รวบ “แทน ฐณะวัฒน์” หนุ่มคนดัง ตุ๋นขายแบรนด์เนม เหยื่อสูญเงินกว่า 100 ล้าน

ตำรวจ ตม. ล็อกตัว “แทน ฐณะวัฒน์” หนุ่มคนดัง คาสนามบินสุวรรณภูมิ หลังตุ๋นขายกระเป๋าแบรนด์เนม เหยื่อหลายราย สูญเงินกว่า 100 ล้าน คาดกำลังเผ่นหนีออกนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 67 มีรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสุวรรณภูมิ ได้จับกุมตัว นายฐณะวัฒน์ อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.406/2567 ลงวันที่ 22 พ.ย. 67 ข้อหาฉ้อโกง โดยจับกุมได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

โดยการจับกุมครั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้รวบรวมพยานหลักฐานก่อนดำเนินการขอศาลออกหมายจับ ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้อง เห็นควรหมายจับนายฐณะวัฒน์ ในความผิดฐานฉ้อโกง ก่อนที่ทางพนักงานสอบสวนจะประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อนำข้อมูลหมายจับลงเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยทาง พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน ก่อนปรากฏข้อมูลว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ในการหลบหนี เพื่อที่จะเดินทางออกนอกประเทศ โดยใช้ช่องทางสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทันทีที่ผู้ต้องหาได้ทำการเช็กอินและเข้าเคาน์เตอร์ระบบ ระบบได้ทำการแจ้งเตือน ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงได้ควบคุมตัวก่อนส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวมาที่ สน.ทองหล่อ เพื่อทำการสอบปากคำ เบื้องต้นผู้เสียหายคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีความเสียหายเป็นจำนวนมากเกรงว่าจะหลบหนี อีกทั้งตอนนี้มีข่าวฉ้อโกงหลายคดี เกรงว่าจะหลบหนี เพราะตำรวจไปจับได้ที่สนามสุวรรณภูมิ และหากในวันนี้ทำเอกสารของผู้ต้องหาเสร็จก็จะนำตัวฝากขังในวันพรุ่งนี้

ด้าน พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ทองหล่อ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่มารอทำข่าวเป็นจำนวนมาก โดยระบุพฤติกรรมผู้ต้องหารายนี้ว่า มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ว่าถูกผู้ต้องหาหลอกลวงในการขายกระเป๋าแบรนด์เนมหรู คาดว่ามีผู้เสียหายจำนวนหลายราย

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังมีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความในท้องที่ สน.ลุมพินี เป็นคดีเกี่ยวกับคดีเช็กเด้ง มูลค่าความเสียหาย 70 ล้าน กระทั่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในความผิดฐานฉ้อโกง

ส่วนพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ คือ ผู้กล่าวหาได้รู้จักคุ้นเคยกับนายฐณะวัฒน์ ผู้ต้องหามาก่อน ระหว่างที่คบหากันเป็นเพื่อนพี่น้องกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 67 เวลาประมาณ 13.00 น. นายฐณะวัฒน์ ผู้ต้องหา ได้มาหลอกผู้กล่าวหาว่าจะนำกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อต่างๆ ของผู้กล่าวหาไปขายให้กับลูกค้าของตน โดยรับประกันว่ากระเป๋าทุกรายการเมื่อขายได้ทั้งหมดจะสามารถนำเงินมาให้ผู้กล่าวหาได้เป็นเงินจำนวนทั้งหมด 13.35 ล้านบาท

และเพื่อให้ผู้กล่าวหาหลงเชื่อยอมมอบกระเป๋าให้กับผู้ต้องหา ผู้ต้องหาได้หลอกลวงผู้กล่าวหาว่าจะนำเงินค่ากระเป๋ามาวางไว้ให้ผู้กล่าวหาก่อน 4 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของกระเป๋าเป็นอย่างมาก และรับประกันว่าไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ ผู้ต้องหาจะนำเงินของตัวเองมาใช้ให้จนครบถ้วนเป็นเงินจำนวน 13.35 ล้านบาท

ต่อมา ในวันที่ 10 ก.ค. 67 ผู้ต้องหาได้รับกระเป๋าจากผู้กล่าวหาไปแล้ว ผู้ต้องหาก็ไม่เคยนำเงินค่ามัดจำรับประกันค่ากระเป๋าไว้ หรือเงินค่าสินค้ากระเป๋า หรือผลตอบแทนใดๆ มาให้ผู้กล่าวหาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ผู้กล่าวหาได้พยายามติดตามทวงถามทางวาจาให้นายฐณะวัฒน์ชำระเงินหรือคืนกระเป๋าตลอดมา แต่ผู้ต้องหาได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน

จนกระทั่งไม่สามารถติดต่อนายฐณะวัฒน์ได้ จึงเชื่อว่าผู้ต้องหามีเจตนาทุจริตมาแต่แรก ซึ่งพฤติการณ์และการกระทำของผู้ต้องหาทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายฐณะวัฒน์ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ เพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าจะถึงที่สุด.

“เทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช”กระตุ้นเศรษฐกิจโคราชสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวภาคอีสาน

ที่ร้าน “ด๊ะดาดสเต๊กจิ้มก๊ะแจ่ว” ถนนสืบศิริ 36 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีการจัดงานแถลงข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมสำคัญระดับภูมิภาคกับ “เทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช” ครั้งที่ 17 หรือ THAILAND BBQ FESTIVAL @ KORAT 2024 นำโดยนายปราโมศวร์ ตัณฑเศณีวัฒน์ ประธานโครงการ พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและเอกชน อาทิ นายนายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และนางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา

งานเทศกาลนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2567 ณ ลานไทมุง ตลาดเซฟวันโคราช โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าและธุรกิจในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร เกษตรกร ผู้ค้าปลีก หรือร้านค้ารายย่อยให้มีความเข้มแข็ง และที่สำคัญคือการเน้นย้ำถึงความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารพื้นถิ่นโคราช ที่ผสมผสานความร่วมสมัยกับบรรยากาศสไตล์คาวบอยที่ไม่เหมือนใคร

นายปราโมศวร์ ตัณฑเศณีวัฒน์ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ว่า งานเทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช เป็นกิจกรรมประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 และได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, เทศบาลนครนครราชสีมา และบริษัทเอกชนชั้นนำ เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ตลาดเซฟวัน จำกัด

การจัดงานในครั้งนี้มีความพิเศษที่แตกต่างจากปีก่อนๆ เพราะนอกจากการสร้างสรรค์และพัฒนารูปแบบการจัดงานให้มีความหลากหลายและทันสมัยแล้ว ยังมุ่งเน้นในเรื่องการลดปริมาณขยะและลดคาร์บอน ตามแนวคิด “ZERO WASTE LOW CARBON” เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชิมอาหารย่างหลากหลายเมนูที่รวบรวมไว้มากกว่า 150 บูธ รวมถึงโซน FOOD TRUCK ที่เพิ่มสีสันให้กับงานอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีบริการที่รองรับการเข้าชมอย่างสะดวกสบาย โดยจัดเตรียมโต๊ะอาหารกว่า 1,000 โต๊ะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานนี้คือการแสดงฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่มามอบความบันเทิงอย่างเต็มอิ่มตลอด 5 วัน ไม่ว่าจะเป็น “ปุ้ย อัญชลี” และ “วงเดอะพาเลซ” ในวันแรก ไปจนถึงศิลปินลูกทุ่งชื่อดังอย่าง “ตั๊กแตน ชลดา” ที่จะมาปิดท้ายงานในวันที่ 2 ธันวาคม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแจกของรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท เพื่อสร้างความสนุกสนานและดึงดูดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมกันอย่างเต็มที่

นายปราโมศวร์ ยังกล่าวเชิญชวนว่า งานเทศกาลครั้งนี้เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นนักชิม นักท่องเที่ยว หรือประชาชนทั่วไป ที่อยากสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษของอาหารย่างและความบันเทิงที่จัดเต็ม พร้อมทั้งกระตุ้นให้คนจากต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาเยือนนครราชสีมา เพื่อร่วมสร้างสีสันและประสบการณ์ที่ยากจะลืมในเทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

นอกจากนี้ หอการค้าโคราชยังเปิดให้ผู้สนใจจองบูธเข้าร่วมงาน โดยบูธขนาด 3×3 เมตร มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 5,000 บาท ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ชั้น 2 ในวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่เบอร์ 086-4617728 (คุณเมย์)

งานเทศกาลอาหารย่าง ณ โคราชในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการผลักดันจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอาหาร พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศให้หลั่งไหลเข้าสู่เมืองโคราชในฐานะเมืองแห่งกิจกรรมที่หลากหลายและมีเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

วุฒิสภายื่น 5แนวทางเสนอมหาดไทย แก้ภัยพิบัติน้ำป่า-ดินโคลนถล่ม

กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ร่วมหารือกับมหาดไทย พร้อมนำเสนอ 5 แนวทางในการป้องกันปัญหาน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม เพื่อจัดการปัญหาภัยพิบัติให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

วานนี้( 25 พ.ย.2567) พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำโดยนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ ดร.จำลอง อนันตสุข เลขานุการคณะกรรมาธิการ นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 1 นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 2 นายจิระศักดิ์ ชูความดี รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 3 และคณะกรรมาธิการ ได้เข้าหาพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นการเกิดภาวะน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ และประเด็นที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ผช.รมต.ประจำกระทรวงมหาดไทย คณะที่ปรึกษา คณะทำงาน รมว.มหาดไทย และคณะทำงาน รมช.มท. ร่วมประชุมด้วย

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้นำเสนอ 5 แนวทางป้องกันน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาซึ่งคณะกรรมมาธิการให้ความสำคัญพิจารณาศึกษาเป็นเรื่องแรกหลังจากได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภา โดยเป็นการศึกษาร่วมกับหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษาหลายหน่วยงานซึ่งเกี่ยวข้องศึกษาประเด็นสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศช่วงเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมาซึ่งทำให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการศึกษามุ่งเน้นหาสาเหตุในเชิงวิชาการ เพื่อเป็นข้อมูลให้หน่วยงานนำไปสู่การจัดทำแผนงานป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุและรองรับเตรียมการสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีก และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่าเดิม

“จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าสาเหตุหลักๆเกิดจากปริมาณฝนที่เกิดจากพายุที่เคลื่อนตัวผ่านภาคเหนือของประเทศและทำให้มีปริมาณฝนตกต่อเนื่อง ติดต่อกันหลายชั่วโมงซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเกินความสามารถที่พื้นที่ต้นน้ำลำธารจะรับได้ น้ำจะไหลบ่ากัดเซาะพาดินโคลน เศษไม้ปลายไม้จำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ทำกินของพี่น้องประชาชนจนทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ในหลายพื้นที่”

ประธานกมธ.ทรัพยากรฯ กล่าวต่อไปว่า “สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการๆ ศึกษาพบว่าสาเหตุหลักอีกประการมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารในภาคเหนือ เป็นพื้นที่เกษตรเชิงเดียวอย่างอื่น ซึ่งโดยปกติคุณภาพการกักเก็บน้ำของป่าต้นน้ำลำธารที่สมบูรณ์จะทำหน้าที่กักเก็บปริมาณน้ำฝนไว้และชลอการปล่อยน้ำออกมาตามธรรมชาติเป็นวัฎจักร แต่ด้วยปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก และ สภาพป่าต้นน้ำลำธารเปลี่ยนแปลงลดลงทำให้มีปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ไหลบ่าเข้าท่วมเขตชุมชนเมืองหลายที่เกินการคาดการณ์ ซึ่งจำเป็นต้องมี การฟื้นฟูป่าไม้เพื่อป้องกันดินถล่ม และต้องดูแลป่าต้นน้ำลำธารที่คงสภาพให้ดีที่สุด ในส่วนของการจัดการพื้นที่ลาดชันป้องกันด้วยแนวคันดินและเกเบี้ยน (Gabion boxes) การควบคุมการการไหลบ่าของดินโคลนในแต่ละชุมชนสามารถออกแบบดำเนินการได้ตามหลักวิชาการ และวิศวะกรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้

“ส่วนการพัฒนาในพื้นที่เสี่ยงต้องผ่านการปรับปรุงผังเมืองและบังคับใช้กฎหมาย การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ ชุมชน และองค์กรต่างๆ รวมถึงการวางแผนเชิงลึก เช่น ระบบเตือนภัยและการช่วยเหลือในระยะยาว แนวทางเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากน้ำป่าและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” นายชีวะภาพ กล่าว

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เผยว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับปัญหานี้และกำลังดำเนินการตามแนวทางที่เสนออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเร่งรัดการทำงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“ผลการศึกษาของ กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประโยชน์แก่กระทรวงมหาดไทยในการนำไปพัฒนาการดำเนินการบริหารจัดการสาธารณภัย ทั้งมิติป้องกันและแก้ไขฟื้นฟู ซึ่งหากกรณีใดที่มีการละเมิดกฎหมาย ก็ได้สั่งการให้หน่วยที่รับผิดชอบดำเนินการในทันที และร่วมกันวางแผนเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาในระยะยาวและยั่งยืน” นายอนุทิน กล่าวในตอนท้าย

ผู้ว่าฯโคราช ห่วงเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำเหลือแค่ 50 %มั่นใจแล้งปี’68 มีน้ำใช้

นครราชสีมา-ผู้ว่าฯโคราช ห่วงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ มีน้ำเหลือแค่ 50 %ของความจุ มั่นใจแล้ง ปี 68 มีน้ำใช้ แต่่ปี 69 ต้องวางแผนล่วงหน้า

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานประชุมกรมการจังหวัดนครราชสีมาและหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ 11/2567 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2567  ที่ห้องประชุม ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาเพื่อมอบนโยบาย ข้อสั่งการ รวมทั้ง ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมฯ นายชัยวัฒน์ฯ มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ของจังหวัดนครราชสีมาอย่างมาก แม้ว่าช่วงฤดูแล้งปี 2568 ที่กำลังจะมาถึง จังหวัดนครราชสีมาจะมีน้ำเพียงพอใช้ไม่ขาดแคลน แต่หากฤดูฝนในปี 2568 มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คาดว่า ฤดูแล้งในปี 2569 จังหวัดนครราชสีมาจะได้รับผลกระทบอย่างหนักแน่นอน ดังนั้นจึงเตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าอย่างเหมาะสม รองรับสถานการณ์การขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในปี 2569

สำหรับสถานการณ์น้ำของจังหวัดนครราชสีมา ล่าสุดวันนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  4 แห่ง ประกอบด้วย 1) อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่  81.04 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 27.78 % จากความจุ 314 ล้านลูกบาศก์เมตร    2) อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่  93.49 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 60.60 % จากความจุ  155 ล้านลูกบาศก์เมตร    3) อ่างเก็บน้ำลำมูล อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่  76.36 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 56.99 %  จากความจุ  141 ล้านลูกบาศก์เมตร และ  4) อ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่  147.12 ล้านลูกบาศก์เมตร  คิดเป็น 54.90 % จากความจุ  275 ล้านลูกบาศก์เมตร  ทำให้ปริมาณน้ำภาพรวมของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง คงเหลือรวมอยู่ที่ 147.12 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 54.90 %

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่งของจังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำใช้การได้ภาพรวม เหลืออยู่ที่167.32 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 53.96 %   ซึ่งเมื่อรวมปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่งและอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่ง รวมทั้งสิ้น 27 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมอยู่ที่ 365.34 147.12 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 48.82 % ของความจุกักเก็บทั้งหมด 1,220.82 ล้านลูกบาศก์เมตร ต้องบริหารน้ำอย่างรัดกุมและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ชงครม.ช่วยชาวนาไร่ละ​ 1,000 บาท​ไม่เกิน 10 ไร่​วงเงิน​กว่า 3.8 หมื่นล้าน

ที่ประชุม​ นบข.​ เตรียมเสนอครม.​ช่วยชาวนาไร่ละ​ 1,000 บาท​ ไม่เกิน 10 ไร่​ วงเงิน​กว่า 3.8 หมื่นล้าน ขณะเดียวกันได้ยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง​

เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์​ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 2/2567 ว่า​ ที่ประชุม นบข. มีมติ​เห็นชอบตาม​ที่อนุกรรมการนโยบาย​และบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตเสนอมา​ โดยชาวนาจะได้รับเงินในโครงการเพิ่มผลผลิต​เกษตรกรกลุ่มชาวนา ไร่ละ​ 1,000​ บาท​ ไม่เกิน​​ 10​ ไร่​ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อยซึ่งมีที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ประมาณ​ 4.68 ล้านครัวเรือน​ วงเงิน​ 3.8 หมื่นล้านบาทเศษ​

ทั้งนี้ มีกรอบวงเงินเดิมที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร​ (ธ.ก.ส.)​ มีอยู่​ 2.9 หมื่นล้านบาท​ แต่จะต้องเพิ่มงบอีก​ประมาณ​ 9 พันล้านบาท​ ก็ยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยต้องขออนุมัติ​จากที่ประชุม ครม.เห็นชอบ

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า​ การจ่ายเงินครั้งนี้เป็นการจ่ายเงินเฉพาะครั้ง โดยต้องมีการประเมินว่าจะสามารถเพิ่มผลผลิตในระยะยาวได้อย่างไร​ ซึ่งเป็นความเห็นในที่ประชุม​ พร้อมหวังว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนและเป็นแพ็คเกจเดียวกับโครงการสินเชื่อชะลอการขาย​

ขณะเดียวกันที่ประชุม นบข.มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ตามที่อนุฯ นบข.​ด้านการผลิต​เสนอและเปลี่ยนเป็นโครงการเพิ่มผลผลิตเกษตรกรดังกล่าว​

ด้านนายปราโมทย์​ เจริญศิลป์​ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย​ เปิดเผยว่า​ พอใจมติที่ประชุม นบข.​ แม้จะได้เพียงไร่ละ 1,000 บาท​ ไม่เกิน 10 ไร่​ แต่เข้าใจงบประมาณแผ่นดินมีน้อย แม้ว่าความตั้งใจก่อนหน้านี้จะอยากได้เท่าเดิม​คือไม่เกิน​ 20 ไร่​ ก็จะได้​ 20,000 บาท​ แต่ด้วยปีนี้ข้าวราคาตก

บพท. ประชุมการพัฒนาเมืองและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจบนฐานเศรษฐกิจสีเขียว

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับโครงการประสานงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองน่าอยู่ และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ ได้จัดงานประชุมการพัฒนาประเด็นการวิจัยภายใต้การพัฒนาเมืองและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจโดยรอบบนฐานเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการวิจัยที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจโดยการผลักดันและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายบุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ (ฝ่าย 3) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวถึงทิศทางในการสนับสนุนทุนภายใต้กรอบวิจัย “การพัฒนาเมืองและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจโดยรอบบนฐานเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งโจทย์วิจัยจะมุ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 และเพิ่มเมืองน่าอยู่จำนวน 50 เมืองภายในปี พ.ศ. 2570 ตามมิติของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชน/ ท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จรวมถึงมุ่งพัฒนาให้เมืองมีข้อมูล ความรู้ กลไก และกระบวนการในการบริหารจัดการเมืองให้มีความสามารถทางการแข่งขัน บนฐานการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เกิดการจ้างงานประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเมืองมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การเสวนาในหัวข้อ “เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โจทย์วันนี้ของพรุ่งนี้” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจสีเขียวของ บพท. เข้าร่วม อาทิ ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ ดร.กฤติมา ลี่รัตนวิสุทธิ์ ดร.พรพิมล วราทร โดย ดร.จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อพิจารณา ติดตาม และประเมินผลฯ กล่าวถึง ความคาดหวังของการพัฒนาโจทย์วิจัยในอนาคตของการพัฒนาบนฐานเศรษฐกิจสีเขียว โดยเน้นย้ำถึง การบูรณาการเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ต้องผสมผสานคุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล พร้อมทั้งบูรณาการมุมมองด้านวัฒนธรรม (Culture-Based) เพื่อสร้างความยั่งยืน และการให้ความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือทางนโยบายที่เข้าใจความต้องการของพื้นที่ และสอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่อย่างแท้จริง ในส่วนของการเสวนานั้น ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ ได้นำเสนอแนวคิดและมุมมองการพัฒนา เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) สู่ความยั่งยืนไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มต้นที่

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม เพื่อพัฒนารูปเเบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนทางสิ่งเเวดล้อมในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานและพร้อมรับมือกับความท้าทายที่โลกและพวกเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภัยพิบัติ การจัดการขยะและพลาสติก ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ณ ขณะนี้รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถนำไปสู่ความยั่งยืน รวมถึงการผสานแนวคิดที่คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (Nature-based solutions) และวัฒนธรรมและเศรษฐกิจพอเพียง (Culture-based solutions) เพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy)

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุด เน้นการลดปริมาณการใช้ทรัพยากร ลดปริมาณของเสียให้น้อยลงหรือเท่ากับศูนย์ (Zero Waste) และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบวัสดุเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้หมุนเวียนได้ รวมถึงการพิจารณาปลายทางของสินค้า

ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง การศึกษาการลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructures) ทั้งโครงสร้างพื้นฐานในเชิงกายภาพ (Physical infrastructures) โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial infrastructures) โครงสร้างพื้นฐานด้านเมืองอัจฉริยะและดิจิทัล อาคารสีเขียวและการบริหารชายฝั่ง (Green building and coastal management) กรอบคิดเชิงนโยบายและธรรมาภิบาล (Policy and governance framework) นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวยังไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรสนับสนุนแนวทางให้ธุรกิจสามารถพึ่งพาตนเองได้ และต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และต้องคำนึงถึงทั้งงบประมาณและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแค่ด้านการเงิน แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย อีกทั้งการดำเนินโครงการในพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน และผู้ใช้งานจริง

คุณปาจริยา มหากาญจนะ ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร เล่าถึง การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน โดยการขับเคลื่อนภายใต้นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ที่มุ่งเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างเมืองที่น่าอยู่ คนมีความสุข สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และเป็นแห่งการเรียนรู้ การประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาและประชาชน ในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ การสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนและได้ประโยชน์ร่วมกันในลักษณะ Win-Win situation

คุณสุวิมล วัฒนะวิรุณ ตัวแทนจากUNIDO กล่าวถึง การพัฒนาที่คิดถึงทุกคนอย่างครอบคลุม (Social Inclusiveness) และในทุก ๆ ขั้นตอนควรคำนึงถึง การใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการทำงานกับเครือข่ายต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง โดยสิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ควรขับเคลื่อนไปพร้อมกับการแผนปฏิบัติการเฉพาะเชิงพื้นที่ การมีชุดข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐานด้านงบประมาณและการเงิน การออกแบบนโยบายที่ทำร่วมกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงการพัฒนาคนเพื่อรองรับกับเศรษฐกิจสีเขียว เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน การสร้างความยั่งยืนต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานนี้ได้มีการระดมสมองจากผู้เข้าร่วมประชุมจากหลากหลายภาคส่วน ในการพัฒนาและกำหนดโจทย์วิจัยในการสนับสนุนทุนภายใต้กรอบการวิจัย “การพัฒนาเมืองและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจโดยรอบบนฐานเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” ในอนาคต โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่ครอบคลุมในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่ตอบโจทย์การพัฒนาของพื้นที่ การศึกษาการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructures)รวมไปถึงการศึกษานโยบายและการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจและกำลังเป็นโจทย์วิจัยสำคัญที่ท้าทายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางชีวภาพเเละบริการของระบบนิเวศ (Biodiversity and Ecosystem Services)การเกษตรและระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Agriculture and food system) และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)

#บพท
#หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่
#GreenEconomy

ชาวนาโอดต้นทุนทำนาแพงลิ่ว สวนทางขายข้าวได้ราคาต่ำ วอนรัฐบาลช่วยเหลือ

นครราชสีมา-ชาวนาโคราช โอดต้นทุนทำนาสูง แต่ขายข้าวได้ราคาต่ำ วอนรัฐบาลช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิต เผยเกษตรกรถึงอยู่ได้ต้องขายข้าวเปลือกที่กิโลกรัมละ 15-17 บาท

นายรัชต์ธนา รัตนอัมพา ชาวนาบ้านโนนเต็ง ต.โนนเต็ง อ.คง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ตอนนี้ชาวนาแต่ละพื้นที่ต่างได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำกันถ้วนหน้า เงินที่ขายข้าวได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิต ซึ่งตนแม้จะทำนาอยู่ 10 ไร่ เป็นที่นาของตัวเอง ไม่ต้องไปเช่าที่ทำนาเหมือนกับชาวนาหลายๆราย 

แต่ก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งปลูกข้าวหอมมะลิขายก็แทบจะไม่ได้ราคา  ขายข้าวเปลือกได้เพียงกิโลกรัมละ 11 บาทเท่านั้น และในพื้นที่ก็มีฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง ฤดูกาลผลิตในปีนี้ จึงได้ผลผลิตไม่ดี 10 ไร่ได้แค่ประมาณ 3 ตัน

ขณะที่ต้นทุนการผลิตำนาของตนต่อ 1 ไร่ จะอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท แต่เมื่อขายข้าวได้กิโลกรัมละ 11 บาท ใน 3 ไร่ ได้ผลผลิต 3 ตันหรือ 3,000 กิโลกรัม เมื่อนำข้าวเปลือกไปขายจึงได้เงินกลับมาแค่ 30,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมาก ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่ายไป ตนและเพื่อนชาวนาต่างได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมาก จึงอยากให้รัฐสนับสนุนช่วยเหลือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือก ให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 15-17 บาท ก็จะทำให้คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่ายไปบ้าง ชาวนาจึงจะพออยู่ได้ เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตจะสูงมาก 

ทั้งนี้เช่น ค่าปุ๋ย ค่าจ้างแรงงาน และอื่นๆ ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว  ตนจะจ้างรถเกี่ยวข้าวแทนการจ้างแรงงานคน  โดยรถเกี่ยวจะคิดค่าจ้าง ไร่ละ 600-650 บาท รวมๆ แล้ว ปลูกข้าวนาปีในปีการผลิต 2567 นี้ มีต้นทุนการผลิตที่สูง เพราะทุกอย่างแพงหมด โดยเฉพาะปุ๋ยบำรุงข้าวราคาไม่ลดลงสักที

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

เฒ่าโคราชคลั่ง!บุกกราดยิงน้องสาวดับ-หลานสะใภ้สาหัสปมถูกฟ้องศาลไล่พ้นบ้าน

นครราชสีมา–เฒ่าวัย 80 ปี คลุมคลั่งใช้ปืนกราดยิง น้องสาวดับ หลานสะใภ้สาหัส หลานชายเผยเหตุจากแค้นถูกไล่ออกจากบ้าน ขณะที่ชาวบ้านแห่รอดูทำแผนแต่ผู้ต้องหาหวั่นถูกรุมประชาทัณฑ์

จากกรณีเมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 24 พ.ย.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คง ได้รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 20 ม.18 บ้านโนนตาแก้ว ต.คูขาด อ.คง จ.นครราชสีมา จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปที่เกิดเหตุ พบมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย อยู่บริเวณข้างบ้าน ทราบชื่อคือนางทองมี จันทร์นอก อายุ 71 ปี ถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกข้างซ้าย และมีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย คือนางมะปราง (สงวนนามสกุล) โดยทราบในเวลาต่อมาว่าคนที่ยิงคือนายสวาสด์ พวงสมบัติ อายุ 80 ปี เป็นพี่ชายของผู้เสียชีวิต ส่วนนางมะปราง เป็นหลานสะใภ้ ซึ่งขณะนั้นผู้ก่อเหตุอยู่ระหว่างขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี และมีอาวุธปืนอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยิงปืนขึ้นฟ้าข่มขู่ และปิดล้อมพื้นที่ ก่อนที่จะสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในเวลาต่อมา 

ต่อมาได้มีชาวบ้านเดินทางมามุงดูกันอย่างคึกคัก หลังจากทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว และเตรียมที่จะนำมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยชาวบ้านได้มารอดูการทำแผนกันเป็นจำนวนมาก แต่เวลาต่อมาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คง ว่าผู้ต้องหาไม่ประสงค์ทำแผน เพราะเกรงว่าจะถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าก่อเหตุเพราะความเจ็บแค้นใจที่ถูกผู้ตายฟ้องขับไล่จนศาลตัดสินให้ออกจากบ้าน ที่เคยอาศัยอยู่มานาน ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน จึงตัดสินใจก่อเหตุสลดในครั้งนี้ ซึ่งผู้ต้องหายินดีรับโทษที่ตนเองกระทำลงไปทุกประการ

ด้าน น.ส.ดวงใจ  ใจบุญนอก ผู้ใหญ่บ้านโนนตาแก้ว หมู่ 18 ต.คูขาด อ.คง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุนางมะปรางฯ ที่โดนยิงวิ่งกระโดดลงน้ำแล้วว่ายน้ำข้ามคลอง มาขอความช่วยเหลือจากตนเอง โดยบอกว่าถูกนายสวาสด์ฯ ไล่ยิงมา ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนซ้าย จึงให้เพื่อนบ้านนำส่งโรงพยาบาล แล้วแฟนของนางมะพรางก็วิ่งอ้อมไปหาที่หลังบ้าน บอกถูกไล่ยิงมาเหมือนกัน ตนเองจึงได้โทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คง มาระงับที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นไม่ทราบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ก็กันพื้นที่ไม่ให้ใครเข้าไป เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอาวุธปืนอยู่ในมือ ก่อนที่ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ และตรวจสอบที่บ้านดังกล่าวพบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย ส่วนสาเหตุนั้นตนเองยังไม่แน่ชัด แต่ทั้งคู่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมานานแล้ว เรื่องที่ดินโดยศาลสั่งให้ออกจากพื้นที่ ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นพี่ชายของผู้เสียชีวิตด้วย

นายศรัญญู  จันทร์นอก อายุ 52 ปี ลูกชายผู้ตายเล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ได้มีการทะเลาะกันภายในครอบครัว แต่ก่อนหน้านั้นมีเรื่องขัดแย้งระหว่างครอบครัวของตนกับผู้ก่อเหตุอยู่หลายประเด็น โดยผู้ก่อเหตุนั้นทางครอบครัวของตนนั้นได้ไปฟ้องขับไล่ผู้ก่อเหตุ จนศาลมีคำตัดสินให้ผู้ก่อเหตุนั้นออกจากที่ดินของตนที่ปลูกบ้านอยู่ ซึ่งหลังจากศาลตัดสินทางผู้ก่อเหตุก็ขู่ฆ่าครอบครัวของตนมาตลอด เป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือนแล้ว ทางผู้ก่อเหตุก็ไม่ยอมออกจากบ้าน จนตนนั้นต้องไปคัดลอกคำสั่งศาลมาให้ดูเพื่อให้ผู้ก่อเหตุนั้นออกจากที่ดิน โดยเมื่อเช้านี้ตนก็เดินไปบอกกับผู้ก่อเหตุอีกครั้งว่าให้ออกไปจากที่ดิน 

พร้อมกับบอกผู้ก่อเหตุว่าเดี๋ยวจะโดนศาลสั่งบังคับคดีซึ่งตนก็ไปบอกดีๆ ผู้ก่อเหตุนั้นก็เงียบเฉยพร้อมกับถือมีดและเหน็บปืนที่เอว พอมาถึงบริเวณที่แม่ของตนนั่งกินข้าว ก็โยนมีดทิ้งพร้อมกับยกปืนขึ้นมายิง โชคดีที่ตนและญาติที่ยืนอยู่ด้วยกันนั้นหลบทัน จากนั้นผู้ก่อเหตุก็เริ่มยิงกราดจนไปโดนแม่ของตนที่อยู่ในบริเวณนั้นกับหลานสะใภ้อีก 1 คน ซึ่งหลังจากได้ยินเสียงปืนดังขึ้นก็วิ่งหนีกันกระเจิง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามา ทางผู้ก่อเหตุนั้นก็ยิงเปิดทางพร้อมกับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้านเพื่อจะไปหาหลานชายของผู้ก่อเหตุ

นายศรัญญูฯ เล่าต่อไปอีกว่า สาเหตุที่ไม่อยากให้ผู้ก่อเหตุนั้นอยู่ที่บ้านเนื่องจากถูกขู่ฆ่าอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะตนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผู้ก่อเหตุที่ต้องการที่จะฆ่าทิ้ง โดยปีที่แล้วนั้นตนกับผู้ก่อเหตุเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจนถึงขั้นขึ้นศาลมาแล้ว ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์หลายอย่างขึ้น ทำให้ตอนนี้ตนไม่มองว่าผู้ก่อเหตุนั้นเป็นญาติอีกต่อไป.

เมืองเลยคึกคัก!นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น “ภูกระดึง” กว่าพันคนรับลมหนาวต้นฤดู

นักท่องเที่ยว กว่าพันคนแห่ขึ้น “ภูกระดึง” จ.เลยรับลมหนาวต้นฤดู หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯเชื่อช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่คนน่าจะล้นภู

นายอดิสร เหมทานนท์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นวันหยุด นักท่องเที่ยวมากันอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นฤดูหนาว ขึ้นไปพักค้างแรมบนยอดเขารวม 1,111 คน ทำให้มียอดนักท่องเที่ยวสะสมรวมทั้งสิ้น 1,452 คน สะท้อนความคึกคักของการท่องเที่ยวในช่วงต้นฤดูหนาว ซึ่งยังอยู่ในข้อจำกัดจำนวน

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวอีกว่า นักท่องเที่ยวขึ้นไปพักแรมบนยอดภูกระดึงไว้ที่ไม่เกิน 2,000 คน/วัน บรรยากาศคึกคักมาก เชื่อว่าช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงน่าจะล้นภู ส่วนสภาพอากาศบนยอดภูกระดึงมีอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิสูงสุด 22.5 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 15.0 องศาเซลเซียส แต่ไม่มีฝนตก ส่วนคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก วัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ได้เพียง 8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นภูกระดึงในช่วงนี้ จะได้สัมผัสบรรยากาศหนาวเย็น ชมทะเลหมอกยามเช้า และเพลิดเพลินกับธรรมชาติอันงดงามบนยอดเขาที่มีความสูงกว่า 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะจุดเช็คอินสำคัญช่วงเช้าแสงแรกของวัน คือ ผานกแอ่น และช่วงแสงสุดท้ายของวันที่ผาหล่มสัก

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่แนะนำให้นักท่องเที่ยวเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่นให้เพียงพอ เนื่องจากอุณหภูมิในช่วงกลางคืนและเช้าตรู่ค่อนข้างเย็น.

บันนังสตาเดือด!”ทหารพราน”ปะทะกลุ่มคนร้าย”เจ้าหน้าที่”พลชีพ 1

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 67 ร.ต.ท.อารีฟิน รอง สว.(สอบสวน) สภ.บันนังสตา จว.ยะลา ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุฯ ว่ามีเหตุยิงกันในพื้นที่ บ้านคอลอบาแล ตำบลบาเจาะ สภ.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา หลังรับแจ้งจึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน และ ตำรวจในพื้นที่ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุทราบว่า ก่อนเกิดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4105ได้ปะทะกับกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยคนร้ายแอบซุ่มในป่าสวนยางและใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดดังกล่าว จึงเกิดการปะทะกันขึ้น เป็นเหตุให้ อาสาสมัครทหารพราน เปลี่ยน ศิริสุข สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4105 ถูกยิงเข้าบริเวณท้ายทอย หน่วยจึงใช้รถเกราะเข้ากำบัง เพื่อนำตัวผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่และนำส่งโรงพยาบาล แต่ผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตก่อนนำตัวส่งถึงโรงพยาบาลบันนังสตา จ.ยะลา

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อทำให้พื้นที่ปลอดภัยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม ก่อนเข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพื่อรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานต่างๆ เตรียมขยายผลติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด สำหรับความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไปทั้งนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอสดุดี อาสาสมัครทหารพราน เปลี่ยน ศิริสุข วีรบุรุษผู้กล้า ผู้สละชีพในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนใต้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัววีรบุรุษผู้กล้า

พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งขอเรียนให้ทราบว่าผู้ให้การสนับสนุนผู้กระทำผิดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนำพาซ่อนเร้น การให้การสนับสนุนที่พักพิง หรือการสนับสนุนเสบียงอาหาร จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