจัดการตลาดห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงที่ไม่สามารถบริหารจัดการเศษวัสดุฯ ได้ พร้อมทั้งประสานขอความร่วมมือการขับเคลื่อนงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

7. ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานและสรุปผลจากพื้นที่ที่สำเร็จในการบริหารจัดการในทุกเวทีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประชุมในระดับหมู่บ้าน

8. ร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุน มีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาการเผาอย่างยั่งยืน เช่น การจัดการฟางข้าวและตอซัง และการเก็บเกี่ยวผลผลิต การตัดต้นอ้อยหรืออัดใบอ้อย ส่งโรงงานไฟฟ้าชีวมวลซึ่งจะช่วยลดการเผา การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง ในโรงงานอุตสาหกรรมและในโรงไฟฟ้า

9. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ สร้างความเข้าใจในระดับหมู่บ้าน โดยใช้ข้อมูลเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จุดความร้อน ร่องรอยการเผาไหม้ปีที่ผ่านมา หรือจากการประเมินพื้นที่เสี่ยงที่ไม่สามารถบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้ โดยแบ่งการดำเนินงานให้สอดคล้องตามช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต

“กรมส่งเสริมการเกษตรยังคงมุ่งสร้างจิตสำนึก ให้เกษตรกรตระหนักถึงข้อดีและข้อเสียของการเผาในพื้นที่เกษตร การทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพื่อเป็นเครือข่ายในการร่วมขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ทดแทนการเผาให้เกิดความยั่งยืน และพร้อมเป็นเพื่อนคู่คิด และมิตรแท้ของเกษตรกรในทุกสถานการณ์ ที่เกิดประโยชน์สาธารณะ ที่มิได้คำนึงเพียงกาลปัจจุบัน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว