ตำรวจคอมมานโด รวบหนุ่มเมืองเพชร หนีหมายจับพรากผู้เยาว์

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. สั่งการให้ พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. พ.ต.ท.เสรี บุญยะรัตน์ พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.4 บก.ปพ นำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. กำลังตำรวจ กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุมตัว นายวรายุทธ หรือโอ๋ อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดเพชรบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ที่ จ 10/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2569 ความผิดฐาน “ กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน

โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ” โดยจับกุมได้บริเวณหน้าร้านเอ็ม.โอ.แวน  ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่านายวรายุทธ หรือโอ๋ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ได้หลบหนีมาอยู่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จึงได้ลงพื้นที่ทำการสืบสวนหาข่าวจนพบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณตามผู้ต้องหาตามหมายจับยืนอยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยนายวรายุทธ ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง จากนั้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตื่นตาตื่นใจ! “พะยูนผสมพันธุ์” โผล่กลางท้องทะเลตรัง ที่หาดูยาก

ตรัง –ตื่นตา! กรมอุทยานฯ เผยภาพโดรนนาทีหาชมยาก “พะยูนผสมพันธุ์” กลางท้องทะเลตรัง สะท้อนความสำเร็จมาตรการเข้ม “สุชาติ ชมกลิ่น” น้อมนำแนวพระราชดำริฯ สู่ความยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแจ้งว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยแพร่ภาพสุดประทับใจ หลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) บันทึกภาพพะยูนกำลังแสดงพฤติกรรม “เกี้ยวพาราสีและผสมพันธุ์” ได้อย่างชัดเจนบริเวณปากคลองเขาแบนะ นับเป็นสัญญาณดีที่หาดูได้ยากยิ่งในธรรมชาติปัจจุบัน

นายอรรถพล เจริญชันษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการสำรวจประชากรพะยูนประจำวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ บริเวณหาดหยงหลิงและหาดหยงหลำ ได้รับรายงานจากนายชุติพงค์ พลวัฒน์ หัวหน้าศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) ว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) บินสำรวจในช่วงน้ำขึ้น จนพบกับพะยูน 2 ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมีย

โดยตัวผู้มีจุดสังเกตเป็นรอยขีดเหนือโคนหางด้านซ้าย ส่วนตัวเมียมีเพรียงเกาะบริเวณลำตัวลักษณะคล้ายรูปตะขอเบ็ด ซึ่งทั้งคู่มีสภาพร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ (BCS 3/5) และกำลังปฏิบัติภารกิจสืบพันธุ์ตามธรรมชาติอย่างรื่นรมย์ท่ามกลางสภาพอากาศที่แจ่มใสและคลื่นลมสงบ

“ภาพที่บันทึกได้นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพสัตว์ทะเลเท่านั้น แต่คือหลักฐานความสำเร็จของการทำงานหนัก” นายอรรถพลกล่าว พร้อมระบุว่าผลสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากข้อสั่งการอย่างเคร่งครัดของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำชับให้มีการยกระดับการเฝ้าติดตามสัตว์ทะเลหายาก และควบคุมกิจกรรมมนุษย์ในพื้นที่ ทั้งการท่องเที่ยวและการประมงอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้รบกวนถิ่นอาศัยและนาทีสำคัญของการขยายพันธุ์พะยูน

นอกจากนี้ การพบพฤติกรรมทางธรรมชาติที่หาชมยากเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญในการน้อมนำแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการ “อนุรักษ์ทะเล” มาปฏิบัติจริง โดยเน้นการสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จนเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์หายากของไทย

โดย… มานิตย์ สนับบุญ  / ปราจีนบุรี  ###

ชาวบ้านแจ้งพบโกดังเก็บน้ำมันเกือบ 30,000 ลิตรใกล้ชายแดนแม่สอด

ตาก-ชาวบ้านแจ้งพบเห็นการกักเก็บน้ำมันจำนวนมาก  ห่างจากชายแดนเมียนมาราว 5 กม. เกือบ 30,000 ลิตร เจ้าหน้าที่เร่งเข้าตรวจสอบตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากชายแดนไทย=เมียนมา  อ.แม่สอด จ.ตาก นายกันต์พงษ์  พิพัฒน์มนตรีกุล  นายอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้มอบหมายให้นายอรรถวุฒิ จันทร์เจริญ  ปลัดอำเภอแม่สอดกลุ่มงานความมั่นคง พร้อมกำนันตำบลมหาวัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู อ.แม่สอด เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346. แม่สอด ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบกักเก็บน้ำมันเกินกว่ากฎหมายกำหนด

ภายหลังจากมีชาวบ้านได้แจ้งมาทางผู้ใหญ่บ้านหมู่5 ต.มหาวัน อ.แม่สอด  ว่าพบมีสถานที่ ที่น่าสงสัยเป็นโกดังด้านหน้าร้านเปิดเป็นที่จำหน่ายถังเก็บน้ำเชื้อเพลง ติดกับถนนสาย อ.แม่สอด – อ.พบพระ ฝั่งขาเข้าแม่สอด เขตตำบลมหาวัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบนั้นพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีถังน้ำมัน 200 ลิตรอีกจำนวนหนึ่งที่บรรจุน้ำมันไว้หลายถัง

พร้อมกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันวัตถุอันตราย. ทราบว่าเป็นน้ำมันดีเซลบี7 จำนวน 16,000 ลิตร จากเอกสารที่ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ และกำลังต่อสายน้ำมันเตรียมถ่ายลงยังแท้งพักน้ำมันขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กันกับถังน้ำมันเป็นที่กักเก็บน้ำมันขนาดสี่เหลี่ยม 2 ถัง

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจแล้วพบว่าเป็นน้ำมันดีเซลอีกจำนวน 1,600 ลิตร ทางเจ้าหน้าที่ได้เปิดถังที่บรรจุน้ำมันไว้อีกจำนวน 46 ถัง พบว่าเป็นนำมันไบโอดีเซล จำนวน 9,200 ลิตร รวมพบน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดจำนวนกว่า 26,800 ลิตร

จากการสอบสวนนายสัก  ซึ่งอยู่ในสถานที่ที่พบถังน้ำมันและน้ำมันจำนวนดังกล่าว ทราบว่า นายสักได้มีการนำหนังสือสัญญาการเช่าพื้นที่ของบุคคลผู้มาเช่าพื้นที่ มาแสดงให้กับเจ้าพนักงานว่า ได้ให้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นผู้เช่าเพื่อเปิดเป็นร้านขายถัง และบริการคาร์แคร์

ในส่วนของผู้หญิงที่เช่าพื้นที่ ก็ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า มีคนเอารถบรรทุกน้ำมัน คันที่บรรจุน้ำมันดีเซลมาฝากไว้ แต่ยังไม่ได้เอาลงเพราะมันใกล้ชาวบ้าน โดยมีคนเอามาฝากไว้เพราะปั๊มน้ำมันที่จะไปลงนั้นมันอยู่ลึกเข้าไปอีกในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ให้ฝากไว้เพราะใกล้กับหมู่บ้าน

ซึ่งทางด้านนายประสาน  พรมใจ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้านห้วยไม้แป้น ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก กล่าวว่า  มีคนร้องเรียนไปว่ามีคนขายน้ำมันกัน เลยเข้ามาตรวจสอบดูก็พบเป็นอย่างที่เห็น

สำหรับน้ำมันทั้งหมดทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรแม่สอด ได้ปิดกั้นสถานที่กักเก็บน้ำมันไว้ก่อนเพื่อรอทำการตรวจสอบ ทำการสอบสวน เพื่อให้รู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้  หากดำเนินกาโดยไม่ถูกต้องก็จะมีการดำเนินคดี ตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

เปิดฉาก “VICTAM Asia 2026″โชว์สุดยอดเทคโนโลยีเกษตร-อาหารสัตว์เชื่อมเครือข่ายธุรกิจทั่วโลก

ผู้นำอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารจากทั่วเอเชียรวมตัวกันที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ เพื่อร่วมพิธีเปิดงาน VICTAM Asia 2026, Health & Nutrition Asia 2026, GRAPAS Asia และ Horti & Agri Asia 2026 เวทีธุรกิจระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีอาหารสัตว์ โภชนาการสัตว์ สุขภาพสัตว์ เทคโนโลยีการแปรรูปธัญพืช และนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–12 มีนาคม 2569

โดยการจัดแสดงร่วมกันของทั้งสี่งานสะท้อนภาพรวมของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจร ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การแปรรูปธัญพืช ไปจนถึงเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ท่ามกลางการเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัยทางชีวภาพ และความยั่งยืนของระบบอาหารในภูมิภาคเอเชีย

