มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ 2567 ชมการแสดงช้างยิ่งใหญ่อลังการตระการตา

มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ 2567 สัมผัสมนต์เสน่ห์ของช้างไทยสายพันธุ์ดี และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวสุรินทร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่5-16 พ.ย.2557 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์

งานช้างสุรินทร์ หรือ มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุรินทร์ เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคนกับช้าง ที่อยู่คู่กันมานับร้อยปี การแสดงของช้างแต่ละชุด จะทำให้เราตื่นตาตื่นใจไปกับความสามารถอันน่าทึ่งของช้างไทย พร้อมด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย สำหรับมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ 2567 เริ่มตั้งแต่วันที่ 14-25 พฤศจิกายน 2567 ณ สนามกีฬาศรีณรงค์และสนามแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

กิจกรรมที่น่าสนใจ

14-25 พฤศจิกายน 2567 : งานช้างแฟร์ จำหน่านสินค้า ของดีเมืองสุรินทร์ / คอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ณ สนามกีฬาศรีณรงค์ อ.เมืองสุรินทร์
14 พฤศจิกายน 2567 : พิธีเปิดงานช้าง / ซ้อมใหญ่งานแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ ณ สนามแสดงช้าง อ.เมืองสุรินทร์
15 พฤศจิกายน 2567 : พิธีต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้าง ณ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง อ.เมืองสุรินทร์
16-17 พฤศจิกายน 2567 : งานแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ ณ สนามแสดงช้าง อ.เมืองสุรินทร์
16-17 พฤศจิกายน 2567 : งานแสดงแสง สี เสียง ปราสาทศีขรภูมิ อ.ศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
14-25 พฤศจิกายน 2567 : การแสดงความสามารถของช้างเล็ก ทุกวัน

เปิดเงื่อนไขรับเงิน 10,000 เฟส 2 ให้คนชรา อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นเงินสด

เปิดเงื่อนไข และคุณสมบัติ ผู้มีสิทธิรับเงิน 10,000 เฟส 2 โดยโอนให้เป็นเงินสด ส่วนกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จะดำเนินการเป็นลำดับถัดไป

จากกรณีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1/2567 ว่า ในการประชุมพิจารณาการเติมเงินสู่ระบบดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทเฟสสอง วันนี้ คิดว่าจะเติมเงินให้ผู้ที่มีความจำเป็นก่อน โดยระหว่างนี้จะพิจารณาบุคคลที่มีความจำเป็น คือ คนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งในกลุ่มนี้มีประมาณ 3 – 4 ล้านคน โดยสามารถทำได้ทันที คาดว่าจะแจกเฟสสองไม่เกินช่วงตรุษจีน หรือปลายเดือนมกราคม ปี 2568

ส่วนคนที่เหลือจะดูความพร้อมของระบบ คาดว่าจะได้ช่วง เดือนเมษายน – มิถุนายน ปี 2568 โดยจะทบทวนและดูว่าสามารถทำต่อไปได้หรือไม่ โดยได้มอบให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการสำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

เงื่อนไขของผู้มีสิทธิรับเงิน 10,000 บาท เฟส 2

  1. เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  2. ไม่เป็นกลุ่มที่ได้รับไปแล้วในเฟสแรก และต้องเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างลำบาก
  3. ต้องลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านแอปทางรัฐแล้ว

โดยการให้เงิน 10,000 บาทนั้น จะโอนเป็นเงินสด โดยวางงบประมาณไว้ที่ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนการดำเนินการสำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จะดำเนินการเป็นลำดับถัดไป

ใครเป็นใคร! เปิดโผแต่งตั้งโยกย้ายบิ๊กตำรวจ ผบช.ภาค 1-9 มาครบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เรียกรอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. (บอร์ดกลั่นกรอง) ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาคุณสมบัติตำรวจระดับ รอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ ถึง ผบช. ที่จะเสนอบัญชีรายชื่อให้ ก.ตร.พิจารณาในวันที่ 20 พฤศจิกายน

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 10/2567 ในวันที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. เพื่อพิจารณาบัญชีรายชื่อแต่งตั้งตำรวจระดับ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และจเรตำรวจแห่งชาติ ถึงผู้บัญชาการ (ผบช.) ยศ พล.ต.อ.-พล.ต.ท. วาระประจำปี 2567

ขณะที่รายชื่อที่คาดว่าจะได้รับเสนอเป็นผู้บัญชาการดังนี้

  • พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.สกพ. (นรต.41)  คาดโยกมา ผบช.ภาค 1
  • พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. (นรต.41) คาดว่ามา ผบช.ภาค 2
  • พล.ต.ต.ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง รอง ผบช.ภาค 6 คาดว่าโยกมาขึ้น ผบช.ภาค 3
  • พล.ต.ต.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ รอง ผบช.ภาค 2 คาดว่าผงาด ผบช.ภาค 4
  • พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภาค 5 (นรต.42) อยู่ที่เดิมสายเหนือเชื่อใจได้
  • พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภาค 6 (นรต.41) ล่าสุดยังอยู่ที่เดิม
  • พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 (นรต.40) ยังขออยู่ที่เดิม
  • พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 (นรต.42) รักษาเก้าอี้อีก 1 ปี
  • พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 (นรต.42) ได้รับความไว้ใจให้อยู่ที่เดิมดูแลภาคใต้
  • พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย จเรตำรวจ (นรต.48) โยกกลับมานครบาลถิ่นเก่า ผงาดผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แทน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ที่จะขยับขึ้นไปเป็น ผช.ผบ.ตร.
  • พล.ต.ต.มณฑล บัวจีบ รอง ผบช.ส. (นรต.43) ผงาดคุม ผบช.สอท. หรือผู้บัญชาการไซเบอร์
  • พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษณ์ รอง ผบช.สตม. (นรต.41) โค้งสุดท้ายเบียดขึ้น ผบช.สตม.สำเร็จ
  • พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร. (นรต.46) สู้สุดฤทธิ์โยกมา ผบช.ปส.
  • พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ศ. ถูกเปลี่ยนไป ผบช.สพฐ.ตร.
  • พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 (นรต.41) คาดขึ้น ผบช.ตชด.
  • พล.ต.ท.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบช.รร.นรต. (นรต.40) ขยับจากสามพรานมา บช.ศึกษา
  • พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. (นรต.47) รอไปเสียบแทน รร.นรต.
  • พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.6 (นรต.41) ขยับมาขึ้นสันติบาล
  • พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. คาดขึ้น ผบช.ประจำ
  • พล.ต.ต.มานะ อินพิทักษ์ รอง ผบช.ภาค 2 ขึ้น ผบช.ประจำ

ศาลยกฟ้อง “ชัยวัฒน์” ไม่ผิด คดี “รัชฎา” อดีตอธิบดีกรมอุทยาน ฟ้องปมรับส่วย 9.8 หมื่น

ศาลยกฟ้อง ชัยวัฒน์ ไม่ผิด คดี “รัชฎา” อดีตอธิบดีกรมอุทยาน ฟ้องแจ้งความเท็จ กลั่นแกล้งรับโทษ ปมรับส่วย 9.8 หมื่น ชี้เป็นการแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริงไม่ได้แต่งเติม

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.67 ที่ห้องพิจารณา 806 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำอ.824/2566 ที่นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นจำเลยในความผิดฐาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับโทษ


โดยโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลยสรุปว่าเมื่อ เดือนเม.ย.2564 ถึงปัจจุบัน จำเลยได้กระทำผิดต่อโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ได้กระทำผิดต่อตำแหน่งเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองโดยไม่ชอบ และกล่าวหาโจทก์มีนโยบายก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยโจทก์มีคำสั่งโยกย้าย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวิ่งเต้นที่สำนักงานอธิบดีรายละประมาณ 200,000-300,000 บาท หากผู้ใดไม่วิ่งเต้นก็จะถูกโยกย้ายทำให้เดือดร้อน เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่หัวหน้าหน่วยภาคสนามจะต้องจ่ายเงินเป็นรายเดือนต่อเดือนให้กับโจทก์ ทำให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว

โจทก์ระบุฟ้องอีกว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2565จำเลยยังได้วางแผนเข้ามาขอพบโจทก์แล้วกลั่นแกล้งโจทก์ โดยจำเลยแอบซุกซ่อนติดกล้องซึ่งสามารถบันทึกภาพและเสียง เข้าพบโจทก์ ขณะเดียวกันจำเลยได้นำซองกระดาษสีขาวทราบภายหลังว่าคือซองบรรจุเงิน จำนวน 98,000 บาท ออกมาวางบนโต๊ะ จากนั้นจำเลยก็ออกจากห้องโจทก์ไป ผ่านไปไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาในห้องโดยไม่มีหมายค้น และอ้างว่าเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าและค้นพบซองบรรจุเงิน 98,000 บาท ซึ่งจำเลยวางทิ้งไว้ ทำให้โจทก์เกิดความเสียหาย และเป็นการกลั่นแกล้ง ให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญา


พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลย ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบหรือบก.ปปป. ว่าจำเลย มีพฤติการณ์ เรียกรับเงิน ตำรวจ จึงวางแผนร่วมกันโดยบันทึกภาพธนบัตรจำนวน 9.8 หมื่นบาท ใส่ซองจำนวน 3 ซอง เพื่อให้จำเลย นำไป มอบให้กับ โจทก์ ในวันเกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ช. และ ปปท. รวมถึงตำรวจ บก.ปปป. สังเกตการณ์อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เมื่อจำเลยนำเงินไปมอบให้กับโจทก์และส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ทราบ จึงเข้าทำการจับกุม และ ตรวจค้น พบเงินในซองเอกสาร 3 ซอง จำนวน 9.8 หมื่นบาท และค้นเจอเงินอีกจำนวนหนึ่งในห้องทำงาน

ขณะที่โจทก์ แย้งว่า การที่จำเลย กลั่นแกล้งสร้างพยานหลักฐานเท็จ เป็นเพราะ มีสาเหตุโกรธเคืองเนื่องจาก จำเลยถูกตรวจสอบ เรื่องโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในจังหวัดเพชรบุรี โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลย แจ้งความกับตำรวจ บก.ปปป. เพราะเชื่อว่า มีการโยกย้ายไม่เป็นธรรม อีกทั้งการเรียกรับสินบนต้องทำโดยปกปิดยากที่จะหาพยานหลักฐานในการตรวจสอบ แม้จำเลยจะเคยมีปัญหาเรื่องการตั้งกรรมการสอบสวนกับโจทก์ แต่จำเลยได้ไปแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว จำเลยจึงไม่มีมูลเหตุจูงใจกล่าวหาโจทก์ให้รับโทษ

ส่วนเรื่องการทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แม้ว่า จำเลยจะมีการรวบรวมเงินมาจริง แต่ก็เป็นการวางแผนจับกุมส่งมอบเงิน รับฟังได้ว่ามีเจตนาทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่ได้มุ่งหมายถึงโจทก์จึงไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

อลังการ!”สู่ขวัญบ้านบายศรีเมือง รุ่งเรือง 242 ปี จังหวัดศรีสะเกษ”

อบจ.ศรีสะเกษ ร่วมพิธี “สู่ขวัญบ้านบายศรีเมือง รุ่งเรือง 242 ปี จังหวัดศรีสะเกษ” (พิธีพราหมณ์) และพิธีเจริญพระพุทธมนต์และปรารภธรรม งานเฉลิมฉลอง 242 ปี จังหวัดศรีสะเกษ 

อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ได้มอบหมายให้ นางอินทุ์อร บุญเนตร ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ลูกจ้าง  องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมพิธี “สู่ขวัญบ้านบายศรีเมือง รุ่งเรือง 242 ปี จังหวัดศรีสะเกษ”

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ปรารภธรรม สักการะพระพุทธรูป พระเกจิจำลองประจำอำเภอ 22 อำเภอ และปฏิบัติธรรม ณ ลานออดหลอด อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเป็นประธานในพิธี

เสนาะ วรรักษ์/ศรีสะเกษ

อาหารแปรรูป-อาหารแช่แข็ง กินได้ปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงอาหารปรุงสด

ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร จุฬาฯ ชี้ อาหารแปรรูป-อาหารแช่แข็ง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก ประหยัดเวลา สะอาด ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับอาหารปรุงสด แนะบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม อ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์และเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน

รศ.ดร.กิติพงศ์ อัศตรกุล หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้เปิดภาคเรียนแล้ว เด็กๆ ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนและเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็ง จึงตอบโจทย์ผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาทำอาหาร เพียงนำมาอุ่นร้อนด้วยเตาไมโครเวฟก็พร้อมรับประทานได้ในทันที ช่วยให้ประหยัดเวลา อีกทั้งยังสะอาด ปลอดภัย และได้คุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับอาหารปรุงสดอีกด้วย

“ขอยืนยัน อาหารแปรรูปหรืออาหารแช่แข็งสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย เพียงบริโภคให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยใช้หลักการเดินทางสายกลาง ไม่รับประทานอาหารบางประเภทซ้ำๆ มากจนเกินไปหรือรับประทานเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้ขาดสารอาหารอื่น ๆ จึงควรรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ หลากหลายและครบ 5 หมู่ รวมทั้งอ่านฉลากโภชนาการเพื่อให้ได้รับสารอาหารและพลังงานตามที่ร่างกายต้องการ” รศ.ดร.กิติพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ การอุ่นอาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็งด้วยเตาไมโครเวฟ มีความปลอดภัย การทำงานของเตาไมโครเวฟเกิดจากการที่คลื่นไมโครเวฟทำให้โมเลกุลของน้ำในอาหารสั่นและเกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้อาหารร้อนและสุกอย่างรวดเร็ว โดยที่คลื่นไมโครเวฟไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคจึงสามารถรับประทานอาหารที่ผ่านการอุ่นร้อนด้วยเตาไมโครเวฟได้โดยไม่ต้องกังวล

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้อย่างความปลอดภัย โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกผ่านการรับรองให้สามารถใช้กับเตาไมโครเวฟได้ เพียงผู้บริโภคปฏิบัติตามคำแนะนำ เช่น ใช้ในระยะเวลาอุ่นอาหารตามที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ และไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสัญลักษณ์ใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastic) กลับมาใช้ซ้ำ

นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลฉลากโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ เช่น ฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (GDA : Guideline Daily Amount) ที่แสดง “ข้อมูลโภชนาการที่สำคัญต่อร่างกาย” (พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม) เพื่อเลือกอาหารให้เหมาะสมกับผู้บริโภค เพราะในแต่ละบุคคลมีความต้องการปริมาณพลังงานและสารอาหารที่แตกต่างกัน อีกทั้งควรดูวันผลิตและวันหมดอายุ หากอาหารหมดอายุไม่ควรบริโภคเพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้

โดย…ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วัดหนองยายเทียมโคราช นำชาวบ้านรำเคียวเกี่ยวนาบุญ ไว้แจกจ่ายผู้ยากไร้

นครราชสีมา–นายพิชาญ ตราผักแว่น นายอำเภอหนองบุญมาก จ.นครราชสีมา และพระครูปรีชา กิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหนองยายเทียม นำชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่เกือบ 50 คน ร่วมทำกิจกรรม “รำเคียวเกี่ยวนาบุญ” บนแปลงนาที่ชาวบ้านมอบให้ทางวัด ได้ใช้ในการเพาะปลูกในกิจกรรม “ปักกล้าดำนาบุญ” มาตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวมเนื้อที่ 4 ไร่  เพื่อเตรียมไว้ช่วยเหลือชาวบ้านและกิจกรรมงานต่างๆ

นายพิชาญ ตราผักแว่น นายอำเภอหนองบุญมาก และพระครูปรีชา กิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหนองยายเทียม ต.หนองบุนนาก อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา นำชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่เกือบ 50 คน ร่วมทำกิจกรรม “รำเคียวเกี่ยวนาบุญ” บนแปลงนาที่ชาวบ้านมอบให้ทางวัด ได้ใช้ในการเพาะปลูกในกิจกรรม “ปักกล้าดำนาบุญ” มาตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวมเนื้อที่ 4 ไร่  ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ ทั้งตั้งแต่การเริ่มเพาะปลูกดำนา มาจนถึงการรำเคียวเกี่ยวข้าว นั้น ใช้แรงงานที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านภายในหมู่บ้านแห่งนี้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

นายพิชาญ ตราผักแว่น นายอำเภอหนองบุญมาก บอกว่า นาบุญในที่นี้เกิดขึ้นจากการที่ชาวบ้านได้ถวายที่นามาให้ทางวัดได้ใช้ดำนาเพื่อนำผลผลิตที่ได้เก็บเอาไว้ช่วยเหลือแจกจ่ายจุนเจือให้กับผู้ยากจน  รวมถึงสถานที่ชุมชนต่างๆที่เดือดร้อนขาดแคลน  รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ในการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม   อีกทั้งกิจกรรมนี้ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญ  คือต้องการที่จะสืบสานประเพณีวิถีชีวิตการทำนาของชาวบ้าน  ที่แสดงออกถึงร่วมแรงร่วมใจกันหรือที่เรียกว่าการลงแขก ทั้งการถอนกล้า ดำนา เกี่ยวข้าวและนวดข้าว  ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้แรงงานคน ที่ต้องมีการเพิ่งพาอาศัยกันและกัน  ทำให้เห็นได้ถึงความรัก ความสามัคคีความเอื้อเอเผื่อแผ่ ตามวิถีชีวิตชาวบ้านในอดีตที่หาดูได้ยากแล้วในปัจจุบัน  และยังเป็นการนำเอาวิถีชีวิตที่ดีงามเหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับเยาวชนคนรุ่นหลัง ได้เห็นและรับรู้ เพื่อร่วมกันสืบสานวิถีชีวิตที่ดีงามอย่างนี้สืบต่อไปในอนาคต

โดยในโครงการ “ปักกล้าดำนาบุญ” และ “รำเคียวเกี่ยวนาบุญ” นี้ ได้ดำเนินการมาปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว ล่าสุดมีชาวบ้านถวายที่นามาให้ทางวัดได้ใช้ในการดำเนินการรวมแล้วประมาณ 7 ไร่ โดยผลผลิตที่ได้ทั้งหมดทางวัดจะนำไปเก็บรวบรวมเอาไว้ที่ธนาคารข้าวของวัด  และจะถูกแบ่งสันปันส่วนให้เจ้าของที่นาส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะจัดเตรียมเอาไว้แจกจ่ายผู้ยากไร้ขาดแคลน รวมถึงนำไปร่วมในกิจกรรมส่วนรวมของชุมชน ทั้งในรูปของข้าวเปลือกและข้าวสาร ปัจจุบันตอนนี้ยังมีข้าวที่เหลือเก็บไว้อยู่ในธนาคารเพื่อเตรียมไว้ช่วยเหลือชาวบ้านและกิจกรรมงานต่างๆอีกนับ 100 กระสอบเลยทีเดียว.

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ/โคราช

สลด!ชาวต่างชาติตกจากชั้น 4 ห้างดังกลางเมืองโคราชดับ

ตำรวจสภ.เมืองนครราชสีมาและกู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตานครราชสีมาได้รับแจ้ง เมื่อเวลา17.25 น.วันที 18 พฤศจิกายน 2567 มีอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวฝรั่งชายชาวต่างชาติไม่ทราบสัญชาติอายุประมาณ 50-60 ปี ตกจากชั้น 4 ลงมายังชั้น G ข้างบันไดเลื่อนบริเวณกลางศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในเขตตัวเมืองนครราชสีมา ท่ามกลางสายตาของประชาชนและลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่กำลังจับจ่ายซื้อของและเดินช๊อปปิ้งภายในศูนย์การค้าจำนวนมากส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยและหน่วยพยาบาลของศูนย์การค้าได้รุดเข้าตรวจสอบและเร่งช่วยชีวิตในเบื้องต้นพบว่าชายชาวต่างชาติดังกล่าวเสียชีวิตแล้วจึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมาและกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากบริเวณดังกล่าวทันที

ในเวลาต่อมาเพจ “ข่าวคนโคราชบ้านเอ๋ง” ซึ่งเป็นเพจเฟสบุ๊คแจ้งข่าวสารชื่อดังของจ.นครราชสีมา ได้ลงคลิปวิดีโอสั้นๆขณะเจ้าหน้าที่กำลังกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากบริเวณที่เกิดเหตุหลังจากนั้นมีการแชร์และคอมเมนท์แสดงความคิดเห็นแจ้งข่าวกันอย่างกว้างขวางและลงภาพถ่ายที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้กล่องครอบร่างผู้เสียชีวิตเอาไว้และมีการแชร์ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว 

ในเวลาต่อมารถกู้ชีพพร้อมแพทย์นิติเวชของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและตำรวจได้เข้ามาตรวจสภาพศพซึ่งแพทย์พบว่าสภาพศพแขนขาหักหลายท่อน ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและมีเลือดออกจากร่างกายหลายแห่งจากนั้นได้มอบให้กู้ภัยสว่างเมตตานครราชสีมานำศพส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเพื่อพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง 

จากการตรวจสอบหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบการ์ดห้องพักของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งใกล้กับศูนย์การค้าชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง คาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ประเทศไทยและเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว จากนั้นได้มาเดินช๊อปปิ้งที่ศูนย์การค้าดังกล่าวและตกจากชั้น 4 ของห้างลงมาเสียชีวิตที่พื้นชั้น G โดยยังไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นความตั้งใจของผู้ตายหรือเกิดอุบัติเหตุพลัดตก ซึ่งตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ/โคราช

“สุรศักดิ์” รมช.ศธ. ชูโมเดล “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย จ.อยุธยา”ต้นแบบนักเรียนเดินทางไร้อุบัติเหตุ

“สุรศักดิ์” รมช.ศธ. เดินหน้าขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ชูโมเดล “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย จ.อยุธยา” ของสสส.-สภาองค์กรของผู้บริโภค ต้นแบบนักเรียนเดินทางไร้อุบัติเหตุ พร้อมขยายผลจาก 20 แห่ง กระจายไปทั่วประเทศ เร่งผลักดันมาตรฐานระบบจัดการรถโรงเรียน ขยายความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความปลอดภัยการเดินทางในเด็ก-เยาวชน

 เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 พ.ย. 2567 ที่ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ภายในงานเวทีสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จ.พระนครศรีอยุธยา จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จ.พระนครศรีอยุธยา  

 นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลการเฝ้าระวังของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ปี 2565-2566 พบรถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 30 ครั้ง เฉพาะ ช่วง ม.ค.- มี.ค. ปี 2567 รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุสูงถึง 15 ครั้ง มีนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน เป็นอัตราความรุนแรงมากกว่าปี 2566 ในทุกด้าน สาเหตุเกิดจาก 1.ความประมาทของผู้ประกอบการ หรือคนขับรถ 2.สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย 3.ขาดการจัดการที่เป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และขาดการจัดการอย่างเร่งด่วน  

 “ความรุนแรงจากอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนในรอบหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการสร้างมาตรการ และนโยบาย เพื่อสร้างความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทุกภาคส่วนไม่ต้องการเห็นความสูญเสียเหมือนกรณีอุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้เมื่อ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมาอีกจึงต้องเร่งป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วน สสส. สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย ได้พัฒนา “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางขับเคลื่อนการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน นำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าว 

นายศรีสุวรรณ ควรขจร รองประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 ระบุว่า มีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะที่ได้รับขออนุญาตให้ใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนเพียง 3,342 คัน แต่ยังมีรถรับส่งนักเรียนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการขออนุญาตให้บริการรับส่งนักเรียนกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลต่อการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน และเป็นปัจจัยเสริมพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับรถรับส่งนักเรียนที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ใช้รถผิดประเภท หลีกเลี่ยงการจัดทำประกันภัย ประมาทเลินเล่อ ตลอดจนดัดแปลงสภาพรถเพื่อให้รับนักเรียนได้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียนในการเดินทาง การผลักดันให้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโรงเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง 

 “สสส. สานพลังสภาผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภค 33 จังหวัด ภายใต้โครงการแผนงานร่วมทุนสนับสนุนองค์กรผู้บริโภค ได้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรม พัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียนด้วยรถโรงเรียน โดยพัฒนาองค์ความรู้ และมาตรการไปถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลานด้วยตนเอง เช่น สวมหมวกกันน็อก 100% คาดเข็มขัดนิรภัย และจะขยายไปสู่โรงเรียนในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางให้กับเด็ก และเยาวชนทั่วประเทศ ” นายศรีสุวรรณ กล่าว 

 นางสาวชลดา บุญเกษม กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ผู้แทนเขตภาคกลาง กล่าวว่า เวทีสร้างความร่วมมือฯ รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางขับเคลื่อนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน 

 นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนและทำเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยร่วมกับ 6 ภูมิภาค ใน 148 โรงเรียน และมีโรงเรียนที่สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์เรียนรู้ 20 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของเด็กนักเรียน โดยโรงเรียนที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ ต้องมีคุณสมบัติ 5 เกณฑ์ คือ 1. มีพื้นที่เรียนรู้ทางกายภาพ มีรถรับส่งนักเรียน มีพื้นที่จุดจอด 2. มีองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการรถรับส่งนักเรียน 3. มีบุคลากรจัดการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ 4. มีรูปแบบการจัดการศูนย์เรียนรู้ 5. มีแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ 

 “สำหรับองค์ประกอบ 9 ด้านที่เป็นกรอบการพัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัยนั้น มาจากการทำงานตลอด 7 ปี ซึ่งประกอบไปด้วย 1. มีระบบข้อมูลนักเรียน รถ คนขับ เส้นทาง พฤติกรรมคนขับ 2. ระบบเฝ้าระวัง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยรายงานปัญหาได้ 3. มีระบบการดูแลนักเรียนในรถที่ถูกต้อง ทั่วถึง 4. มีการรวมกลุ่มคนขับ สร้างข้อปฏิบัติหรือวางแผนร่วมกันในการดำเนินการเพื่อสร้างความปลอดภัย 5. ต้องมีมาตรฐาน มีขั้นตอนตรวจสอบสภาพรถ และขึ้นทะเบียนกับขนส่ง 6. มีจุดจอดรถที่ปลอดภัย และระบบความปลอดภัยหน้าโรงเรียน 7. มีระบบคณะทำงาน และหลักเกณฑ์เพื่อติดตามประเมินผลทั้งระบบ 8. มีกลไกจัดการโดย ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง 9. มีคณะทำงานระดับอำเภอหรือจังหวัด” นายคงศักดิ์ กล่าว 

“สว.หมอเปรม”หนุนวธ.ตั้งกองทุนด้านภาพยนตร์ เอื้อผู้ผลิตหนังไทยกระตุ้นเงินหมุนเวียน

“สว.หมอเปรม” หนุนกระทรวงวัฒนธรรมจัดตั้งกองทุนด้านภาพยนตร์ เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ผลิตหนังไทย ได้มีเงินทุนหมุนเวียน ผลิตหนังดีมีคุณภาพขยายโอกาสสู่ตลาดนานาชาติ หลังจากหนังไทยหลายเรื่องประสบผลสำเร็จโกยเงินเข้าประเทศมากกว่า 100 ล้านบาท

นพ.เปรมศักดิ์ เพียงยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นกระทู้ ถาม น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เรื่อง มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ไทย เพื่อต้องการทราบว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดือนเมษายน 2567 พบว่า ธุรกิจผลิตภาพยนตร์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2565 มีรายได้ 12,895ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากปี 2564 ที่มีรายได้ 9,761 ล้านบาท และมีรายได้ ย้อนหลัง ปี (2563-2565) รวม 33,009 ล้านบาท อีกทั้งมีธุรกิจผลิตภาพยนตร์ที่จดทะเบียน 3 นิติบุคคล จํานวนทั้งสิ้น 1,442 ราย โดยเป็นธุรกิจขนาดเล็ก 1,385 ราย คิดเป็นร้อยละ 95.91 ธุรกิจขนาดกลาง 55 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.81 และธุรกิจขนาดใหญ่ 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.28 รวมถึง

นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมามีภาพยนตร์ไทยประสบความสําเร็จทำรายได้มากกว่า 100ล้านบาทหลายเรื่อง เช่น สัปเหร่อ หลานม่า ธี่หยด และธี่หยด 2 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า และอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเที่ยบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่น อีกทั้งยังคงประสบปัญทา ตั้งแต่การพัฒนาภาพยนตร์ไปจนถึงโครงสร้างของอุตสาหกรรม โดยปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหา ด้านเงินลงทุนสนับสนุน ผู้ผลิตภาพยนตร์ส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนหาเงินทุนโดยไร้การสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างเป็นรูปธรม อีกทั้งแหล่งเงินทุนอย่างธนาคารก็ไม่สามารถช่วยธุรกิจสร้างสรรค์ได้เพราะธนาคารคํานึงถึงความปลอดภัยและความเสียงในการลงทุน

“ผมเห็นว่าภาครัฐควรสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยจัดตั้งกองทุนด้านภาพยนตร์ที่รับผิชอบทั้งการผลิต การเผยแพร่ และการฉายภาพยนตร์ที่ครอบคลุม ทั้งภาพยนตร์กระแสหลักและภาพยนตร์อิสระ รวมถึงอํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ผลิตภาพยนตร์ที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก บริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) นิสิต นักศึกษา เยาวชน หรือ บุคคลที่มีความสนใจที่จะผลิตภาพยนตร์ การสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์และการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากภาครัฐจะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชัน และขยายโอกาสในตลาดภาพยนตร์นานาชาติ สอดคล้องกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาลและเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ขอถามกระทรวงวัฒนธรรมนโยบายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ไทยที่ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์กระแสหลักและภาพยนตร์อิสระหรือไม่ อย่างไร และกระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางในการสนับสนุนเงินทุนและอำนวยความสะดวกในการผลิตภาพยนตร์ให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) นิสิตนักศึกษา และเยาวชนที่มีความสนใจ ผลิตภาพยนตร์หรือไม่ อย่างไร ซึ่งคำถามทั้งหมดนี้ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมวุฒิสภา ไม่สามารถถามในห้องประชุมสภาให้รมว.วัฒนธรรมมาตอลได้ แต่ตนเป็นว่าปัญหานี้รอไม่ได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน และยังเป็นดีต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างดี จึงจำเป็นต้องการคำตอบ