โกลาหลระดมระดับเพลิงเร่งคุมไฟไหม้โรงงานไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล ย่านปทุมธานี

ไฟไหม้โรงงานไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล ย่านปทุมธานี เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงกว่า 20 คัน เร่งควบคุมโกลาหล โชคดีไม่มีคนผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต

เมื่อเวลา 22.30 น.  วันที่ 15 พ.ย. ร.ต.อ อุดมเกียรติ มาแจ้ง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้โรงงาน เหตุเกิดภายใน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด เลขที่ 82 ม.3 ต.บางคูวัด อ.เมืองปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมทั้งรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิวัฒน์ อัศวะวิบูลย์ ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี รถดับเพลิงของเทศบาลต่างๆกว่า 30 คัน เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า และอาสามัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  

ในที่เกิดเหตุ เป็นโรงงานรับซื้อวัสดุรีไซเคิล  อาทิเช่นขวดเบียร์ ขวดสุรา กระดาษ กระป๋องอลู ขวด PET และพวกเศษแก้ว โดยเจ้าหนา้ที่พบไฟกำลังลุกไหม้ที่บริเวณโรงเก็บขวดแก้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงช่วยกันฉีดน้ำสกัด เพื่อไม่ให้ลุกลามไปโรงอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นขวดแก้วบรรจุอยู่ในลังพลาสติก และเรียกไว้บนไม้พาเลท ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำกว่า 1ชั่วโมงครึ่ง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัด   

จากการสอบถาม พ.ต.อ.วิวัฒน์ อัศวะวิบูลย์ ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี  กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจาก 191 ว่ามีเหตุเพลิงไหม้ จึงได้วิทยุให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเดินทางมาตรวจสอบก็พบว่าเป็นโรงงาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานเก็บขวดกับลังกระดาษ ซึ่งเพลิงลุกไหม้อยู่ในวงจำกัด ได้แจ้งรถดับเพลิงมาช่วยกัน 20 กว่าคัน ซึ่งเพลิงก็ไม่ลุกลาม สามารถควบคุมไว้ได้ในวงจำกัดเหลือแต่กลุ่มควัน ซึ่งแสงเพลิงได้หมดไปแล้ว จุดที่เพลิงไหม้นั้นเป็นจุดที่เก็บขวด ซึ่งตรวจสอบยังไม่พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ  ตอนที่เพลิงลุกไหม้นั้นไม่มีคนงานอยู่ซึ่งทั้งหมดเลิกงานแล้ว 

ทางด้าน ร.ต.อ อุดมเกียรติ มาแจ้ง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปทุมธานี ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุในเบื้องต้น พร้อมทั้งบันทึกภาพของการเกิดเพลิงไหม้ไว้ พร้อมทั้งจะได้เรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 1 ให้เข้ามาตรวจสอบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ และจะได้เรียกทางเจ้าของและเจ้าหนา้ที่รักาาความปลอดภัย และคนงานมาทำการสอบสวนถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป  ส่วนมูลค่าความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้  

กลุ่มสูงวัย 50 ปีอัพลุ้นรับเงินสดหมื่นบาททุกคน คลังชงเข้าบอร์ด 19 พ.ย.นี้

คลัง ชงแจกเงินหมื่น กลุ่มสูงวัย อายุ 50 ปีขึ้นไปลุ้น รับเงินสดทั้งก้อน เข้าบอร์ดกระตุ้น 19 พ.ย.นี้ ยืนยันคนลงทะเบียนผ่านแอพทางรัฐไปแล้ว จะได้รับเงิน 1 หมื่นบาทครบทุกคน

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.67 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 19 พ.ย. กระทรวงการคลังจะเสนอแนวทางการกระจายเงินช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุ ให้ที่ประชุมพิจารณา โดยเกณฑ์เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะแจกเงินก้อนเดียวเป็นเงินสด 1 หมื่นบาท

“ต้องเป็นกลุ่มที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มเปราะบางที่เคยได้รับเงิน 1 หมื่นบาทไปแล้วก่อนหน้านี้ ที่สำคัญต้องลงทะเบียน รับเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทผ่านแอพทางรัฐไว้แล้ว ส่วนกลุ่มอายุที่ได้รับ กำลังพิจารณาว่าจะเริ่มตั้งแต่ 50 ปี หรือ 60 ปี ขึ้นอยู่กับการพิจารณาที่ประชุม” นายเผ่าภูมิกล่าว

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า การเสนอการกระจายเงินให้กลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มนี้มีความสามารถในการทำรายได้น้อยกว่ากลุ่มอื่น มองว่าการจ่ายเงินก้อนนี้จะมีคนที่ได้รับสิทธิไม่เยอะเหมือนกับเฟสแรก ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุจะได้รับเงิน 1 หมื่นบาทเมื่อไรนั้น ยังต้องรอการประชุมสรุปก่อน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นปลายปีนี้ หรือช่วงต้นปีหน้า

“สำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะเปิดลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เร็วๆ นี้ ขอให้รอติดตามความคืบหน้า”นายเผ่าภูมิกล่าว

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ยืนยันประชาชนที่ลงทะเบียนผ่านแอพทางรัฐไปแล้ว จะได้รับเงิน 1 หมื่นบาทครบทุกคน เพราะรัฐบาลเตรียมงบประมาณไว้รองรับแล้วกว่า 1.8 แสนล้านบาท แต่ระยะเวลาเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร ต้องหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับฟังความเห็นจากหลายหน่วยงานก่อนที่จะได้ข้อสรุป

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า นอกจากนี้การประชุมนัดแรกวันที่ 19 พ.ย. ในส่วนของคลังจะมีการเสนอเกี่ยวกับภาพรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นภาพใหญ่ ทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นครบถ้วนทุกมิติ

“สำหรับการแจกเงินให้กับกลุ่มเปราะบางในช่วงที่ผ่านมานั้น กระทรวงการคลังประเมินว่าได้ช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสี่คาดว่าจีดีพีไตรมาสนี้จะมีการขยายตัวได้ 4.3-4.4%” นายเผ่าภูมิกล่าว

ผลวิจัยเผย หญิงไทย 16 ล้านคนออกกำลังกายน้อย เหตุไม่มั่นใจในรูปร่าง

หญิงไทย 16 ล้านคน ออกกำลังกายน้อยใช่ว่าขี้เกียจ วิจัยเผยเหตุ ไม่มั่นใจในรูปร่าง-กลัวถูกตีตราเล่นกีฬาไม่เป็น สสส. สานพลัง ภาคี ขจัดความเหลื่อมล้ำกิจกรรมทางกายในไทย เผย 5 กลุ่มไร้โอกาส ‘ผู้หญิง-เด็ก-ผู้สูงอายุ-คนจน-ไม่มีอาชีพ’ ชู 3 มาตรการลดเหลื่อมล้ำ เร่งไทยพิชิตเป้า เพิ่มการมีกิจกรรมเพียงพอ 85% ภายในปี 73

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงสถานการณ์ “12 ปี การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อวิถีชีวิตสุขภาวะของคนไทย” ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จ.นนทบุรี เพื่อสะท้อนสถานการณ์และการขับเคลื่อนการมีกิจกรรมทางกาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการออกแบบและกำหนดทิศทางการส่งเสริมและสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกายอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สร้างระบบกลไกการสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง นำไปสู่การผลักดันนโยบายระดับประเทศ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 เฉลี่ย 3 แสนคนต่อปี คิดเป็น 75% ของสาเหตุการตายทั้งหมด ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารไม่ถูกหลักตามโภชนาการ ที่สำคัญขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านกิจกรรมทางกายของคนไทยในรอบ 12 ปี (ปี 2555-2566) พบระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอต่ำกว่า 70% สะท้อนว่ายังมีคนไทยกว่า 30% ไม่สามารถมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอได้ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์แย่ลง เนื่องจากไม่สามารถทำกิจกรรมนอกบ้านได้ จึงจำเป็นต้องเร่งสานพลังความร่วมมือส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอตอบโจทย์เป้าหมายของแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561-2573 เพิ่มอัตราการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอของคนไทยให้อยู่ที่ 85% ภายในปี 2573

 “สสส. ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งเสริมและการสนับสนุนการมีกิจกรรมทางกาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ทุกคนเข้าถึงกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ ผ่าน 3 มาตรการ 1.รณรงค์ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง โดยออกแบบมาตรการให้เหมาะสมตามบริบทของชุมชน เช่น ‘Healthy city เมืองน่าอยู่ เมืองสุขภาพดี’, ‘ลานสร้างสุขภาวะชุมชน’ 2.จัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สถานที่ และพื้นที่สาธารณะอย่างปลอดภัย เช่น ‘พัก กะ Park พื้นที่สุขภาวะแบบมีส่วนร่วม’, ‘สวน 15 นาที สวนสาธารณะใกล้บ้าน’ 3.จัดกิจกรรมและบริการด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมและหลากหลาย เช่น ‘Healthy Organization องค์กรสุขภาพดี’, ‘Healthy+Active Meeting การประชุมสุขภาพดี’ ” เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง พัฒนานวัตกรรม และสร้างโอกาสในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน  ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์ TPAK กล่าวว่า ประชากร 5 กลุ่มที่กำลังเผชิญความเหลื่อมล้ำทางโอกาสเข้าถึงการมีกิจกรรมทางกาย 1.กลุ่มผู้สูงอายุ มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 60% 2.กลุ่มที่มีรายได้น้อย มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 59% 3.กลุ่มผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือไม่ทำงาน มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 46.5% 4.กลุ่มผู้หญิง มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 40% ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าห่วง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอกว่า 16 ล้านคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านดูแลครอบครัวและลูก ผู้หญิงที่มีรายได้น้อย ขาดความมั่นใจหรือกังวลเรื่องการถูกตีตราจากสังคม เช่น เล่นกีฬาไม่เป็น/ไม่เก่ง ไม่มั่นใจในรูปร่างหรือมีภาวะอ้วน มีอุปสรรคในการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะในเขตชนบท 5.กลุ่มเด็ก มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 20% เทียบเท่ากับ 4 ใน 5 คน มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ กระทบต่อการเรียนรู้ในระยะยาว

“การติดตามประเมินผลการมีกิจกรรมทางกาย และภาวะเนือยนิ่งที่ทันต่อสถานการณ์จำเป็นอย่างยิ่ง การใช้ข้อมูลเชิงวิชาการสนับสนุนการขับเคลื่อนทางนโยบาย และกลยุทธ์การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ให้ตรงกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายจะช่วยเพิ่มระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอให้กับประชากรในประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย www.tpak.or.th/thผู้อำนวยการศูนย์ TPAK กล่าว

ทหารราชมนูสนธิกำลังตำรวจ-ฝ่ายปกครองสกัดตรวจยึดรถยนต์ 4 คนเตรียมส่งนายทุนข้ามชาติ

“ผู้การติ๊บ” นำ ทหาร ฉก.ราชมนู ทพ.35.ร่วมกับ จนท.ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตรวจยึดรถยนต์ที่เตรียมลักลอบนำส่งข้ามแดน จำนวน 4 คัน

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ “ผู้การติ๊บ” ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู ) นำกำลังทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู ) ร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 35( ฉก.ทพ.35 ),เจ้าหน้าที่ตำรวจ .สภ.แม่สอด และฝ่ายปกครอง ได้รับทราบจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำรถยนต์ข้ามแดน จึงได้จัดกำลังพลลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ บริเวณ หมู่.10 บ้านรวมใจพัฒนา ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ตรวจพบรถกระบะต้องสงสัยจำนวน 4 คัน

ประกอบด้วย.รถกระบะ ยี่ห้อ FORD รุ่น RANGER สีดำ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน สถานะ เจ้าของลงบันทึกประจำวันแจ้งหาย. ,.รถกระบะ ยี่ห้อ FORD รุ่น RANGER XLT สีเทา หมายเลขทะเบียน …….. สุพรรณบุรี สถานะแจ้งระงับการใช้งาน ,. รถกระบะ ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น HILUX REVO สีขาว หมายเลขทะเบียน…….. นครราชสีมา และ รถกระบะ ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น HILUX REVO สีดำ หมายเลขทะเบียน ……..กาญจนบุรี

จากการตรวจสอบบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ไม่มีบุคคลใดแสดงตนเป็นเจ้าของรถยนต์ 4 คัน จึงคาดว่ารถยนต์ทั้ง 4 คัน น่าจะนำมาจอดไว้ เพื่อเตรียมการลักลอบนำส่งข้ามแดน



หน่วยทหาร ตำรวจ ปกครอง ชุดจับกุม จึงได้ร่วมกันตรวจยึด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป. เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ทั้งนี้เจ้าของรถสามารถ นำเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของรถมาติดต่อขอรับรถได้ที่ สภ.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อันซีน“ลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง”เมืองพิจิตร ซอฟต์พาวเวอร์ สู่สายตาโลก

เมื่อค่ำคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา นายพีรพจน์ ศรีสกุล นายก อบต.ดงกลาง อ.เมืองพิจิตร ร่วมกับ ททท.สำนักงานนครสวรรค์-พิจิตร ได้ร่วมกันจัดงานลอยกระทงเพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง “ลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง” ขึ้นที่ คลองข้าวตอก หมู่ที่ 3 ตำบลดงกลาง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร โดยภายในงานจัดให้มีตลาดชุมชนคุณธรรมวัดดงกลาง ที่มีร้านค้าเป็นสินค้าที่เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นำ อาหาร ขนมไทย พืชผัก ผลไม้ มาจำหน่ายภายในงานกว่า 60 ร้าน

 ทั้งนี้งานดังกล่าวจัดขึ้นในช่วง ระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2567 ที่บริเวณคลองข้าวตอกหน้าวัดดงกลาง สำหรับการจัดงานดังกล่าวได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนคุณธรรมวัดดงกลาง และกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว โดยภายในงานจัดให้มีกิจกรรมตักบาตรทางน้ำ การแสดงแสง สี เสียง มินิไลท์แอนด์ซาวด์ และการแสดงศิลปะพื้นบ้านต่างๆ 

 ที่เป็นไฮไลท์ของงาน “ลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง” ก็คือการหล่อเทียนในกะลามะพร้าวแล้วจุดเป็นดวงประทีปลอยเพื่อขอขมาพระแม่คงคาตามความเชื่อของประเพณีลอยกระทง ซึ่งไม่ส่งผลต่อขยะที่จะเกิดขึ้นในแม่น้ำลำคลองเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีการกั้นบริเวณเพื่อกิจกรรมการลอยกระทงด้วยประทีปดวงไฟจากเทียนไขที่หล่อในกะลามะพร้าวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายภาพด้วยการลอยกระทงลาวาจำนวนนับหมื่นดวงที่ส่องแสงประกายไฟสะท้อนกับกับสายน้ำระยิบระยับได้อย่างงดงาม  

 จึงนับได้ว่าการจัดงาน “ลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง”คือ Unseen ของจังหวัดพิจิตรที่สามารถดึงดูดนักท่งเที่ยวทั้งใกล้และไกลให้ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศการลอยกระทงในรูปแบบดังกล่าวนี้อีกด้วย 

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมฟื้นฟูอุทกภัยพื้นที่ภาคเหนือเปิดพื้นที่นำสินค้ามาขายฟรี

กลุ่มบริษัทเดอะมอลล์  กรุ๊ป ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย ร่วมฟื้นฟูอุทกภัยพื้นที่ภาคเหนือ ประสานพลังมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และมูลนิธิชัยพัฒนา ส่งมอบเงินบริจาคร่วมฟื้นฟูในโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนผสานความร่วมมือภาครัฐ ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย เปิดพื้นที่ฟรี เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ-บางแค ให้ผู้ประกอบการ จ.เชียงราย นำสินค้าหัตถกรรม อาหารแปรรูป มาจำหน่าย สร้างรายได้ให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างเนื่อง

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด  บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้น กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัทของคนไทยที่ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยมากว่า 43 ปี ได้ประสานความร่วมมือกับ ทุกภาคส่วน ในการส่งมอบความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบ ‘ถุงยังชีพ’ ร่วมกับกองทัพอากาศ ในช่วงบรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดอุทกภัย ในพื้นที่ภาคเหนือ

ในขณะเดียวกัน ยังเป็นสื่อกลางในการรวบรวมความช่วยเหลือคนไทยผ่าน ‘เงินบริจาค’ จากกล่องรับบริจาคที่ตั้งใน เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา เดอะมอลล์ นครราชสีมา, พารากอนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, ดิ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ เพื่อส่งมอบมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และมูลนิธิชัยพัฒนา สำหรับใช้ในโครงการฟื้นฟูอุทกภัยของทั้ง 2 มูลนิธิ ซึ่งเป็นการร่วมฟื้นฟูในภาคสังคม ที่บริษัทฯ ได้ดำเนินงาน

ในด้านการร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในการผสานความร่วมมือกับภาครัฐ ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอุทกภัย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดเชียงราย และ เวลคัม ทู เชียงราย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการชุมชนใน จ.เชียงราย จัดงาน WE LOVE CHIANG X TMG นำผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์จากผู้ประกอบการท้องถิ่นเชียงราย ผลิตภัณฑ์ผ้าชาติพันธุ์และผ้าทอเชียงราย ซึ่งเป็นซอฟท์พาวเวอร์ระดับจังหวัด รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมในภาคธุรกิจท่องเที่ยว มาจำหน่ายและร่วมออกบูธในพื้นที่ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ 2 สาขา  2 ช่วงเวลา โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในระหว่างวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน 2567 ที่  M SPACE ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และวันที่ 21 – 27 พฤศจิกายน 2567 ที่ M LIFESTYLE HALL ชั้น G  เดอะมอลล์   ไลฟ์สโตร์ บางแค

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ระบายสินค้า ขยายตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัย หนึ่งในแนวนโยบายของบริษัทฯ ในการส่งเสริมธุรกิจรายย่อย (SME) ที่ถึงแม้เป็นหน่วยเศรษฐกิจขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ จึงขอเชิญชวนคนไทยร่วมอุดหนุน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฟื้นฟู จ.เชียงราย ร่วมกัน”

ยิ่งใหญ่อลังการ”งานประเพณีลอยกระทง-แข่งเรือประจำปี 2567″ เมืองสกลนคร

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับเทศบาลตำบลคำตากล้า อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ชวนเที่ยว “งานประเพณีลอยกระทง-แข่งเรือประจำปี 2567” ตั้งแต่วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2567 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองสามขา

ชาวสกลนครเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามที่ยาวนานกว่า 20 ปี ให้คงอยู่ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัด

นอกจากนี้ยังกิจกรรมไฮไลท์มีทั้งขบวนแห่กระทง การประกวดกระทงสวยงาม จากคุ้มวัดต่างๆ รวมถึงมีการแข่งขันเรือประจำปี สนุกสนานกับศิลปินที่จะมาโชว์เพลงกันอย่างม่วนชื่น 

 อย่าลืมมาร่วมลอยกระทง ท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร และร่วมกันเชียร์ให้กำลังใจเรือยาวในดวงใจพี่น้องชาวคำตากล้าด้วยกัน 

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #เทศบาลตำบลหนองสามขา #งานประเพณีลอยกระทงแข่งเรือ #ลอยกระทง #tat #festival #อีสาน #สกลนคร

ชาวชัยภูมิพร้อมใจร่วมแห่เจ้าพ่อพญาแลอย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 198 ปี

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าพ่อพญา พร้อมตัวแทนประชาชนจากทั่วทั้งจังหวัดชัยภูมินับพันคน ออกมาร่วมใจกันทำพิธีบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในรอบกว่า 198 ปี ของจังหวัดชัยภูมิ ถือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการตั้งเมืองชัยภูมิมาจนปัจจุบัน 

ทั้งนี้ ทางจังหวัดชัยภูมิ ได้มีการทำพิธีอัญเชิญองค์รูปหล่อเหมือนเจ้าพ่อพญาแลองค์เก่าแก่ ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าพ่อพญาแลชั่วคราว ณ ชุมชนหนองปลาเฒ่า ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ  หลังได้มีการบูรณะสร้างศาลหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมากในช่วงปี 2564 ใช้เวลาสร้างใหม่ขึ้นมานานกว่า 2 ปี กระทั่งก่อสร้างเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปัจจุบัน จึงได้มีการทำพิธีแห่องค์เจ้าพ่อพญาแล องค์เก่าแก่ที่สร้างมานานตั้งแต่เจ้าพ่อพญาแลเสียชีวิตลงเมื่อช่วงปี 2369 มีอายุกว่า 198 ปี 

ก่อนที่จะเชิญประดิษฐาน ณ ศาลหลังใหม่ โดยในวันนี้เป็นวันทำพิธีประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของเมืองชัยภูมิ ที่ได้อัญเชิญองค์เจ้าพ่อพญาองค์เก่าแก่แห่ชมเมืองชัยภูมิ ในรอบ 198 ปี แห่ไปรอบในตัวเมืองเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ ระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและครอบครัวของชาวชัยภูมิ ประชาชนได้นำเครื่องไว้สักการะตั้งโต๊ะบูชา นำบายศรี ขันธ์ 5-8 ทำพิธีเปลี่ยนธูปสักการะต่อองค์รูปเหมือนเจ้าพ่อพญาแลองค์เก่าแก่ พร้อมทั้งมีการจัดทำโรงทาน แจกทาน เพื่อเป็นการขอขมาขอพรต่อองค์เจ้าพ่อพญาแล ตามริมถนนหน้าบ้านตัวเองตามเส้นทางผ่านไปทั่วตัวเมืองชัยภูมิ 

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะทางยาวกว่า 8 กิโลเมตร ประชาชนออกมารอถวายสักการบูชาองค์รูปเหมือนเก่าแก่ขององค์เจ้าพ่อพญาแล เพื่อแสดงถึงความกตัญญูองค์เจ้าพ่อพญาแลและต่อแผ่นดินของของชาวชัยภูมิที่มีมาจนจนปัจจุบัน เป็นการร่วมใจกันบันทึกภาพความทรงจำประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนของ จ.ชัยภูมิ ในรอบ 198 ปี 

จากนั้น จะมีการทำพิธีต่อเนื่องครั้งสำคัญในวันที่ 14 พ.ย.2567 จะมีพิธีบวงสรวงเทพเทวดาอารักษ์รวมถึงดวงวิญญาณเจ้าพ่อพญาแล เพื่ออัญเชิญองค์เจ้าพ่อพญาแลขึ้นประดิษฐานศาลเจ้าพ่อพญาแลหลังใหม่เป็นปีบันทึกประวัติศาสตร์อีกครั้งสำคัญของจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งบรรยากาศในวันนี้ประชาชนชาวชัยภูมิ ต่างกลั้นน้ำตาไม่อยู่ที่ได้เห็นรูปหล่อเหมือนองค์เจ้าพ่อพญาแลองค์เก่าแก่ ที่ไม่เคยมีการนำออกมาแห่ชมเมืองชัยภูมิแบบนี้มาก่อนเลยในรอบ 198 ปี ต่างมีความภาคภูมิใจว่าเป็นครั้งแรกครั้งเดียวในชีวิตที่เกิดมาได้เห็นในครั้งนี้ อย่าไรก็ตาม ทางจังหวัดได้จัดงานเฉลิมฉลองมีมหรสพสมโภชให้ชมฟรี ณ รอบบริเวณศาลเจ้าพ่อพญาแลหลังใหม่ ตลอด 11 วัน 11 คืน ในช่วง 12 – 22 พ.ย.2567

ข่าว/ภาพ : มัฆวาน  วรรณกุล ผู้สื่อข่าวจังหวัดชัยภูมิ

“โตไปไม่สูบ” รู้เท่าทัน ป้องกันเด็กไทยไม่ตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้า อัตตัรฯ นราธิวาส

โรงเรียนอัตตัรกียะห์ อิสลามียะห์ จังหวัดนราธิวาส ได้จัดโครงการ อัตตัรฯรู้เท่าทันป้องกันภัยไม่ให้เด็กไทยได้ตกเป็นเหยื่อบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าให้กับนักเรียนโดยวัตถุประสงค์ให้รู้ถึง โทษ พิษภัยของบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อจะได้ ระวัง ป้องกัน การตกเป็นเหยื่อของบุหรี่ไฟฟ้า (ผิดกฎหมาย)และจะได้นำความรู้ไปบอกต่อๆให้คนในครอบครัวและสังคมได้ตระหนัก เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง และพร้อมรับมือ กับสถานการณ์ได้ทันท่วงทีในอนาคตต่อไป


โครงการ “โตไปไม่สูบ” ณ ห้องประชุมดาวูดคอนเฟอเร้นซ์ โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ แกนนำนักเรียนนักข่าวเยาวชน โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ จังหวัดนราธิวาส จัดกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียนชั้นระดับมัธยมศึกษา จำนวนกว่า 300 คน พร้อมชวนเล่นบอร์ดเกมสร้างพื้นที่พูดคุยให้เกิดความตระหนักถึงปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้า


กิจกรรมอัตตัรกียะห์รู้เท่าทันภัยบุหรี่ไฟฟ้าจัดให้กับนักเรียนเป็นหนึ่งในกิจกรรมของเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ให้เกิดการรู้เท่าทันและเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมได้จัดกิจกรรมชวนเล่นบอร์ดเกมโตไปไม่สูบซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างพื้นที่พูดคุยและพื้นที่แลกเปลี่ยนให้เกิดความตระหนักสร้างการเป็นพลเมืองในการรับผิดชอบและตื่นรู้ต่อปัญหาสังคมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงแก่เด็กและเยาวชน พร้อมนวัตกรรมสื่อ clorsl speaking ผลิตสื่อวิทยุ และสื่อออนไลน์เผยแพร่ทางสถานีวิทยุอัตตัรเรดิโอ

โดยอาจารย์ไพศาล ตอยิบ ผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการโรงเรียนอัตตัรกียะห์ ได้กล่าวว่ารู้สึกความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดมากในสังคม เยาวชนรุ่นใหม่ควรรู้และตระหนักถึงพืษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันคนใตสังคมทุกคนจะร่วมกันเฝ้าระวังปกป้องเยาวชนห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่อไป

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ตามรวบกลางถนน คนร้ายปล้นปืน-ไม้พะยูง มูลค่า 8 แสน เร่งล่าอีก 4 ผู้ต้องหา

ตำรวจภาค 4 ตามรวบ อดีตลูกจ้างป่าไม้ร่วมกับพวก 5 คน  ปล้นปืนและไม้พะยูง หน่วยป้องกันรักษาป่า ขณะที่ผู้ร่วมขบวนการอยู่ระหว่างการขยายผลขอศาลออกหมายจับ

พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส ผบก.สส.ภ.4 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4  ได้ทำการ  จับกุม นายเทพตะวัน สุริยมาตย์  หรืออาท อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่  247 ม.10 ต.ส่องดาว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลสว่างแดนดิน  ที่ จ.141/2567 ลงวันที่ วันที่ 11 พ.ย. 2567 ในข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ ติด ตัวไปด้วย ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือ เพื่อให้พ้นการจับกุม, ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน 

โดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้น ไป, โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร พร้อมด้วยของกลางรถยนต์โยโยต้า 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องขณะที่ผู้ต้องหาขับรถยนต์อยู่บนถนนสาย 227  วังสามหมอ – วาริชภูมิ  ต.หนองกุงทับม้า  อ.วังสามหมอ  จ.อุดรธานี 

พล.ต.ต.นพเก้า กล่าวว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ได้รับแจ้งเหตุมีเหตุคนร้าย 5 คนพร้อมอาวุธครบมือ บุกปล้นไม้พะยูงของกลางที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สน.2 (วาริช-พรรณา) ศูนย์ป่าไม้สกลนคร ริมถนนสาย 2218 ต.กุดตะกาบ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร  โดยคนร้ายได้จับเจ้าหน้าที่ 3 คนมัดมือมัดเท้ารุมทำร้ายร่างกาย  จากนั้นพังกุญแจประตูรั้วถอยรถกระบะเข้ามาขนไม้พะยูงของ กลาง 19 ท่อน มูลค่ากว่า 800,000 บาทและปืนลูกซองของเจ้าหน้าที่หลบหนีไป  

“พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4  จึงสั่งการให้ บก.สส.ภ.4  โดย พ.ต.อ.นิคม ชัยเจริญ ผกก.สืบสวน3 บก.สส.ภ.4 พร้อใด้วย พ.ต.ท.ไพรวัลย์ อายุวงษ์ รอง ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.4,นำกำลังลงพื้นที่ หาเบาะแสคนร้ายจนพบเบาะแส 1 ในคนร้ายและเชื่อว่าน่าจะร่วมกับพวกอีก 4 คน มาทำการปล้นปืนและไม้พะยุงไป คือ นายอาท   ซึ่งเคยเป็นพนักงานราชการของกรมป่าไม้ เข้ามาทำงานได้ประมาณ 5 ปีเคยทำงานในหน่วยป่าไม้ที่ สน.2 ที่ถูกปล้นไม้ของกลาง แต่พบมีพฤติการณ์ไม่มาทำงาน และขาดงานบ่อย จึงถูกย้ายออกนอกพื้นที่ ไปอยู่ที่จ.อุดรธานี ได้ปีกว่าแล้ว จึงรวบรวมพยาน หลักฐาน ขอศาลออกหมายจับนายอาท ในข้อหาดังกล่าว”

พล.ต.ต.นพเก้า  กล่าวต่ออีกว่า จากการสอบสวนนายอาท ซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดการสอบสวนได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลือ และคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฏหมาย อย่างไรก็ตามภายหลังการสอบปากคำแล้วเสร็จจึงได้ควบคุมตัว ผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวนสภ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร  เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป