เปิดผลงาน 1 เดือน ‘บิ๊กต่าย’ จับกุม 3.9 หมื่นคดี ปราบปรามอาชญากรรม 5 ด้านหลัก

เปิดผลงาน 1 เดือน ‘บิ๊กต่าย’ จับกุม 3.9 หมื่นคดี กวาดล้างเว็บการพนันออนไลน์ 4 เว็บไซต์ ขับเคลื่อน ปราบปรามอาชญากรรม 5 ด้านหลัก

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.67 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รายงานผลสรุปการปฏิบัติงานในระยะเวลา 1 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.- 5 พ.ย.2567) ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ด้าน ดังนี้ การดำเนินคดีความผิดคดีอาญา 5 กลุ่ม ทั้งหมด 43,973 คดี จับกุมได้ 39,850 คดี (90%)

1.ประเภทอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ 186 คดี จับกุมได้ 164 คดี (88%)

2.ประเภทชีวิต ร่างกายและเพศ 1,252 คดี จับกุมได้ 1,092 คดี (87%)

3.ประเภททรัพย์ 3,319 คดี จับกุมได้ 2,897 คดี (87%)

4.ประเภทคดีที่น่าสนใจ 2,449 คดี จับกุมได้ 1,053 คดี (43%)

5.ประเภทรัฐเป็นผู้เสียหาย 7,331 คดี จับกุมได้ 7,047 คดี (96%)

การปราบปราม-จับกุมคดียาเสพติดทั่วประเทศ จับกุมข้อหาร้ายแรง 10,970 คดี, ข้อหาสมคบ 26 คดี, ยึดทรัพย์แล้ว 300 ล้านบาท, ออกหมายจับ 59 หมาย, ดำเนินคดีฟอกเงิน 2 คดี

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ดังนี้ ยาบ้ารวม 59 ล้านเม็ด, ไอซ์ 2,600 กก., เฮโรอีน 326 กก., ยาอี 85,000 เม็ด, เคตามีน 480 กก.

การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รับแจ้งความออนไลน์รวม 37,320 เรื่องความเสียหายกว่า 3,300 ล้านบาท ได้ขออายัดบัญชี 40,186 บัญชี อายัดได้ 385 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 113 ราย มูลค่าความเสียหาย 903 ล้านบาท

กวาดล้างเว็บการพนันออนไลน์ 4 เว็บไซต์ จับกุมผู้ต้องหา 23 ราย มียอดเงินหมุนเวียน 544 ล้านบาทต่อปี ปิดกั้นเว็ปพนันออนไลน์ 6,172 URL ปิดกั้นเพจเฟซบุ๊ก ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 3,681 เพจ และปิดกั้น Line ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2,325 แอคเค้าท์

การปราบปรามการค้ามนุษย์ สามารถสืบสวนปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ทั่วประเทศ โดยได้จับกุมดำเนินคดีแล้ว 21 คดี ผู้ต้องหา 33 ราย ส่วนผู้เสียหายอยู่ระหว่างการช่วยเหลือในกระบวนการฟื้นฟูต่อไป

ส่วนสุดท้ายการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รับดำเนินการ 234 ราย ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 197 บาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 37 ราย มูลหนี้รวม 5.2 ล้านบาท

ชาวนาขอนแก่นเครียดค่าจ้างเกี่ยวพุ่ง พ่อค้าคนกลางจ่อกดราคาซ้ำเติม

เกษตรกรบ้านโนนรัง ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ยังรอความหวังเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน หรือไม่เกินครัวเรือนละ 20,000 บาท ตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 หลังพบว่ายังไม่มีความชัดเจนจากทางรัฐบาลว่าจะเข้ามาช่วยเหลืออีกไม่กี่วันจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

นายวิรัตน์ โพธิ์ศรีเรือง อายุ 58 ปี ชาวบ้าน ม.22 บ้านโนนรัง ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น เกษตรผู้ปลูกข้าวและประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนสาวะถี กล่าวว่า ปีนี้ยังไม่เห็นท่าทีของรัฐบาลว่าจะมีการช่วยเหลือยังไงเกษตรกรยังรอความชัดเจนยิ่งตอนนี้ใกล้จะถึงการเก็บเกี่ยว ปกติที่ผ่านมาเงินชดเชยค่าเก็บเกี่ยวจะเริ่มจ่ายเดือน ต.ค. ปีนี้จะเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงเดือน พ.ย. ถ้าหากรัฐบาลยังไม่จ่ายเงินชดเชยมีผลกระทบกับเกษตรกรเยอะมาก ถ้าเกษตรกรไม่มีสำรองจ่ายเกษตรกรต้องรีบเอาข้าวที่เกี่ยวมาไปขายออกให้ไวเพื่อจะนำเงินมาจ่ายค่ารถเกี่ยวข้าวค่าคนงานจึงเป็นโอกาสที่จะให้พ่อค้ากดราคาข้าวในช่วงนั้นเพราะเกษตรกรไม่มีเงินสำรองออกก่อนจึงต้องรีบขายเพื่อจะนำเงินมาใช้จ่าย

” หากปีนี้ไม่ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือได้เงินช้าเกษตรกรต้องเอาข้าวตัวเองไปเทขายให้พ่อค้าและโรงสี อีกทั้งในส่วนราคาข้าวยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นอย่างไร 13-15 บาท ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าเว้นแต่ว่าเกษตรกรคนไหนมีวิธีลดต้นทุนตัวเองจึงจะได้เงินมาชดเชยในตรงนั้น”

นายวิรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า อยากฝากไปถึงรัฐบาลว่าถ้าจะจ่ายค่าเกี่ยวข้าวให้รีบดำเนินการเพราะว่าเกษตรกรยังรออยู่ว่านโยบายจะออกมาในรูปแบบไหนเพราะถ้าไม่ได้เงินส่วนนี้จริงๆผลกระทบที่จะตามมามีมาก โครงการเติมเงิน 10,000 บาทจากทางรัฐบาลที่จ่ายมาให้ในช่วงที่ผ่านมาก็ยังไม่ครบเกษตรกรไม่ใช่จะได้ทุกคนอาจจะมีถึงครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในส่วนนี้ฝากรัฐบาลนี้ให้ดูแลเกษตรกรให้สมกับที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง

“ถ้าไม่ได้จริงๆคงต้องมีการรวมตัวกันและไม่รู้ว่าเกษตรกรจะมีปฏิกิริยาอย่างไรอาจจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นทุกวันนี้โลกโซเชียลเร็วมากแค่การนัดหมายกัน 1 วัน คนก็น่าจะมารวมกันเยอะแล้วอย่าลืมว่าคนที่พร้อมจะสกัดรัฐบาลนี้ยังมีอีกเยอะ ถ้าจะทำอะไรให้เกษตรกรก็รีบให้สมกับเลือกตั้งเข้ามาถือว่าเป็นรัฐบาลแบบสง่างาม”

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ/ขอนแก่่น

ทนายตั้ม โผล่กองปราบ แจงปมคดีฉ้อโกงเงินเจ๊อ้อย 71 ล้านบาท

ทนายตั้ม โผล่กองปราบ หลังมีตำรวจประกบถึงบ้าน พาคนใกล้ตัวสอบปากคำ เผย เจ๊อ้อย หมดรักแล้วก็ไม่น่ามาทำกันแบบนี้ ปมคดีฉ้อโกงเงิน 71 ล้าน

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2567 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงกรณี น.ส.จตุพร หรือ เจ๊อ้อย แจ้งความฉ้อโกงเงินไปกว่า 71 ล้านบาท

นายษิทรา กล่าวตอนหนึ่งว่า หากทางตำรวจต้องการให้ตนมาให้ข้อมูล ตนรอมาตั้งนานแล้ว ที่ผ่านมา ตนอยากให้ฝ่ายเจ๊อ้อยให้การให้เต็มที่ ตนเคยทำหนังสือมาครั้งหนึ่งตั้งแต่คดีโอนมาที่นี่ใหม่ ๆ ซึ่งตยบอกว่า ขอให้สอบผู้กล่าวหาอย่างละเอียดกับพยานโดยแยกกัน ไม่ได้อยากให้มีทนายความด้วย

นายษิทรา กล่าวต่อว่า จริง ๆ ตนก็รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ตนก็อยากให้ตำรวจกองปราบดำเนินการเต็มที่ ถ้าจู่ ๆ ตนรีบมาเดี๋ยวตำรวจก็จะมีเวลาในการทำคดีน้อย ตนก็เลยไปล่อย ไม่ได้มาหาตำรวจก่อนหน้านี้

นายษิทรา กล่าวอีกว่า แต่วันนี้ทางตำรวจก็ไปหาตนถึงบ้านแล้ว ทั้งชุดสืบอะไรไป ตนก็เลยไหน ๆ ก็อยากจะคุยกับตนแล้ว ตนก็เลยเข้ามา ทั้งนี้ ขอฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจนิดหนึ่ง การที่ไปเอาตัวพยานไปโดยที่ไม่มีหมาย ที่จริงถ้าไปอย่างถูกต้อง เอาหมายไป เขาก็ยินยอมไปทุกคน หมายมาที่ตน ตนก็ยินยอม หรือว่าพยานที่อ้างเป็นลูกน้องเก่าของตน แต่นี่คุณเล่นเอาตำรวจ 2-3 คนไป

นายษิทรา กล่าวด้วยว่า ตนเดินทางมาวันนี้ เพื่ออยากจะชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม พี่อ้อยหมดรักตนแล้ว ก็ไม่น่าทำกันแบบนี้.

คนเมืองเพชรขอบคุณ ทส.สานต่อโครงการแก้ปัญหาลิงล้นเมือง

ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ประธานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดเพชรบุรี นายชาตรี วชิระเผด็จศึก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นายแมนชาติ บัวทอง ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ 3 เพชรบุรี สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 7 นายสุรพล นาคนคร รองนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบุรี เดินทางลงพื้นที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานการก่อสร้างกรงพักพิงลิง หลังที่ 2 และ 3 โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมทั้ง ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างถังกักเก็บน้ำ ขนาด 1 ล้านลิตร ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมืองเพชรบุรี

ดร.ยุทธพล กล่าวว่า จากการมาดูโครงการในวันนี้ ต้องขอขอบคุณ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ที่ได้เห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมือง พร้อมยังได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการวางท่อส่งน้ำและจัดสร้างถังกักเก็บน้ำ ขนาด 1 ล้านลิตร เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของสัตว์ป่า รวมไปถึงลิงแสมที่เคลื่อนย้ายมาจากจังหวัดเพชรบุรี และการดำเนินการก่อสร้างกรงพักพิงลิงเพิ่มเติมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

สำหรับ การลงพื้นที่ในวันนี้ ก็เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างกรงพักพิงลิงอีกสองกรงในโครงการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมือง พร้อมติดตามความเป็นอยู่ของลิงที่ย้ายมาจากเขาวัง ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจและสอบถามมาเป็นจำนวนมาก พบว่าลิงทุกตัวมีสุขภาพดี แสดงให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการนำร่องและประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก

นายกฯ ยัน เกาะกูดเป็นของไทย เดินหน้า MOU 44 ย้ำ ประโยชน์ประเทศต้องมาก่อน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2567  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เปิดเผยผลการหารือพรรคร่วมรัฐบาล กรณี MOU 44 บันทึกข้อตกลงไทย – กัมพูชา  เกี่ยวกับกรอบเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย – กัมพูชา โดยยืนยันว่า เกาะกูดเป็นของประเทศไทย และเป็นมาตั้งนานแล้ว ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างรับรู้อยู่แล้วว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย และเป็นไปตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส แน่นอนว่ารัฐบาลนี้จะไม่ยอมเสียพื้นที่ของประเทศไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียวไปให้ใครก็ตาม ย้ำว่าเกาะกูด ไม่เคยมีปัญหากับทางกัมพูชา และไม่เคยมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะเกิดความเข้าใจผิดกันของคนในประเทศไทยเอง  ซึ่งความจริงแล้วขอให้มั่นใจได้ว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย  ส่วน mou 44 ยังคงอยู่ไม่สามารถมีการยกเลิกได้ หากจะยกเลิกต้องใช้ข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  หากไทยยกเลิกเองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอาจถูกฟ้องร้องได้ เพราะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ 

สำหรับ รัศมีรอบเกาะกูดในพื้นที่ทะเล มีความชัดแจนอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยัน MOU ดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกาะกูด เพราะเส้นที่ตีหากไปดูทางกัมพูชาก็ได้ตีเส้นเว้นเกาะกูดไว้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกัน ซึ่งในการพูดคุยไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดิน แต่มีการพูดคุยทางทะเลในสัดส่วนที่มีการขีดเส้น ซึ่ง mou มีการขีดเส้นไม่เหมือนกัน แต่เนื้อหาใน mou เป็นข้อตกลงจะมีการเจรจากันทั้งสองประเทศ นี่คือความหมายใน mou 44 ดังนั้นจะเกิดอะไรขึ้น หรือต้องตกลงพูดคุยกันอย่างไร ต้องมีคณะกรรมการ คณะทำงานมาพูดคุยกัน ซึ่งตอนนี้คณะกรรมการทางกัมพูชามีอยู่แล้ว แต่ของไทยเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ต้องเปลี่ยนคณะกรรมการด้วย เนื่องจากคณะกรรมการต้องจบไปตามรัฐบาล ซึ่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีคณะกรรมการนี้เกิดขึ้น ดังนั้นรัฐบาลอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการนี้อยู่ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ จะได้ในเร็วๆ นี้ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการเสร็จสิ้น ก็จะมีการศึกษาและหารือกัน ว่าระหว่างประเทศจะดำเนินการข้อตกลงอย่างไร 

อย่างไรก็ตาม ที่มีการมองว่า หากไม่ยกเลิก MOU 44 จะทำให้ไทยยอมรับเส้นของกัมพูชานั้น นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่มีการยอมรับเส้นใด ๆ ซึ่ง MOU นี้ คือการที่คิดไม่เหมือนกันแต่ต้องแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศซึ่งตั้งแต่ปี 2515 กัมพูชาได้ดำเนินการขีดเส้นมาก่อน เมื่อปี 2516 ประเทศไทยก็ดำเนินการขีดเส้นด้วย เมื่อขีดเหมือนกัน แต่ข้อตกลงข้างในไม่เหมือนกัน จึงต้องมี mou ขึ้นมา แล้วเปิดการเจรจา ซึ่งเป็นความเท่าเทียมกันว่าทั้งสองประเทศ จะต้องพูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร  โดย mou นี้ไม่เกี่ยวข้องกันเกาะกูด และเกาะกูดก็ไม่อยู่การเจรจา จึงขอให้คนไทยสบายใจได้ว่าจะไม่เสียเกาะกูดไป ซึ่งกัมพูชาไม่สนใจเกาะกูดของไทย เพราะไม่ได้อยู่ในการเจรจานี้ จึงขอให้ประชาชนอย่ากังวลเรื่องนี้  

ขณะเดียวกันมีข้ออ้างว่า ไทยมีมติ ครม. ยกเลิก MOU 44 สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้  ข้อเท็จจริงคือ MOU 44 ยกเลิกไม่ได้ ถ้าไม่เกิดการตกลงระหว่างสองประเทศ และเรื่องนี้ต้องเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่มี และเมื่อปี 2552 ไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภา และในปี 2557 พลเอกประยุทธ์ ยืนยันเป็นเนื้อเดียวกัน มีมติ ครม.ว่าไม่มีการยกเลิก 

เมื่อถามว่า มีกระแสให้มีการยกเลิก MOU 44  นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการแก้ไขอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย นายกรัฐมนตรี ย้อนถามกลับว่า ยกเลิกแล้วได้อะไร การยกเลิกแล้วได้อะไร ต้องกลับมาที่เหตุและผล ทุกประเทศอาจคิดไม่เหมือนกันได้ เมื่อคิดไม่เหมือนกันก็ต้องมีข้อตกลงเพื่อมาพูดคุยกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ การรักษาความสงบของประเทศเป็นสิ่งสำคัญดังนั้นในเอ็มโอยูนี้จึงเปิดให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกัน ซึ่งหากไทยยกเลิกอาจโดนฟ้องร้องจากกัมพูชาอย่างแน่นอน  ซึ่งไม่มีประโยชน์ใด ๆ  ซึ่งการหารือในวันนี้ ยืนยันว่าตนเองรับฟังเสียงคัดค้าน จึงมีการมาพูดคุยและทุกคนตกลงในเนื้อหาเดียวกันอย่างง่ายดาย และเข้าใจตามรายละเอียดว่า เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศไม่เกี่ยวกับเสียงคัดค้าน

วันนี้ที่ออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจเพื่อจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า  MOU ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด และ MOU เป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศ  และไทยยังไม่ได้เสียเปรียบในเรื่องของการตกลงเรื่องนี้ ดังนั้นอย่าเอาเรื่องการเมืองมาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะสั่นคลอน จึงขอทำความเข้าใจต่าง  ให้ตรงกันตามหลัก และพรรคร่วมรัฐบาล ก็เห็นด้วยในการเดินหน้า mou ต่อในเรื่องนี้   ขณะนี้กัมพูชารอฝ่ายไทยตั้งคณะกรรมการ เพื่อเป็นตัวแทนไปพูดคุย เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่บานปลายหากทุกคนเข้าใจในหลักการ เพราะคือข้อเท็จจริง ยืนยันว่าไม่มีเบื้องหลังใด ๆ  แต่นี้คือกรอบเป็นไปตามกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่เป็นเผือกร้อนในมือของตนเอง  

เมื่อถามว่า แนวทางของรัฐบาลไทยกับข้อตกลงผลประโยชน์ที่ทับซ้อนทางทะเล จะดำเนินการอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องคุยกันระหว่างประเทศพร้อมศึกษารายละเอียดจะสามารถแบ่งกันอย่างไร เพื่อทั้งสองประเทศได้ผลประโยชน์และเกิดความยุติธรรม เพราะหลายคนรู้ว่ามีก๊าซธรรมชาติ และสามารถลดต้นทุนพลังงานได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องส่งคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้รู้ในรายละเอียดต่างๆ ไปศึกษาร่วมกันทั้งสองประเทศ เพื่อให้ได้คำตอบต่อประชาชนอย่างชัดเจน ซึ่งอยู่ในกระบวนการต่อไป  


เมื่อถามว่า จะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อพูดคุยกับกัมพูชาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ดีสามารถสร้างคอนเน็ตชั่นดี ๆ ได้ เปรียบเหมือนมีเพื่อนสนิท ก็สามารถคุยกับเพื่อนสนิทได้ แต่เรื่องผลประโยชน์แต่ละประเทศต้องใช้คณะกรรมการ เพื่อจะได้ไม่เกิดการต่อต้าน ซึ่งเรื่องของประเทศบางอย่างที่สำคัญต้องใช้กรรมการคุยกัน เพื่อจะเกิดความรู้ รู้ครบ และมีความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและยืนยันรัฐบาลนี้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างสูงสุด เพราะตนเองเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์และประเทศไทย คนไทย ต้องมาก่อน ดังนั้นรัฐบาลนี้ยืนยันจะรักษาแผ่นดินไทยไว้อย่างเต็มที่ และจะทำให้ประชาชนมีความสุขที่สุด นั่นคือสิ่งที่ต้องการ 


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบว่าในวงหารือพรรคร่วม มีการหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที

งานเข้า!! เครือข่ายส.ท.ช. ยื่น ป.ป.ช. สอบทุจริตบิ๊ก ทอท.

ส่อเค้าวุ่นไม่จบแถมพบกลิ่นตุๆๆ ปมทุจริตใน ทอท. นับจากปี 66 ต่อเนื่องปี 67 หลังพนักงานสังกัดคมนาคมยื่นหนังสือขอให้ป.ป.ช.ตรวจสอบปมการทุจริตบิ๊กทอท. แต่ไม่มีความคืบหน้า ล่าสุดเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ส.ท.ช.) ออกมาจี้ให้เร่งตรวจสอบกรณีกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ทำให้ทอท.ได้รับความเสียหายส่อผิดหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรม

แหล่งข่าวจากเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ส.ท.ช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ส.ท.ช. ลงนามโดยนายอาคม อุปแก้ว รองประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ( ส.ท.ช.) ได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามหนังสือรับที่ 36953 ขอให้เร่งติดตามความคืบหน้าผลการตรวจสอบข้อกล่าวหาและร้องเรียนต่อพฤติกรรมทุจริตและประพฤติมิชอบของนายกีรติ  กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในประเด็นต่างๆดังนี้

เรื่องที่ 1 กรณีลดสเป็กงานก่อสร้างทางวิ่งที่ 3 (รันเวย์ 3) โดยนายกีรติฯในขณะดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานวิศวกรรมและก่อสร้างทอท.ได้รับการร้องเรียนว่าเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการงานก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในการเปลี่ยนแปลงสเป็กการก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ที่ต่ำกว่าต้นทุนถูกกว่าสเป็กเดิมแต่ยังเป็นวงเงินเดิมเพื่อให้มีส่วนต่างราคาเพื่อการเรียกรับผลประโยชน์นับ 1,000 ล้านบาท

เรื่องที่ 2 กรณีอุบัติเหตุผู้โดยสารถูกทางเลื่อนหนีบจนขาขาดที่สนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 โดยถูกวิพากษ์วิจารณ์และมองว่าเกิดจากการเรียกร้องรับผลประโยชน์จากบริษัทเอกชนผู้รับงานดูแลซ่อมบำรุงรักษาบันไดทางเลื่อนซึ่งทอท. ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารไปแล้วนั้น

เรื่องที่ 3 กรณีการแต่งตั้งบุคคลไม่เหมาะสมเป็นผู้บริหาร ทอท.ที่ขัดจริยธรรมและไม่เป็นไม่เป็นไปตามระเบียบ ซึ่งทอท.ได้มีคำสั่งที่ 1015/2566 แต่งตั้งผู้บริหารที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อ 26 กรกฎาคม 2566 โดยหนึ่งในผู้บริหารที่ได้รับแต่งตั้งคือนางสาวปวีณา  จริยฐิติพงศ์ จากตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) เป็น รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานวิศวกรรมและก่อสร้าง) ระดับ 11 ว่ากรณีดังกล่าวนายกีรติแต่งตั้งโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทำงานและผลงาน แต่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว เล่นพรรคเล่นพวกนับเป็นพฤติกรรมประพฤติมิชอบ ขัดหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของหน่วยงาน

เรื่องที่ 4 กรณีทุจริตการจัดซื้อสติ๊กเกอร์ซีทรู (See Through Sticker) เฉลิมพระเกียรติฯสนามบินภูเก็ต โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจงมีความไม่โปร่งใส ไม่ถูกต้องตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง เบื้องต้นพบว่ามีความผิด 3 ประเด็น คือ 1. การตั้งราคากลางสูงเกินความเป็นจริง 2.การจัดจ้างโดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจงที่ไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารวัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และ 3.มีการอนุญาตให้คู่สัญญาเข้ามาดำเนินการติดตั้งสติ๊กเกอร์ก่อนวันลงนามสัญญา ซึ่งกรณีดังกล่าวยังได้มีการร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช.แล้วปมพิรุจคือ นายกีรติเป็นผู้อนุมัติงานจ้างพิมพ์สติ๊กเกอร์แต่กลับเป็นผู้สั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและกรรมการลงโทษทางวินัย ท้ายสุดยังพบอีกว่าพนักงานที่กระทำผิดเพียงถูกลงโทษด้วยการย้ายงานเท่านั้นแต่ไม่ถูกลงโทษจริง

นอกจากนั้นยังมีกรณีการพาคณะผู้บริหารการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแบบลับๆ ช่วงวันที่ 11-16 เมษายน 2562 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาทเข้าข่ายเป็นบริษํทเอกชนที่ร่วมทุจริตให้ผลประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทเอกชน(ในขณะนั้น) เช่นเดียวกับเรื่องความล้มเหลวกรณีความเสียหายในการดำเนินโครงการระบบตั๋วร่วม ขณะนายกีรติเป็นผู้บริหารบริษัทพีเอสเค คอนซัลแทนส์ ในฐานะบริษัทคู่สัญญาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ในโครงการศึกษาพัฒนาระบบตั๋วร่วมจากปี 2555-2564 รวมงบประมาณราว 674 ล้านบาท  และเรื่องการฮั้วประมูลกรณีรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เต็มไปด้วยความอื้อฉาว มีข้อครหาการฟ้องร้องคดีความจนส่งผลให้เกิดความล่าช้าเป็นระยะเวลานานถึง 4 ปีจากกรณีมีการปรับแก้ไข RFP การประมูลโครงการนี้ แม้ในที่สุดศาลฯจะได้มีการตัดสินแล้วว่าไม่ผิดตามฟ้องก็ตามแต่หากพิจารณากรณีจริยธรรมความโปร่งใส ข้อกล่าวหาและข้อครหาฮั้วประมูลยังไม่จบและส่วนต่างราคาเป็นข้อเท็จจริงที่จะเป็นคดีความต่อไปในอนาคตได้

ดังนั้นในประเด็นข้อกล่าวหาและการ้องเรียนพฤติกรรมการประพฤติมิชอบเหล่านี้ประกอบกับหลายเรื่องยังพบว่ามีผลกระทบสูงมาก แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขจัดการโดยเร็วอันสะท้อนถึงความล้มเหลวและละเลยหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านการบินของประเทศไทยที่มีผลต่อเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างมหาศาล

“เครือข่าย ส.ท.ช. จึงขอให้ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการตรวจสอบกรณีการกระทำความผิดในครั้งนี้พร้อมเร่งชี้มูลความผิดและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป”

“นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์” ยกทีมร่วมประชุมระดับชาติ ลงนามปฏิญญาเซบู “ไทย-ฟิลิปปินส์-อินโด”

“นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์” ยกทีมร่วมประชุมระดับชาติ ลงนามปฏิญญาเซบู “ไทย-ฟิลิปปินส์-อินโด” ส่งเสริมความร่วมมือ สมรรถนะสังคมสงเคราะห์อาเซียน เปิดพื้นที่งานสังคมสงเคราะห์ไทยสู่เวทีสากล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมระดับชาติครั้งที่ 76 ของสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งฟิลิปปินส์ (PASWI) ซึ่งจัดขึ้นที่ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2567 ภายใต้หัวข้อ “Bridging Differences and Enhancing Cultural Synergy through Collaborative Endeavors”   มีนักสังคมสงเคราะห์ของประเทศฟิลิปปินส์ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน โดยศาสตราจารย์สค.ร.ระพีพรรณ คำหอม นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย นำคณะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้และได้นำเสนอหัวข้อ “Social Work : Restoring Hope, Shaping Tomorrow  Together” ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือ ซึ่งเห็นได้จากผลลัพธ์เบื้องต้น ของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามระหว่างสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ประเทศไทย (SWPCT)  และสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศฟิลิปปินส์ (PASWI) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2566 กรอบข้อตกลงนี้ปฏิบัติตามด้วยการดำเนินการที่จริงใจ ตั้งใจ จนเกิดผลเป็นรูปธรรม มีพัฒนาการของระบบงานทางวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์

ศาสตราจารย์สค.ร.ระพีพรรณ ยังระบุถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงสามฝ่ายระหว่างสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศฟิลิปปินส์ (PASWI) สมาคมนักสังคมสงเคราะห์อิสระแห่งอินโดนีเซีย (IPSPI)  และสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย (SWPCT) หรือCebu Declaration 2024 Towards Fostering Unity and Collaboration ว่าถือเป็นจุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ ด้วยปฏิญญาดังกล่าวตอกย้ำจุดมุ่งหมายและจุดประสงค์ของการประชุมและยืนยันความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ในการส่งเสริมความสามัคคีและความร่วมมือสมรรถนะสังคมสงเคราะห์อาเซียน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะเดินหน้า  ตามข้อตกลง อาเซียนปี 2025

DIR.LYDIA M.DEL ROSARIO,RSW, MPA ประธาน PASWI แสดงความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญครั้งนี้ โดยกล่าวว่า การมีนักสังคมสงเคราะห์หลายพันคนเข้าร่วมถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ PASWI ในการพัฒนาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในประเทศฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกันก็มีส่วนสนับสนุนชุมชนอาเซียนที่กว้างขึ้น ผ่านความร่วมมือกับประเทศไทย และประเทศอินโดนีเซีย

EVA P.PONCE DE LEON,RSW  ผู้อำนวยการบริหารระดับประเทศของ PASWI ได้เน้นย้ำถึงประสบการณ์อันล้ำค่าของฟิลิปปินส์ในด้านงานสังคมสงเคราะห์ ว่ามีอะไรมากมายที่จะแบ่งปันกับพันธมิตรของเรา และยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ โดยความร่วมมือจะช่วยปูทางไปสู่ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ 

สค.ร. วรรภา ลำเจียกเทศ เลขาธิการสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการแลกเปลี่ยนงานสังคมสงเคราะห์ระหว่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จเพราะมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความเพียร และความอดทนไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาอุปสรรคและสิ่งสำคัญคือเครือข่ายความร่วมมือ และการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

รศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช รองประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายการต่างประเทศ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดตั้งมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ และใบรับรองทั่วทั้งภูมิภาคว่า มาตรฐานดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกในการแบ่งปันทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีการพัฒนา

DR.PUJI PUJIONO, MSW ประธานสมาคมนักสังคมสงเคราะห์อิสระแห่งอินโดนีเซีย (IPSPI) กล่าวถึงความท้าทายที่ซับซ้อนที่อาเซียนกำลังเผชิญ และเรียกร้องให้ผู้นำระดับสูงตระหนักถึงวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ในฐานะตัวแทนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง PASWI และ IPSPI ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาคมระดับชาติเพื่อยกระดับการมีส่วนสนับสนุนต่ออาเซียน

ปลายฝนต้นหนาว นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวชมทุ่งกังหันลม กินลมชมวิวบนเขายายเที่ยง

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่เดินทางมากินลมชมวิวบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กันอย่างคึกคัก ซึ่งช่วงปลายฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศกำลังเย็นสบาย เริ่มมีลมหนาวโชยมาแผ่วๆ และวิวทิวทัศน์เขียวชอุ่ม มองดูสวยงาม โดยเฉพาะที่บริเวณจุดชมวิวอ่างพักน้ำตอนบน ของโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ที่อยู่บนเขายายเที่ยง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าใต้ดินแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคองไปเก็บพักไว้ในอ่างพักน้ำตอนบน แล้วปล่อยลงมาผลิตกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงของแต่ละวัน

โดยจุดนี้ เป็นจุดเช็คอินยอดนิยมที่ใครมาเที่ยวอ่างเก็บน้ำลำตะคองต้องห้ามพลาด เพราะจะมีกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ตั้งตระหง่านอยู่ในพื้นที่อ่างพักน้ำตอนบน จำนวน 14 ต้น สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงนำกังหันมาติดตั้งตามแนวร่องลม จึงเป็นจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่พลาดที่จะมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

ทั้งนี้หากต้องการชมบรรยากาศโดยรอบของอ่างพักน้ำตอนบน นอกจากจะเดินกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ รอบอ่างพักน้ำฯ แล้ว สามารถจะเลือกเช่าจักรยานปั่นออกกำลังกาย คันละ 40 บาทเท่านั้น หรือจะเช่ารถกอล์ฟ ขับชมวิวก็สะดวกสบายไม่แพ้กัน ซึ่งวิวทิวทัศน์รอบๆ อ่างพักน้ำตอนบน ไม่ใช่มีแค่กังหันลมขนาดใหญ่ตั้งเป็นแนวเท่านั้น ยังสามารถมองเห็นวิวของอ่างเก็บน้ำลำตะคองได้อย่างชัดเจน แถมด้วยวิวแบบพาโนรามาของเทือกเขาเควสต้า หรือภูมิประเทศแบบเขารูปอีโต้ เป็น 1 ใน 2 ของแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญของอุทยานธรณีโคราช (Korat Geopark) ที่ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้เป็น “อุทยานธรณีโลก” (UNESCO Global Geopark) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 ให้ได้ฟินกับบรรยากาศกันอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้เห็นเส้นทางที่คดโค้งดูสวยงามของถนนมิตรภาพ กับทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ M6 อีกด้วย

สำหรับอ่างพักน้ำตอนบนเขายายเที่ยง สามารถขับรถขึ้นไปเยี่ยมชมกันได้ถึงที่ จะมีที่จอดรถสะดวกสบาย มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล และจัดพื้นที่ขายอาหารแยกเป็นสัดส่วน มีที่เช่าจักรยาน-เช่ารถไฟฟ้าขับเที่ยวรอบสันอ่างฯ เหมาะสำหรับพาครอบครัวมานั่งเล่น รับลม ชมบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งนายพรพรรณ โทมโคกกรวด อายุ 50 ปี ผู้ใหญ่บ้านเขายายเที่ยงเหนือ ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา บอกว่า ตนเป็นหนึ่งในคนที่คอยช่วยดูแลสถานที่และคอยให้คำแนะนำจุดท่องเที่ยวต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว พร้อมกับเป็นคนขับรถสองแถวให้บริการชมวิวในจุดอื่นๆบนเขายายเที่ยงด้วย

โดยค่าโดยสารรถสองแถวจะไม่แพง ไป–กลับ คนละ 30 บาทเท่านั้น จะพานักท่องเที่ยวไปชมวิวธรรมชาติบนผายายเที่ยง ดริปกาแฟริมผา ปลูกป่าลอยฟ้า และชมวิวพระอาทิตย์ตก เป็นต้น ซึ่งจุดชมวิวอ่างพักน้ำตอนบน โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา และผายายเที่ยง ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา สามารถมาชมวิวรับลมหนาวได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. -18.00 น.

โดย….ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ/ นครราชสีมา

คนลุ่มแม่น้ำยมยังระทม!น้ำเหนือไหลบ่าเอ่อล้นท่วมทุ่ง-จม 18 หมู่บ้านนับเดือน

พิจิตรชาวบ้านยังระทม เหตุ น้ำเหนือยังคงไหลบ่าเข้าแม่น้ำยมเอ่อล้นท่วมทุ่งและบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำ 3 ตำบล 18 หมู่บ้าน 2 ฝากฝั่งของแม่น้ำยม 1,600 หลังคาเรือน ยังถูกน้ำท่วมนานนับเดือนแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่เหมือนติดเกาะ นายก ทต.โพธิ์ประทับช้าง เป็นห่วงสัปดาห์หน้าโรงเรียนจะเปิดเทอมเด็กนักเรียนจะไปโรงเรียนกันได้อย่างไร ล่าสุดคณะสงฆ์พิจิตรรวบรวมสิ่งของจากญาติโยมบรรจุเป็นถุงยังชีพออกแจกจ่าย บรรเทาความเดือดร้อนช่วยชาวบ้านตามภารกิจสาธารณสงเคราะห์ของพระสงฆ์

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2567 พระราชสิทธิเวที,รศ. ดร. เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง พร้อมด้วยคณะสงฆ์ รวมถึงญาติธรรม ได้ร่วมกันนำสิ่งของซึ่งเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ที่ได้มาจากการจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่วัดท่าหลวง พระอารามหลวง รวมถึงเงินบริจาคและสิ่งของที่ได้มาจากกลุ่มศิลปินนักร้อง นักดนตรี ชาวพิจิตรที่จัดกิจกรรมเล่นดนตรีเปิดหมวกรับบริจาคเงินและสิ่งของที่บึงสีไฟ ซึ่งนำมารวบรวมบรรจุเป็นถุงยังชีพได้ 60 ถุง จึงนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านหมู่ 5 บ้านหนองไม้ซุง ต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมด้านทิศตะวันตก 

ทั้งนี้หมู่บ้านดังกล่าวถูกน้ำท่วมมานานนับเดือนแล้วจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีที่ท่าว่าน้ำจะลดลงเลย สาเหตุเป็นเพราะน้ำจาก จ.สุโขทัย อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ที่ไหลหลากลงสู่แม่น้ำยมจนเป็นเหตุให้พื้นที่ลุ่มน้ำยมของพิจิตรยังคงมีน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรและไร่นารวมถึงเส้นทางคมนาคมในหมู่บ้านต่างๆ ทำให้เดือดร้อนกันทั่วหน้าต้องใช้เรือพาย เรือหางยาวเป็นพาหนะเข้าออกหมู่บ้านได้อย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงเด็กๆ ที่ช่วงปิดเทอมก็ต้องอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้คณะสงฆ์ก็ไม่ได้ลืมเด็กๆ หรือเยาวชน ก็ได้นำขนมและไอศครีมไปแจกให้กับเด็กๆได้กินอิ่มอร่อยกันด้วย  สร้างความดีใจให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมติดเกาะดังกล่าว

นายสมยศ เอมใจ  นายกเทศบาลตำบลโพธิ์ประทับช้าง  เปิดเผยว่าน้ำท่วมแบบนี้มานานนับเดือนแล้ว ต.วังจิก 10 หมู่บ้าน ต.โพธิ์ประทับช้าง 2 หมู่บ้าน ต.ไผ่ท่าโพ 6 หมู่บ้าน รวม 18 หมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำยมสองฝากฝั่ง 1,600 หลังคาเรือน โรงเรียน 2 แห่ง คือ ร.ร.ชุมชนวัดวังจิก , ร.ร.บ้านไผ่ท่าโพ น้ำท่วมสนามหญ้าหน้าเสาธงและชั้นล่างของโรงเรียนถนนภายในหมู่บ้านหลายเส้นทางถูกน้ำท่วมชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะเข้า-ออก มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนชาวเกาะมานานนับเดือนแล้ว ทำให้มีผลกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งน่าเป็นห่วงว่าสัปดาห์หน้าโรงเรียนก็จะเปิดเทอม เด็กๆจะเดินทางโรงเรียนด้วยวิธีการใด แต่ในเบื้องต้นก็ได้จัดเตรียมเรือหางยาวไว้ในแต่ละหมู่บ้านเพื่อบริการรับส่งเด็กนักเรียนในตอนเช้าและตอนเย็นแล้ว โดยหวังว่าเร็วๆนี้ ระดับน้ำจะลดลงเพราะเริ่มก้าววเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

แหล่งเรียนรู้ โฮงคำ สุวรรณเชษฐา วิชชาลัยโรงเรียนองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู นายศศิน พัฒภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู น.ส.ณัฐนิช อินทสระ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นายดอกดิน ต้อมทอง พัฒนาการจังหวัดหนองบัวลำภู หัวหน้าส่วนราชการ ตรวจเยี่ยมชมกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ โฮงคำ สุวรรณเชษฐา วิชชาลัย โดยมี นายพสิษฐ์ แสงโสดา (ช่างรอน) ผู้อำนวยการวิชชาลัย ทั้ง 7 แห่ง ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอสุวรรณคูหา ร่วมให้การต้อนรับและให้ข้อมูล ณ แหล่งเรียนรู้ โฮงคำ สุวรรณเชษฐา วิชชาลัย อำเภอเมืองสุวรรคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู

ทั้งนี้ น.ส.ธีรรัตน์ ได้ชื่นชมการดำเนินการของแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมโฮงคำ ฯ พร้อมให้แนวคิดการพัฒนาช่องทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง การเชื่อมโยงเครือข่ายงานศิลป์และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ร่วมกัน อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านองค์ความรู้ มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ มีมาตรฐาน พร้อมสามารถจำหน่ายได้ทำให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ชุมชน มีรายได้เพิ่มมากขึ้นต่อไป

แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมโฮงคำ สุวรรณเชษฐา วิชชาลัย (ศาสตร์-ศิลป์-ถิ่น-สวรรณ) ซึ่งเป็นวิชชาลัยแห่งที่ 4 ของจังหวัดหนองบัวลำภู โดยวิชชาลัยแห่งนี้ มีนายพสิษฐ์ แสงโสดา หรือช่างรอนเป็นผู้ขับเคลื่อนงาน มีจุดเด่นคือการเชื่อมโยงวิถี วัฒนธรรมกับภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมือง ผ่านเทคนิคการจ้ำคำ ของนายช่างทองหลวง

วิชชาลัย หรือแหล่งให้ (ภูมิ)ปัญญา เป็นแหล่งสืบสานองค์ความรู้ ภูมิปัญญาให้กับคนรุ่นหลังโดยจังหวัดหนองบัวลำภูต้้งเป้าหมายขับเคลื่อนการจัดตั้งวิชชาลัยให้ครอบคลุมทุกอำเภอ เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวม ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านผ้าทอพื้นเมือง