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากผู้แทนของ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้นำจากภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ นายยารูน วาน ฮูฟ (Jeroen van Hooff) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Royal Dutch Jaarbeurs, นายเซบาส วาน เดน เอนเด (Sebas van den Ende) ผู้จัดการทั่วไป VICTAM International และ นายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)

พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากสถานทูตและสมาคมที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย การจัดงานทั้งสี่งานร่วมกันในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้แสดงสินค้านานาชาติ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการนำเสนอนวัตกรรมที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตรและระบบการผลิตอาหารในภูมิภาคเอเชีย

Health & Nutrition Asia 2026 (เฮลท์ แอนด์ นูทริชั่น เอเชีย)

Health & Nutrition Asia 2026 กลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญของเอเชียด้านสุขภาพสัตว์ อาหารสัตว์ และโภชนาการสัตว์ โดยมีผู้แสดงสินค้านานาชาติกว่า 300 บริษัท บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 9,000 ตารางเมตร และคาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกว่า 9,000 คน เข้าร่วมงาน ภายใต้แนวคิด “Shaping the Future of Animal Feed and Health through Sustainability & Innovation” งานนำเสนอองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญกว่า 150 คน ผ่านการประชุมมากกว่า 30 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น ความปลอดภัยทางชีวภาพ การควบคุมโรค เทคโนโลยีฟาร์มขั้นสูง และโภชนาการสัตว์แบบแม่นยำ ก่อนการเปิดงาน ยังมีการจัด Aquatic Conference เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ณ ไบเทค กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือระหว่าง VIV Worldwide และ International Aquafeed

นายยารูน วาน ฮูฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Royal Dutch Jaarbeurs และ VNU Group กล่าวว่า “Health & Nutrition Asia เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ตัดสินใจในอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการผลิตสัตว์อย่างยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหารของโลก”

VICTAM Asia 2026 (วิคแทม เอเชีย)

VICTAM Asia 2026 ยังคงเป็นเวทีชั้นนำของภูมิภาคสำหรับเทคโนโลยีการผลิตอาหารสัตว์และการแปรรูปธัญพืช โดยมีผู้แสดงสินค้านานาชาติกว่า 300 บริษัท จากตลาดสำคัญทั่วเอเชียเข้าร่วม ภายในงานนำเสนอเทคโนโลยีครอบคลุมกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ตั้งแต่การบด การอัดเม็ด การอัดรีด การควบคุมระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงโซลูชันการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โปรแกรมดังกล่าวยังช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น Feed Milling, Flour & Rice Milling และ Pet & Aquafeed ผ่านเส้นทางการเยี่ยมชมงานและกิจกรรมเชื่อมโยงธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

นายเซบาส วาน เดน เอนเด ผู้จัดการทั่วไป VICTAM International กล่าวว่า “VICTAM เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของเอเชีย พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการทั่วภูมิภาค”

GRAPAS Asia 2026 (กราปาส เอเชีย)

GRAPAS Asia 2026 จัดขึ้นควบคู่กับ VICTAM Asia โดยเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะด้านเทคโนโลยีการจัดการธัญพืช การสีข้าว และการแปรรูปแป้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ Flour & Rice Miller’s Lounge พื้นที่พบปะสำหรับผู้ประกอบการโรงสีและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Perendale Publishers

Horti & Agri Asia 2026 (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ เอเชีย)

Horti & Agri Asia 2026 นำเสนอเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และนวัตกรรมด้านพืชสวน โดยมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วม อาทิ Speedy Access, TrolMaster, Aqua Control, Clearwater และ Van Iperen International ไฮไลต์ของปีนี้ ได้แก่ DEPA “Digital Durian” Pavilion, การสาธิตการเพาะปลูก Wolffia และการนำเสนอพิเศษของ Udon Thani International Horticultural Expo 2026

การจัดงาน VICTAM Asia, Health & Nutrition Asia, GRAPAS Asia และ Horti & Agri Asia สะท้อนบทบาทสำคัญของเอเชียในการกำหนดอนาคตของระบบการผลิตอาหารโลก โดยเชื่อมโยงนักนวัตกรรม ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร

ฮอกกี้สาวในร่มสร้างประวัติศาสต​ร์​ ติดท๊อป​ 10 ของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ​ 63 ปี​

ฮอกกี้สาวในร่มสร้างประวัติศาสต​ร์​ ติดท๊อป​ 10 ของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ​ 63 ปี​ และยึดเบอร์​ 1 ของเอเชีย ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดศึกชิงแชมป์เอเชีย

นายกองเอกชัยภักดิ์​ ศิริวัฒน์​ นายกสมาคมกีฬาฮอกกี้แห่งประเทศ​ไทย​ ออกมาเปิดเผยว่า​ นับว่าเป็นข่าวดีของวงการฮอกกี้สาวไทยโแยเฉพาะอีเว้นส์อินดอร์​ ซึ่งทางสหพันธ์​ฮอกกี้นานาชาติ​ (FIH) ได้มีการจัดอันดับโลกล่าสุดในประเภทอินดอร์ฮอกกี้​ปรากฏ​ว่าทีมฮอกกี้สาวไทยติดท๊อป​ 10 อันดับแรกของโลกเป็นประวัติศาสตร์​ในการก่อตั้งสมาคมฮอกกี้มา​ 63​ ปี​ ด้วยคะแนน​ 925​ คะแนน​ และที่สำคัญเรายังยึดเบอร์​ 1 ของเอเชียมาหลายเดือนแล้ว​ โดยคู่แข่งขันไทยอย่างคาซัคสถานก็อยู่อันดับที่​ 14​ อินโดนิเชีย​อยู่​อันดับที่​ 31​ และมาเลเซีย​ อยู่อันดับที่​ 33​

นายกองเอกชัยภักดิ์​ ศิริวัฒน์​ ยังกล่าวเสริมว่า​ จากการที่ไทยได้อันดับโลกที่ดีเช่นนี้มาจากผลพวงของทีมฮอกกี้สาวไทยช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็น “ปีทอง” ของวงการฮอกกี้ในร่มหญิงไทยด้วยผลงานระดับประวัติศาสตร์​ จบอันดับ 8 ของโลก (FIH Indoor Hockey World Cup 2025) ไทยสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะออสเตรีย (รองแชมป์เก่า) ในรอบแบ่งกลุ่ม 2-1 จนผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์​ จบการแข่งขันใน อันดับที่ 8 ของโลก จากทั้งหมด 12 ทีมชั้นนำ​ ในขณะที่สมลักษ์ สุทธิประภา ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย คว้ารางวัล “ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์” มาครอง

“นอกจากนี้ยังมีผลงานจากเหรียญ​ทองซีเกมส์ 2025 (SEA Games ครั้งที่ 33) ทีมสาวไทยโชว์ฟอร์มดุสมราคาเจ้าภาพ คว้า เหรียญทอง มาครองได้สำเร็จ​ในรอบชิงชนะเลิศ สามารถเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง มาเลเซีย ไปได้ 4-3 ซึ่งถือเป็นการกลับมาคว้าแชมป์ สำหรับในปีนี้เราก็เตรียม​ทีมพร้อมแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย​ซึ่งประเทศไทย​จะเป็นเจ้าภาพจัดงานขึ้น​ และหวัว่าทีมฮอกกี้สาวไทยจะสร้างผลงานได้ดียิ่งใหญ่​อีกครั้ง” นายกสมาคมกีฬา​ฮอกกี้​กล่าวทิ้งท้าย

สรุปการจัดอันดับโลก FIH Women’s Indoor World Rankings ล่าสุด​ 1.สาธารณัฐ​เชก (CZE) 1963 คะแนน 2 ออสเตรีย (AUT)  1850 คะแนน​ 3 เยอรมนี (GER)1700 คะแนน​ 4 โปแลนด์ (POL)  1625 คะแนน​ 5 เบลเยียม (BEL)  1525 คะแนน​

6 ออสเตรเลีย (AUS) 1350 คะแนน​7 สหรัฐอเมริกา (USA) 1300 คะแนน​ 8 นามิเบีย (NAM) 1260 คะแนน​ 9 แอฟริกาใต้ (RSA)  1225 คะแนน​ และ​ 10 ประเทศไทย​ (THA) 925​ คะแนน

ส่วนอันดับของทีมเอเชีย-โอเชียเนีย​ 12​ นิวซีแลนด์​ 840 คะแนน​ อันดับ​ 14​ คาซัคสถาน​ 672 คะแนน​ อันดับ​ 31 อินโดนิเชีย​ 117 คะแนน​ อันดับ​ 33 มาเลเซีย​ 108​ คะแนน​ อันดับ​ 36​ อิหร่าน​ 77​ คะแนน​ อันดับ​ 37 สิงคโปร์​ 70​ คะแนน​ อันดับ​ 38​ กัมพูชา​ 63 คะแนน​ อันดับ​ 40​ เวียดนาม​ 38​ คะแนน​ อันดับ​ 41​ ไต้หวัน​ 35​ คะแนน​ อันดับ​ 42 ปากีสถาน​ 33​ คะแนน

ฐิติพันธ์ คำแร่ ไล่ต้อนคู่ชกเชก ฉลุย 16 คนมวยสากลฟิวเจอร์สคัพ

“นะโม” ฐิติพันธ์ คำแร่ นักชกหนุ่มไทย อาศัยชั้นเชิงและจังหวะฝีมือที่เหนือกว่า ไล่ถลุง นิโคลัส มีคายลิค จากสาธารณรัฐเชก ไปแบบเหนือชั้น 5-0 เสียง ผ่านเข้ารอบ 16 คนไปพบกับ อับดูกานี่ ยอร์คินโจนอฟ จากอุซเบกิสถานต่อไป ในศึกมวยสากลฟิวเจอร์สคัพ 2026

การแข่งขันมวยสากลอายุไม่เกิน 19 ปีรายการเวิลด์บ็อกซิ่งฟิวเจอร์สคัพ 2026 ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก ระหว่างวันที่ 8-15 มีนาคม 69 โดยรายการนี้ยังเป็นทัวร์นาเมนต์คัดเลือกไปแข่งขันยูธโอลิมปิก 2026 ที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 69 ยังคงเป็นการชกในรอบ 32 คนสุดท้าย โดยมีทีมกำปั้นไทยขึ้นสังเวียน 3 รุ่นด้วยกัน

เริ่มจากรุ่น 50 กิโลกรัมชาย “นะโม” ฐิติพันธ์ คำแร่ พบกับ นิโคลัส มีคายลิค จากสาธารณรัฐเชก ซึ่งตลอดการชกทั้ง 3 ยก นักชกหนุ่มไทย อาศัยชั้นเชิงที่เหนือกว่า ไล่ยำอยู่ข้างเดียวจนคู่ชกจากเชกโดนกรรมการนับ 8 ถึง 2 ครั้ง ก่อนจะเอาชนะไปอย่างง่ายดาย 5-0 เสียง 30-27, 30-26, 30-27, 30-25 และ 29-26 ผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายไปพบกับ อับดูกานี่ ยอร์คินโจนอฟ จากอุซเบกิสถานต่อไป

รุ่น 48 กิโลกรัมหญิง เปมิกา พยุงเกษม แลกหมัดดวลกับ เอม่า อันเดล่า ซาย่า จากโครเอเชียอย่างดุเดือด ทว่ากลับเป็นคู่ชกสาวโครแอตที่ออกหมัดได้จะแจ้งกว่า ส่งผลให้ เปมิกา พ่ายไป 0-5 เสียง 28-29 ทั้ง 5 เสียง ตกรอบอย่างน่าเสียดาย

านรุ่น 51 กิโลกรัมหญิง กัญญาภัทร เบ้านอก พ่าย ริโกะ มัตสึกชิตะ จากญี่ปุ่น 1-4 เสียง 28-29, 28-29, 28-29, 29-28 และ 28-29 ตกรอบไปอีกคน

สันกำแพง เปลี่ยนกองใบไม้ สู่ไข่ในครัว ลดเผา แก้ฝุ่นพิษ PM 2.5

ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง หลายพื้นที่ของภาคเหนือเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้คน หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการเผาใบไม้และเศษวัสดุทางการเกษตรที่สะสมอยู่ในชุมชนเพื่อเปลี่ยนวิธีจัดการปัญหาจาก “การเผา” ไปสู่ “การใช้ประโยชน์” อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

จึงร่วมกับ #บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ CPF ชวนชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่” #ต่อเนื่องเป็นปีที่2 เปิดพื้นที่ให้ประชาชนนำใบไม้แห้งจากบ้านและพื้นที่เกษตรมาแลกไข่ไก่

กิจกรรมเปิดให้ประชาชนนำใบไม้แห้ง 2 กิโลกรัม แลกไข่ไก่ CP 1 ฟอง แลกได้ 20 กิโลกรัมต่อครั้งต่อวัน (10 ฟอง) โดยใบไม้ที่รวบรวมได้จะนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักแจกจ่ายให้ชุมชนใช้บำรุงดิน ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและลดการเผาเศษวัชพืช
นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนไม่นำเศษใบไม้วัชพืชไปเผา และเป็นอีกแนวทางที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมลดการเผาและดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมเปลี่ยนเศษใบไม้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยกิจกรรมครั้งแรกสามารถรวบรวมเศษใบไม้ได้ถึง 25,000 กิโลกรัม

“กิจกรรมนี้ทำให้การจัดการใบไม้แห้งในชุมชนเปลี่ยนจากสิ่งที่อาจถูกเผา กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ประชาชนได้มีส่วนร่วมลดการเผา ลดฝุ่นควัน ขณะเดียวกัน ก็ได้รับไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการกลับไปบริโภคในครัวเรือน ถือเป็นความร่วมมือที่ช่วยทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่”

ด้าน นายภิญโญ ร่มเกตุ รองผู้อำนวยการไก่รุ่น–ไก่ไข่ ภาคเหนือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟเชื่อว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กิจกรรมใบไม้แลกไข่เป็นตัวอย่างของการนำทรัพยากรในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดการเผาที่เป็นต้นเหตุของฝุ่น PM2.5 พร้อมทั้งส่งต่อโปรตีนคุณภาพให้กับครัวเรือนในพื้นที่

 “ซีพีเอฟยินดีสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการดูแลชุมชน โดยการส่งต่อไข่ไก่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพให้กับครัวเรือนในพื้นที่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน”

ขณะที่ นส.นิ่มนวล ชมภูคำ ชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า ไข่ไก่ที่แลกได้จะนำไปทำอาหาร ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ด้าน นส.บุญยม ชมภูคำ กล่าวขอบคุณโครงการดีๆจากซีพีเอฟที่มาช่วยกันจัดการขยะ ไม่ต้องเผาเป็นมลพิษ และอยากให้มีโครงการแบบนี้ทุกปี

กิจกรรมจัดขึ้น ทุกวันพุธ ระหว่างวันวันนี้ – 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 – 11.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับผู้มีทะเบียนบ้านในพื้นที่อำเภอสันกำแพง.

ปฏิบัติการ “ปอกเปลือกนอมินี” ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติรวม 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี 

ประกอบด้วย 1.บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด , 2.บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ,3.บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด , 4.บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด , 5.บริษัท   จั่นฮุ่ยราญา จำกัด ,6.บริษัท หมู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด 7.บริษัท อีซี่ โคโคนัท จำกัด และ 8.บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด หลังพบพฤติการณ์กลุ่มทุนต่างชาติสวมสิทธิ์คนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวนบิดเบือนราคารับซื้อจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ

ปฏิบัติการในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการลงพื้นที่สืบสวนหาสาเหตุของปัญหา “ราคามะพร้าวตกต่ำ” ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จ.ราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยพบความย้อนแย้งว่าในขณะที่ความต้องการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมในตลาดต่างประเทศยังคงมีปริมาณสูง แต่ราคามะพร้าวหน้าสวนที่เกษตรกรได้รับกลับถูกกดให้ต่ำลงอย่างผิดปกติ

ชุดสืบสวน กก.4 บก.ปอศ. ได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กลุ่มทุนต่างชาติ ได้เข้ามาแทรกแซงวงจรการค้ามะพร้าวด้วยการจัดตั้ง “ล้งมะพร้าวอำพราง” โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น(Nominee) เพื่อเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งออกเสียเอง เมื่อกลุ่มทุนเหล่านี้สามารถควบคุมช่องทางการกระจายสินค้าและโรงงานแปรรูปได้เกือบเบ็ดเสร็จจึงเกิดอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเกษตรกร นำไปสู่การกดราคารับซื้อต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อกวาดกำไรส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายไว้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทย

จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายบริษัทรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปจำนวน 8 แห่ง พบว่ามีบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ จำนวน 6 แห่ง

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบผู้กระทำความผิดเป็น นิติบุคคล จำนวน 6 ราย มีผู้ร่วมกระทำผิดแบ่งเป็น บุคคลสัญชาติไทยจำนวน 10 ราย และ ชาวต่างชาติจำนวน 7 ราย ซึ่งจากการตรวจค้นพบว่า 6 ใน 8 บริษัทเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทํานา ทําไร่ หรือทําสวน  ,บัญชีสาม ข้อ 13 ,14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร,การค้าปลีกและค้าส่ง

โดยดำเนินการผ่านแผนประทุษกรรมที่น่าสนใจดังนี้

1. การใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดบริหาร พบว่าบริษัทหลายแห่งมีชื่อคนไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามกฎหมาย แต่จากการสอบปากคำ พบว่าผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างวานมาเพื่อเซ็นชื่อในเอกสาร โดยไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือได้รับส่วนแบ่งกำไรที่แท้จริง

2. การสั่งการตรงจากต่างชาติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญเป็นบันทึกการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันและเอกสารในจุดตรวจค้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอำนาจการสั่งการรับซื้อ การกำหนดราคา และการจัดการโลจิสติกส์ทั้งหมด ถูกควบคุมโดยตรงจากนายทุนสัญชาติจีน โดยมีคนไทยทำหน้าที่เพียงบังหน้าเพื่อให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจของคนท้องถิ่นเท่านั้น

3. กลไกการผูกขาดและการบิดเบือนราคาแบบครบวงจร จากการสืบสวนเชิงลึกพบแผนประทุษกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลไกตลาดมะพร้าวไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในพื้นที่ เพื่อทำสวนมะพร้าวเอง ทำให้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตได้โดยตรง ต่อเนื่องมายัง “กลางน้ำ” ด้วยการจัดตั้งสถานประกอบการหรือล้งมะพร้าวอำพรางเพื่อรวบรวมและแปรรูป และส่งต่อไปยัง “ปลายน้ำ” คือการส่งออกไปยังเครือข่ายของตนเองในต่างประเทศ

การกินรวบวงจรธุรกิจเช่นนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา โดยพบหลักฐานว่ามีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทยให้ต่ำลงอย่างผิดปกติเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท ในขณะที่นำไปแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศจีนในราคาลูกละ 35- 50 บาท โดยส่วนต่างกำไรมหาศาลนี้จะถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติโดยตรง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดออกจากระบบการค้าปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพ

นอกจากนี้ การวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังยังพบความผิดปกติในการรายงานผลประกอบการเป็นตัวเลข “ขาดทุน” มาโดยตลอด แต่รายได้บริษัทในแต่ละปีกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ช่องว่างทางกฎหมายและการจัดทำบัญชีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง และยังเป็นการครอบงำกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย อันเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจและกลไกการค้าของประเทศอย่างร้ายแรง

จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย หลักฐานการซื้อขายมะพร้าว สัญญาเช่าสวนมะพร้าว เอกสารทางบัญชีและภาษี รวมกว่า 10 กล่อง ซึ่งแสดงถึงรายการเดินบัญชีที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง , อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทที่มีข้อมูลการติดต่อกับนายทุนต่างชาติ

.

พิษแล้งซ้ำเติม! มะนาวพุ่งลูกละ 7 บาทพ่อค้าแม่ค้าผวาน้ำมันขึ้นดันสินค้าพุ่งทั้งตลาด

อากาศร้อนจัดและภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในตลาดซ้ำเติมผู้บริโภค โดยเฉพาะมะนาวพุ่งลูกละ 7 บาท พ่อค้าแม่ค้าผวาน้ำมันขึ้นดันสินค้าพุ่งทั้งตลาด

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ราคาผักและอาหารทะเลภายใน ตลาดจอแจ ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังพบว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน ประกอบกับภาวะแล้ง ส่งผลให้ผักหลายชนิดเหี่ยวเฉา เสียหาย และให้ผลผลิตลดลง จนเริ่มมีบางชนิดขาดตลาด ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ “มะนาว” ที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ บรรยากาศการค้าขายในตลาดยังเต็มไปด้วยความกังวลของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า หลังสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ซึ่งหากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ย่อมกระทบต่อค่าขนส่ง ค่าแรงงาน และราคาสินค้าในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลไทยจะพยายามตรึงราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชนก็ตาม

นางแป้น แฟนพิมาย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดจอแจ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผักส่วนใหญ่ยังขายในราคาปกติ แต่ที่เห็นชัดคือ “มะนาว” ที่ปรับราคาสูงขึ้น โดยตนรับมาจากแหล่งขายส่งในราคาลูกละประมาณ 4–5 บาท และต้องนำมาขายลูกละ 5–7 บาท เพื่อให้พอมีกำไรเล็กน้อย

“ลูกใหญ่ ๆ ที่ตอนนี้ขายลูกละ 5 บาท แต่ก่อนขายแค่ลูกละ 3 บาทเท่านั้น ไม่รู้ว่าขึ้นเพราะอะไรแน่ อาจจะเพราะอากาศร้อนหรือค่าขนส่งแพงขึ้น เวลาขายก็ต้องบวกกำไรนิดเดียว ถ้าขายแพงเกินไปลูกค้าก็ไม่ซื้อ เดี๋ยวของก็เน่าเสียหมด” นางแป้นกล่าว

ด้านนายวัฒนชัย กันยะวงหา อายุ 37 ปี พ่อค้าขายอาหารทะเลในตลาด เปิดเผยว่า อาหารทะเลที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่สั่งมาจาก จังหวัดสมุทรสาคร โดยบางครั้งเดินทางไปซื้อเอง และบางครั้งให้ผู้ค้าส่งจัดส่งมาให้ ซึ่งขณะนี้ราคาค่าขนส่งยังไม่ปรับเพิ่ม ทำให้ราคาขายยังคงเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม นายวัฒนชัย ยอมรับว่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับขึ้นในระยะต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาสินค้าจะต้องขยับตามต้นทุน

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

“ตอนนี้ยังไม่ขึ้นราคา เพราะอยากช่วยลูกค้า แต่ถ้าน้ำมันขึ้นจริง ๆ ก็คงต้องปรับตามต้นทุน อยากให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ค่อยดี ลูกค้ากำลังซื้อน้อย ขายของลำบากมาก” นายวัฒนชัยกล่าว

ทั้งนี้ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพราะหากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดท้องถิ่นทยอยปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องแบกรับภาระก็คือประชาชนผู้บริโภคโดยตรง

เมืองพญาแลเตรียมจัดใหญ่ “เทศกาลไหม หม่ำชัยภูมิ” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก-ส่งเสริมการท่องเที่ยว

ชัยภูมิแถลงข่าว เตรียมจัดงานใหญ่! “เทศกาลไหม หม่ำชัยภูมิ” ชูซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นของดีชัยภูมิ  28 มี.ค. – 5 เม.ย. 69 นี้ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

จังหวัดชัยภูมิ แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “เทศกาลไหม หม่ำชัยภูมิ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการผสมผสานมรดกทางภูมิปัญญาอย่าง “ผ้าไหมไทย” เข้ากับอัตลักษณ์ด้านอาหารอย่าง “หม่ำ” ซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อของจังหวัดชัยภูมิ และเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยมีนายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวการจัดงานนี้ต่อสื่อมวลชน ณ ห้างโรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาชัยภูมิ

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการผสมผสานมรดกทางภูมิปัญญาอย่าง “ผ้าไหมไทย” เข้ากับอัตลักษณ์ด้านอาหารอย่าง “หม่ำ” ซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อระดับประเทศ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้:


• ตระการตาผ้าไหมชัยภูมิ: นิทรรศการและการจำหน่ายผ้าไหมมัดหมี่ ลายเอกลักษณ์ประจำจังหวัด และแฟชั่นโชว์ผ้าไทยจากดีไซน์เนอร์ท้องถิ่น

• เทศกาลหม่ำและของดีเมืองผู้กล้า: ลิ้มรส “หม่ำ” ต้นตำรับที่การันตีรสชาติความอร่อย พร้อมรวบรวมสินค้า OTOP เกรดพรีเมียมจากทั้ง 16 อำเภอ 65 บูธ ทั้งผ้าไหมเลอค่าและของดีจากทั่วชัยภูมิ

พิเศษ จัดเต็มร้านค้าดังฮิต Tik Tok Shop ทั่วไทย รวมไว้ที่ชัยภูมิ  28 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 พบกันที่ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ (หลังเก่า) ตั้งแต่เวลา 09.00 – 23.00 น.