“ศปช.”สั่งเกาะติดฝนถล่มหนัก-เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันใน 10 จังหวัดภาคใต้

“บิ๊กอ้วน”ผอ.ศปช. สั่งเกาะติดฝนใต้ยังหนักสัปดาห์นี้ เสี่ยงวาตภัยน้ำท่วมฉับพลันใน 10 จ. จับตา อ.ร่อนพิบูลย์ คาดฝนสะสม 48 ชม. สูงเกือบแตะ 300 มิลลิเมตร ส่วนตอนบนของประเทศ 27 พ.ย.นี้ เตรียมรับลมหนาวระลอกใหม่

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เปิดเผยว่า หลังวานนี้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.เมือง และ ศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง  ซึ่ง ศปช.ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงได้รายงานเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว  ส่วนวาตภัยในพื้นที่ อ.ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานว่า มีบ้านเรือนเสียหาย 17 หลัง และในพื้นที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา บ้านเรือนเสียหาย 8 หลัง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต   

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศปช. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว พร้อมแจ้งเตือนพื้นที่ภาคใต้เฝ้าระวังผลกระทบจากปริมาณฝนตกหนักและตกต่อเนื่องสะสมเนื่องจากมีความเสี่ยงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่มได้หลายพื้นที่ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า  ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นยังคงปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน  ส่วนภาคใต้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออกพัดปกคลุม  ทำให้ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่อง  

นอกจากนี้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน  มวลอากาศเย็นกำลังแรงกว่าระลอกแรกจะพัดลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้ภาคใต้มีฝนตกหนักเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรธรณี  ฯลฯ  ได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อวางแผนป้องกัน บรรเทาผลกระทบ และเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร เจ้าหน้าที่  ไว้พร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็วหากเกิดสถานการณ์แล้ว 

“วันนี้ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายนนี้  ศปช.ได้ติดตามร่องมรสุมและฝนตกต่อเนื่องบริเวณภาคใต้ ก่อนฝนจะเบาบางลงในวันจันทร์ที่ 25-26 พฤศจิกายน  จากนั้นวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน มวลอากาศเย็นกำลังแรงกว่าระลอกแรกจะพัดลงมาอีกครั้ง  ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนักทางภาคใต้  กรมทรัพยากรธรณีได้ประสานเครือข่ายในพื้นที่เกาะติดปริมาณฝนที่ตก และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง”

นายจิรายุ กล่าวด้วยว่า ศปช.  ได้แจ้งพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก แผ่นดินถล่ม ช่วงวันที่ 22-24 พฤศจิกายนนี้  ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส  โดยเฉพาะวันนี้ที่จังหวัดพัทลุง ต้องเฝ้าระวังมากถึง 14 หมู่บ้าน  หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง  ส่วนที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้อำนวยการ ศปช. สั่งเฝ้าให้ระวังเป็นพิเศษ  เนื่องจากมีฝนตกสะสม 24 ชม. สูงถึง 174 มิลลิเมตร และฝนคาดการณ์ในวันนี้อีก 123 มิลลิเมตร ใกล้แตะ 300 มิลลิเมตร  เสี่ยงเกิดภัยพิบัติแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากได้

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบปริมาณน้ำในลุ่มน้ำภาคใต้ทั้งหมด ทั้งลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์  ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน  ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา   ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง ระดับน้ำยังคงอยู่ในตลิ่งทั้งหมด ไม่มีน้ำล้นตลิ่ง

ศรีสะเกษลุยกวาดล้างจับกุม “ร้านบังท๊อป”ลอบขายน้ำท่อม กัญชา บุหรี่ไฟฟ้า เย้ยกฎหมาย

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ สั่งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อลุย บุกจับร้านดัง “บังท๊อป” ลอบขายน้ำท่อม กัญชา บุหรี่ไฟฟ้า 24 ชั่วโมง กลางเมืองเย้ยกฎหมาย เผยร้านแห่งนี้เคยจับกุมมาแล้ว 3 ครั้งแต่ไม่เข็ดหวนกลับมากระทำผิดซ้ำซาก

สุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.ศรีสะเกษ มอบหมายให้ นายสุริยา บุตรจินดา รอง ผวจ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวอมร นามบุตร ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองศรีสะเกษ นายสุรชัย ทุมวงษ์ ป้องกันจังหวัดศรีสะเกษ นำกำลังประกอบด้วย นายศรายุธ สีละออง ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นายคมกริช มุกดาสนิท ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส.สังกัด ร้อย อส.อ.เมือง ศก.3 เจ้าหน้าที่ปกครอง บูรณาการร่วมกับ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดศรีสะเกษ ร้อย อส.จ.ศก.2 เจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่ศรีสะเกษ สาขาเมืองศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเมืองศรีสะเกษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีชาวบ้านร้องเรียน ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากร้าน บังท๊อป ตั้งอยู่บริเวณภายในอาคารหอพักแห่งหนึ่ง ในชุมชนพันทาใหญ่ เขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อม กัญชา และบุหรี่ไฟฟ้า อย่างเปิดเผยให้แก่นักศึกษาและบุคคลทั่วไป ตลอด 24 ชั่วโมง  ก่อความเดือดร้อนในชุมชน 

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบ นายธนภัทร มีบุญ อายุ 20 ปี ชาว ต.ลมศักดิ์ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายธีรภัทร ดวนใหญ่ อายุ 22 ปี ชาว ต.ดวนใหญ่ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ และนายเดชาวัต สองเมือง อายุ 22 ปี ชาว ต.นากระแซง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กำลังช่วยกันผลิตน้ำกระท่อมขายและจำหน่วยกัญชา รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า จริง 

 จากการตรวจสอบภายในร้าน พบของกลางและอุปกรณ์อื้อ ถูกเก็บไว้ภายในร้าน ประกอบด้วย บุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง รวมจำนวน 2,380 ชิ้น หัวบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 170 ชิ้น ยาแก้ไอยี่ห้อต่างๆ จำนวน 1,719 ชิ้น หม้อต้มน้ำกระท่อม จำนวน 6 หม้อ น้ำต้มกระท่อม จำนวน 26 ขวด ช่อดอกกัญชา จำนวน 10 กิโลกรัม ป้ายร้าน จำนวน 2 ป้าย ตาชั่ง จำนวน 1 ชิ้น ขวดเปล่า จำนวน 4,224 ขวด และเงินสดอีก จำนวน 296,480 บาท จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

 จากนั้นได้แจ้งข้อหา ร่วมกันผลิตและจำหน่ายอาหาร(กระท่อม) อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศที่ออกตามมาตรา 6(8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ,ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ,ร่วมกันมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี(บุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศ) ตามมาตรา 204 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 

ทั้งนี้ได้ตั้งข้อหาร่วมกันจำหน่าย สมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 46 ประกอบมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ประกอบ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม(กัญชา) พ.ศ.2565 และร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ 27/2567 ข้อ 3 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจผลิตเพื่อขาย ห้ามขายหรือให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า 

สำหรับร้านดังกล่าวเคยถูกจับกุมมาแล้ว จำนวน 3 ครั้ง ไม่เข็ด และหวนกลับมากระทำผิดซ้ำซากอีก และเปิดร้านใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ในสถานที่เดิม โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย โดยได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พร้อมของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป. 

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“อุ๊งอิ๊งค์”เตรียมดึง”โอปอล สุชาตา”คนสวยระดับโลกมาช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย

นายกรัฐมนตรีปิดทำเนียบต้อนรับนางงามระดับโลก “โอปอล สุชาตา” รองอันดับ 3 มิสยูนิเวิร์ส 2024 ยินดีกับความสำเร็จชวนมาร่วมงานกับรัฐบาลหากเสร็จสิ้นภารกิจ มาช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และศิลปหัตถกรรมผ้าไทยสอดคล้องกับนโยบาย Soft powe

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล  นางปิยาภรณ์ แสนโกศิก กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ได้นำ น.ส.สุชาตา ช่วงศรี หรือโอปอ Miss Universe Thailand ที่ได้รับรางวัลรองอันดับ 3 ในการประกวด Miss Universe 2024 ครั้งที่ 73  ที่ประเทศเม็กซิโก เข้าเยี่ยมคารวะ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนต รีกล่าวแสดงความยินดี และชื่นชมความสำเร็จของ “น้องโอปอล” นางสาว สุชาตา ช่วงศรี รองอันดับ 3 Miss Universe 2024 ซึ่งทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการนำเสนอผ้าไทยให้คนทั่วโลกได้รับรู้ว่าประเทศไทยมีหัตถกรรมผ้าไทย และวัฒนธรรมไทยที่สวยงาม โดยเป็นการประยุกต์วิธีนำเสนอให้มีความหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่ม ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากมีเวลาหลังเสร็จสิ้นภารกิจ อยากให้น้องโอปอลมาร่วมกันทำงานกับรัฐบาล สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ เป็นแบบอย่างที่ดีทำเพื่อสังคม  และชื่นชมการทำงานด้วยใจที่มี Passion  ขอให้รักษาสุขภาพ เพราะหลังจากนี้ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอให้ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และศิลปหัตถกรรมผ้าไทยที่แสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมและขับเคลื่อน Soft power ของไทยที่มีศักยภาพไปสู่สายตานานาชาติ  

กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้เข้าเยี่ยมคารวะ ถือเป็นโอกาสที่จะพูดคุยหารือกับรัฐบาล ยินดีที่เวที Miss Universe 2024  มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน Soft power ของไทย ตามที่นายกรัฐมนตรีให้นโยบายการผลักดันเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดความยั่งยืน  โดยการนำผ้าไทยของไทยออกสู่สายตาชาวต่างชาติ   พร้อมทั้ง ยังได้รับชุดผ้าไหมไทยสีน้ำตาลจากแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติอย่างมาก  ทั้งนี้  กองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์  ยินดีทำงานร่วมกับรัฐบาลตามแนวนโยบายของรัฐ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน

โอปอ สุชาตา กล่าวว่า ประทับใจที่ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ตนเองชอบใส่ผ้าไทยอยู่แล้ว เวลาออกงานที่ประเทศไทยก่อนจะเดินทรงไปประกวด ก็สวมใส่ผ้าไทย ด้วยความที่ผ้าไทยเมื่อไปปรากฏต่างประเทศแล้ว มีความ Stand out มากกว่าเนื้อผ้าธรรมดา และอยากส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เพื่อน ๆ นางงามในกองประกวดที่เป็นชาวต่างชาติและทีมงาน รู้สึกชื่นชมกับผ้าไทยทุกชุดที่ตนได้ใส่ และกระเป๋าที่ทำจากเสื่อกระจูด ได้สอบถามตนเองทุกวันว่ากระเป๋าเสื่อกระจูดมาจากที่ไหน ตนเองได้นำเสนอว่ามาจากฝีมือท้องถิ่นของไทย และในการประกวดที่ประเทศเม็กซิโก ซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นผู้หญิง รวมถึงนางงามในประเทศของเขา เป็นสิ่งที่มีความเชื่อมโยงและคล้ายกับวัฒนธรรมไทย

ทั้งนี้ กิจกรรมในกองประกวดเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงเป็นผู้นำ (Empowering woman) ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เพราะประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง  และการปรากฏตัวใน “ชุดไทยสิริพัตรา ศิวาลัย” ที่มีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจอย่างมากในสายตาต่างชาติ เป็นชุดที่ตั้งใจนำเสนอตามที่นายกรัฐมนตรีบอก เป็นการประยุกต์ชุดไทยที่ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าสามารถประยุกต์ ใส่ได้ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการคงความเป็นไทยที่มีความคลาสสิก และชาวต่างชาติ ได้กล่าวชื่นชมว่า ผู้หญิงไทยข้างนอกดูอ่อนหวาน แต่ภายในแข็งแกร่งมาก เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ผู้หญิงไทยมี ดีใจที่เราไปอยู่ตรงนั้น และแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนท้ายว่า การประกวดเวทีระดับโลก ทำให้เด็ก ๆ ที่ดูอยู่เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะต้องการจะเป็นแบบพี่โอปอล ถือเป็นสิ่งที่ดีที่น่าสนับสนุนต่อไป  ทั้งนี้ ยังชื่นชมน้องโอปอลว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ จากการได้พูดคุย เป็นคนที่มีความคิดและพลังบวก โดยนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำหนังสือ STRENGTHS FINDER  ซึ่งมีเนื้อหาให้สำรวจตัวเอง ลองดูว่ามีจุดแข็งอะไร แทนที่จะพัฒนาจุดอ่อน แต่ควรดูแลพัฒนาจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้น  ทำโจทย์ว่า Top 5  Top 10 ของเราคืออะไร จะได้รู้ว่าเราว่าเก่งตรงไหน ต้อง เสริมตรงไหน และรู้จุดอ่อนว่ามีตรงไหนด้วย

ฝนถล่มพัทลุง 15 ตำบล 4 อำเภอ ผจญอุทกภัย-วาตภัย เร่งอพยพชาวบ้าน

ฝนถล่มพัทลุงหนัก ชาวบ้านหลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วม ประกาศเขตภัยพิบัติ 4 อำเภอ 15 ตำบล 57 หมู่บ้าน 12 ชุมชน ผจญ อุทกภัย-วาตภัย เร่งอพยพประชาชนสู่พื้นที่ปลอดภัย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 67  นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ประชุมร่วมกับ ปลัดจังหวัดพัทลุง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุง ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองพัทลุง เทศบาลเมืองพัทลุง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ชุดปฏิบัติการตำบล สภ.เมืองพัทลุง หน่วยทหารในพื้นที่ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำฝนรอระบายในบริเวณพื้นที่ต่างๆ ของเทศบาลเมืองพัทลุงและพื้นที่อำเภอเมืองพัทลุง มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในด้านต่างๆได้ทันท่วงที

เนื่องจากพื้นที่ของอำเภอเมืองพัทลุง เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากอำเภอศรีนครินทร์ และอำเภอกงหราบางส่วน ทำให้น้ำที่ไหลลงมาประกอบน้ำฝนในพื้นที่เข้าท่วมพื้นที่ลุ่มของอำเภอเมืองพัทลุง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จำนวน 6 ตำบล 42 หมู่บ้าน 12 ชุมชน ซึ่งบริเวณที่มีน้ำท่วมมากที่สุดของอำเภอเมืองพัทลุง คือ ตำบลปรางหมู่ หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 1 ชาวบ้านนำกระสอบทรายกั้นกระแสน้ำที่รุนแรงและเอ่อล้นท่วมบ้านเรือน อีกทั้งบริเวณภายในวัดปรางหมู่ใน น้ำทะลักเข้าสูงระดับน้ำประมาณ 40-50 ซม.

ขณะชาวบ้าน ในพื้นที่ดังกล่าว ได้อพยพสิ่งของไว้ที่สูง ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ เพื่อกันสิ่งของได้รับความเสียหาย แต่หากฝนตกมากกว่านี้หรือน้ำท่วมสูงมากว่านี้ก็ไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่

ด้านจังหวัดพัทลุงโดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดพัทลุง เตรียมประกาศประกาศเขตภัยพิบัติออุทกภัยวาตภัย พื้นที่ประสบภัยจำนวน 4 อำเภอ 15 ตำบล 57 หมู่บ้าน 12 ชุมชน ของอำเภอเมืองพัทลุง อำเภอศรีบรรพต อำเภอศรีนครินทร์ และอำเภอควนขนุน เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้รับความเดือดร้อนต่อไป สำหรับ สถานการณ์ปัจจุบันจากเหตุอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง รวม 4 อำเภอ

ส่วนสถานการณ์น้ำรอการระบายในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองพัทลุงยังเหลือพื้นที่ชุมชนบ้านนางลาดเหนือ นอกจากกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีปริมาณฝนตกต่อเนื่อง และบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำ

ขณะชาวบ้าน ในพื้นที่ ม.8 ต.ปรางหมู่ อ.เมือง ที่ได้อพยพสิ่งของไว้ที่สูง ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ เพื่อกันสิ่งของได้รับความเสียหาย แต่หากฝนตกมากกว่านี้หรือน้ำท่วมสูงมากว่านี้ ไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ เช่นเดียวกันกับผู้สูงอายุ ในพื้นที่ดังกล่าว ที่น้ำท่วมบ้านทั้งหลัง แต่ไม่ยอมอพยพไปอาศัยอยู่กับลูกหลาน บอกว่าเป็นห่วงบ้าน แต่หากน้ำท่วมสูงจนมิดที่นอน ที่ยกเตียงขึ้นสูงแล้ว ค่อยย้ายทีหลัง.

เปิดศูนย์ MRI รพ.ชลบุรี ลดเวลารอจาก 2 สัปดาห์เหลือแค่ 48 ชม.

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิดศูนย์วินิจฉัยโรคชั้นสูงด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า MRI โรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งจัดตั้งขึ้นในลักษณะการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ มีกำหนดจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 ที่จะถึงนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวชลบุรีและจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 6 ที่จะได้รับบริการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง MRI เทคโนโลยีสูง ขนาด 3 Tesla และ 1.5 Tesla ที่มีความละเอียดสูงและมีประสิทธิภาพแม่นยำ ช่วยลดระยะเวลาในการตรวจได้ถึง 25-30%

ด้านนายแพทย์โอภาส กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2567 โรงพยาบาลชลบุรี มีผู้ป่วยรับบริการตรวจ MRI จำนวน 3,277 ราย ระยะเวลารอคิวเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากศูนย์ MRI แห่งนี้เปิดให้บริการ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น และลดระยะเวลารอคอยเหลือไม่เกิน 48 ชั่วโมง

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมเยี่ยมชมการให้บริการ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานและร่วมรับฟังการบรรยายภาพรวมแผนการพัฒนาโรงพยาบาลชลบุรี ณ ห้องประชุมชั้น 9 อาคารเฉลิมราชสมบัติ โรงพยาบาลชลบุรี โดยมี นายแพทย์กฤษณ์ สกุลแพทย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ คณะแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับคณะ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข

นอกจากนี้ โรงพยาบาลชลบุรียังมีการพัฒนาทั้งภูมิทัศน์และระบบบริการต่าง ๆ ให้เป็นโรงพยาบาลที่น่าชม สบายร่มรื่น รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งดูแลด้านสวัสดิการให้กับบุคลากร อาทิ แฟลตที่พัก สนามกีฬาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการดูแลประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

น่าเศร้าใจ!ศาลหลักเมืองอุทยานเมืองเก่าพิจิตรถูกการไฟฟ้าถอดมิเตอร์เหตุไม่จ่ายค่าไฟ

เรื่องน่าเศร้าใจของชาวเมืองชาละวันที่มีศาลหลักเมืองและพ่อปู่ผู้สร้างเมืองประดิษฐานอยู่ในอุทยานเมืองเก่าภายใน สวนรุกขชาติกาญจนกุมาร กรมอุทยานฯ ไม่รู้ว่าบริหารการจัดการกันอย่างไร ? ไม่จ่ายค่าไฟฟ้านานเกิน 2 เดือน เงินแค่เพียง 4,116 บาท   สุดท้ายถูกการไฟฟ้าถอดมิเตอร์ ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวและจิตใจของชาวบ้านที่เข้าไปสักการะบูชาศาลหลักเมือง สายมูหวั่นเกิดอาเพศ

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 นายโชค เพิ่มโภค  อายุ 52 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 199/2 หมู่ 4 ต.โรงช้าง อ.เมืองพิจิตร  ซึ่งเป็นชาวบ้านที่มีความผูกพันกับศาลหลักเมืองและองค์พ่อปู่ “พระยาโคตรบองเทวราช”เจ้าผู้สร้างเมืองพิจิตรในโบราณกาล เล่าให้ฟังว่า เมื่อช่วงสายที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าจังหวัดพิจิตรได้มาถอดมิเตอร์ไฟ ซึ่งเป็นของศาลหลักเมืองพิจิตรที่ค้างชำระค่าไฟนานกว่า 2 เดือน เป็นเงิน 4,116.90 บาท ทำให้ภายในสถานที่ของศาลหลักเมืองและที่ประดิษฐานองค์พ่อปู่ไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงบริเวณอาคารอื่นๆที่ต้องใช้กระแสไฟผ่านมิเตอร์ดังกล่าวต้องพลอยมืดสนิทไปด้วย

ในส่วนของ นายบุญชู อายุ 77 ปี  ที่มากราบไหว้ศาลหลักเมืองและองค์พ่อปู่เล่าให้ฟังว่าตนเองตอนสมัยหนุ่มๆ ย้อนหลังไป 60 คือ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2508 ในตอนนั้น หลวงปู่โง่น โสรโย แห่ง วัดพระพุทธบาทเขารวก ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังผู้สร้างตำนาน พระสุพรรณกัลยา เป็นผู้เสี่ยงทายและสร้างศาลหลักเมืองและพ่อปู่ภายในอุทยานเมืองเก่าแห่งนี้ ซึ่งคุณลุงบุญชูยังได้เคยมาช่วยงานก่อสร้างศาลหลักเมืองดังกล่าว วันนี้พอรู้ว่าศาลหลักเมืองถูกการไฟฟ้ามาถอดมิเตอร์ไฟ รู้สึกเศร้าและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเล่าเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านั้นชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นก็ช่วยกันบริหารจัดการผ่านพ้นมาได้ด้วยดีเสมอมา แต่ระยะหลังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีส่วนราชการเข้ามาจัดระเบียบจึงทำให้บรรดาชาวบ้านที่เป็นจิตอาสาดูแลปกป้องอาคารสถานที่ของศาลหลักเมืองแห่งนี้ต้องถูกกฏระเบียบบังคับจึงทำให้ไม่มีใครมาร่วมในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าจากการสอบถามชาวบ้านหลายๆคน เล่าว่าเดิมที่เดียวภายในศาลหลักเมืองมีตู้รับบริจาคเป็นค่าน้ำค่าไฟ ด้านนอกก็มีชาวบ้านมานั่งขายดอกไม้ พวงมาลัย ผลิตภัณฑ์OTOP พืชผักสวนครัวจากหัวไร่ปลายนาและมีคนมาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งในแต่ละวันก็มีคนมาเที่ยวไม่มากนัก นานทีปีครั้งก็จะมีทัวร์มาลงแต่ทุกคนก็อยู่กันด้วยความรักความผูกพันธ์กับอุทยานเมืองเก่าภายในสวนรุกขชาติกาญจนกุมาร ซึ่งดูแลโดยสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช , จังหวัดพิจิตร , อบต.โรงช้าง รวมถึงภาคประชาชน แต่รอยร้าวมาเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิทางกฎหมายจะเข้ามาบริหารจัดการเงินในตู้บริจาคที่มีไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟที่ศาลหลักเมืองแห่งนี้จนเป็นเหตุความวุ่นวายและไม่ลงตัวจนในที่สุดวันนี้จึงถูกการไฟฟ้ามาถอดมิเตอร์ไฟ เพราะไม่ได้จ่ายค่าไฟฟ้า

สำหรับภายในอุทยานเมืองเก่า หรือ สวนรุกขชาติกาญจนกุมาร แห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ นอกจากเป็นที่ประดิษฐาน ศาลหลักเมืองและองค์พ่อปู่ “พระยาโคตรบองเทวราช”เจ้าผู้สร้างเมืองพิจิตรในโบราณกาล แล้ว ก็ยังเป็นที่ตั้งของวัดมหาธาตุ ที่เป็นโบราณวัตถุกรมศิลปกร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2478 เป็นโบราณสถานที่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย และ อยุธยา นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของรูปปั้นของชาละวัน-ไกรทอง และภายในถ้ำที่มีรูปปั้น ตะเภาแก้ว-ตะเภาทอง ที่เป็นตำนานของเมืองพิจิตร จากวรรณคดีเรื่อง ไกรทอง อีกด้วย 

ในส่วนของข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงคงต้องรอในวันจันทร์ที่ 25 พ.ย. 67 ผู้สื่อข่าวจะได้ติดตามมารายงานให้ทราบต่อไปว่าสาเหตุที่ศาลหลักเมืองในอุทยานเมืองเก่าถูกการไฟฟ้าถอดมิเตอร์ไฟเพราะไม่ได้จ่ายค่าไฟนานเกิน 2 เดือน แล้วนั้นใครคือผู้รับผิดชอบกันแน่

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

ด่วน !! ยกหมดทุกประเด็น ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ทักษิณ ล้มล้างการปกครอง

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกล่าวหาปม “ทักษิณ-เพื่อไทย” ล้มล้างการปกครอง ประเด็นพักชั้น 14 รพ.ตำรวจ-ร่วมมือก้าวไกลแก้ รธน.-เจรจาแกนนำพรรคจัดตั้งรัฐบาลที่ “จันทร์ส่องหล้า” แถมมีมติข้างมาก 7-2 ไม่รับคำร้องปม MOU 44

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ กรณีคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 (เรื่องพิจารณาที่ 36/2567) ที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กล่าวอ้างว่า นายทักษิณ ชินวัตร (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคเพื่อไทย (ผู้ถูกร้องที่ 2) ร่วมกันกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 6 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการรัฐบาลผ่านกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกร้องที่ 1 ให้พักอาศัยอยู่ห้องพัก ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในระหว่างรับโทษจำคุก เพื่อให้ไม่ต้องรับโทษในเรือนจำ ทั้งที่ไม่พบว่ามีอาการป่วยขั้นวิกฤต

ประเด็นที่ 2 ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการรัฐบาลให้เอื้อประโยชน์แก่อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ให้มีการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเพื่อแบ่งผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและทรัพยากรใต้ทะเลในเขตอธิปไตยทางทะเลของประเทศไทยให้แก่ประเทศกัมพูชา

ประเด็นที่ 3 ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ร่วมมือเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตั้งโดยกลุ่มการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิมที่ต้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่ามีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประเด็นที่ 4 ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการแทนผู้ถูกร้องที่ 2 โดยเจรจากับแกนนำของพรรคการเมืองอื่นที่ร่วมรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่บ้านพักส่วนตัวของผู้ถูกร้องที่ 1

ประเด็นที่ 5 ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 มีมติขับพรรคพลังประชารัฐออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ประเด็นที่ 6 ผู้ถูกร้องที่ 1 สั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 2 นำนโยบายของผู้ถูกร้องที่ 1 ที่แสดงวิสัยทัศน์ไว้ไปดำเนินการให้เป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ขอให้อัยการสูงสุดร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการกระทำ แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสาม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1 เลิกกระทำการดังกล่าวและให้ผู้ถูกร้องที่ 2 เลิกยินยอมให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ใช้เป็นเครื่องมือกระทำการดังกล่าว

อันซีนใหม่!หินยักษ์ตาเดียวซ่อนผาซุ่มมองนักท่องเที่ยวที่ฟูจิครบุรีโคราช

นครราชสีมา – อันซีนใหม่ พบหินรูปหน้ามีตาเดียวขนาดใหญ่ โผล่ผาหินริมทางเดินเขาจอมทอง หรือฟูจิครบุรี ที่ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา คล้ายยักษ์ตาเดียว กำลังจ้องมอง นทท.ที่ผ่านไปมา สายชอบของแปลกไม่ควรพลาด

เขาจอมทอง ที่ ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หรือที่ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าฟูจิครบุรี เนื่องจากมีลักษณะที่มองดูไกลๆ แล้วคล้ายกับฟูจิครบุรี เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชมวิวบนที่สูง ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่อยู่โดยรอบได้ทั้ง 360 องศา มีจุดชมวิวบนยอดเขานับสิบจุด เป็นอีกหนึ่งจุดอันซีนที่ได้รับความนิยมอย่างมากของอำเภอครบุรีและจังหวัดนครราชสีมาในขณะนี้

นอกจากเป็นจุดชมวิวที่ความสวยงามแล้ว ยังมีหน้าผาหินที่สูงตระหง่านหลายสิบเมตร ที่มีหินขนาดใหญ่วางเรียงทับซ้อนกันอยู่ทางด้านทิศตะวันตกสุดอลังการ แสดงให้เห็นถึงความอัศจรรย์ในการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ ในจำนวนนั้นก็จะมีหินรูปร่างแปลกสะดุดตาซ่อนอยู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นหินรูปทรงรีคล้ายรูปไข่ สูงเกือบ 3 เมตร หินด้านล่างแตกเป็นรอยแยก

ขณะที่ด้านบนมีรอยหินบิ่นจนเป็นหลุ่มลึกเข้าไปในเนื้อนของก้อนหิน 1 จุด เมื่อมองโดยรวมแล้วคล้ายกับเป็นใบหน้าขนาดยักษ์ที่มีตาเดียว กำลังเผยอปากโผล่ออกมาจากผาหิน อยู่ริมทางเดินขึ้นลงเขาฝั่งทางด้านทิศตะวันตก คอยจับตามองผู้ที่ผ่านไปมา บางคนเรียกจุดนี้ว่าหินยักษ์ตาเดียว ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดอันซีนที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวซึ่งมีโอกาสไปเที่ยวชมเขาจอมทอง หรือฟูจิครบุรีไม่ควรพลาดที่จะแวะเก็บภาพเป็นที่ระลึกอีก 1 จุด

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครรราชสีมา

รวมพลคนใต้ ลงแขกพิฆาต “ปลาหมอคางดำ”

หากได้ติดตามปลาหมอคางดำกันมาสักระยะ จะพบว่าพื้นที่ที่ยังมีปลาหมอคางดำระบาดหนัก คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา ขณะที่ประมงจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และอีกหลายจังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้ รายงานปริมาณปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการจับปลาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามวิธีการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำ ทำให้จังหวัดเหล่าพร้อมเดินหน้าตามขั้นต่อไป คือ ปล่อยปลาผู้ล่า เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำวัยอ่อน เตรียมความพร้อมในการปล่อยสัตว์น้ำ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในลำดับต่อไป 

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีรายงานว่าปลาหมอคางดำยังระบาดหนักที่อำเภอหัวไทรและอำเภอปากพนัง ขณะที่จังหวัดสงขลา พบมากที่อำเภอระโนด นับว่าทั้งสองจังหวัดการระบาดยังอยู่ในพื้นที่จำกัด หากมีการจัดการตามคำแนะนำทางวิชาการของกรมประมง คือ การจับปลาออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดมากที่สุด ตามด้วยปล่อยปลาผู้ล่า และนำปลาที่จับได้ไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า รวมถึงบริโภคในครัวเรือน น่าจะควบคุมปลาไม่ให้แพร่กระจายออกไปได้

ย้อนไปเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ทั้งจังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราช ตื่นตัวจัดกิจกรรมจับปลาหมอคางดำยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “ตามล่าปลาหมอคางดำ” และ “ปราบวายร้ายแห่งลุ่มน้ำเมืองคอน” ตามลำดับ การจัดงานมีทั้งแข่งขันจับปลาและนำปลามาปรุงเป็นเมนูท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้มีการจับและบริโภค โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเปิดบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการชลประทานเพื่อการเลี้ยงกุ้ง เนื้อที่ 184 ไร่ จับปลาหมอคางดำได้ 3 ตัน   

เห็นความรัก-ความสามัคคีของพี่น้องชาวใต้ที่มาร่วมกันลงแขกจับปลาแล้ว ทำให้เกิดไอเดียในการจัดกิจกรรมรวมพลลงแขกจับปลาของทั้งสองจังหวัดที่ห่างกันประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร โดยมีพ่อเมือง (ผู้ว่าราชการจังหวัด) สงขลาและนครศรีธรรมราช เรียกประชุมหารือผนึกกำลังกันทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ร่วมจับปลาข้ามจังหวัดนำปลาหมอคางดำที่เหลือออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุด เพื่อสกัดกั้นและควบคุมปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัด และพร้อมปล่อยปลาผู้ล่าทั้งปลากะพงและปลาอีกง ลงในแหล่งน้ำเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำวัยอ่อนไม่ให้เกิดการเจริญพันธุ์

เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ดีกว่าประกาศว่ายังมีปลาระบาดในพื้นที่ต่างๆ หาเสียงสนับสนุนในการนำตัวผู้นำเข้ามารับผิดชอบ วิธีการเหล่านี้ไม่ช่วยให้ปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำลดลง ในทางกลับกันปลาจะยังคงอยู่และแพร่ระบาดต่อไป ซ้ำร้ายยังเป็นการบั่นทอนกำลังใจของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการที่ปลาหมอคางดำเล็ดลอดเข้าไปในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงควรเดินหน้าตามแนวทางปฏบัติที่กรมประมงกำหนดไว้ คือ จับ กิน และแปรรูปสร้างรายได้ให้ชุมชน เพื่อจูงใจให้มีการจับปลามากขึ้นและนำปลาไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า 

ปัจจุบัน หลายหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมประมง กรมพัฒนาที่ดินและกรมราชทัณฑ์ ผนึกกำลังกันนำปลาหมอคางดำที่จับได้จากกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากการนำไปทำปลาป่น น้ำปุ๋ยหมักชีวภาพ และล่าสุด กรมราชทัณฑ์ นำปลาหมอคางดำไปประกอบอาหารให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ต้องขังฝึกอาชีพการทำน้ำปลา ซึ่งกิจกรรมที่หลากหลายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากปลาหมอคางดำ ล้วนเป็นปฏิบัติการที่ส่งผลดีต่อการกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้

หากการ “รวมพลคนใต้” เพื่อล้างบางปลาหมอคางดำข้ามจังหวัดระหว่างสงขลากับนครศรีธรรมราชสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดที่อยู่ใกล้กัน เช่น สมุทรสาครและสมุทรสงคราม หรือ อาจข้ามไปถึงเพชรบุรี เกื้อกูลกัน ช่วยกันจับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติสลับหมุนเวียนกันไป และนำไปใช้ประโยชน์ตามแต่ความถนัดของพื้นที่ และปล่อยปลาผู้ล่าอย่างเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมปลาหมอคางดำให้อยู่ในพื้นที่จำกัดได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนที่มีปลาแพร่ให้สามารถจัดการกับปลาที่หลงเหลือในแหล่งได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นหลักประกันให้กับคนไทยว่า แม้ปลาหมอคางดำจะกำจัดให้หมดไม่ได้ แต่มนุษย์นี่แหละจะควบคุมปลาให้ได้

โดย…บดินทร์ สิงหาศัพท์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม 

“Napha X Locus”โดย’เชฟก้อง- ก้องวุฒิ’ เสนอเมนูอาหารไทยคลุมทั้ง 4 ภาค

“NAPHA Flagship Store”แห่งแรกอย่างเป็นทางการ และทีมเซเลบริตี้เชฟพร้อมเสิร์ฟความอร่อยเต็มรูปแบบ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ที่เหล่าบรรดาเชฟมือทอง ไม่ว่าจะเป็น เชฟหนุ่ม – ธนินธร จันทรวรรณ, เชฟกิ๊ก – กมล ชอบดีงาม, เชฟจ๋า – น้ำทิพย์ ภูศรี, เชฟก้อง – ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร, เชฟภูมิ- จักรภูมิ บุณยาคม , เชฟน้ำเชื่อม – วิชชุดา สัมพันธวรบุตร, เชฟพฤกษ์ – พฤกษ์ สัมพันธวรบุตร และ เชฟเพนนี – เพ็ญณี จิรายุวัฒนาต่างมารวมตัวกันเพื่อเสิร์ฟความอร่อยในนาม NAPHA Chefs (นภาเชฟ) 

“NAPHA Flagship Store” นำเสนอเมนูอาหารไทยครอบคลุมทั้ง 4 ภาค โดย NAPHA มีความเชื่อว่าอาหารเป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์และศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ในการปรุงอาหารที่อาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ และ ศิลป์ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบให้เข้ากับการปรุงอาหาร และ วิธีการปรุงที่หลากหลายที่สั่งสมมาของเชฟระดับมิชลินสตาร์ การเลือกสรรวัตถุดิบที่ต้องใช้องค์ความรู้ รวมไปถึงหน้าตาอาหารที่สามารถถ่ายทอดและบอกเล่าเรื่องราวและ ตัวตนของเชฟได้เป็นอย่างดี เป็นที่มาของแฟล็กชิพสโตร์แห่งนี้กับคอนเซ็ปต์ “All Star Flavours” ดังเช่นความหมายของ “นภา” อันหมายถึงฟากฟ้าที่รวมดวงดาวน้อยใหญ่อันเจิดจรัสให้เชฟมาสร้างสรรค์ดวงดาว ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น 

Napha ภูมิใจนำเสนอ งาน “Napha X Locus” ในครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนออาหารจาก เชฟก้อง ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร เชฟเจ้าของร้าน Locus Native Food Lab จังหวัดเชียงราย ที่วันนี้มานำเสนออาหารให้แนวคิด Forward to Traditional การทำอาหารที่กลับสู่รากฐานดั้งเดิมของครัวล้านนา ทั้งรสชาติ สัมผัส และ เมนูแบบล้านนา แต่ประยุกต์กับเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่ ทั้งหมด 7 คอร์ส พร้อมกับไวน์แพริ่ง ที่ถูกคัดเลือกโดยตัวเชฟก้องเอง นอกจากบทบาทของการเป็นเชฟ ของเชฟก้อง อีกมุมที่หลายคนรู้จักกันดี คือ การเป็น ซอมเมอลิเยร์ ที่ได้รับการการันตีจากสถาบันในยุโรปของเชฟก้อง

และสามารถติดตาม Event ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ร้าน NAPHA Flagship Store ได้ทาง Official Website: www.naphachefs.com / Facebook: @pagenaphachefs / Instagram: @naphachefs
Line: @naphachefs / Tel: 062-428-6200 

NAPHA Flagship Store เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ชั้น GM ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE)

#NaphaAllStarFlavours #NAPHAThaiCuisine