โพธิ์กระสังข์พร้อมใจ”นุ่งผ้าไทย ใส่บาตรพระ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม”

เทศบาลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จัดโครงการ “นุ่งผ้าไทย ใส่บาตรพระ และส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม”

ที่เทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ นายตี โพธิสาร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ เป็นประธานเปิดโครงการ ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม..” ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและเสริมสร้างองค์กรสุจริต เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต และความสามัคคีให้กับบุคลากรในองค์กร ครั้งนี้ผู้ร่วมกิจกรรมประกอบด้วย นายสำรอง บำเพ็ญ ปลัดเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล เจ้าหน้าที่-พนักงานเทศบาล และหน่วยงานภาคีเครือข่าย/ทุกภาคส่วน

ตี โพธิสาร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์

สำรอง บำเพ็ญ ปลัดเทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์

โดยฟังการบรรยายธรรม หัวข้อ “ธรรมะกับการดำเนินชีวิตและการทำงานให้มีความสุข บนพื้นฐานคุณธรรม จริยธรรม” จากพระวิทยากร หลวงพ่อพระมหาทองดี ชยสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดหนองคู พร้อมด้วย พระครูพิพัฒน์โพธิคุณ เจ้าคณะตำบลโพธิ์กระสังข์/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์กระสังข์ พระครูสังวรวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดไตรราษฏร์สามัคคี และคณะสงฆ์ในเขตตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความอุปถัมภ์จาก เจ้าคุณพระวัชรญาณ (เทียนชัยชัย ชยทีโป)เจ้าอาวาสวัดเทพสรธรรมวราราม (บาย ตึ๊ก เจีย) ปมุมธานี

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

คนไทยไม่ทิ้งกัน!ตำรวจน้ำนราธิวาสเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

คนไทยไม่ทิ้งกันครับ ส.รน.3 กก.7 บก.รน. (ตำรวจน้ำนราธิวาส) ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หลังพบชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก

ภายใต้อำนวยการสั่งการ พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป.รรท.ผบก.รน. พ.ต.อ.ศราวุธ ลิจฉวีราช รอง.ผบก.รน. พ.ต.อ.ปรเมษฐ โพยนอก ผกก.7 บก.รน. ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.จิรายุทธ์ แก้วด้วง สว.ส.รน.3 กก.7 บก.รน พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัด ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยมีการปฏิบัติดังนี้


-ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถออกมาได้

-วางแนวไกไลน์ สำหรับเดินทางของชาวบ้านในพื้นที่

-มอบน้ำดื่มแก่ผู้ประสบภัย

-เคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง


โดย ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง ปัจจุบันได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยทั้งหมดมายังพื้นที่ปลอดภัย

แนวโน้มสถานการณ์ ใน จ.นราธิวาส ยังคงมีระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้ง 3 แม่น้ำสายหลัก เนื่องจากมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ให้ทุกๆท่านดูแลสุข และปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ข้าวไทยส่งออกพุ่ง 10 เดือนปี 67 สูงถึง 9 ล้านตันมูลค่า 230,000 ล้าน

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยช่วง 10 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) ปริมาณ 8.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20.32% มูลค่า 191,031 ล้านบาท หรือประมาณ 5,411 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.81% สำหรับชนิดข้าวที่ส่งออกมากที่สุด คือ “ข้าวขาว” ปริมาณ 5.18 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 62.04% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 16.40% ข้าวนึ่ง 12.10% ข้าวหอมไทย 6.47% ข้าวเหนียว 2.75% และข้าวกล้อง 0.24% ส่วนการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2567 “กรมการค้าต่างประเทศ” และ “สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย” ประเมินร่วมกันว่า จะทำได้สูงถึง 9 ล้านตัน มูลค่า 230,000 ล้านบาท


อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ จากรายงานข้อมูลราคา FOB ส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยของ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” ในช่วง 10 เดือน พบว่า “ข้าวหอมมะลิ (ข้าวใหม่)” ราคาเฉลี่ย 935 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 7.59% “ข้าวหอมปทุมธานี (ข้าวหอมไทย)” ราคาเฉลี่ย 875 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 24.64% ซึ่ง “ทำสถิติ” ราคาปรับตัวขึ้น “สูงสุด” ในบรรดาข้าวทุกชนิด “ข้าวขาว” ราคาเฉลี่ย 603 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 11.67% “ข้าวนึ่ง” ราคาเฉลี่ย 601 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 10.89% และ “ข้าวเหนียว” ราคาเฉลี่ย 818 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 0.62%

นายอนุกูล กล่าวว่า  จากราคาข้าวส่งออกเพิ่มขึ้น ได้ส่งผลดีต่อ “ราคาข้าวเปลือก” ในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยข้อมูลจาก “กรมการค้าภายใน” แจ้งว่า “ข้าวเปลือกหอมมะลิ” ราคาเฉลี่ย 15,547 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 7.85% “ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี (ข้าวหอมไทย)” ราคาเฉลี่ย 14,928 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 29.16% “ข้าวเปลือกเจ้า (ข้าวขาว/ข้าวนึ่ง)” ราคาเฉลี่ย 11,686 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 9.87% และ “ข้าวเปลือกเหนียว” ราคาเฉลี่ย 13,661 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 6.70%

กรมพัฒนาที่ดินผนึกกรมชลฯลุยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

กรมพัฒนาที่ดินผนึกกรมชลฯ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ชูโครงการ “ตามหาน้ำหยดแรก” เพื่อการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ       

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามภารกิจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านนาทราย ตำบลทุ่งปี๊ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการศึกษาและวางแผนการจัดทำโครงการปรับปรุงซ่อมแซมงานพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก อาทิ 1) ทำลำเลียงในไร่นา เพื่อสะดวกในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร 2) ทำระบบกระจายน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร เพื่อลดต้นทุนในการสูบน้ำและอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้มีแหล่งน้ำสำรองเพิ่มเติมสำหรับการอุปโภค-บริโภคและการเพาะปลูกพืชอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้เตรียมดำเนินการตรวจวัดคุณภาพดิน ตลอดจนใช้เทคโนโลยีปรับปรุงบำรุงดินของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้สภาพดินและมีแหล่งน้ำเพียงต่อการผลิตพืช ถือเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องประชาชนในอนาคตต่อไป

จากนั้น รมช.อัครา และคณะเดินทางต่อไปยัง โครงการปรับปรุงอาคารป้องกันการกัดเซาะตลิ่งลำน้ำวาง ตำบลบ้านกาด อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งเลียบคันกั้นลำน้ำวาง จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมาก ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรของพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ปัจจุบันกรมชลประทานได้เริ่มดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารป้องกันการกัดเซาะตลิ่งใน 2 จุดสำคัญ ได้แก่ บริเวณด้านหน้าฝายนาทราย และบริเวณเลียบคันลำน้ำวาง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมทางด้านวิศวกรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด อีกทั้งยังได้วางแผนดำเนินโครงการสำคัญ คือ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่วาง ที่มีความจุเก็บกักน้ำ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่อำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ โดยอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และลดความเสี่ยงจากปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูฝนอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ (คชก.)

 รมช.อัครา กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้นอกจากจะเป็นการติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ ตามภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ แล้วนั้น ยังเป็นการมารับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อนำไปสะท้อนในเวทีการประชุมคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 พ.ย. 2567 นี้ด้วย สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีแนวทางการดำเนินงานโดยการบูรณาการทุกหน่อยงานในสังกัดร่วมขับเคลื่อนภารกิจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในรอบด้าน อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ การแก้ไขปัญหาและวางแผนป้องกันการชะล้างตะกอนดินโคลน และการต่อยอดการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดทำโครงการ “ตามหาน้ำหยดแรก” คือการสำรวจจุดเริ่มต้นของแหล่งน้ำสาขาทุกสายก่อนไหลสู่แม่น้ำแม่วาง เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผ่นที่น้ำ สำหรับการสร้างฝายชะลอน้ำและตะกอนดิน รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในการสาธารณูปโภคและภาคเกษตรทั้งระบบ และเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืนต่อไป

“ไทยเบฟ”มอบผ้าห่มสีเขียวให้ชาวแพร่ส่งต่อความอบอุ่น”เพราะคนไทย ให้กันได้”

เดินทางส่งต่อความอบอุ่นและรอยยิ้มให้กับพี่น้องที่ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่องยาวนาน กับ คาราวาน “ส่งต่อผ้าห่มผืนเขียว” ใน โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 25 มากกว่า 5,000,000 ผืน  ไปพร้อมกับการมอบโอกาส ความช่วยเหลือ และพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมอันเป็นประโยชน์มากมายที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ ได้ผสานความร่วมมือกับ กระทรวงมหาดไทย  โดยกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย (ปภ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วนมาร่วมแบ่งปันรอยยิ้มที่  “มากกว่าความอบอุ่นคือ สังคมแห่งการให้ยั่งยืน”

สำหรับ การเดินทางของคาราวานไออุ่นครั้งนี้ ได้ส่งมอบ “ผ้าห่มผืนเขียว” ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดแพร่ จำนวน 12,000  ผืน โดยมี นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์  ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสถาบันพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีส่งมอบให้แก่ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ณ โรงเรียนบ้านกาศประชานุเคราะห์ ต.บ้านกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่

นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่  กล่าวว่า ในนามตัวแทนจังหวัดแพร่ รู้สึกขอบคุณและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน และมีความตั้งใจในการบรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปันไออุ่น ให้แก่ผู้ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางความอบอุ่นตลอด 25 ปี ภายใต้ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว”  รวมถึงกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ อาทิ กิจกรรมด้านกีฬา มีบริการตรวจสุขภาพ อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ ที่มาจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันสร้างรอยยิ้ม และความสุขให้กับพวกเราที่อาศัยในพื้นที่แห่งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ได้มาร่วมกันในวันนี้จะร่วมกันสนับสนุนโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ต่อไป รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาวตลอดไป

 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์  ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสถาบันพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้ ไทยเบฟยังคงมอบผ้าห่มผืนเขียว 200,000 ผืน ไปยัง 15 จังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” เป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องชาวไทย ด้วยการแบ่งปันไออุ่นให้แก่ผู้ประสบภัยหนาวในประเทศไทย  สำหรับวันนี้ ไทยเบฟ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัดแพร่ที่พร้อมจะส่งมอบไออุ่นจากผ้าห่มผืนเขียว จำนวน 12,000 ผืน ไปยังพี่น้องที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและรับผลกระทบจากอุณภูมิที่ลดลง 

“จากจุดเริ่มต้นของโครงการตั้งแต่ปี 2543 จนถึงวันนี้ รวมเวลา 25 ปีเต็ม ที่ผ้าห่มผืนเขียวจำนวน 5,000,000 ผืน ได้เดินทางมอบความอบอุ่นไปสู่ผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน  ด้วยการสานต่อปณิธานแห่ง การ “ให้” ของ คุณเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้กล่าวไว้ว่า “คนไทยให้กันได้” จึงเกิดการส่งมอบผ้าห่มจำนวน 200,000 ผืน ให้แก่พี่น้องผู้ประสบภัยหนาวภาคเหนือและอีสาน ไปพร้อมกับการมอบโอกาส และความช่วยเหลือด้านการศึกษา กีฬา สาธารณสุข รวมถึงกิจกรรมอันเป็นประโยชน์จากพันธมิตรหลากหลายหน่วยงานที่ร่วมพลังสร้างสรรค์รอยยิ้ม และแบ่งปันความสุข ภายใต้แนวคิด “มากกว่าความอบอุ่น คือ สังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน” นายอภิชาติกล่าว

สำหรับ คาราวานผ้าห่มผืนเขียว ใน โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ยังมีเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด, มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก, โรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร, บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน),บริษัท เอฟแอนด์เอ็น ยูไนเต็ด จำกัด ,บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์  (ประเทศไทย) จํากัด ที่ได้ร่วมเคียงข้างพี่น้องคนไทย บนเส้นทางความอบอุ่นอันยาวนานมาตลอด 25 ปี และพร้อมมุ่งหน้าเดินทางส่งมอบความอบอุ่นภายใต้ผ้าห่มผืนเขียวไปยังพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดอื่น ๆ  ต่อไป  “เพราะคนไทย ให้กันได้”

ชาวบ้านชัยภูมิเฮ สส.- ทต.ลุยผุดถนนเชื่อม 2 หมู่บ้าน สมรอคอยกว่า100ปี

เมื่อเร็วนี้ ทางนายประดิษฐ์ เจริญธรรม นายกฯเทศบาลบ้านเต่าบ้านเต่า ต.บ้านเต่า อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ พร้อมด้วย นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงศ์ สส.พรรคภูมิใจไทย เขต6 คณะบริหารฯ ผู้ประสานงาน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนทั้ง 2 หมู่บ้าน และชาวบ้าน ร่วมลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการขยายและก่อสร้างถนนคอนกรีตเชื่อมระหว่าง2หมู่บ้าน ช่วงระหว่างบ้านดอนดู่-บ้านวังหิน รวมระยะทาง4กม. ใช้งบประมาณกว่า14ล้านบาท เริ่มดำเนินการในวันที่31 พฤษภาคม2567 จนถึง วันที่24 กุมภาพันธ์2568

ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านเผยว่าที่ผ่านมาชาวบ้านทั้ง2หมู่บ้าน ได้ใช้เส้นทางนี้สัญจรตั้งแต่เป็นเกวียนจนมาถึงปัจจุบันมากว่า100ปี ที่จะเดินทางออกมาค้าขาย ขนส่งผู้ป่วย และทำธุรกรรมติดต่อเรื่องต่างๆ ในตัวอำเภอบ้านแท่น ในช่วงหน้าฝนเส้นทางสายนี้จะสัญจรยากลำบากมาก โดยเฉพาะคนนักเรียนที่ตั้งเดินทางไปโรงเรียนที่ต้อง เจอกับถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้เสื้อผ้าเปื้อนหรือถ้าหนักหน่อยก็เกิดอุบัติเหตุรถล้มอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ทางเทศบาลฯบ้านเต่าได้อนุมัติงบประมาณก่อสร้างหากสร้างเสร็จแล้วชาวบ้านคงขับขี่ได้สะดวกสบาย ขับขี่ได้ปลอดมากขึ้น ทั้งนี้ก็รู้สึกดีใจและขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานในครั้งนี้อีกด้วย

ฝนถล่มหนัก “ปัตตานี-ยะลา” โดนน้ำท่วมฉับพลัน “ชาวบ้าน” เดือดร้อนหนัก

หลังจากที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้มีรายงานแจ้งให้รับทราบ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลับ ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาถึงจังหวัดนราธิวาส  ตั้งแต่ช่วงวันที่ 27 พฤศจิกายนจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม พร้อมเตือนให้ระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และมีน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมือง

พร้อมกันนั้น เตือนให้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์และให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และระดับน้ำล้นตลิ่ง ท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสายรอง ที่จะเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ อาทิ แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำโกลก คลองตันหยงมัส และแม่น้ำอื่นๆอีกมากมาย

ผู้สื่อข่าว จ.ปัตตานี รายงานว่า  ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (26  พ.ย.) ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายพื้นที่ เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนตกลงมากระหน่ำอย่างหนัก ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ลำคลองต่างๆ และแม่น้ำปัตตานี น้ำไหลบ่าท่วมถนนหลายสายที่ติดกับแม่น้ำปัตตานี เกิดภาวะน้ำท่วมอย่างหนัก อย่างถนนสายหลัก ถนนฤาดี  ขณะที่บริเวณ ตลาดจัตตุจักร จ. ยะลา มีปริมาณน้ำท่วมสูง  ประชาชนได้รับความเดือดร้อน การจราจรเกิดมีปัญหา ส่งผลพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของต้องหยุดกิจการ เพราะไม่สามารถเดินทางสัญจรได้สะดวก

 นอกจากนี้ พื้นที่ได้รับความเดือดร้อนหนักอีกแห่ง บริเวณ ต.นาเกตุ  ต.มะกรูด ต,ชะเมา และตำบลบริเวณใกล้เคียง เขต อ.โคกโพธิ์ อย่างถนนสายเก่าปัตตานี-ยะลาถูกน้ำท่วม การสัญจรไม่สะดวก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน มีน้ำป่าไหลจากลงภูเขาพื้นที่ใกล้เคียง แถวบ้านนาเกตุ แถบบริเวณคลองชลประทาน มีพื้นที่น้ำท่วม ประชาชนสัญจรออกจากพื้นที่ลำบาก

ส่วนบริเวณพื้นที่ บ้านเตาะ มีหมู่บ้านที่ประชาชนอาศัยราว 20 ครัวเรือน สถานที่ราชการต่างๆ ได้ผลกระทบน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้เรือกสวนไร่นา สวนยางพารา สวนทุเรียน พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย  
 

 ด้านเส้นทางคมนาคมทางรถไฟสายใต้ เจอฝนตกลงมาร่วม 2 วัน เกิดาภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้น้ำกัดเซาะและดินสไลด์  ส่งผลให้รถไฟสายใต้เดินทางยังพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส  ช่วงสถานีควนเนียง สถานีควนมีด รถไฟไม่สามารภเดินทางได้ ต้องมีการแจ้งปิดเส้นทาง โดยเฉพาะขบวนรถไปยะลา-นราธิวาส ต้องจอดระบายผู้โดยสารที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ จะมีรถบัสมาคอยบริการรับส่งถึงสถานีปลายทาง 

ขณะที่เทศบาลเมืองหาดใหญ่มีการแจ้งเตือนประชาชนว่า ฝนตกหนัก ทำให้มีน้ำท่วมหลายเส้นทาง เพื่อให้ประชาชนหลักเลี่ยงเส้นทางการจราจร ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือว่าหนักพอสมควร ทางฝั่งเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน 

เครดิต:จัตตุจักรยะลา โชว์

นักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจนั่งเรือชมวิวสองฝั่งโขง “ไทย-ลาว”ม่วนชื่น

นครพนม-ชวนนั่งเรือสำราญรับลมหนาวที่ริมฝั่งโขง สุดชิลชมทิวทัศน์แสดงสวยสองฝั่งไทย – ลาว สบายๆ ยามเย็น

บรรยากาศท่องเที่ยวในเขตเทศบาลเมืองนครพนมเริ่มคึกคักมากขึ้นหลังเข้าสู่ฤดูหนาว โดยเฉพาะเรือท่องเที่ยวของเทศบาลเมืองนครพนม ที่เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวลงเรือล่องชมวิวสองฝั่งแม่น้ำโขงไทย-ลาว ระหว่างฝั่งนครพนม กับแขวงคำม่วน โดยช่วงเย็นจะสวยงามมาก

นายณรงค์ชัย เถาว์สี ผู้จัดการเรือท่องเที่ยว เทศบาลเมืองนครพนม เปิดเผยว่า เรือท่องเที่ยวจำหน่ายตั๋วเพียงคนละ 50 บาท สำหรับผู้ใหญ่ เด็กโต 20 บาท เด็กเล็กขึ้นฟรี เช่าเหมาลำเพียงชั่วโมงละ 1,000 บาท และสามารถนำอาหารขบเคี้ยวง่ายๆ ลงเรือได้ หรือสั่งอาหารเครื่องดื่มในเรือได้ โดยเรือลำนี้จะบรรทุกได้กว่า 60 คน เริ่มล่องเรือจากจุดจอดใกล้ตลาดอินโดจีน ขึ้นเลาะฝั่งไทยไปทางด้านทิศเหนือ ชมบ้านเรือนวิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำโขง และโบถส์คริสต์หนองแสง ก่อนจะล่องข้ามไปฝั่งลาว เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว

จากนั้น เรือจะวิ่งผ่านเมืองท่าแขก จุดเด่นจะเป็นภูเขาเขียวขจี และวนกลับมาฝั่งไทยย้อนกลับมายังฝั่งไทย ก็จะเห็นภาพฝั่งนครพนมเต็มตากลางลำน้ำโขง ทั้งบ้านเรือน วัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ก่อนขึ้นฝั่งยังได้ชมพญาศรีสัตนาคราชพ่นน้ำ แลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชาวจังหวัดนครพนมอย่างใกล้ชิดเป็นภาพที่สวยงามมาก ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ข่าว/ภาพ​ : ประทีป​ วชิระธัญยากุล​ ผู้​สื่อข่าว​ภูมิภาค​จังหวัด​นครพนม​

WHO แฉกลยุทธการตลาด “บุหรี่ไฟฟ้า”ดึงเยาวชนเป็นลูกค้าระยะยาว

WHO แฉการตลาด “บุหรี่ไฟฟ้า” มุ่งเป้าล่อลวงเยาวชนเป็นเหยื่อเสพติด หวังเป็นลูกค้าระยะยาว เตือนไทยอย่าหลงทางเปิดช่องกฎหมายให้ขายได้ เสี่ยงซ้ำรอย “แคนาดา” ตกหลุมดำทำเยาวชนติดบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งกระฉูด จวกยับบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าเจ้าเล่ห์ทุ่มเงินไม่อั้นแทรกแซงนโยบายรัฐบาลทั่วโลก

ศูนย์ความรู้เพื่อป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากบริษัทบุหรี่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนาประเด็นผลกระทบจากเปิดเสรีบุหรี่ไฟฟ้าในต่างประเทศ กับผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก จากสำนักเลขานุการอนุสัญญาควบคุมยาสูบ และผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร 

ศ.สเตลล่า บีอลอส (Professor Stellar Bialous) ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า แคนาดาเคยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่ได้ยกเลิกไปเมื่อปี 2018 โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบการกำกับดูแลภายใต้กฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า (Tobacco and Vaping Products Act) ส่งผลให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนและคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีตัวอย่างที่เมืองอัลเบอร์ตา (Alberta) พบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-19 ปี เพิ่มขึ้นถึง 74 % โดยอัตราการใช้เพิ่มจาก 8.4 % ในปี 2017 เป็น 14.6 % ในปี 2018 และยังเพิ่มสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงมีอัตราการใช้สูงกว่าผู้ชาย ในช่วงปี  2021-2022 มีเยาวชน 11 % ที่ใช้บุหรี่ทั่วไปควบคู่บุหรี่ไฟฟ้า

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลแคนาดาจึงได้ออกมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติมในปี 2021เพื่อควบคุมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน โดยจำกัดปริมาณนิโคตินไม่ให้เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตั้งแต่ปี  2017-2020 แคนนาดาได้จัดทำแคมเปญสื่อสารให้ความรู้เรื่องความเสี่ยงของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของแก่เยาวชนอายุ 13-18 ปี ใช้งบประมาณกว่า 12 ล้านดอลลาร์ ในการรณรงค์เรื่องความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในจำนวนนี้ถูกใช้ไปที่กลุ่มเยาวชนมากถึง 9.5 ล้านดอลลาร์ จากการสำรวจปี 2022 พบชาวแคนาดาที่มีอายุยิ่งน้อยยิ่งมีแนวโน้มที่จะใช้บุหรี่ไฟฟ้าภายใน 30 วันก่อนการสำรวจ โดยเยาวชนอายุ 15–19 ปี มีอัตราการสูบ 14 % และกลุ่มอายุ 20–24 มีอัตราการสูบ 20 % ขณะที่กลุ่มอายุ 25 ปีขึ้นไป มีอัตราการสูบเพียง 4 % ซึ่งเป็นอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เคยสูงที่สุดในโลก”ศ.สเตลล่ากล่าว

ศ.สเตลล่า กล่าวต่อว่าขณะที่สหรัฐอเมริกา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) มีหน้าที่กำกับดูแลการให้อนุญาตบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยมีบุหรี่ไฟฟ้ายื่นขออนุมัติมากกว่า 6 ล้านรายการภายในปี 2020 แต่จนถึงปัจจุบันคือปี 2024 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตเพียง 34 รายการ จาก 3 ยี่ห้อ ไม่อนุญาตจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบกลิ่นรส และแบบใช้แล้วทิ้งที่แต่งกลิ่นรส แต่ยังพบการวางขายผิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ปี 2019 กลุ่มเยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าพุ่งสูงถึง 27.5% และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการแต่งกลิ่นถึง 87.6 % ที่น่าตกใจคือ แบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดกลับไม่ได้รับอนุญาตให้วางจำหน่าย ทาง FDA ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (8,657 ล้านบาท) เพื่อรณรงค์ป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่และการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยออกแคมเปญ The Real Cost ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง มีส่วนให้อัตราการสูบของเยาวชนลดลงเหลือเพียง 5.9 % ในปี 2024 

“แม้จะได้รับอนุญาตให้ขาย 34 ผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัย โดยห้ามนำไปอ้างว่าปลอดภัยและห้ามอ้างว่าช่วยเลิกบุหรี่ได้ เพราะมีนิโคตินและสารอื่นๆ ที่เป็นอันตราย ที่น่าห่วงคือประเทศไทยเป้าหมายในการทำการตลาดบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากทุกประเทศที่มีประชากรอายุน้อยเยอะจะเป็นเป้าหมายเพราะเป็นลูกค้าที่ติดได้นาน อีกเหตุผลคือไทยมีภาพเป็นผู้นำควบคุมยาสูบในระดับนานาชาติ ถ้าเปิดตลาดประเทศไทยได้ก็จะเป็นข้ออ้างว่า ไทยยังเปลี่ยนจากห้ามมาให้ขายได้ ซึ่งหากไทยยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือจะมีเครือข่ายขายถูกกฎหมายไปทั่วประเทศ สินค้าเถื่อนก็จะตามไปด้วย อัตราการสูบก็จะพุ่งขึ้นโดยเฉพาะประชาชน ท่ามกลางความไม่พร้อมในการตรวจสารต่างๆ ในบุหรี่ไฟฟ้า และการควบคุมในการทำให้ถูกกฎหมาย” ศ.สเตลล่ากล่าว

นายแอนดรู แบลค (Andrew Black) ผู้นำทีมสำนักเลขานุการอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การประเมินผลกระทบของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) และงานวิจัยอื่นๆ ตระหนักว่าอุตสาหกรรมยาสูบเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุขตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาคือ การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งจากการสำรวจทุก 2 ปี พบว่า การแทรกแซงนโยบายของบริษัทบุหรี่เป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งของทั่วโลก พร้อมใช้ทุกกลยุทธ์ขัดขวางนโยบายควบคุมยาสูบ ทั้งนี้ อนุสัญญา WHO FCTC ในมาตรา 5.3 ระบุชัดเจนให้ประเทศสมาชิก 183 ประเทศ ควรปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยปราศจากการรับผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และผลประโยชน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติและข้อเสนอแนะที่มีประสิทธิภาพ เช่น รัฐต้องจำกัดการติดต่อกับบริษัทบุหรี่เท่าที่จำเป็น และการติดต่อต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่รับข้อเสนอความช่วยเหลือใดๆ จากบริษัทบุหรี่ เป็นต้น ทั้งนี้ สังคมควรรู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทบุหรี่ สำนักงานอนุสัญญาควบคุมยาสูบฯ จึงร่วมกับศูนย์วิชาการฯ จัดอบรมให้แก่ 17 ประเทศถึงเรื่องการแทรกแซงของบริษัทบุหรี่ในการควบคุมยาสูบ

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา สำนักเลขานุการอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ผู้ทรงคุณวุฒิจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ และสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ได้เข้าพบ นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นการแทรกแซงนโยบายการควบคุมยาสูบ และมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก เพื่อป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาศึกษานโยบายและมาตรการเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

ทั้งนี้ จะมีการประสานงานขอให้มีพรรคการเมือง มีหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการพิจารณาออกกฎ ระเบียบของรัฐสภา ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรา 5.3 อนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ที่ไม่ให้มีการตั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ เข้าเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษา ในคณะกรรมาธิการที่รัฐสภาตั้งขึ้น เพื่อพิจารณา กำหนดข้อเสนอนโยบายควบคุมยาสูบ เพื่อป้องกันปัญหาที่เป็นอยู่ ที่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ศึกษาและพิจารณากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าของไทย

บสย.ขานรับนโยบายรัฐ ช่วย SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน–แก้หนี้อย่างยั่งยืน

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค. – ต.ค.) บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 43,228 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 76,840 ราย ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) ในสัดส่วนสูงถึง 90% ค้ำประกันเฉลี่ย 90,000 บาทต่อราย ที่เหลือ 10% เป็นกลุ่ม SMEs ค้ำประกันเฉลี่ย 4.78 ล้านบาทต่อราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 46,775 ล้านบาท รักษาการจ้างงาน 398,998 ตำแหน่ง และก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 177,056 ล้านบาท ภายใต้ 3 โครงการหลัก ได้แก่

1. โครงการตามมาตรการรัฐ วงเงิน 25,057 ล้านบาท คิดเป็น 58% ของยอดค้ำประกัน ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 71,570 ราย

2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยถูก (พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ระยะที่ 2) วงเงิน 9,893 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของยอดค้ำประกัน ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 1,543 ราย

3. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ ดำเนินการโดย บสย. วงเงิน 8,278 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของยอดค้ำประกัน ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 4,481 ราย

ยอดค้ำประกัน PGS 11 ทะลุ 2 หมื่นล้าน ช่วยรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ

สำหรับโครงการหลัก PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” ซึ่ง บสย. ลงนามความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ตั้งแต่เปิดโครงการถึง 31 ตุลาคม 2567 มียอดค้ำประกัน 20,131 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 19,039 ราย ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่ไม่เคยใช้บริการ บสย. ถึง 73% (ลูกค้าใหม่) ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Micro SMEs สะท้อนว่า โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น

ปัจจัยสำคัญมาจากการออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ Micro SMEs ไปจนถึงผู้ประกอบการใหม่ รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ IGNITE THAILAND และธุรกิจที่ปรับตัวเข้าสู่สังคม Carbon ต่ำ รวมถึง SMEs กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จุดเด่นของโครงการ คือ ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับ SMEs ด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน เริ่มต้น 2 ปีแรก และสูงสุดถึง 4 ปีแรก (รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนค่าธรรมเนียมค้ำประกัน) วงเงินค้ำประกันต่อรายตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 40 ล้านบาท ค้ำประกันนานสูงสุด 10 ปี ช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ตอบโจทย์การเสริมสภาพคล่อง และการต่อยอดธุรกิจ โดยโครงการที่ได้รับการตอบรับสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โครงการ IGNITE BIZ มียอดค้ำประกัน 6,975 ล้านบาท ตามด้วยโครงการ SMART BIZ มียอดค้ำประกัน 6,898 ล้านบาท และ IGNITE ONE มียอดค้ำประกัน 2,689 ล้านบาท

สำหรับ ประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ภาคบริการ 28.8% 2. การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 11.4% และ 3. อาหารและเครื่องดื่ม 10% ซึ่งทั้ง 3 อุตสาหกรรมมีสัดส่วนค้ำประกัน 50% สะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักในประเทศ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่กิจการต่างๆ เน้นขยายการลงทุนเพื่อรองรับไฮซีซั่น ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก สอดคล้องกับตัวเลขของกระทรวงการคลัง ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวที่ 2.7% ต่อเนื่องไปถึงปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5%) จากปัจจัยบวก 4 ด้าน คือ การบริโภคภาคเอกชน การส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน

ช่วยแก้หนี้ SMEs ที่ถูกจ่ายเคลมสูงสุดรอบ 33 ปี

นายสิทธิกร กล่าวว่า บสย. ยังมีภารกิจสำคัญในการช่วยแก้หนี้ SMEs ที่ถือหนังสือค้ำประกันของ บสย. และถูกจ่ายเคลมจากสถาบันการเงิน ตอบโจทย์นโยบายภาครัฐ ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี (ม่วง เหลือง เขียว) ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2565 เป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ บสย. พัฒนาขึ้นตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยเปิดกว้างและให้โอกาสลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ปรับตัวต่อลมหายใจ ช่วยรักษาสภาพคล่องระหว่างที่เข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กับ บสย. โดยมีจุดเด่นคือ “ผ่อนน้อย เบาแรง” “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” หรือจ่ายเงินต้นบางส่วน คิดอัตราดอกเบี้ย 0% และผ่อนยาว 7 ปี “หนี้ลด หมดเร็ว“ ทั้งนี้ ตั้งแต่ออกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2565 ถึงปัจจุบัน บสย. ประสบผลสำเร็จในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ค้ำประกันสินเชื่อที่ถูกจ่ายเคลมไปแล้วถึง 16,577 ราย (ในปี 2567 ระยะเวลา 10 เดือน จำนวน 3,131 ราย) คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 10,636 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 33 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง บสย.

ความสำเร็จที่ชัดเจน คือ ช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยู่ในมาตรการกลุ่มสีเขียวให้สามารถปลดหนี้ และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ ผ่านมาตรการ “ปลดหนี้” (สีฟ้า) จำนวน 126 ราย โดยมีแนวโน้มที่ลูกหนี้ที่ต้องการ “ปลดหนี้” ผ่านมาตรการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (มาตรการปลดหนี้ เริ่มเมื่อเดือนมกราคม 2567 เป็นมาตรการช่วยลูกหนี้กลุ่มสีเขียวที่ผ่อนชำระดี 3 งวดติดต่อกัน และต้องการปลดหนี้ โดย บสย. ลดเงินต้นให้ 15%)

