สนามบินขอนแก่นวอนงดปล่อยโคมลอย-โคมไฟ รัศมี 9 กม.หวั่นกระทบความปลอดภัย

สนามบินขอนแก่น วอนทุกพื้นที่งดปล่อยโคมลอย โคมไฟ พลุ แสงเลเซอร์ ในระยะรัศมี 9 กม.จากสนามบิน หวั่นกระบความปลอดภัยต่ออากาศยานและการปฎิบัติการบิน หลังพบหลายพื้นที่เตรียมกำหนดจัดกิจรรมลอยกระทง 67 คึกคัก

เพจท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่นได้ออกประกาศสนามบินขอนแก่น ในการขอความร่วมมือทุกพื้นที่งดปล่อยโคมลอย โคมไฟ พลุ แสงเลเซอร์ ภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ และหลีกเลี่ยงการปล่อยโดรนในระยะรัศมี 9  กม.จากสนามบิน   ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการปฏิบัติการบิน อากาศยาน ชุมชน หรือทรัพย์สินของประชาชน  ในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงประจำปี 2567 ซึ่งหลายพื้นที่กำหนดจัดกิจกรรมในช่วงระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย.ที่จะถึงนี้

ว่าที่ ร.ต.อัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้ท่าอากาศยานฯได้ส่งหนังสือประชาสัมพันธ์ไปถึงหน่วยงานต่างๆในเขตพื้นที่ผลอดภัยในการเดินอากาศและรัศมี 9 กม.ของสนามบิน ในการขอความร่วมมืองดปล่อยโคมลอย โคมไฟ พลุ แสงเลเซอร์ ภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ และหลีกเลี่ยงการปล่อยโดรนในระยะรัศมี 9  กม.จากสนามบิน เพื่อความปลอดภัยของอากาศยาน การปฎิบัติการการบินและบ้านเรือนประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะขณะนี้หลายพื้นที่และหลายหน่วยงานได้กำหนดจัดกิจกรรมงานวันลอยกระทงอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น,เทศบาลเมืองบ้านทุ่ม และพื้นที่หนองน้ำต่างๆในเขตชุมชนโดยรอบสนามบิน จึงขอความร่วมมือในการปฎิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเข้มงวดตลอดทั้งเทศกาลวันลอยกระทงปีนี้

” โดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงดึก ซึ่งสนามบินขอนแก่น มีจำนวนเที่ยวบินทำการบินขึ้นและลง ทุกชั่วโมง โดยเฉพาะตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป มีเที่ยวบินพาณิชย์ ให้บลริการแบบไปและกลับไม่น้อยกว่า 12 เที่ยวบิน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่ออากาศยานและการปฎิบัติการการบิน จึงขอความร่วมมือทุกพื้นที่ปฎิบัติตามคำสั่งในประกาศของจังหวัดเรื่องมาตรการป้องกันและการรักษาความปลอดภัยและการดูแลรักษาความสบเรียบร้อยของประชาชนในการจุดและปล่อยหรือกระทำการใดเพื่อให้โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกันขึ้นไปสู่อากาศ อย่างเข้มงวดด้วย”

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอกระตุ้นเศรษฐกิจ

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเปิดงานเทศกาลดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ ประจำปี 2567 เชิญชวนนักท่องเที่ยวชมความงามทุ่งบัวตองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังพากันหลั่งไหลเข้าชมทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ โดยทีมกู้ชีพอบต.แม่อูคอคอยให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 นายปิยะพงษ์ ธรรมปัญญา หัวหน้าวนอุทยานทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าตั้งแต่ก่อนการเปิดการท่องเที่ยวเทศกาลทุ่งบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำนวนกว่า 10,000 คน พากันเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวชมความงามของทุ่งบัวตองที่ มีดอกสีเหลืองอร่าม บนยอดดอยในพื้นที่กว่า 500 ไร่ โดยทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับอำเภอขุนยวม การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม อบต.แม่อูคอ ได้ร่วมจัดทำพิธีเปิดเทศกาลทุ่งบัวตองบานบนดอยแม่อูคอเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

นายพนา ชอบขุนเขา หัวหน้าทีมกู้ชีพ อบต.แม่อูคอ เปิดเผยว่า จากการที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้พากันเดินทางมาท่องเที่ยวชมทุ่งดอกบัวตองบาน บนดอยแม่อูคอ ทาง อบต.แม่อูคอ ได้มีการจัดทีมกู้ชีพ เดินทางขึ้นไปดูแลนักท่องเที่ยว จำนวน 2 ทีม ในแต่ละวันและรวมไปถึงทีมกู้ชีพจากโรงพยาบาลขุนยวม เพื่อคอยดูแลและรักษานักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บในเบื้องต้นและนำคนที่ได้รับบาดเจ็บนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลขุนยวม ในตัวอำเภอขุนยวม ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะประสบอุบัติเหตุรถแฉลบล้มเสียหลักได้รับบาดเจ็บไม่ถึงขั้นสาหัส

ทางด้านสมาชิก อบต.แม่อูคอ คนหนึ่งได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ทุ่งดอกบัวตองกำลังประสบปัญหากับต้นเฟิร์นภูเขา หรือผักกูดดอย ซึ่งเป็นพืชที่กินไม่ได้ ซึ่งถือเป็นวัชพืชชนดหนึ่ง ที่ได้มีการขยายและรุกคืบเข้าไปในทุ่งบัวตอง ส่งผลให้ต้นดอกบัวตอง ได้ตายลง โดยจะเห็นว่าบริเวณกลางดอยบนทุ่งบัวตอง จะเห็นสีเขียวเป็นหย่อม ๆ และดอกบัวตองจะไม่เหลืองไปจนเต็มพื้นที่ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ทางอบต.จะมีการนำเสนอในที่ประชุมกับทางอำเภอขุนยวมและหน่วยวนอุทยานทุ่งบัวตอง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในฤดูแล้งที่จะถึงนี้

สำหรับทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะบานสะพรั่งในช่วงฤดูหนาว บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,600 เมตร ล้อมด้วยหุบเขาสลับซับซ้อน สามารถมองเห็นดอกบัวตองได้ตั้งแต่ทางขึ้นไปจนถึง จุดชมวิวทุ่งดอกบัวตอง ที่สำคัญดอกบัวตองจะบานจนเต็มหุบเขา ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – กลางเดือนธันวาคม นับเป็นทุ่งดอกบัวตองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศไปเยือน และชมความงดงามของทุ่งดอกไม้สีเหลืองอร่าม เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องหาโอกาสไปชมให้ได้ นอกจากจะเป็นจุดชมทุ่งดอกบัวตองแล้ว ยังมีจุดร้านค้าจำหน่ายสินค้า OTOP รวมถึงลานกางเต็นท์ไว้บริการนักท่อง

สุดเศร้า!นักเรียนหญิง ม.3 โรงเรียนดังโคราช พลัดตกอาคารเรียน เสียชีวิตแล้ว

จากกรณี เด็กนักเรียนหญิง ชั้น ม.3 โรงเรียนมัธยมหญิงล้วนชื่อดัง เขต อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ได้พลัดตกจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 7 ลงมากระแทกที่พื้นลานชั้น 2 ของอาคาร ท่ามกลางสายตาของนักเรียนหญิงที่กำลังนั่งเรียน ต่างส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ โดยเหตุเกิดเมื่อ 11.15 น. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567

โดยหลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ชีพของ รพ.มหาราชนครราชสีมา และกู้ภัยสว่างเมตตานครรราชสีมา ได้นำร่างเด็กนักเรียนหญิงคนดังกล่าวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หายใจรวยริน เป็นตายเท่ากัน นำส่ง รพ.มหาราชนครราชสีมา ที่อยู่ห่างจากโรงเรียนเกิดเหตุเพียง 500 เมตร ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ช่วงเวลาประมาณ 13.10 น. รพ.มหาราชนครราชสีมา ได้แจ้งรายงานความคืบหน้าการรักษามาให้ทางโรงเรียนได้ทราบว่า ทีมแพทย์และพยาบาล พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มความสามารถ แต่ด้วยอาการของนักเรียนหญิงบาดเจ็บสาหัสมาก แขนขาหักหลายท่อน ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและอวัยวะภายในฉีกขาด ทำให้ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ได้เสียชีวิตลงในที่สุด เมื่อเวลา 13.05 น. วันนี้ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของผู้ปกครอง ผู้บริหาร ครูและเพื่อนนักเรียน เป็นอย่างยิ่ง

ทางโรงเรียนฯ จึงได้มีหนังสือที่ ศธ 04306.41/1730 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ถึงผู้ปกครองนักเรียน เรื่อง แจ้งหยุดการเรียนการสอนเป็นการภายใน ระหว่างวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2567 เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นภายในโรงเรียน เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียนและคณะครูของโรงเรียนโดยทางโรงเรียนจะจัดการสอนขดเชยภายหลังโดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป จึงเรียนมาเพื่อทราบ ลงชื่อ นายธนวัฒน์ สุขเกษม ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ .

สำหรับนักเรียนหญิงที่เสียชีวิต เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โปรแกรม EP มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเป็นความหวังของครอบครัวที่อยากเห็นลูกสอบเข้าเรียนต่อแพทย์ศาสตร์ในอนาคต .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ตำรวจนำตัว “ตี่ลี่ฮวงจุ้ย”ฝากขังศาลอาญารัชดา ค้านประกันตัวหวั่นหลบหนี

ตำรวจกองปราบปราม นำตัว “ตี่ลี่ฮวงจุ้ย” ฝากขังศาลอาญารัชดา ปัดตอบคำถามสื่อ ด้านพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีพฤติกรรมหลบหนี

วันนี้ 12 พ.ย.67 ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้คุมตัว นายธนวันต์ จิรเจริญเวศน์ หรือ “ตี่ลี่ฮวงจุ้ย” ขึ้นรถตู้คุมขัง โดยมีรถตำรวจกองบังคับการปราบปราม นำขบวน 1 คัน เพื่อไปฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนทำการคัดค้านการประกันตัวของผู้ต้องหา เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนี และมีผู้เสียหายรวมถึงมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก

ทั้งนี้ ระหว่างคุมตัวผู้ต้องหาสวมเสื้อสีม่วง กางเกงสีครีม พร้อมปิดบังใบหน้าด้วยแมสก์สีดำ ซึ่งทันทีที่เดินออกมาจากตัวอาคารประชาอารักษ์ สื่อมวลชนได้สอบถามว่า ได้โกงเงินจริงหรือไม่ / รู้สึกอย่างไรบ้าง / และเอาเงินไปทำอะไรบ้าง // แต่ทางตัวผู้ต้องหาไม่ตอบคำถามสื่อแต่อย่างใด พร้อมรีบเดินขึ้นรถตู้ไปทันที

เนื้อไก่ โปรตีนสูง มาตรฐานการผลิตสัตว์ปีกไทยปลอดภัยสูงสุด

นักวิชาการ ชี้ เนื้อไก่ มีโปรตีนสูง เสริมสร้างกล้ามเนื้อเหมาะสำหรับทุกเพศวัย ย้ำอุตสาหกรรมการเลี้ยงและผลิตสัตว์ปีกของไทย มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด แนะก่อนการบริโภคควรต้องปรุงสุกทุกครั้ง

ผศ.น.สพ.ดร.เกรียงไกร วิฑูรย์เสถียร อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เนื้อไก่ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีโปรตีนสูง หาซื้อได้ง่าย ราคาย่อมเยา เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับทุกเพศวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยเจริญเติบโต หรือผู้ที่ออกกำลังกายและต้องการสร้างกล้ามเนื้อ

สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงและผลิตสัตว์ปีกในประเทศไทย มีมาตรฐานความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสัตว์ ไปจนถึงกระบวนการเลี้ยงในฟาร์มระบบปิด ภายใต้หลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงให้มีการเลี้ยงที่ดีตามมาตรฐาน และตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ตลอดจนกระบวนการผลิตปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

ประเทศไทยมีการส่งออกเนื้อไก่ไปต่างประเทศติดอันดับท็อป 5 ของโลก สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกยอมรับในระบบมาตรฐานและความปลอดภัยของการเลี้ยงและการผลิตสัตว์ปีกของไทย ด้วยมาตรฐานระดับสากล ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย ผู้บริโภคได้รับประทานเนื้อไก่ที่ดีมีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด โดยที่เนื้อไก่ของไทยคุณภาพเดียวกันทั้งใช้บริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออกต่างประเทศ

นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตและส่งออกไก่ชั้นนำของประเทศไทย ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมคุณภาพดีเพื่อใช้ผลิตอาหารให้ตรงกับความต้องการของสัตว์แต่ละช่วงวัย พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีช่วยติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมของสัตว์ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นการป้องกันโรคและตรวจเช็คสุขภาพสัตว์ ทำให้ได้เนื้อสัตว์คุณภาพดีส่งต่อไปยังกระบวนการผลิตแปรรูปทันสมัย ที่ใช้เทคโนโลยีลดการสัมผัสจากมนุษย์ ปราศจากการปนเปื้อน สร้างหลักประกันความปลอดภัยด้านอาหารให้กับผู้บริโภค

ที่สำคัญอุตสาหกรรมการเลี้ยงและผลิตสัตว์ของไทยมีการนำมาตรฐานด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity System) และมาตรฐานการติดตามและเฝ้าระวังโรค (Disease Surveillance and Monitoring System) ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง ด้วยระบบการเลี้ยงและการจัดการที่ถูกต้องตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์และสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด พร้อมใช้ “ระบบคอมพาร์ทเมนต์” ในการควบคุมและป้องกันโรค ที่ทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนก ตอกย้ำถึงระบบการจัดการที่มีความปลอดภัยสูงสุด สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค
 
ผศ.น.สพ.ดร.เกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยมาตรฐานการผลิตที่สูง มีการตรวจสอบทุกขั้นตอนของสายการผลิต (Food Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนถึงผู้บริโภค มีการสุ่มเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ ของสัตว์ปีก ส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารพิษ ซึ่งไก่ที่ปราศจากสารเท่านั้น ที่จะเข้าสู่ขั้นตอนของการชำแหละ การแปรรูป ทำให้มั่นใจได้ว่าไก่ทุกชิ้นส่วน ปราศจากเชื้อโรค และไร้สาร

สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ให้เลือกจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน แนะปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้ง และให้ความสำคัญเรื่องสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเตรียมอาหาร และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยโดย…ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทลายเหมืองขุดบิทคอยน์ ดัดแปลงมิเตอร์ลักกระแสไฟฟ้าทำให้รัฐสูญกว่า 10 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ศรัณย์ ศรีพักตร์, พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ มีมุสิก สว.กก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ภายใต้การอำนวยการของ นายอุดมศักดิ์ เต็มวงษ์ รองผู้ว่าการสายงานปฏิบัติการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายปานทอง ถินสถิตย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า (ปฏิบัติการโครงข่ายระบบไฟฟ้า) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประธานคณะทำงานกำกับดูแล ตรวจสอบ และป้องกันการละเมิดการใช้ไฟฟ้าจากกรณีขุดเหมืองเงินดิจิทัล

ได้ร่วมกันตรวจค้น บ้านต้องสงสัย ในพื้นที่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 9 หลัง ตามหมายค้นของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ตรวจยึดของกลาง
1. เครื่องขุดเหรียญสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) ซึ่งกำลังถูกเปิดใช้งานอยู่ขณะเข้าตรวจค้น จำนวน 111 เครื่อง
2. เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ พร้อมจอภาพ จำนวน 7 ชุด
3. อินเตอร์เน็ตเราเตอร์ (Router) จำนวน 10 ชุด
4. เครื่องมิเตอร์ไฟฟ้าซึ่งถูกแก้ไข ดัดแปลง จำนวน 10 เครื่อง
ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ได้แก่
1.นายณัฐพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี
2.นายอาทิตย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน”

พฤติการณ์ ก่อนการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้รับแจ้งจากพลมืองดีว่ามีบ้านต้องสงสัยเป็นอาคารพาณิชย์ จำนวน 1 หลัง ซึ่งมีชายวัยรุ่นเช่าไว้โดยไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย แต่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้บริเวณรอบบ้าน ทำให้สงสัยว่าอาจใช้ในการติดตั้งเครื่องซิมบ๊อก (Sim Box) ที่คนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้สำหรับแปลงสัญญาณโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. จึงได้ลงพื้นที่ดำเนินการสืบสวนในทุกมิติจนทราบว่าผู้เช่าบ้านดังกล่าวคือ นายณัฐพงษ์ฯ อายุ 30 ปี และทราบว่า นายณัฐพงษ์ฯ ยังได้เช่าอาคารพาณิชย์และติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้โดยไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยในลักษณะเดียวกันอีก 6 แห่ง และยังเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยว อีก 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 9 แห่ง จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายณัฐพงษ์ฯ พบว่ามีธุรกรรมที่ต้องสงสัย ในห้วงเดือน ม.ค.66 ถึง ก.ย.67 มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 40 ล้านบาท จึงเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่อตรวจสอบการใช้กระแสไฟฟ้าฟ้าของบ้านต้องสงสัย ผลการตรวจสอบพบว่าบ้านดังกล่าวมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน จึงน่าเชื่อว่ามีการลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลักกระแสไฟฟ้าและนำไปใช้เปิดการทำงานของเครื่องขุดเหรียญสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้น จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกหมายค้นบ้านต้องสงสัยทั้ง 9 จุด

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เข้าตรวจค้นบ้านต้องสงสัยทั้ง 9 จุด ผลการตรวจค้นพบว่าบ้านทั้ง 9 หลัง มีการดัดแปลงพื้นที่เพื่อติดตั้ง เครื่องขุดสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) พร้อมระบบระบายความร้อน โดยพบเครื่องขุดสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) ซึ่งกำลังเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลังและถูกเปิดใช้งานอยู่ขณะเข้าตรวจค้น จำนวน 111 เครื่อง เมื่อเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบโดยละเอียดจึงพบว่าเครื่องมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านทั้ง 9 หลัง มีร่องรอยแก้ไข ดัดแปลง เพื่อให้วัดค่าปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าความเป็นจริง จึงได้ร่วมกันตรวจยึดของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. และได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าตั้งแต่ประมาณปลายปี พ.ศ.2566 ผู้ต้องหาได้หาเช่าบ้านเพื่อต้องการใช้เป็นสถานที่ติดตั้งเหมืองขุดสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) และได้เริ่มทยอยสั่งซื้อเครื่องขุดบิทคอยน์มือสองผ่านทางกลุ่มเฟซบุ๊ก แล้วนำมาติดตั้งในบ้านแต่ละหลัง โดยว่าจ้างให้ผู้ต้องหาที่ 2 ทำหน้าที่ดัดแปลงมิเตอร์ไฟ เพื่อทำให้วัดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าความเป็นจริง พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและได้เปิดใช้งานระบบเหมืองขุดสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) ดังกล่าวเรื่อยมาจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น ตรวจยึดและดำเนินคดีในที่สุด ผู้ต้องหาที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าได้ทำหน้าที่ดัดแปลงมิเตอร์ของการไฟฟ้าเพื่อให้อ่านค่าได้น้อยกว่าความเป็นจริง และติดตั้งระบบไฟเพื่อใช้งานกับเครื่องขุดเหรียญสกุลเงินดิจิตอล (บิทคอยน์) โดยได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าจ้างจากผู้ต้องหาที่ 1

ตรวจสอบพบมูลค่าความเสียหาย จากการตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้า พบว่าหากไม่มีมีการดัดแปลงมิเตอร์ไฟฟ้า เครื่องขุดบิทคอยน์ของกลางจำนวน 111 เครื่อง จะต้องเสียค่าไฟเดือนละประมาณ 1 ล้านบาท ทั้งนี้พบว่าคนร้ายได้ก่อเหตุมาแล้วเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี คาดการณ์ความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท

รวบ 2 คนสนิท “ทนายตั้ม” เอี่ยวร่วมฉ้อโกงเจ๊อ้อย 39 ล้าน พร้อมอายัดรถหรูเพิ่ม

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.67  ที่ กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. สั่งการตำรวจกองปราบ นำกำลังเข้าจับกุม นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือ นุ คนสนิททนายตั้ม และ น.ส.สาริณี นุชนาถ แฟนสาวของนายนุวัฒน์ หลังศาลอาญาอนุมัติการออกหมายจับ ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จากกรณีฉ้อโกงเงิน 39 ล้านบาท ของ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย

หลังพบหลักฐานว่าทั้งสองเป็นผู้ไปถอนเงินสด จำนวน 39 ล้านบาท ที่ น.ส.จตุพรโอนเข้ามาออกจากธนาคารที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งย่านห้าแยกลาดพร้าว รวมถึงพบว่ามีการปั้นแต่งพยานหลักฐานโดยการเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกดูดเงินจากบัญชีบิตคอยน์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานตบตาหลอก น.ส.จตุพรให้หลงเชื่อตายใจ จนนำมาสู่การออกหมายจับ

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจอายัดรถหรูที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำผิดอีก จำนวน 2 คัน ประกอบด้วย รถเบ้นซ์ สีขาวทะเบียน กค 999 กรุงเทพมหานคร และ รถ Ferrari สีฟ้า ทะเบียน ฆน 999 กรุงเทพมหานคร ตร.กก.3 บก.ป.ได้คุมตัวทั้งสองคนมาทำการสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปรามแล้ว

ทั้งนี้ในเวลา 10.30 น. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. จะแถลงข่าว กองปราบฯเปิดปฏิบัติการ Shut Down เหมืองขุดบิทคอยน์ ดัดแปลงมิเตอร์ลักกระแสไฟฟ้า ทำรัฐเสียหายกว่า 10 ล้านบาท และจะตอบคำถามสื่อฯ ถึงการจับกุมสองคนสนิท ทนายตั้มด้วย

กระทรวงเกษตรฯแจง ‘ไร่ละ1,000’ ไม่นิ่งนอนใจ เร่งเสนอครม. ช่วยชาวนา

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ชี้แจงถึงโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูก ข้าว ปีการผลิต 2567/2568 หรือ โครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ซึ่งขณะนี้ มีชาวนาสอบถามและเร่งรัดให้รัฐบาล อนุมัติโครงการดังกล่าวว่า โครงการไร่ละ 1,000 บาท ในขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 กำหนดเป็นหลักการว่า “ในการจัดทำมาตรการ / โครงการ เพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และภาคเกษตรต่อจากนี้ไป ให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตร โดยตรงแก่เกษตรกร และให้พิจารณาดำเนินมาตรการ / โครงการ ในลักษณะที่เป็นการสนับสนุน การเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของภาคการเกษตร การพัฒนาภาคเกษตรตลอด ห่วงโซ่อุปทาน หรือ เป็นการยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก้สินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกร สามารถสร้างรายได้ของตนเอง ได้อย่างเพียงพอได้ในระยะยาว และดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และมีความยั่งยืนต่อไป”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่นิ่งนอนใจ ได้ตระหนักและรับทราบถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนา เนื่องจากเป็นช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมาก ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จึงได้เตรียมจัดทำมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 59,500.01 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 50,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 9,019.01 ล้านบาท ดังนี้ และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด ดังนี้


1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 43,843.76 ล้านบาท แยกเป็น วงเงินสินเชื่อ 35,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 8,362.76 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จ่ายสินเชื่อตามโครงการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชะลอข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยกำหนดข้าวเปลือกที่เข้าร่วมโครงการฯ และวงเงินสินเชื่อต่อตัน ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 12,500 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 11,000 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 9,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 10,000 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวในอัตรา 1,500 บาทต่อตันข้าวเปลือก โดยเกษตรกรที่เก็บข้าวเปลือกในยุ้งฉางตนเองได้รับเต็มจำนวน สำหรับสถาบันเกษตรกรที่รับซื้อข้าวเปลือกเข้าโครงการฯ ได้รับในอัตรา 1,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก และเกษตรกรผู้ขายข้าวได้รับในอัตรา 500 บาทต่อตันข้าวเปลือก

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท แยกเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย หรือเพื่อการแปรรูป โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร ร้อยละ 3.50 ต่อปี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามระเบียบให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรสูงสุด และขอยืนยันว่า จะเร่งรัดการดำเนินการขั้นตอน ระเบียบ และกฎหมายต่อไป

“ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” ด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สำเร็จมากที่สุด

ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 6-7 ตุลาคม 2567 จากจำนวน 1,500 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในประเด็น “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” ในประเด็นต่อไปนี้

ท่านเห็นว่านโยบายการส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ไทย มีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด พบว่าเห็นว่ามีประโยชน์มากร้อยละ 40.0 มีประโยชน์ค่อนข้างมาก ร้อยละ 28.7 มีประโยชน์ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 18.5 มีประโยชน์น้อย ร้อยละ 9.6 และไม่มีประโยชน์เลย ร้อยละ 3.0

ซอฟต์พาวเวอร์ไทยเรื่องใดที่ท่านเห็นว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด พบว่าซอฟต์พาวเวอร์ไทย ที่คนไทยเห็นว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ การท่องเที่ยวไทย เทศกาล ประเพณี ร้อยละ 24.7 การแต่งกาย แฟชั่น ผ้าไทย ชุดไทย ร้อยละ 20.3 อาหารไทย ขนมไทย ร้อยละ 15.2 กีฬาไทย มวยไทย ร้อยละ 12.5 แพทย์แผนไทย นวดไทย ร้อยละ 10.1 ภาพยนตร์ ซีรีส์ ร้อยละ 7.8 ดนตรีไทย นาฏศิลป์ ร้อยละ 5.9 และ เพลงไทย ศิลปินนักร้อง ร้อยละ 3.5

ท่านเห็นว่าบุคคลใดมีส่วนช่วยส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ไทยมากที่สุด 5 อันดับแรกพบว่า หมูเด้ง ร้อยละ 25.4 ลิซ่า – ลลิสา มโนบาล ร้อยละ 15.2 หมีเนย ร้อยละ 12.7 มิลลิ – ดนุภา คณาธีรกุล ร้อยละ 10.3 และบัวขาว บัญชาเมฆ ร้อยละ 8.5

ท่านเห็นว่าเทศกาลและประเพณีใดมีส่วนช่วยส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก พบว่า วันสงกรานต์ ร้อยละ 30.5 วันลอยกระทง ร้อยละ 18.3 วันขึ้นปีใหม่ ร้อยละ 14.0 ไหว้ครูมวยไทย ร้อยละ  9.5 และ แข่งเรือพาย ร้อยละ 7.7

ปิดหมู่บ้านประดับโคมไฟกว่า 4 พันดวงในประเพณียี่เป็ง-ลอยกระทงบ่อพลอย

นายพิชานนท์ อิงประสาร กำนันตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด พร้อมด้วยนายทวี ฟั่นล้อม ประธานชุมชนบ้านใหม่พัฒนาและชาวบ้านชุมชนบ้านใหม่พัฒนาได้ร่วมกันตกแต่งหมู่บ้านเพื่อรองรับการจัดงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2567  โดยปิดหมู่บ้านประดับโคมไฟยี่เป็งหลากหลายสีสันกว่า 4,000 ดวง เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้าเที่ยวชมงานลอยกระทงชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ระหว่างวันที่ 12-16 พ.ย.นี้

นายพิชานนท์ กล่าวว่า ชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ได้ร่วมกันประดับโคมไฟ ในประเพณียี่เป็งและลอยกระทง ระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายนนี้  โดยในปีนี้ได้เพิ่มโคมไฟอีกกว่า 500 ดวง จากปีที่แล้ว ทำให้ในปีนี้มีโคมไฟยี่เป็งกว่า 4,000 ดวง ทำให้ถนนภายในหมู่บ้าน สว่างสวยงามและมีสีสัน  นอกจากนี้ยังได้เพิ่มไฟรวงข้าว ติดตั้งเป็นรูปดอกไม้ เพื่อสร้างสีสันและจุดขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งการผลิตเสื้อที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวในงานอีกด้วย และขอเชิญชวนชาวตราดและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวงานประเพณียี่เป็ง หนึ่งในภาคตะวันออก

สำหรับประเพณียี่เป็งและลอยกระทงเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อสืบสานประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน ประเพณียี่เป็งซึ่งเป็นประเพณีจากภาคเหนือของประเทศไทยนั้นได้รับการนำมาปรับให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่นตราด โดยชุมชนได้จัดขึ้นควบคู่กับงานลอยกระทงตามวัฒนธรรมภาคกลาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในการขอขมาพระแม่คงคาและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในท้องถิ่น

สำหรับ ในอดีตชุมชนบ้านใหม่พัฒนาเป็นชุมชนเกษตรกรรมและมีความผูกพันกับแหล่งน้ำเป็นอย่างมาก ได้จัดงานลอยกระทงขึ้นเพื่อขอขมาและแสดงความเคารพต่อพระแม่คงคา ด้วยความเชื่อว่าแม่น้ำและแหล่งน้ำทั้งหลายในชุมชนเป็นสิ่งที่ให้ชีวิตและความอุดมสมบูรณ์

นอกจากนี้ ประเพณีการปล่อยโคมลอยในช่วงยี่เป็งยังได้รับการสืบทอดเข้ามาในชุมชนในภายหลัง ทำให้ประชาชนใช้โอกาสนี้ในการขอพร เสริมสิริมงคล และร่วมส่งโคมลอยเพื่อปล่อยสิ่งไม่ดีออกไปและต้อนรับความสุขสมบูรณ์เข้ามาในชีวิตการจัดงานในปัจจุบันได้รวมเอากิจกรรมหลากหลายเพื่อให้เยาวชนและนักท่องเที่ยวมีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติ การประดับประดาพื้นที่ด้วยแสงไฟที่สวยงาม รวมถึงการแสดงศิลปะพื้นบ้านที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น จังหวัดตราดยังสนับสนุนให้ชุมชนบ้านใหม่พัฒนาจัดงานประเพณีนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ข่าว/ภาพ : จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดตราด