ทำดีที่สุดแล้ว!’โอปอล สุชาตา’ คว้ารองอันดับ 3 Miss Universe 2024

โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี คว้ารอง 3 Miss Universe 2024 แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ ลั่นทำดีที่สุดแล้ว

ในสู่โค้งสุดท้ายการประกวด “มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 73” หรือ Miss Universe 2024 แล้ว ที่จัดขึ้น ณ ประเทศเม็กซิโก

ตัวแทนสาวไทยอย่าง โอปอล สุชาตา ไทยแลนด์ สาวงาม วัย 21 ปี ก็ทำเต็มที่ทั้งในรอบชุดว่ายน้ำ ชุดราตรี และรอบตอบคำถาม ทั้งสวยทั้งฉลาดครบรส

แต่ไปไม่ถึงจักรวาล เมื่อสาวโอปอลพลาดเข้ารอบอย่างน่าเสียดาย โดยสาวงามผู้คว้ามงปีนี้ได้แก่สาวงามจากเดนมาร์ก รองอันดับหนึ่งคือ ไนจีเรีย รองอันดับสองคือ เม็กซิโก รองอันดับสามคือ ไทยแลนด์ และรองอันดับสี่คือ เวเนซุเอลา

ทั้งนี้ก็ได้ใจแฟน ๆ ไม่น้อย เพราะต่างรู้ดีว่าสาวโอปอลทำการบ้านมาดีแค่ไหน แถมยังเป็นตัวแทนจากเอเชียเพียงหนึ่งเดียวในรอบนี้ เรียกได้ว่าทำเต็มที่แล้วจริง ๆ

ฝนหลงฤดู!ชาวนาชัยภูมิระทมข้าวเปลือกตากไว้เปียกชื้นเสียหายหนัก

ชัยภูมิ-ชาวนาระทมฝนหลงฤดูถล่มข้าวเปลือกตากไว้เปียกน้ำเสียหายพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เกิดฝนหลงฤดูตกหนัก เกษตรกรชาวนาที่เกี่ยวข้าว ตากข้าวตามพื้นที่ต่าง ๆ ข้าวเปียกฝนมีความชื้นสูง ต้องย้ายข้าวหาที่ตากให้แห้งใหม่ก่อนข้าวจะแตกหน่อ

เมื่อวันที่ 17พ.ย.67 ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จากร่องมรสุมผ่านพาดทำให้เกิดฝนหลงฤดู ตกหนักเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ทั้งในพื้นที อ.ภูเขียว เกษตรสมบูรณ์ หนองบัวแดง และอีกหลายอำเภอ รวมถึงชาวนาในพื้นที่ บ้านหนองแวง ต.บ้านเพชร อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ต่างได้เร่งช่วยกันเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้ ตามบริเวณลานตากในหมู่บ้าน หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักหลายชั่วโมง ข้าวเปลือกของเกษตรหลายรายเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้ตามทุ่งนา พื้นที่ตามลานตากข้าวในหมู่บ้าน ถูกฝนเปียกชื้น 

หากนำไปขายหรือเข้าร่วมโครงการรับจำนำ จะถูกหักค่าความชื้น ทำให้ได้ราคาไม่ดี หรือไม่รับซื้อไม่รับจำนำข้าวเปลือกเลย ต้องเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้ หาสถานที่ตากแดดใหม่ ซึ่งนับเป็นความทุกข์ของเกษตรกรชาวนา ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ทั้งประสบกับปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และฝนหลงฤดูกระหน่ำซ้ำเติมอีกครั้งในช่วงเกี่ยวข้าว ซึ่งจะพบเห็นชาวนานำข้าวเปลือกมาตากแดด ทั้งตามพื้นที่เส้นทางถนนลาดยาง ผ่านตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตามลานกีฬาใกล้บ้าน ตามลานซิเมนต์ภายในวัด จำนวนมากในช่วงนี้ ซึ่งจะมีทั้งข้าวเปลือกข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิ 105 

จากการสอบถามชาวนาที่นำข้าวเปลือกมาตากไว้เปียกน้ำฝน ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวได้เมื่อ3 วันที่แล้ว ต่างได้ข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวมาตากเพื่อลดความชื้น จะเก็บเข้ายุ้งฉางในเย็น แต่ได้เกิดฝนเทลงมาอย่างหนักทำให้ต่างรีบหาถุงพลาสติกใบใหญ่ และผ้าใบขนาดใหญ่มาคลุมข้าวเปลือกที่ตากไว้ในลาน แต่ก็ไม่สามารถ ทำได้ทัน จึงทำให้เมล็ดข้าวที่ตากไว้เปียกทั้งหมด ทำให้ตนต้องเดือดร้อนนับหนึ่งใหม่ นำข้าวเปลือกเปียกน้ำฝนมาตาดแดดใหม่อีกรอบ อย่าน้อย 3 วันข้างหน้าข้าวเปลือกจึงจะแห้ง 

ทำให้ชาวบ้านที่รอคิวที่จะนำข้าวเปลือกมาตากข้าวต่อจากคนที่ตากข้าวเปลือกไว้แล้ว ต้องรอตากข้าวเปลือกอีก 3 วัน หรือหาพื้นที่ตากข้าวแห่งใหม่  ซึ่งชาวนาหลายคนได้แต่ภาวนาขออย่าให้เกิดฝนตกหนักลงมาอีก หวั่นข้าวเปลือกเปียกน้ำฝน จะออกรากขึ้นมา นำไปขายหรือสีเป็นข้าวสารหุงกินไม่ได้

โดย….มัฆวาน  วรรณกุล   ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

“ไร่ละพัน”สะดุดมติครม.เก่า อัดฉีดสินเชื่อ 5.9 หมื่นล้านแก้ปัญหา

เงินช่วยเหลือเกษตรกร หรือชาวนา กลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วง ที่ผ่านมา เมื่อ สส.พรรคร่วมรัฐบาล เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงความชัดเจนเรื่องเงินช่วยเหลือชาวนา  โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาตอบว่า  ช่วงก่อนหน้านี้มีชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวนาโดยอนุมัติดำเนินโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ในปีการผลิต 2567/2568  เพราะว่าเป็นช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมากในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2567 ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ จนทำให้ มีข้อเรียกร้องในช่วงนี้ค่อนข้างมาก

 ไร่ละพันสะดุดมติครม. (21/11/66)

ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกมาชี้แจงว่า แม้โครงการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ในขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พ.ย.66 กำหนดเป็นหลักการว่า “ในการจัดทำมาตรการ / โครงการ เพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และภาคเกษตรต่อจากนี้ไป ให้ทุกหน่วยงานต้องหลีกเลี่ยง การดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร และให้พิจารณาดำเนินมาตรการ /โครงการ ในลักษณะที่เป็นการสนับสนุน การเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน หรือ เป็นการยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร

อย่างไรก็ดีแม้จะติดมติ ครม.ดังกล่าว ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ  ได้เดินหน้าติดตามและเร่งรัดแก้ปัญหาให้ชาวนา  ด้วยการพยายามที่จะจัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จึงได้เตรียมจัดทำมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 59,500.01 ล้านบาท

  1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 43,843.76 ล้านบาท และ 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท

ผ่าลึกโครงการสองมุมมอง

นโยบายช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท เป็นนโยบายที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ โดยมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ซึ่งการวิเคราะห์นโยบายนี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และหาแนวทางปรับปรุงนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของความคิดเห็นของผู้เห็นด้วย มองว่าว่านโยบายนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทันท่วงที ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับภาคเกษตรกรรม

 ส่วนผู้ที่คัดค้าน มองว่านโยบายนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของปัญหา เช่น ราคาพืชผลตกต่ำ ปัญหาหนี้สิน และการเข้าถึงเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดีในแง่ของนโยบาย เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา เพราะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาในช่วงที่ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องให้กับครัวเรือนเกษตรกรเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก เงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในระดับท้องถิ่น ทำให้เศรษฐกิจในชนบทมีความคึกคักมากขึ้น

สร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาของเกษตรกรและออกมาตรการช่วยเหลือ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรในการประกอบอาชีพต่อไป

แต่ในแง่ของนโยบายก็มีข้อเสียที่ทางฝ่ายที่คัดค้านมองว่า การให้เงินช่วยเหลือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายงบประมาณต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณในส่วนอื่นๆมีความเสี่ยงในการทุจริตคอรัปชั่นในการดำเนินโครงการ หากระบบการตรวจสอบไม่เข้มงวดเพียงพอและเกษตรกรอาจรอกการพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลมากเกินไป ทำให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองและปรับปรุงวิธีการผลิต

แนะเกษตรกรปรับตัวรัฐส่งเสริมการตลาด

รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อรอง สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ หรือกลุ่มผู้ผลิต เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และลดต้นทุนการผลิต

สร้างตลาดให้กับสินค้าเกษตร เช่น การส่งเสริมการตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร และการส่งออกแก้ไขปัญหาโครงสร้าง แก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร เช่น ระบบชลประทาน การขนส่ง และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตตรวจสอบและประเมินผล: มีการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันนี้โครงการ “ไร่ละพัน” ยังไม่มีข้อสรุป เพราะนโยบายยังมีข้อดีและข้อเสีย  การแก้ไขปัญหาเกษตรกรต้องอาศัยมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุม ไม่ใช่เพียงแค่การให้เงินช่วยเหลือ ต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกษตรกรมีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้

ซ้ำเติมยุคศก.ตกต่ำ!พ่อค้าแม่ค้าตลาดเก็นติ้ง โก-ลก เดือดร้อนหนัก หลังเจ้าของปรับราคาเช่า

นราธิวาส–พ่อค้าแม่ค้าตลาดเก็นติ้ง โก-ลก เดือดร้อนหนัก-หลังเจ้าของปรับราคาเช่า วอน! เจ้าของตลาดเห็นใจคนหาเช้ากินค่ำบ้าง ด้านผู้บริหาร แจง! ยืดเวลาชำระจนชนเพดาน เป็น 18 งวด แบกภาระดอกเบี้ย 10 ล้านบาท ยัน! ไม่ปรับลง

จากกรณีกลุ่มผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้า บริเวณตลาดเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ได้ร้องเรียนไปทาง สำนักงานอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนราธิวาส ถึงความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการที่ตลาดเก็นติ้ง ภายหลังบริษัทส่งเสริมการตลาด จำกัด ทีมีนายสมโภชน์ หงษ์กิตติยานนท์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการฯ ได้มีการปรับค่าเช่าและค่าต่อสัญญาที่สูงกว่าราคาเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนทั้งจากค่าเช่ารายเดือน และค่าต่อสัญญา นำไปสู่การร้องทุกข์ผ่าน นาย อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.เขต 2 จ.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้นำประเด็นดังกล่าวนี้เข้าสู่สภาฯ เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ อีกทั้งกลุ่มผู้ประกอบการทั้งหมดได้เข้าร้องเรียนกับ นายอนิรุทร บัวอ่อน นายอำเภอสุไหงโก-ลก อีกด้วย 

หลังจากนั้น นายอำเภอสุไหงโก-ลก และ ส.ส.อามินทร์ มะยูโซ๊ะ ได้เข้าพบ นายสมโภชน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทส่งเสริมการตลาด จำกัด เพื่อขอให้ปรับราคาใหม่ที่สูงกว่าราคาเดิมมาก ลงมาอีกหน่อย เพื่อที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะได้ไม่เดือดร้อนมากนัก อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่เริ่มซบเซา ทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่หันไปใช้บริการจากร้านสะดวกซื้อและห้างดังที่เปิดตัวมาได้ประมาณ 1 ปีกว่า แทนการเดินย่ำในตลาดที่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำเสียขังอยู่เป็นจุดๆ ทำให้อุปสงค์และอุปทานไม่สมดุลกัน ผู้ซื้อ-ผู้ขายเกิดช่องว่าง จนการซื้อขายในตลาดแห่งนี้สะดุด ไม่คล่องตัวเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งปัญหาดังกล่าว ได้รับคำยืนยันในราคาที่ปรับใหม่จากนายสมโภชน์ ว่าไม่สามารถปรับราคาลงได้ รวมทั้งระยะเวลาก็ยืดให้แบบชนเพดานแล้ว

 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พ.ย.67 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสนามกีฬามหาราช อ.สุไหงโก-ลก จ. นราธิวาส นาย เกียรติยศ ศักดิ์แสง รองอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่พบปะกับกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าตลาดเก็นติ้ง ด้วยตนเอง 
   

โดยกลุ่มผู้ประกอบการตลาดเก็นติ้ง ได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ในการเรียกร้องต่อสำนักงานอัยการฯ จำนวน 7 ข้อ ดังนี้ 

1.ขอลดค่าต่อสัญญาเช่า 20 ปี และค่าเช่าที่ปรับใหม่ให้มีความเป็นธรรม ไม่ปรับขึ้นสูงจนเกินไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และขอผ่อนชำระค่าต่อสัญญาเป็น 18 งวด เนื่องจากตลาดเก็นติ้งจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เคยเกิดเหตุความรุนแรงถึง 3 ครั้ง และยังเป็นเป้าหมายในทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือนในเขตพื้นที่ชุมชน ส่งผลให้คนในพื้นที่หลีกเลี่ยงการเข้าตลาดแห่งนี้ 

2.ขอให้ทางบริษัทส่งเสริมการตลาด จำกัด แก้ไขข้อความในสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้มีข้อความที่เป็นธรรมต่อผู้เช่า ไม่เอาเปรียบผู้เช่า
     
3.ผู้เช่าอาคารพาณิชย์ทั้งหมด “ขอคืนพื้นที่” ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลังของอาคารพาณิชย์ที่เช่าอยู่ ขอให้บริษัทส่งเสริมการตลาด จำกัด ย้ายแผงเเม่ค้าที่ตั้งกีดขวางอยู่ให้ย้ายออกไปอยู่ในตลาดสด

4.ขอให้ทางบริษัทส่งเสริมการตลาด จำกัด ปรับปรุงตลาดเก็นติ้ง ที่มีอายุ 30 ปี ที่มีสภาพทรุดโทรม ให้กลับมาสวยงาม สะอาดถูกหลักอนามัย พร้อมวางระบบท่อระบายน้ำใหม่ให้สามารถระบายของเสียได้มากขึ้น
     
5.ขอให้ดำเนินการปรับปรุงถนนในพื้นที่ตลาด เนื่องจากปัจจุบันสภาพถนนทรุดโทรม เป็นหลุมเป็นท่อ

 6.ให้มีการจัดระเบียบตลาดใหม่ ให้มีพื้นที่จอดรถสำหรับลูกค้าที่มาจับจ่าย พร้อมให้ติดป้ายพื้นที่ห้ามจอดตรงบริเวณที่กีดขวางการจราจร
     
7.ควรทำความสะอาดใหญ่อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกที่ตกค้างและป้องกันการเเพร่พันธุ์ของหนูและยุง ซึ่งเป็นพาหะของโรค เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ประกอบการและผู้เข้ามาจับจ่าย

ทางด้าน นาย เกียรติยศ ศักดิ์แสง รองอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จ.นราธิวาส กล่าวกับสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่บริเวณตลาดเก็นติ้ง ว่า เนื่องจากทางสำนักงานอัยการฯ ได้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าที่ตลาดเก็นติ้ง ที่ได้ร้องทุกข์ผ่าน นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ และนายอนิรุทร บัวอ่อน นายอำเภอสุไหงโก-ลก จึงลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเดือดร้อนและรับข้อร้องเรียนของกลุ่มผู้ประกอบการฯ เพื่อที่จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายต่อไป

 ทางด้านผู้ประกอบการ คุณ รุจิรา แจ่มจันทร์ ผู้ประกอบการขายผลไม้สด เป็นคนหนึ่งที่เดือดร้อน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่เขามาคุยกันรวมตัวกันว่าจะหาข้อสรุปว่า เราขอให้เก็นติ้งประนีประนอมกับเราว่ายังไงบ้าง เพราะว่าเขาให้เวลาเราแค่ 18 งวด เราไม่ทันจ่าย (ขายมานานหรือยัง) แม่ขายมานาน 20กว่าปีแล้ว ตอนนั้นค่ารายวัน วันละ 35 บาท แต่ปัจจุบันเก็บวันละ 100 บาทต่อห้องและมีรายปี  แต่แม่ต่อสัญญาแล้ว เพราะถ้าไม่ต่อ เขาจะฟ้องพวกเรา เขาแจ้งเราล่วงหน้าแค่ 1เดือน แจ้งปลายเดือนกันยา พอสิ้นเดือนตุลา ต้องจ่ายแล้ว

ตอนแรกเขาจะเอาเราเลยทีเดียว 1 แสนห้าหมื่น 2 ห้องก็ 3แสน เราจะเอาเงินที่ไหน ตอนแรกเขาจะให้จ่าย 3 งวดซึ่ง 3 งวดไม่ทัน 6 งวดก็ไม่ทัน จนตอนนี้ให้ 18 งวด เราก็ยังไม่ทัน เรามีรายจ่ายนอกอีกเกือบ 1 หมื่น จ่ายค่ารถ ค่ากิน ค่าบ้าน เราค้าขายแต่ละวันยังไม่ถึงเลย.ก็อยากขอร้องช่วยอะลุ่มอล่วยกับพวกเราหน่อย อย่างแค่1 แสนห้า เราไม่เป็นไรแต่ขอเวลาให้พวกเราหน่อย.ในการผ่อนชำระ.และขอความกรุณาช่วยยกเลิกค่าเช่าที่ที่บอกว่าจะขึ้นทุกๆ 3 ปี

ต่อมาทีมผู้สื่อข่าวจากหลายสำนัก ได้เดินทางไปขอเข้าพบ นายสมโภชน์ หงษ์กิตติยานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทส่งเสริมการตลาด จำกัด เพื่อซักถามและรับฟังข้อชี้แจงจากอีกฝ่ายที่ถูกพาดพิงถึงปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยนายสมโภชน์ ได้ชี้แจงว่า ทางบริษัทได้ทำสัญญาตามเงื่อนไขของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งสัญญาใหม่นี้ จะแตกต่างจากสัญญาเดิมคือ อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น จากเดิมสิทธิการเช่าอยู่ คูหาละ 2.5 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี พร้อมค่าเช่าที่ดิน เดือนละ 943 บาท ซึ่งจะเพิ่ม 5% ทุกปี จนครบ 30 ปี 

ในสัญญาฉบับใหม่ระบุว่า ผู้เช่าชำระค่าต่อสัญญา 20 ปี คูหาละ 500,000 บาท และผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าอาคารพร้อมค่าเช่าที่ดินเป็นรายเดือน ตามเงื่อนไขสัญญาที่เป็นระเบียบใหม่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งคิดค่าเช่าเดือนละ 4,200 บาท และปรับเพิ่ม 10% ทุก 3 ปี ส่วนอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จากเดิมค่าเช่าอาคาร คูหาละ 1.5 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี โดยจ่ายค่าเช่าที่ดิน 1,037 บาทต่อเดือน และปรับเพิ่ม 5% ทุกปี แต่สัญญาฉบับใหม่ ผู้เช่าชำระค่าต่อสัญญา 20 ปี คูหาละ 450,000 บาท  และจ่ายค่าเช่าอาคารพร้อมที่ดิน เดือนละ 3,800 บาท ปรับเพิ่ม 10 % ทุก 3 ปี
    
 “ส่วนแผงซุ้ม 1 ชั้น จากเดิมชำระรายปี ปีละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา 30 ปี ค่าเช่าต่อวัน วันละ 54 บาท หรือเดือนละ 1,620 บาท แต่สัญญาใหม่ ผู้เช่าชำระค่าต่อสัญญา 20 ปี แผงละ 150,000 บาท อัตราค่าเช่าใหม่ปรับเป็นเดือนละ 3,000 บาท ปรับเพิ่ม 10% ทุก 3 ปี” 
     
นอกจากนี้ นายสมโภชน์ ยังกล่าวลงลึกในรายละเอียดกับสื่อมวลชนอีกว่า สัญญาฉบับใหม่ ได้ขยายเวลาให้เป็น 1 ปี 6 เดือน ซึ่งชนเพดานเกินกว่าที่จะผ่อนปรนให้แล้ว เพราะสัญญาที่ทำกับการรถไฟฯ ทางบริษัทต้องชำระเงินครบตามสัญญา เมื่อขยายเวลาการผ่อนชำระ บริษัทต้องแบกภาระดอกเบี้ยจากเงินส่วนนี้ประมาณ 10 ล้านบาท และทางบริษัทจะมีกำไร 25 % เมื่อสิ้นสุดสัญญาในปีที่ 20 ไม่ใช่มีกำไร 25% ตั้งแต่วันทำสัญญากับผู้เช่า ในฐานะภาคเอกชนที่ต้องบริหารจัดการให้มีกำไรอย่างเหมาะสม โดยราคาที่กำหนดเป็นไปตามระเบียบของการรถไฟฯ ที่บริษัทได้บวกค่าบริหารจัดการที่เหมาะสมแล้ว ส่วนการปรับปรุงและพัฒนาตลาดมีการระบุในสัญญาที่บริษัททำกับการรถไฟอยู่แล้ว พร้อมดำเนินการให้

“เราต้องทำอยู่แล้ว หลังจากได้ต่อสัญญากันเรียบร้อย ผมก็จะลงมือ แต่ทุกท่านที่ไปร้องเรียน ต้องบอกว่าได้ทำสัญญากันหมดแล้ว ซึ่งบางรายไปล่ารายชื่อเพื่อพยายามจะกดดันเราและไปฟ้องเพื่อให้ผมไปต่อสัญญา ซึ่งผมตั้งใจที่จะไม่ต่อสัญญาให้กลุ่มนี้ เพราะเขามาสร้างปัญหาให้กับเรา อันไหนที่ยอมได้ก็ยอมกันไป เดี๋ยวความจริงก็จะปรากฏ สัญญาครั้งแรก ผมเก็บปีละ 200,000 บาท ถ้า 20 ปีก็คือ 400,000 บาท ส่วนซุ้มร้านค้าเก็บเขา 150,000 บาท ระยะเวลา 20 ปีและผมเก็บค่าเช่าเขาเดือนละ 3,000 บาทก็คือวันละ 100 บาทแต่เขาว่าแพง เขาร้องเรียนว่าเราไม่เห็นใจผู้ประกอบการ แต่ผมก็ช่วยในระดับที่ช่วยได้”

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

“ในหลวง-พระราชินี”เสด็จ ฯ เปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาวพระแก้วมรกต

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.  เวลา 17.18 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝนเป็นเครื่องทรงฤดูหนาว ถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง เสด็จเข้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปด้านหลังฐานชุกชี เสด็จขึ้นเกยไปยังบุษบกที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงถวายพวงมาลัยสักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงกราบ ทรงถอดมงกุฎจากพระเศียรพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ ทรงหยิบพระมหาสังข์ประจำพระองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงสรงพระสุคนธ์ที่พระอังสาซ้ายขวาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงรับพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏจากเจ้าพนักงานภูษามาลา ทรงสรงพระสุคนธ์ที่พระอังสาซ้ายขวาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงรับผ้าขาวจากเจ้าพนักงานภูษามาลาซับตามองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วทรงรับมงกุฎประจำฤดูหนาวจากเจ้าพนักงานภูษามาลา ทรงสวมถวายที่พระเศียรพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงคม

ต่อจากนั้น เสด็จลงจากเกยไปประทับพระราชอาสน์ ที่จัดไว้ข้างฐานชุกชี ทรงหยิบผ้าขาวที่ซับองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรชุบพระสุคนธ์ในโถแก้ว แล้วทรงบีบ ลงในโถแก้วและหม้อน้ำ เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปที่ฐานชุกชี ทรงวางกระทงดอกไม้บนพานหน้าฐานชุกชี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่ง และทรงจุดเทียนห่วงบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงคม

จากนั้น ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงคม เสร็จแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่ที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระมหาสังข์เพชรน้อย ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระมหาสังข์เพชรน้อย แล้วสรงที่พระเศียร

ต่อจากนั้น พระราชทานน้ำสังข์นครแก่พระราชวงศ์ที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วทรงพระสุหร่ายน้ำพระพุทธมนต์ที่สรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แก่ข้าราชการที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทภายในพระอุโบสถ เสร็จแล้ว พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียน ๓ รอบ และเจิมที่ฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบ ที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระอุโบสถ ทรงพระสุหร่ายน้ำพระพุทธมนต์ที่สรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก่ประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

จากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ลูกช้างทุกรุ่นนับหมื่นร่วมรับน้องขึ้นดอย ม.เชียงใหม่คึกคักสานต่อประเพณีสู่ปีที่ 60

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. บรรยากาศการรับน้องขึ้นดอย นำลูกช้างเชือกใหม่  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เช้าตรู่เป็นไปอย่างคึกคักตลอดวัน มีบรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ต่างตั้งตารอชมขบวนของแต่ละคณะอย่างเนืองแน่น โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องขึ้นดอยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีเป็นประธานเปิดงาน

ในปีนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยสโมสรนักศึกษาเป็นองค์กรดำเนินการนำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวนกว่า 8,000 คน เดินขึ้นไปสักการะพระบรมธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ตามประเพณี ระยะทางกว่า 12 กิโลเมตร โดยมี เหล่าบรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน รวมถึงประชาชนต่างพากันรอชมการโชว์สปิริตของคณะต่าง ๆ อย่างคึกคัก ก่อนเคลื่อนตัวออกจากด้านหน้ามหาวิทยาลัยมุ่งสู่ พระบรมธาตุดอยสุเทพ

ทั้งนี้ ตั้งแต่เมื่อเวลา 03.30 น. มีการจัดริ้วขบวนเสลี่ยงช้างแก้ว ได้เริ่มออกเดินทางจากบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นตามมาด้วยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะแรก ที่ได้เริ่มเดินขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ ตามมาด้วยคณะเกษตรศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี คณะแพทยศาสตร์  คณะเศรษฐศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะการสื่อสารมวลชน คณะพยาบาลศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะมนุษยศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล คณะเภสัชศาสตร์  คณะบริหารธุรกิจ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ส่วนคณะวิจิตรศิลป์ จะเป็นคณะสุดท้ายที่เคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัย ซึ่งขบวนงานประเพณีลูกช้างขึ้นดอย ผู้แทนนักศึกษาจากคณะต่างๆ ได้ร่วมกันอัญเชิญเครื่องสักการะพระธาตุและขบวนของนักศึกษาแต่ละคณะ ต่างพร้อมใจสวมชุดพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีอันงดงามของวัฒนธรรมล้านนา 

สำหรัล จุดไฮไลท์ของการเดินขึ้นดอยอีกจุดคือ จุดวัดใจที่บริเวณโค้งขุนกัณฑ์ ที่โค้งและสูงชัน มีบรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน นักท่องเที่ยว มารอร่วมกันส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทางมหาวิทยาลัยคาดว่า ปีนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 20,000 คน เนื่องจากเป็นช่วงงานประเพณีลอยกระทง 2567 จึงเป็นโอกาสที่บรรดาศิษย์เก่า มช.มาเที่ยวงานและนัดพบปะประจำปีด้วย

ข่าว/ภาพ : ภาณุเมศ ตันรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่

Oplus_131072

นายกฯอุ๊งอิ๊งค์หารือ”ปธน.สี จิ้นผิง”ขยายความร่วมมือในทุกด้าน

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง (H.E. Mr. Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรม Delfines Hotel Lima ประเทศเปรู
           
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับจีน ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบเอเปค ซึ่งไทยยินดีสนับสนุนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี พ.ศ. 2569 และพร้อมให้การต้อนรับประธานาธิบดีและภริยา ในโอกาสงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์จีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี ในปีหน้านี้ซึ่งถือเป็นปีทองของมิตรภาพไทย-จีนอีกด้วย 

ขณะที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และกล่าวต่อไปว่า “จีน-ไทยมีมิตรภาพที่มีความพิเศษยิ่ง เรามีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในทุกระดับ มาอย่างยาวนาน ซึ่งเชื่อว่าความสัมพันธ์ จีน-ไทย ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ที่มีความเจริญรุ่งเรืองที่ลึกซึ้ง และจะยิ่งมากขึ้นไปอีก 50 ปี  โดยจีนและไทยจะขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรม และการศึกษา รวมทั้งวิทยาการใหม่ๆ ทั้งด้าน วิทยาศาสตร์  อวกาศ  นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล  ซึ่งเชื่อว่าจะนำความเจริญรุ่งเรือง ให้กับทั้งสองประเทศและภูมิภาคได้” 
             
น.ส.แพทองธาร กล่าวชี่นชมการพัฒนาด้านต่างๆของจีน รวมทั้ง นโยบายกำลังผลิตคุณภาพใหม่ (new quality productive force) ที่ทำให้จีนรุดหน้าอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพัฒนาด้านต่างๆของประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมโลกาภิวัฒน์ ด้วยการค้าเสรีที่เปิดกว้างขึ้นโดยยึดมั่นในกฎกติกาของโลก  

 “ประเทศไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยน และเรียนรู้ประสบการณ์การแก้ปัญหาความยากจนที่ประเทศจีนเคยประสบมาในอดีต รวมไปถึงนโยบายในการต่อสู้กับภัยธรรมชาติ   เทคโนโลยีการผลิตคุณภาพใหม่ เทคโนโลยีอวกาศ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต รถยนต์ EV   รวมไปถึงพลังสะอาดด้านอื่นๆ นอกจากนี้ ไทยยังพร้อมที่จะร่วมมือภายใต้แนวคิด Global Civilization Initiative (GCI) ที่จะส่งเสริม softpower  เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และขอขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หรือ “BRICS” อีกด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ขณะที่ ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้กล่าวยืนยันสนับสนุนไทยให้ไทยเป็นสมาชิก “BRICS” รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในทุกระดับทั้ง การประชุมกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) การประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC) รวมทั้งพร้อมร่วมมือสาขาใหม่ๆ ระหว่างกัน เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ จีนยังยินดี นำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศไทย และพร้อมขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านการศึกษา เยาวชน และการเชื่อมโยงระหว่างภาคประชาชน รวมทั้งการแก้ปัญหาอาญชญากรรมข้ามแดน และภัยออนไลน์ ต่างๆ ด้วย 

นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้วจากกรุงปักกิ่ง มาประดิษฐานในไทยที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในวันที่ 4 ธันวาคม นี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นี้ ถือเป็นสิริมงคลยิ่งของคนไทยที่มีโอกาสได้สักการะ และวันนี้คนไทยยังตี่นเต้นที่จีนจะมอบ แพนด้ายักษ์ มาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเพี่อเป็นสัญลักษณ์ในโอกาส ครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีนในปีหน้านี้ด้วย

 

ตำรวจนำกำลังเข้าจับกุม ‘กฤษอนงค์’ ที่บ้านพักย่านคลอง 5 ลำลูกกา เจ้าตัวเครียด

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม กว่า 10 นาย ทั้งใน และนอกเครื่องแบบ เข้าควบคุมตัว “เจ๊พัช-กฤษอนงค์” คาบ้านพักย่านปทุมธานี หลังถูกออกหมายจับ 2 ข้อหา คดีดิไอคอนฯ

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 67 ตำรวจกองบังคับการปราบปราม กว่า 10 นาย ทั้งใน และนอกเครื่องแบบ พร้อมรถยนต์ 5 คัน นำหมายค้นของศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก และหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เข้าแสดงต่อ น.ส.กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ ประธานอำนวยการศูนย์ประสานงานส่งเสริมเครือข่ายออนไลน์ ที่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านลำลูกกา

โดยเมื่อมาถึงตำรวจได้แสดงหมายค้น และอ่านหมายจับ ให้ น.ส.กฤษอนงค์ ที่เดินออกมารับ และฟังเจ้าหน้าที่อ่านหมายด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เจ้าหน้าที่ ได้ชี้แจงหมายจับ และรายละเอียดให้รับทราบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนไม่ให้บันทึกภาพ และบอกว่าผู้บังคับบัญชาจะแถลงรายละเอียดให้ทราบพร้อมกัน

จากนั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านได้มาขอความร่วมมือไม่ให้บันทึกภาพ และขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างพา น.ส.กฤษอนงค์ตรวจค้นบ้าน ขณะที่ตำรวจกองปราบอีกชุดหนึ่งได้นำกำลัง กว่า 10 นาย เข้าไปตรวจค้นภายในบริเวณบ้านบริเวณบ้านที่ลาดพร้าว เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ออกหมายจับ “กฤษอนงค์” กรรโชกทรัพย์-ตัวกลางเรียกรับสินบน ดิไอคอนฯ

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ “ตำรวจสอบสวนกลาง” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “CIB ออกหมายจับกฤษอนงค์ ข้อหา กรรโชกทรัพย์ และ เป็นตัวกลางเรียกรับสินบน ในคดีดิไอคอน”

ทั้งนี้ มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้เดินทางไปขออำนาจศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อขอออกหมายจับ ก่อนที่ศาลจะอนุมัติหมายจับ เมื่อช่วงเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา

ซึ่งนอกจากหมายจับแล้ว พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม อีกส่วนหนึ่ง ยังเดินทางไปยังศาลอาญารัชดา เพื่อขออนุมัติออกหมายค้นบ้านพักของ นางสาวกฤษอนงค์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปทุมธานี ด้วย

ด้าน พลตำรวจตรีสุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้ข้อมูลวว่า พนักงานสอบสวนได้เข้าไปสอบปากคำ นายวรัตน์พล เพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเมื่อวานนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับพฤติการณ์ทางคดี ที่เกี่ยวข้องกับ นางสาวกฤษอนงค์ ใน 2 ข้อหา คือ กรรโชกรทรัพย์ และ เป็นตัวกลางเรียกรับสินบน

“ร้านกาแฟเด็กน้อยทำมือ มุ่งสู่อาชีพที่ยั่งยืน” รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน ชัยภูมิ ฝีกทักษะนักเรียนปูทางสร้างอนาคต

การปูทางสร้างอาชีพให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน กลายเป็นการเรียนรู้วิถีใหม่ที่หลายๆโรงเรียนเลือกนำมาปรับใช้ในกระบวนการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน “รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน” ต.หนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นอีกสถาบันการศึกษาที่นำแนวทางดังกล่าวมาปฏิบัติจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

พิไลลักษณ์ ตาปราบ ผู้อำนวยการ รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน เล่าว่า พื้นฐานของชุมชนทำอาชีพเกษตรกรรม ครอบครัวของนักเรียนไม่ได้มีฐานมากนัก เด็กหลายคนขาดโอกาสในการเรียนรู้และการเพิ่มประสบการต่างๆ ในเมื่อโรงเรียนถือเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา เราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสและประสบการณ์ชีวิตให้แก่นักเรียนให้ได้มากที่สุด และถือเป็นโอกาสดีที่ทางโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) เมื่อปี 2561 โดยได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟ เมื่อปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ในโครงการอนุรักษ์ขนมไทยใส่ใจเยาวชนก่อน และต่อยอดสู่ โครงการขนมหวานและเบเกอรี โครงการกาแฟเด็กน้อยทำมือ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบครบวงจร เพื่อให้มีทักษะในการทำเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เกิดทักษะการค้าขาย การทำบัญชี และการบริการ เป็นพื้นฐานอาชีพให้กับนักเรียน 

  “แม้ว่าโรงเรียนของเราจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนรวม 58 คน แต่เราหวังอย่างยิ่งว่านักเรียนที่จบไปจากที่นี่ ต้องมีความรู้ที่เป็นแนวทางประกอบอาชีพในอาคต จึงขอเข้าร่วมโครงการ CONNEXT ED เพื่อให้เด็กๆ มีความรู้ในวิชาชีพต่างๆ ให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้และปฏิบัติจริง ฝึกความสามัคคี ความซื่อสัตย์  ความอดทน และยังได้เรียนรู้ด้านการบริการ สามารถหารายได้ระหว่างเรียน ได้รู้เรื่องการทำบัญชีรายรับรายจ่าย และในที่สุดจะนำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้นำมาพัฒนาชุมชนของตนเอง วันนี้ทั้ง 3 โครงการ ถูกจัดเข้าไปในกิจกรรมชุมนุม ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบ้ติจริง เรียนรู้อย่างมีความสุข และเป็นงานอาชีพที่ทันสมัยเหมาะกับยุคปัจจุบัน” ผอ.พิไลลักษณ์ กล่าว 

 ผอ.พิไลลักษณ์ บอกอีกว่า ตอนนี้โรงเรียนบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการฯ ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ได้ลงมือทำมากกว่าการเรียนการสอนบนกระดาษ ที่จะกลายเป็นพื้นฐานความรู้ติดตัวพวกเขาตลอดไป และยังได้ขยายผลสำเร็จของโครงการฯ ด้วยการช่วยเหลือสังคม ผ่านการทำโรงทาน รวมถึงการที่เด็กๆเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ ส่วนเป้าหมายต่อไปในการดำเนินโครงการ คือ การบริการนอกสถานที่ อาทิ จัดบูธ ขายสินค้าและบริการในกิจกรรมของชุมชน อย่างเช่น ถนนคนเดิน และงานร้องเพลงในสวน 

 สำหรับตัวแทนนักเรียนในโครงการฯ ดญ.กนกกาญน์ บุญกุล นักเรียนชั้น ป.6 บอกถึงความรู้สึกว่า ทั้งตื่นเต้นและดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบทั้งการชงกาแฟ การทำน้ำสมุนไพร การทำน้ำผลไม้ ขนมไทย เบเกอรี และยิ่งได้ไปออกบูธในงานต่างๆ ก็ยิ่งภูมิใจมาก และถือว่าได้ฝึกการบริการแก่ลูกค้า ทั้งได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้แก่กัน และยังได้ฝึกการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ด้าน ดญ.พูลทรัพย์ แสนภูงา ชั้น ป.4กล่าวขอขอบคุณซีพีเอฟที่สนับสนุนให้ทุนเริ่มต้นโครงการฯ ทำให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ เป็นพื้นฐานอาชีพ สิ่งที่ไม่เคยทำก็ได้ ทำได้เรียนรู้ และภูมิใจมากที่น้ำชง และขนมที่พวกเราได้ลงมือทำด้วยตนเอง สามารถสร้างรายได้เข้าเป็นกองทุนให้กับร้าน และต่อยอดทำกิจกรรมอื่นๆได้ 

 โรงเรียนบ้านราษฎร์ดำเนิน ยังคงต่อยอดพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างยั่งยืน และผลักดันให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และต้นแบบในการส่งเสริมทักษะอาชีพด้านการทำกาแฟและเบเกอรีอย่างครบวงจร รวมทั้งการทำขนมไทย ที่กลายเป็นพื้นฐานให้เด็กและเยาวชน สู่การเป็นนักธุรกิจน้อย ที่ใช้ประกอบอาชีพของตนเองต่อไปในอนาคต.