ยกระดับช่องทาง Digital LINE OA ร่วมกับปรับโฉมสาขา Branch Reformat

อีกบทบาทที่สำคัญของ บสย. คือ มุ่งพัฒนาศักยภาพของ SMEs ในประเทศไทย ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 -31 ตุลาคม 2567 มีการให้ความรู้ทางการเงินแก่ SMEs รวม 22,141 ราย แบ่งเป็นการให้คำปรึกษา 6,793 ราย และการอบรม 15,348 ราย คิดเป็นความต้องการสินเชื่อรวม 17,107 ล้านบาท โดยสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ (Success rate) คิดเป็น 18.32%

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ SMEs แต่ละภูมิภาค บสย. ได้เดินหน้ายกระดับสำนักงานเขตทั่วประเทศ (Branch Reformat) สู่ “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs” ให้คำปรึกษาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การแก้ปัญหาหนี้ และความรู้ทางการเงิน ร่วมกับการให้บริการผ่าน LINE OA : @tcgfirst เพิ่มความสะดวกให้ SMEs สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษา และลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการต่างๆ ของ บสย. ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ บสย. สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศได้มากยิ่งขึ้น (ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกบนช่องทาง LINE Official Account มากกว่า 38,000 ราย)

ยกระดับองค์กร เร่ง Transforms กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่

บสยพร้อมตอบโจทย์นโยบายรัฐ ด้วยการยกระดับการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ในประเทศไทย ล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บสย. และ Korea Credit Guarantee Fund (KODIT) และ Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) สถาบันค้ำประกันสินเชื่อของสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับและพัฒนาการค้ำประกันสินเชื่อในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง เสริมสร้างกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ การบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการสนับสนุนทางการเงินให้กับ SMEs รวมทั้งยกระดับเครดิต การันตี โมเดล โดยใช้ข้อมูลทางเลือกอื่นๆ ของผู้ประกอบการ SMEs เช่นรูปแบบการใช้จ่าย และพฤติกรรมการชำระเงิน มาคำนวณคะแนนเครดิตค้ำประกันสินเชื่อ (Alternative Credit Scoring Model) พร้อมนำโมเดลดังกล่าวไปใช้กับรูปแบบธุรกิจใหม่ พร้อมยกระดับการดำเนินงาน ตลอดจนการช่วยเหลือกลุ่ม SMEs ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือกลุ่มสตาร์ทอัพ

ทั้งนี้ จากการ MOU กับทั้งสองสถาบัน จะช่วยขยายศักยภาพและสร้างความพร้อมของการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. โดยขยายรูปแบบการค้ำประกันสินเชื่อ จากปัจจุบันที่ค้ำประกันและจ่ายเคลมเป็นรายพอร์ต (Portfolio Guarantee Scheme : PGS) เป็นการค้ำประกันตรงและจ่ายเคลมเป็นสัดส่วนรายฉบับ (Direct and Individual Guarantee) โดย บสย.จะเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบการตรง ตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูล การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) ซึ่งจะทำให้ บสย. ขยายขอบเขตให้ความช่วยเหลือ SMEs ได้มากขึ้น ครอบคลุมความต้องการ SMEs ในทุกมิติของการค้ำประกันสินเชื่อ Credit Guarantee

จากเป้าหมายดังกล่าว ตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย. ได้ยกระดับ Transforms องค์กรในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ SMEs ในประเทศไทย และเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายภาครัฐ สู่การจัดตั้ง “สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ” (NaCGA : National Credit Guarantee Agency) ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเน้น 4 มิติหลัก ดังนี้

1. ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่ม และพัฒนาช่องทางการให้บริการที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การปรับโฉมและยกระดับสำนักงานเขตทั่วประเทศ (Branch Reformatสู่การเป็นศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs ร่วมกับช่องทาง Digital LINE OA : @tcgfirst

2. ด้านการพัฒนาเครื่องมือโมเดลวิเคราะห์ความเสี่ยงในรูปแบบข้อมูลทางเลือก (Alternative Credit Scoring Modelเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อในรูปแบบ RBP (Risk-Based Pricing) คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยงของ SMEs ช่วยผู้ประกอบการรับภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันลดลงตามระดับความเสี่ยง โดยนำเครื่องมือ Credit Scoring มาใช้ในการพิจารณาค้ำประกันสินเชื่อ

3. ด้านการใช้ประโยชน์จาก Big Data ฐานข้อมูลการค้ำประกันสินเชื่อตลอดระยะเวลา 33 ปี มาวิเคราะห์ข้อมูลในมิติด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาโอกาสในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้มากยิ่งขึ้น ร่วมกับ Stakeholders ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม

4. ด้านการใช้ Digital Disruption เป็นแรงขับเคลื่อนองค์กร เพื่อพัฒนาระบบงาน และบริการใหม่ ๆ ทางการเงินบน Virtual Banking

“ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน เป็นแรงผลักดันให้ บสย. ต้องปรับตัวและเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง เพื่อสามารถเป็นองค์กรที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า ตามพันธกิจและการเป็น SMEs’ Gateway ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และองค์ความรู้ทั้งระบบ” นายสิทธิกร กล่าวทิ้งท้าย