สลด!ชาวต่างชาติตกจากชั้น 4 ห้างดังกลางเมืองโคราชดับ

ตำรวจสภ.เมืองนครราชสีมาและกู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตานครราชสีมาได้รับแจ้ง เมื่อเวลา17.25 น.วันที 18 พฤศจิกายน 2567 มีอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวฝรั่งชายชาวต่างชาติไม่ทราบสัญชาติอายุประมาณ 50-60 ปี ตกจากชั้น 4 ลงมายังชั้น G ข้างบันไดเลื่อนบริเวณกลางศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในเขตตัวเมืองนครราชสีมา ท่ามกลางสายตาของประชาชนและลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่กำลังจับจ่ายซื้อของและเดินช๊อปปิ้งภายในศูนย์การค้าจำนวนมากส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยและหน่วยพยาบาลของศูนย์การค้าได้รุดเข้าตรวจสอบและเร่งช่วยชีวิตในเบื้องต้นพบว่าชายชาวต่างชาติดังกล่าวเสียชีวิตแล้วจึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมาและกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากบริเวณดังกล่าวทันที

ในเวลาต่อมาเพจ “ข่าวคนโคราชบ้านเอ๋ง” ซึ่งเป็นเพจเฟสบุ๊คแจ้งข่าวสารชื่อดังของจ.นครราชสีมา ได้ลงคลิปวิดีโอสั้นๆขณะเจ้าหน้าที่กำลังกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากบริเวณที่เกิดเหตุหลังจากนั้นมีการแชร์และคอมเมนท์แสดงความคิดเห็นแจ้งข่าวกันอย่างกว้างขวางและลงภาพถ่ายที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้กล่องครอบร่างผู้เสียชีวิตเอาไว้และมีการแชร์ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว 

ในเวลาต่อมารถกู้ชีพพร้อมแพทย์นิติเวชของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและตำรวจได้เข้ามาตรวจสภาพศพซึ่งแพทย์พบว่าสภาพศพแขนขาหักหลายท่อน ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและมีเลือดออกจากร่างกายหลายแห่งจากนั้นได้มอบให้กู้ภัยสว่างเมตตานครราชสีมานำศพส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเพื่อพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง 

จากการตรวจสอบหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบการ์ดห้องพักของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งใกล้กับศูนย์การค้าชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง คาดว่าผู้ตายน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ประเทศไทยและเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว จากนั้นได้มาเดินช๊อปปิ้งที่ศูนย์การค้าดังกล่าวและตกจากชั้น 4 ของห้างลงมาเสียชีวิตที่พื้นชั้น G โดยยังไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นความตั้งใจของผู้ตายหรือเกิดอุบัติเหตุพลัดตก ซึ่งตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

โดย…ประสิทธิ์  ตั้งประเสริฐ/โคราช

“สุรศักดิ์” รมช.ศธ. ชูโมเดล “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย จ.อยุธยา”ต้นแบบนักเรียนเดินทางไร้อุบัติเหตุ

“สุรศักดิ์” รมช.ศธ. เดินหน้าขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ชูโมเดล “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย จ.อยุธยา” ของสสส.-สภาองค์กรของผู้บริโภค ต้นแบบนักเรียนเดินทางไร้อุบัติเหตุ พร้อมขยายผลจาก 20 แห่ง กระจายไปทั่วประเทศ เร่งผลักดันมาตรฐานระบบจัดการรถโรงเรียน ขยายความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความปลอดภัยการเดินทางในเด็ก-เยาวชน

 เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 พ.ย. 2567 ที่ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ภายในงานเวทีสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จ.พระนครศรีอยุธยา จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จ.พระนครศรีอยุธยา  

 นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลการเฝ้าระวังของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ปี 2565-2566 พบรถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 30 ครั้ง เฉพาะ ช่วง ม.ค.- มี.ค. ปี 2567 รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุสูงถึง 15 ครั้ง มีนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน เป็นอัตราความรุนแรงมากกว่าปี 2566 ในทุกด้าน สาเหตุเกิดจาก 1.ความประมาทของผู้ประกอบการ หรือคนขับรถ 2.สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย 3.ขาดการจัดการที่เป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และขาดการจัดการอย่างเร่งด่วน  

 “ความรุนแรงจากอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนในรอบหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการสร้างมาตรการ และนโยบาย เพื่อสร้างความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทุกภาคส่วนไม่ต้องการเห็นความสูญเสียเหมือนกรณีอุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้เมื่อ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมาอีกจึงต้องเร่งป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วน สสส. สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย ได้พัฒนา “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางขับเคลื่อนการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน นำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าว 

นายศรีสุวรรณ ควรขจร รองประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 ระบุว่า มีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะที่ได้รับขออนุญาตให้ใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนเพียง 3,342 คัน แต่ยังมีรถรับส่งนักเรียนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการขออนุญาตให้บริการรับส่งนักเรียนกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลต่อการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน และเป็นปัจจัยเสริมพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับรถรับส่งนักเรียนที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ใช้รถผิดประเภท หลีกเลี่ยงการจัดทำประกันภัย ประมาทเลินเล่อ ตลอดจนดัดแปลงสภาพรถเพื่อให้รับนักเรียนได้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียนในการเดินทาง การผลักดันให้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโรงเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง 

 “สสส. สานพลังสภาผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภค 33 จังหวัด ภายใต้โครงการแผนงานร่วมทุนสนับสนุนองค์กรผู้บริโภค ได้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรม พัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียนด้วยรถโรงเรียน โดยพัฒนาองค์ความรู้ และมาตรการไปถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลานด้วยตนเอง เช่น สวมหมวกกันน็อก 100% คาดเข็มขัดนิรภัย และจะขยายไปสู่โรงเรียนในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางให้กับเด็ก และเยาวชนทั่วประเทศ ” นายศรีสุวรรณ กล่าว 

 นางสาวชลดา บุญเกษม กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ผู้แทนเขตภาคกลาง กล่าวว่า เวทีสร้างความร่วมมือฯ รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางขับเคลื่อนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน 

 นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนและทำเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยร่วมกับ 6 ภูมิภาค ใน 148 โรงเรียน และมีโรงเรียนที่สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์เรียนรู้ 20 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของเด็กนักเรียน โดยโรงเรียนที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ ต้องมีคุณสมบัติ 5 เกณฑ์ คือ 1. มีพื้นที่เรียนรู้ทางกายภาพ มีรถรับส่งนักเรียน มีพื้นที่จุดจอด 2. มีองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการรถรับส่งนักเรียน 3. มีบุคลากรจัดการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ 4. มีรูปแบบการจัดการศูนย์เรียนรู้ 5. มีแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ 

 “สำหรับองค์ประกอบ 9 ด้านที่เป็นกรอบการพัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัยนั้น มาจากการทำงานตลอด 7 ปี ซึ่งประกอบไปด้วย 1. มีระบบข้อมูลนักเรียน รถ คนขับ เส้นทาง พฤติกรรมคนขับ 2. ระบบเฝ้าระวัง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยรายงานปัญหาได้ 3. มีระบบการดูแลนักเรียนในรถที่ถูกต้อง ทั่วถึง 4. มีการรวมกลุ่มคนขับ สร้างข้อปฏิบัติหรือวางแผนร่วมกันในการดำเนินการเพื่อสร้างความปลอดภัย 5. ต้องมีมาตรฐาน มีขั้นตอนตรวจสอบสภาพรถ และขึ้นทะเบียนกับขนส่ง 6. มีจุดจอดรถที่ปลอดภัย และระบบความปลอดภัยหน้าโรงเรียน 7. มีระบบคณะทำงาน และหลักเกณฑ์เพื่อติดตามประเมินผลทั้งระบบ 8. มีกลไกจัดการโดย ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง 9. มีคณะทำงานระดับอำเภอหรือจังหวัด” นายคงศักดิ์ กล่าว 

“สว.หมอเปรม”หนุนวธ.ตั้งกองทุนด้านภาพยนตร์ เอื้อผู้ผลิตหนังไทยกระตุ้นเงินหมุนเวียน

“สว.หมอเปรม” หนุนกระทรวงวัฒนธรรมจัดตั้งกองทุนด้านภาพยนตร์ เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ผลิตหนังไทย ได้มีเงินทุนหมุนเวียน ผลิตหนังดีมีคุณภาพขยายโอกาสสู่ตลาดนานาชาติ หลังจากหนังไทยหลายเรื่องประสบผลสำเร็จโกยเงินเข้าประเทศมากกว่า 100 ล้านบาท

นพ.เปรมศักดิ์ เพียงยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นกระทู้ ถาม น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เรื่อง มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ไทย เพื่อต้องการทราบว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดือนเมษายน 2567 พบว่า ธุรกิจผลิตภาพยนตร์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2565 มีรายได้ 12,895ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากปี 2564 ที่มีรายได้ 9,761 ล้านบาท และมีรายได้ ย้อนหลัง ปี (2563-2565) รวม 33,009 ล้านบาท อีกทั้งมีธุรกิจผลิตภาพยนตร์ที่จดทะเบียน 3 นิติบุคคล จํานวนทั้งสิ้น 1,442 ราย โดยเป็นธุรกิจขนาดเล็ก 1,385 ราย คิดเป็นร้อยละ 95.91 ธุรกิจขนาดกลาง 55 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.81 และธุรกิจขนาดใหญ่ 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.28 รวมถึง

นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมามีภาพยนตร์ไทยประสบความสําเร็จทำรายได้มากกว่า 100ล้านบาทหลายเรื่อง เช่น สัปเหร่อ หลานม่า ธี่หยด และธี่หยด 2 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า และอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเที่ยบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่น อีกทั้งยังคงประสบปัญทา ตั้งแต่การพัฒนาภาพยนตร์ไปจนถึงโครงสร้างของอุตสาหกรรม โดยปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหา ด้านเงินลงทุนสนับสนุน ผู้ผลิตภาพยนตร์ส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนหาเงินทุนโดยไร้การสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างเป็นรูปธรม อีกทั้งแหล่งเงินทุนอย่างธนาคารก็ไม่สามารถช่วยธุรกิจสร้างสรรค์ได้เพราะธนาคารคํานึงถึงความปลอดภัยและความเสียงในการลงทุน

“ผมเห็นว่าภาครัฐควรสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยจัดตั้งกองทุนด้านภาพยนตร์ที่รับผิชอบทั้งการผลิต การเผยแพร่ และการฉายภาพยนตร์ที่ครอบคลุม ทั้งภาพยนตร์กระแสหลักและภาพยนตร์อิสระ รวมถึงอํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ผลิตภาพยนตร์ที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก บริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) นิสิต นักศึกษา เยาวชน หรือ บุคคลที่มีความสนใจที่จะผลิตภาพยนตร์ การสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์และการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จากภาครัฐจะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชัน และขยายโอกาสในตลาดภาพยนตร์นานาชาติ สอดคล้องกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาลและเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ขอถามกระทรวงวัฒนธรรมนโยบายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ไทยที่ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์กระแสหลักและภาพยนตร์อิสระหรือไม่ อย่างไร และกระทรวงวัฒนธรรมมีแนวทางในการสนับสนุนเงินทุนและอำนวยความสะดวกในการผลิตภาพยนตร์ให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) นิสิตนักศึกษา และเยาวชนที่มีความสนใจ ผลิตภาพยนตร์หรือไม่ อย่างไร ซึ่งคำถามทั้งหมดนี้ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมวุฒิสภา ไม่สามารถถามในห้องประชุมสภาให้รมว.วัฒนธรรมมาตอลได้ แต่ตนเป็นว่าปัญหานี้รอไม่ได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน และยังเป็นดีต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างดี จึงจำเป็นต้องการคำตอบ

ถูกใจลูกค้า!ร้านหม่าล่าขอนแก่นเอาใจแฟนคลับแจกวุ้นหมูเด้ง

ร้านอาหารขอนแก่น ยกกองทัพวุ้นหมูเด้งและผองเพื่อน ให้บริการลูกค้าแบบเต็มอิ่มเอาใจแฟนคลับหมูเด้งเต็มที่ ขณะที่ หลายคนไม่กล้าชิมเพราะสงสารน้อง และไม่รู้จะเริ่มทานตรงไหนก่อน

ที่ร้าน “ติ๋ง ติ๋ง หม่าล่าทั่ง สาขากังสดาล” เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายธีรดล ศรีทะหา อายุ 27 ปี เจ้าของร้าน ได้นำวุ้นรูปหมูเด้งในขนาดต่างๆ มาให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่ร้าน เพื่อแทนคำขอบคุณที่ลูกค้ามาใช้บริการอย่างเนืองแน่นทุกวัน นอกจากนี้ยังคงวุ่นน้องหมูตุ๋น แม่โจน่า และวุ้นหลากหลายรูปแบบ ที่ทางร้านได้บรรจงเพื่อเป็นของแถมให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ

น.ส.ณัฐชยา ภูหอมหวน นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า วันนี้ชวนเพื่อน ๆ มารับประทานอาหารที่ร้าน ซึ่งกลุ่มเพื่อนหลายคนมาทานที่ร้านแล้วรีวิวว่าอร่อยเลยมาลองทานดู จนกระทั่งเจ้าของร้านนำวุ้นหมูเด้งมาเสริฟก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจกับความน่ารักของหมูเด้งซึ่งต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นร้านหมาล่าที่อร่อยและจริงใจ และ แม้ว่าจะสามารถรับประทานได้แต่ไม่ค่อยกล้าลองชิมเพราะสงสารน้องและไม่รู้จะเริ่มต้นตัดส่วนไหนก่อน

ขณะที่ นายธีรดล ศรีทะหา เจ้าของร้านฯ กล่าวว่า เดิมประกอบอาชีพบาร์เทนเดอร์มานานกว่า 3 ปี จนคิดว่าน่าจะเปิดร้านอาหาร แต่เมื่อดูทำเลกับอาหารที่จะขายแล้ว ขอนแก่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี จึงหาทำเลใกล้มหาวิทยาลัย ก่อนจะตัดสินใจทำร้านสไตล์อาหารจีนซึ่งเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยม โดยร้าน “ติ๋งติ๋ง หม่าล่าทั่ง กังสดาล” มาจากชื่อคุณพ่อที่ชื่อ “ติ๋ง” เพราะไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร

“ก่อนเปิดร้านเรียนรู้รสชาติจากการตระเวนชิมในหลายๆ ร้าน จนกระทั่งมาปรับเปลี่ยนและคิดเป็นสูตรของตนเอง ประกอบกับคุณแม่ เป็นครูสอนทำขนมอยู่ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงคิดกันในครอบครัวว่าน่าจะทำขนมไว้แจกลูกค้า จนมาจบที่หมูเด้ง โดยเริ่มทำมาได้ 1 สัปดาห์ เสียงตอบรับดีมาก มีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น”

นายธีรดล กล่าวต่ออีกว่า ลูกค้าหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเมื่อได้รับแจกก็ตื่นเต้นดีใจ สอบถามจะขอซื้อ แต่ทางร้านไม่ขายเพราะตั้งใจทำแจกจริง ๆ ซึ่งนอกจากวุ้นหมูเด้งแล้วยังมีวุ้นอีกหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นวุ้นน้องหมา ,วุ้นน้องหมู วุ้นอาหารเสมือนจริง วุ้นกระทงและวุ้นขนมไทย อย่างไรก็ตามจึงอยากเชิญชวนชาวขอนแก่นและนักท่องเที่ยวมาชิมหมาล่ารสเด็ด ในราคาไม่แพง ในราคาขีดละ 29 บาทแถมข้าวเปล่า นอกจากนี้เมื่อรับประทานเหลือสามารถใส่ห่อกลับบ้านได้อีกด้วย โดย ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.30 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

ตำรวจสอบสวนกลางบุกค้นจับกุมแรงงานต่างด้าว-ทลายนายทุนชาวต่างชาติ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการ ดับฝันวันลอยกระทง บุกค้นจับกุมแรงงานต่างด้าวและนายทุนชาวต่างชาติ ตบตาเจ้าหน้าที่แอบลักลอบผลิตบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเบื้องหน้าเช่าอาคารพาณิชย์ผลิตเครื่องสำอาง


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมการเร่งรัดคดียาสูบฯ และ ผู้แทน ผบ.ตร. สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. ตรวจค้น อาคารพานิชย์แห่งหนึ่ง ซอยเอกชัย 89 แขวงบางบอน เขตบางบอนกรุงเทพมหานคร ตามหมายค้นศาลอาญาธนบุรี ที่ 393/2567 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 และร่วมจับกุม

1. Mrs.Liao อายุ 37 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาที่ 1 และบุคคลต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ผู้ต้องหาที่ 2-23
พร้อมของกลางที่พบมี ดังนี้
– บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,510 ชิ้น
– น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 63 แกลลอน
– เครื่องมือสำหรับผลิตบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 8 เครื่อง
– อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 33,000 ชิ้น
– อุปกรณ์บรรจุภัณฑ์ จำนวน 9,600 ชิ้น

พฤติการณ์ เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินสืบสวนและปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง ต่อมาผกก.2 บก.ปอศ. จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการที่ 3 สืบสวนเรื่องดังกล่าว และจากการสืบสวนพบว่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวมีการแอบลักลอบนำเข้าอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าและนำมาประกอบยังสถานที่ดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้อง

ต่อศาลอาญาธนบุรีเพื่อขอหมายค้น และเข้าตรวจค้นในวันลอยกระทงที่ผ่านมา จากการตรวจค้นพบว่า สถานที่ดังกล่าวเบื้องหน้าเป็นอาคารพาณิชย์ที่เหมือนผลิตเครื่องสำอางแต่เมื่อตรวจค้นภายในอาคาร กลับพบว่ามีคนงานต่างด้าวนั่งประกอบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งการกระทำดังกล่าวน่าเชื่อได้ว่าเป็นการผลิตบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีการนำเข้าอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นสินค้ามีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ จากนั้นพบ Mrs.Liao ผู้ต้องหาเป็นผู้นำตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว และพบชาวต่างด้าว สัญชาติเมียนมา อีก 22 ราย เป็นผู้ใช้แรงงาน จึงได้ยึดของกลางทั้งหมด อีกทั้งจับกุมตัวชาวต่างด้าวทั้งหมดนำส่ง พนักงานสอบสวนสน.บางขุนเทียน

เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น Mrs.Liao ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่กรณีของชาวต่างชาติสัญชาติเมียนมา ทั้งสิ้น 22 ราย ให้การรับสารภาพมาทำงานและได้รับเงินเดือนจากผู้ต้องหา มีความผิดฐาน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ผู้ต้องหาสัญชาติจีน มีความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” อันเป็นความผิดตามมาตรา 246 ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ, และ “เป็นผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยตาม มาตรา 29/8 วรรคสอง หรือ มาตรา 29/9 วรรคสอง” อันเป็นความผิดตามมาตรา 56/4 แห่งคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการที่ 24/2567 และความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ

ส่วนที่ 2 ผู้ต้องหา สัญชาติเมียนมา จำนวน 11 ราย มีความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ

และ ส่วนที่ 3 ผู้ต้องหา สัญชาติเมียนมา อีก 11 ราย มีความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามา ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และ “เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” อันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงาน
ของคนต่างด้าว

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัย ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก ป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดที่ได้ลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีจากต่างประเทศ

“พระ-โยม”ลงแขกเกี่ยวข้าวสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน

นครราชสีมา-สีสันพระ-โยม ลงแขกเกี่ยวข้าว สืบสานประเพณีเอกลักษณ์ชาวอีสานสืบทอดกิจกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่ แปลงนาสาทิต ตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา พันจ่าอากาศโท สมพงศ์  หมั่นสาน  นายอำเภอห้วยแถลงจัดกิจกรรม พิธีขอขมาพระแม่โพสพ และกิจกรรมลงแขกเกี่ยวรวงข้าวมงคล เพื่อเป็นการสืบทอดกิจกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมา เกี่ยวกับการทำนาและทำเกษตรกรรม รวมถึงสร้างความเป็นสิริมงคล สร้างความรักความสามัคคี ให้เกิดในชุมชน เป็นไปตาม หลัก บวร บ้าน วัด ราชการ และ เพื่อนำรวงข้าวที่เกี่ยวไว้แล้ว ใช้ในการจัดทำปราสาทรวงข้าว ในประเพณีกุ้มข้าวใหญ่ตำบลทับสวาย ประจำปี 2568 และนำข้าวส่วนที่เหลือ บริจาคให้ประชาชนที่ขัดสน ได้นำไปบริโภค รวมถึงคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ดี ไว้ปลูกในปีถัดไป อีกทั้งยังเป็นการ การเฉลิมฉลอง การครบรอบการก่อตั้งตำบลทับสวาย ที่จะครบรอบ 100 ปี ในปี 2568 โดยมีการแปรอักษรครบรอบ 100 ปีอีกด้วย

ทั้งนี้ ก่อนที่จะลงแขกเกี่ยวได้ประกอบพิธีไหว้พระแม่โพสพ เพราะว่าพระแม่โพสพ เป็นเทพีกลางท้องทุ่งนา เป็นผู้ทรงอานุภาพช่วยชุบชีวิตมนุษย์ให้มีน้ำมีนวลผิวพรรณผ่องใส ช่วยให้อิ่มท้องเพิ่มพลังให้มนุษย์มีเรี่ยวแรง ด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าว จึงเป็นความเชื่อที่ชาวบ้านถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานหลายปีก่อนจะลงมือเกี่ยวข้าว

นอกจากนี้ การลงแขกเกี่ยวข้าวทำให้เกิดวัฒนธรรมเป็นการช่วยกันทำงานให้แก่เพื่อนบ้านโดยวิธีไม่คิดมูลค่าและช่วยกันด้วยความเต็มใจและเต็มกำลังของตน ดังนั้น การลงแขกจึงเป็นกิจกรรมทางสังคมในหมู่บ้านลงแรงร่วมแรงกันช่วยเหลือเพื่อนบ้านเป็นการบ่งบอกถึงความมีจิตใจงามคอยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน อีกทั้งเป็นการลดต้นทุนในการจ้างแรงงานด้วยจนกลายเป็นประเพณีประจำท้องถิ่นของคนไทยสืบทอดต่อมาสมควรอนุรักษ์และส่งเสริมให้ดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาวอีสานสืบไป ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าวนั้นไม่ค่อยนิยมแล้วเนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนไปค่าแรงเพิ่มสูงขึ้นชาวนาจึงหันมาใช้รถเกี่ยวข้าวแทนการลงแขกซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

ชาวบ้านที่บุรีรัมย์เชื่อกระสืออาละวาดกินไก่เลี้ยงไว้ตายยกเล้า

ผู้ใช้เฟชบุ๊กชื่อ “จรึม ดาทอง” ได้โพสต์ภาพซากไก่ตายปริศนา พร้อมข้อความระบุว่า  “ปอบหรือกระสือบอกแน คอกเหล็ก มันยังจัดการได้คืนเดียว 12 ตัว กัดเอาแต่คอดูดเลือด”  ซึ่งสภาพของซากไก่ที่ตายทั้งถูกกัดจนหัวขาด  บางตัวถูกกัดคอคล้ายโดนดูดเลือด และบางตัวถูกคว้านท้องเครื่องในหายไป  

จากนั้นทีมข่าวจึงได้ติดต่อสอบถามไปยังผู้โพสต์ ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเป็นเล้าไก่อยู่ใกล้กับป่าอ้อย  ด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านปากช่อง  ต.หนองแวง  อ.ละหานทราย  จ.บุรีรัมย์   จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบตามที่มีการโพสต์   

นางแก้ว ดาทอง  อายุ 49 ปี  เจ้าของไก่ที่ตาย พาทีมข่าวลงพื้นที่ไปดูก็ยังเห็นซากไก่และขนไก่กระจายเกลื่อนรอบบริเวณเล้าไก่   พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า  เลี้ยงไก่ไว้ทั้งหมด 17 ตัวตอนนี้เหลือตัวเดียวที่รอด  ส่วน 12 ตัว ตายปริศนาในสภาพถูกกดคอ ถูกคว้านท้องเอาเครื่องใน  อีก 4 ตัว ไม่เจอกระทั่งซากไม่รู้ว่าหายไปไหน   เมื่อตรวจดูรอบๆ เล้าไก่ที่เกิดเหตุก็ไม่พบร่องรอยสัตว์แต่อย่างใด รู้สึกแปลกใจ  ส่วนตัวจึงคิดว่าอาจจะเกี่ยวกับเรื่องสิ่งลี้ลับหรือไสยศาสตร์มนต์ดำหรือไม่  คนที่เล่นอาจรักษาของไม่ได้ทำให้กลายเป็นอย่างอื่น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไก่ตายปริศนาแต่หาสาเหตุไม่ได้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว   ลักษณะการตายก็คล้ายกัน  ประกอบกับเคยมีชาวบ้านบอกว่าเห็นแสงปริศนาลอยอยู่บริเวณป่าอ้อยใกล้กับเล้าไก่  ส่วนตัวจึงคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งลี้ลับ 

ด้านนายจรึม ดาทอง อายุ 51 ปี สามีนางแก้ว เล่าว่า  จากสภาพไก่ที่ตาย แต่ไม่พบรอยสัตว์  ส่วนตัวจึงเชื่อว่า อาจจะเป็นปอบหรือกระสือมากินหรือไม่  เพราะครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ไก่ตายปริศนา และทั้งสองครั้งก็เกิดขึ้นในวันพระด้วย สอดคล้องกับที่ชาวบ้านคนแก่ในหมู่บ้านบอกว่าเคยเห็นแสงปริศนาลอยในป่าใกล้กับเล้าไก่ที่เกิดเหตุ  แม้ตัวเองจะยังไม่เคยเห็นกับตาแต่จากสภาพไก่ที่ตาย รวมถึงคำบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่   จึงเชื่อว่าไก่ที่ตายอาจจะเป็นฝีมือปอบหรือกระสือก็เป็นไปได้   หลังจากนี้ก็คงจะไม่เลี้ยงแล้ว    หรือถ้าเลี้ยงก็อาจจะเลี้ยงไว้ที่บ้าน

ขณะที่ นางวัน ย้อมศรี อายุ 64 ปี  ผู้สูงอายุในหมู่บ้าน  บอกว่า ส่วนตัวเชื่อว่ามีปอบหรือกระสืออยู่จริง   เพราะเมื่อหลายปีก่อนตนเคยเห็นแสงวาบ ๆ ลอยอยู่เหนือต้นไม้ ใกล้กับเล้าไก่จุดเกิดเหตุ    จึงทำให้เชื่อว่าอาจจะเป็นฝีมือของปอบหรือกระสือ  ที่ออกมาหากินตอนกลางคืน  แต่จะมีจริงหรือไม่มีจริงก็เป็นความเชื่อส่วนตัวของตัวเอง

ข่าว/ภาพ : สุรชัย   พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์

ประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ยิ่งใหญ่สมใจนักท่องเที่ยวคาดเงินสะพัด 2 พันล้าน

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. บรรยากาศงานประเพณียี่เป็งหรือลอยกระทงเชียงใหม่ปี 2567 คึกคักสมใจ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมงานแน่นเมือง โดยคืนที่ผ่านมาเป็นไฮไลท์หลักที่มีกระประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ชิงถ้วยพระราชทานฯ ที่หลายหน่วยงานจัดส่งขบวนกระทงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสุดอลังการ ลงประกวดถึง 29 ขบวน ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เฝ้ารอชมขบวนตลอดเส้นทางอย่างเนืองแน่นตลอดคืน ภายใต้แนวคิด “มนต์เสน่ห์แม่ระมิงค์ แสงศิลป์ ถิ่นวัฒนธรรม”

ทั้งนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างชื่นชมความสวยงามของขบวนกระทงอย่างประทับใจไม่ผิดหวัง ผลการประกวดพบว่า “กลุ่มศิลป์ไทยอาร์ต หัสดินอาร์ต ร่มฉัตรคอนเนคชั่น” ขบวนลำดับที่ 17 คว้ากระทงยอดเยี่ยม รางวัลถ้วยพระราชทานฯ ส่วนผลการประกวดกระทงใหญ่รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระใต้ร่มพระบารมี ศรีนครพิงค์” รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ขบวน “LOOKER ร่วม PIKASUS66″

สำหรับ บรรยากาศการท่องเที่ยวในจุดต่างๆของเชียงใหม่พบว่า ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเทียวช่วงประเพณีลอยกระทงไปยังอำเภอรอบนอก โดยจัดให้มีงานอีเว้นท์ขนาดใหญ่ที่อยู่นอกเหนือเส้นทางการบินในการร่วมกันปล่อยโคมลอยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมากทั้งชาวจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรปและอเมริกา ที่ซื้อแพคเกจร่วมงานที่เอกชนร่วมกับพื้นที่ต่างๆ จัดขึ้น เช่นในพื้นที่อำเภอแม่แตง แม่ริม ดอยสะเก็ด สันกำแพง แม่ออน รวมถึงพื้นที่สนามกอล์ฟดังเขตจังหวัดลำพูนอีกหลายจุดโดยพบว่า การลอยโคมลอยยามค่ำคืนยังเป็นมนต์เสน่ห์ที่สร้างความชื่นชอบประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ปีนี้พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีการขออนุญาตจัดกิจกรรมปล่อยโคมมากกว่า 60,000 ดวง

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยด้านดิจิทัล วิจัยและพัฒนา กล่าวว่า งานลอยกระทงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ เพื่อต้อนรับช่วงไฮซีซันที่กำลังเริ่มต้นขึ้นหลังประสบปัญหาอุทกภัยโดยเฉพาะที่เชียงใหม่และเชียงราย มีแรงหนุนจากโครงการ ‘แอ่วเหนือคนละครึ่ง’ 10,000 สิทธิ์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ปัจจุบันมียอดผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้วกว่า 6,500 ราย ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติปีนี้ก็ถือว่าคึกคักและหนาแน่นคาดว่า จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามาสัมผัสความประทับใจในงานนี้ตลอดระยะเวลา 5 วันของแคมเปญ “THAILAND WINTER FESTIVAL” จากผลที่ประเมินการตอบรับงานทุกพื้นที่คาดว่า จะสร้างเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่เป้าหมายโดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงรายกว่า 2,000 ล้านบาท

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานฮ่องกง นางพรมนต์ จันทร์ศรี ผอ.ททท.สนง.ฮ่องกง เผยว่า ทาง ททท.สำนักงานฮ่องกงและสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ พาอินฟลูเอ็นเซอร์และยูทูปเบอร์รุ่นใหม่ชื่อดังของฮ่องกงจำนวน 6 คน ร่วมโปรโมทในกิจกรรม” Loy Krathong Media Fam Trip” โดยการจัดให้อินฟลูกลุ่มนี้ได้มีโอกาสรู้จักเชียงใหม่และได้สัมผัสและเห็นสถานที่ท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ๆ เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวในเชียงใหม่ให้กับชาวฮ่องกงระหว่าง 13-17 พ.ย.2567 มีกิจกรรมบางส่วนระหว่างทริป เช่น  ชิมเมนูอร่อยหมูกระทะ นวดไทยที่ ศิรา สปา เที่ยวชมบรรยากาศลอยกระทงล้านนาที่คลองแม่ข่า ทำกิจกรรม Cooking Class, ทดลองปรุงชาที่ร้านเก๊าไม้ล้านนา ชมสวนดอกไม้ป้านกเอี้ยง ร่วมงาน Yeepeng Lanna Festival ที่สนามกอล์ฟกัสซัน พาโนราม่า จ.ลำพูน ที่มีการปล่อยโคมลอยไม่ต่ำกว่า 3 พันดวงในงานที่มีการขออนุญาตไว้และจัดเป็นปีที่ 5 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ร่วมชมขบวนแห่กระทงใหญ่ บริเวณข่วงประตูท่าแพ Food tour ด้วยรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า LOMO ทัวร์ชิมของอร่อยแบบรักษ์โลกเที่ยวบ้านข้างวัด แหล่งงานคราฟท์และเวิร์คช็อป คาดว่า จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งได้อย่างมาก

ข่าว/ภาพ : ภาณุเมศ ตันรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่

“ชยุตพล” ชูถ้วยแชมป์ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” ครองถ้วยพระราชทาน

“โปรสมาร์ท” ชยุตพล กิตติรัตนไพบูลย์ คว้าแชมป์ “ไทยแลนด์ โอเพ่น” ครั้งที่ 52 ครองถ้วยพระราชทานรัชกาลที่ 9 พร้อมเงินรางวัล 750,000 บาท ณ สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ พาร์ 71 จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567

สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ และบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด(มหาชน) ร่วมกันจัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย “ไทยแลนด์ โอเพ่น ครั้งที่ 52”  แมตช์ปิดฤดูกาลออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2024 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมเงินรางวัลรวม 5 ล้านบาท

โปรวัย 28 ปี จากเชียงใหม่ออกสตาร์ทด้วยการตามหลังผู้นำร่วมหนึ่งสโตรกก่อนทำเพิ่มอีก 5 อันเดอร์ จาก 5 เบอร์ดี้ แซงคว้าแชมป์ที่สกอร์รวม 20 อันเดอร์ ในแมตช์ปิดฤดูกาลออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2024 

ชยุตพล ซึ่งขยับขึ้นมาจบที่ 7 ในอันดับเงินรางวัลสะสมที่จำนวน 888,680 บาท จากการเล่น 12 รายการ กล่าวว่า “ภูมิใจมากๆ ครับกับแชมป์ครั้งนี้ ภูมิใจที่สามารถสู้ต่อมาได้แม้ว่าจะมีวันที่ท้อแท้หรือวันที่ไม่แน่ใจว่าตนเองจะทำได้ดีกว่าเดิมหรือไม่ก็ตาม” 

“โปรนิว” นิวพอร์ต ลาภาโรจน์กิจ ผู้นำร่วมหลังจบรอบสามได้รองแชมป์ที่สกอร์รวม 19 อันเดอร์ รับเงินรางวัล 475,000 บาท และแม้จะพลาดการคว้าแชมป์ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน แต่เงินรางวัลดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้ นิวพอร์ต คว้าตำแหน่งนักกอล์ฟมือหนึ่งของออลไทยแลนด์กอล์ฟทัวร์ 2024 ด้วยเงินรางวัลสะสมจำนวน 1,132,733 บาท จากการเล่น 12 รายการ 

“พอใจกับฟอร์มครับ แม้ว่าจะมีช็อตที่พลาดง่ายๆ บ้าง แต่ก็พอใจกับฟอร์มเพราะว่าถึงจะพลาดแต่ผมก็สู้กลับมาและทำเต็มที่แล้วครับ”

ภูสิทธิ์ ทรัพย์อัประไมย ที่นำร่วมกับนิวพอร์ตหลังจบรอบสามทำอีก 2 อันเดอร์ จบอันดับ 3 สกอร์รวม 18 อันเดอร์ รับเงินรางวัล 275,000 บาท

ธันยากร ครองผา และ เข้มข้น ลิมพะสุต จบอันดับ 4 ร่วม ที่สกอร์รวมคนละ 17 อันเดอร์ หลังจากรอบสุดท้ายธันยากร ทำอีก 4 อันเดอร์ และ เข้มข้น ตีอีก 2 อันเดอร์ รับเงินคนละ 182,500 บาท

รางวัลนักกอล์ฟสมัครเล่นยอดเยี่ยม “ศุภพร มาพึ่งพงศ์” ได้แก่ พิชยุตม์ สิมะอารีย์  ที่ทำเพิ่มรอบสุดท้าย 5 อันเดอร์ สกอร์รวม 12 อันเดอร์

นายกฯปลื้มประสบความสำเร็จในเวทีร่วมประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 31

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ก่อนการเดินทางกลับประเทศไทยสรุปภาพรวมภารกิจ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 และการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้องของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรูว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชม เปรูในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ซึ่งเป็นครั้งที่ 31 แล้ว โดยไทยได้เป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด BCG Economy หรือ Bio-circular -Green ecocomy สำหรับ การประชุมครั้งที่ 31 นี้มีหัวข้อหลัก เช่นการเสริมสร้างพลังการมีส่วนร่วม และการเติบโตที่ยั่งยืน (Empower Inclusive Growth) เพื่อให้สมาชิกเติบโตไปพร้อมๆกัน นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนการลงทุน และผลักดันให้เกิดการค้าเสรี หรือ FTA  ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมเรื่องนวัตกรรม ดิจิทัลและการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งตรงกับนโยบายที่ไทยกำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคมีแนวทางเดียวกันในการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานแห่งอนาคตที่ยั่งยืน และวิธีการรับมือกับอุปสรรคและปัญหาจากภัยธรรมชาติ  การนำเทคโนโลยีที่แต่ละประเทศมีไม่เหมือนกัน มาสนับสนุนและแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวทีการหารือกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC Dialogue with APEC Economic Leaders ) ถือว่าเป็นส่วนสำคัญ โดยได้คุยกับนักธุรกิจระดับผู้นำแต่ละเขตเศรษฐกิจ อาทิ พลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า และ AI ซึ่งหลายบริษัทสนใจลงทุนในประเทศไทยมาก และได้เชิญชวนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยเน้นไปที่เทคโลโลยี AI  Semiconductor และ Data center  และ ยังได้พูดคุยกับเอกชนยักษ์ใหญ่  3 บริษัท ประกอบด้วย Tiktok Microsoft และ Google  ที่แจ้งว่าสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่ม

“การลงทุนอย่าง Data center จะทำให้คนไทยเกิดการจ้างงานแบบใหม่ๆ ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี ของไทยตอนนี้เติบโตไม่เต็มศักยภาพ การหาเม็ดเงินใหม่ๆเข้าประเทศจะให้คนไทยมีรายได้และมีอาชีพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไทยจะต้องพัฒนาทุกด้านไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหมื่น การสร้างรายได้ใหม่ ซอฟต์พาวเวอร์ การลงทุน และการหาเม็ดเงิน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งทุกกรอบการประชุมต่างๆ ได้ระบุไปว่า ไทยพร้อมแล้วที่จะมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเกษตรกรรมอัจฉริยะ หรือ Smart farming อย่างแท้จริง”นายกฯกล่าว

สำหรับ การหารือทวิภาคีกับ นางดินา เอร์ซิเลีย โบลัวร์เต เซการ์รา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเปรู นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอชี่นชมเปรูในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปี 2024 นี้  ยืนยันว่า ไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกันโดยเฉพาะการเจรจาการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างไทย-เปรู ซึ่งเปรูเพิ่งเปิดท่าเรือชางใค ที่จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งสินค้าเกษตรของไทยได้เป็นอย่างมาก และสามารถเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์ของไทยในอนาคตได้อีกด้วย  โดยจะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ นำไปพิจารณาถึงผลิตภัณฑ์ ขนสัตว์อัลปากาของเปรูที่มาทำเป็นเสื้อผ้า มาผสมผสานกับผ้าไหมของไทย เพื่อให้เกิดเนื้อผ้าพิเศษขึ้นมาเพื่อนำเสนอเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ของทั้งสองประเทศ มารวมกันเพื่อช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนการหารือทวิภาคีกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พูดคุยถึงความร่วมมือกันในปีหน้า ที่ไทย-จีน จะเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปี โดยจีนได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระเขี้ยวแก้ว มาประดิษฐานไว้ที่ประเทศไทยในวันที่ 4 ธันวาคมนี้   และจีนยืนยันที่จะมอบหมีแพนด้ายักษ์มาประเทศไทยอีกครั้ง  

นอกจากนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะเรียนรู้รูปแบบการพัฒนาประเทศของจีน ในการลดความยากจนในประเทศรวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ และได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนจีนเข้ามาลงทุนที่ไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประธานาธิบดีจีนกล่าวยินดีและยืนยันว่าจะส่งเสริมความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ Online scam ระหว่างกัน และจะสนับสนุนไทยเข้าร่วม BRICS ด้วย

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมงานกาล่าดินเนอร์ทั้ง 2 คืน ทั้งในงานเลี้ยงอาหารค่ำ APEC CEOs-Leaders Dinner และ งานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคว่า ได้สร้างความมั่นใจให้กับประเทศไทยและเชิญชวนภาคเอกชนเขตเศรษฐกิบสมาชิกมาลงทุนที่ประเทศไทย ตลอด 3 วัน ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก  เพราะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำแต่ละเขตเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อกัน ขณะเดียวกันย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีโลกด้วยว่า ประเทศไทยพร้อมแล้ว สำหรับการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและสมาชิกเอเปค โดยมั่นใจว่าการได้พูดคุยกันจะทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศต่างๆ และหาโอกาสให้กับประเทศไทยได้ง่ายขึ้น” นายกรัฐนตรีกล่าว

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมในครั้งนี้ ว่าเจ้าภาพเปรูเป็นประธานจัดงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะเวทีการประชุมในแต่ละเวทีตลอด 3 วัน ได้สอดแทรกศิลปะวัฒนธรรมของเปรูไว้ทุกเวที นายกรัฐมนตรี ผู้นำของประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมาก ในทุกครั้งที่ขึ้นกล่าวหรือแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม โดยสื่อมวลชนต่างชาติ ต่างให้ความสนใจนายกรัฐมนตรีสุภาพสตรี 1 ใน 2 คนของไทยในการประชุมครั้งนี้อย่างมาก