“ในหลวง-พระราชินี”ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลา 15.14 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไป ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

ในโอกาสนี้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเสด็จในการนี้ด้วย โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีการ เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ท่าวาสุกรี

เมื่อเสด็จ ฯ ถึงยังสะพานฉนวนประจำท่าเที่ยบเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการขบวนพยุหยาตราทางชลมารค กราบบังคมทูลพระกรุณารายงาน จำนวนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ รวมถึงเรือพระที่นั่ง 4 ลำ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พลเรือโท สมบัติ จูถนอม ผู้ควบคุมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนฝีพายประจำเรือพระที่นั่งแล้วว่าที่นาวาเอก คมสันต์ ศรีหลง นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเคลื่อนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบสะพานฉนวนน้ำ หน้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการแจ้งนายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ให้ยาตราขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ขอขอบคุณภาพจาก : The Royal Photographic Society of Thailand (RPST)

ยอดขายวูบ!แม่ค้าผลไม้โคราชโอดองุ่นไชน์มัสคัตขายไม่ออกหลังมีข่าวพบสารตกค้าง

จากกรณีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายต้านสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2567 พบสารพิษตกค้างสูงถึง 74% ในองุ่นไชน์มัสแคท ซึ่งจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลการตรวจดังกล่าวสร้างความตกตะลึงในหมู่ผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้คนทั่วประเทศเกิดความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยในการบริโภคผลไม้ชนิดนี้ และหลีกเลี่ยงการซื้อองุ่นไชน์มัสคัตทันที

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจแผงขายผลไม้ในตลาดเทิดไท อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นตลาดค้าส่งผักและผลไม้ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า บรรยากาศในโซนจำหน่ายผลไม้นำเข้าที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแผงจำหน่ายองุ่นไชน์มัสคัตที่ได้รับผลกระทบจากข่าวสารเคมีตกค้างอย่างรุนแรง หลายร้านพยายามดึงดูดลูกค้าด้วยการลดราคากระหน่ำ จากราคาปกติถึง 70% โดยจากราคากิโลกรัมละ 250 บาท ลดเหลือเพียง 80 – 100 บาท แต่ถึงกระนั้น ผู้บริโภคยังคงไม่กล้าเสี่ยงซื้อ

นางถาวร พรหมมี อายุ 58 ปี ผู้ค้าองุ่นไชน์มัสคัตในตลาดเทิดไท บอกว่า ตั้งแต่ข่าวการตรวจพบสารพิษในองุ่นไชน์มัสตัตแพร่กระจายไปตามสื่อต่าง ๆ ทำให้ร้านของตนได้รับผลกระทบอย่างหนัก สินค้าที่เคยขายได้ดีต้องเหลือค้างสต็อกจนเกิดความเสียหาย องุ่นไชน์มัสคัตที่นำมาขายเน่าเสียไปแล้วกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือก็ต้องเร่งระบายด้วยการลดราคาขายขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ลูกค้าก็ยังคงไม่มั่นใจ กลัวเรื่องความปลอดภัย จนทำให้ยอดขายตกต่ำและขาดทุนสะสมต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม่ค้าผลไม้หลายรายรู้สึกเสียใจและเครียดอย่างมาก เพราะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วผู้ค้าในตลาดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผลไม้แต่อย่างใด โดยปกติการนำเข้าองุ่นไชน์มัสคัตจะผ่านขั้นตอนการนำเข้าตามกฎหมายจากประเทศจีนและญี่ปุ่น แต่ขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัยกลับไม่ชัดเจน โดยไม่มีการตรวจสารตกค้างก่อนเข้ามาจำหน่ายในตลาด ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ความหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าตั้งแต่ก่อนนำเข้ามาขายที่ประเทศไทย อย่างน้อยควรมีใบรับรองที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าและลูกค้า แต่ทุกวันนี้ กลับกลายเป็นว่าผู้ค้าตามตลาดทั่วประเทศต้องเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งที่เราไม่สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพของสินค้าจากต้นทางได้เลย จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและดูแลอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”นางถาวร กล่าว

ขณะที่ ผู้ค้าในตลาดเทิดไทหลายรายได้แสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า หากสถานการณ์นี้ยังไม่ดีขึ้น พวกเขาอาจต้องหยุดการขายองุ่นไชน์มัสคัสชั่วคราว หรืออาจไม่สั่งเข้ามาจำหน่ายอีกเลย เนื่องจากต้องแบกรับความเสี่ยงต่อยอดขายและขาดทุนหนักกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าเน่าเสียที่ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย จึงหวังให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องสารเคมีเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง และช่วยกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอีกครั้ง

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

อุตสาหกรรมสั่งปิดรง.นิคมฯบางบ่อปราจีนบุรีหลังถังสารเคมีระเบิดเสียชีวิต 2 เจ็บ 7

ปราจีนบุรี – อพยพแรงงานโรงงานนิคมฯบางบ่อโกลาหลหลังถังผสมสารเคมีทำสังกะสีระเบิดทำให้แรงงานเมียนมาตายรวม 2 ราย บาดเจ็บ รวม 7 ราย สาเหตุรอผลตรวจสอบจากพิสูจน์หลักฐาน หลังเกิดเหตุ รอง ผวจ. อุตสาหกรรม ,สสจ.ลงตรวจสอบพร้อมสั่งปิดโรงงานเป็นของชาวจีนอละตรวจสอบสภาพแวดล้อมชุมชนเร่งด่วน

เมื่อวันที่   26 ต.ค.67 ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี  รายงานความคืบหน้า กรณีถังผสมสารเคมีทำสังกะสีระเบืด ในนิคมบ่อทอง 33 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์  จ.ปราจีนบุรี มีผู้เสียชีวืตและบาดเจ็บหลายรายตามที่ได้นำเสนอรายละเอียดไปแล้วก่อนหน้านี้ นั้น
โดย คืบหน้าล่าสุด  กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.ปราจีนบุรี( กอ.ปภ. จังหวัดปราจีนบุรี) รายงานสถานแจ้งระบุข้อความว่า …

… ได้เกิดเหตุถังผสมสารเคมีระเบิด ณ บริษัท เซียง เพียว นัน ฟอเรส เมทัล จำกัด นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง เลขที่ 888/888 หมู่ที่ 8 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบธุรกิจผลิตสังกะสี ตะกั่ว ดีบุก มีคนงาน จำนวน 232 คน (ช 205/ญ 27)  นั้น

กอ.ปภ. จังหวัดปราจีนบุรี รายงานสถานการณ์เพิ่มเติม ดังนี้

ณะเกิดเหตุมีคนงานทำงานประมาณ 70 คน เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย (เสียชีวิต ในที่เกิดเหตุ 1 ราย/เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 ราย) และมีผู้บาดเจ็บจำนวน 7 ราย (ผู้ป่วยสีเหลือง 2/ผู้ป่วยสีเขียว 5) รักษาตัว ณ โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทั้งหมด เป็นต่างด้าว (เมียนม่าร์)

สาเหตุเบื้องต้นทราบว่า เกิดเหตุระเบิดในกระบวนการผสมสารเคมี ส่งผลให้คนงานที่ยืนอยู่บนฝาถัง ตกลงไปในหม้อผสมสารเคมี เสียชีวิต จำนวน 2 ราย (รายแรกเสียชืวิตทันทีในที่เกิดเหตุ รายที่ 2 เสียชีวิตที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี)

ทั้งนี้  บริษัท เซียง เพียว นัน ฟอเรส เมทัล จำกัด การรายงานสารเคมี (สอ.1) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567, 14 พฤษภาคม 2567, 17 พฤษภาคม 2567 และวันที่ 4 กันยายน 2567 และรายงานสารเคมี (สอ.3) วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 

ต่อมาเวลา 13.00น.  นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ผู้แทน อุตสาหกรรสมจังหวัด ผู้แทนนายอำเภอกบินทร์ ผกก สภ วังตะเคียน ปลัด อบต บ่อทอง กำนันตำบลบ่อทอง เลขานายกอบต บ่อทอง ลงพื้นที่เกิดเหตุ โดยนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 

องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง (อบต.)แจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังสุขภาพ โดยหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้สถานที่เกิดเหตุ และใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข สั่งการให้โรงงานหยุดประกอบการทั้งหมดไว้ก่อนในเบื้องต้น

อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ปิดประกาศให้โรงงานหยุดประกอบการในส่วนที่เกิดอุบัติเหตุ เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขพร้อมทั้งตรวจสอบระบบความปลอดภัย

สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี ตรวจสอบการรับแจ้งการใช้สารเคมีในระบบ/การดำเนินการด้านความปลอดภัยในการทำงานของคนทำงานส่วนของบริษัท รวมทั้งรวบรวมข้อมูลสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ/แนวทางการป้องกันเหตุเหตุเกิดซ้ำ และให้ประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ ประกันสังคมตรวจสอบสิทธิและดำเนินการเกี่ยวกับการจ่ายสิทธิประโยชน์และเยียวยาคนงานต่อไป

ให้กอ.ปภ. จังหวัดปราจีนบุรี ติดตามผลการปฏิบัติและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พร้อมรายงานผล ต่อ กอ.ปภ. จังหวัดปราจีนบุรี  เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พ.ต.ท.อาทืตย์  ศรีปราชญ์ รอง ผกก.สภ.วังตัเคียน อ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า ความคืบหน้าสาเหตุการระเบิดนั้น ต้องรอคงามคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่พืสูจน์หลึกฐานต่อไป

โดย…มานิตย์   สนับบุญ-ข่าว/ทองสุขสิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี

อันซีน สังขละบุรี นักท่องเที่ยวแห่รับลมหนาวสะพานมอญเมืองกาญจน์

เมื่อเช้าวันที่ 26 ต.ค. ที่สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ อ.สังขละบุรี กาญจนบุรี เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมบรรยากาศยามเช้าบนสะพานมอญ ท่ามกลางอากาศที่เริ่มหนาวเย็น พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนจะเดินทางข้ามไปยังชุมชนชาวมอญบ้านวังกะ เพื่อร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเดินชิม ช้อป ชม อาหารและของที่ระลึกพื้นเมือง ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนก็ใช้บริการเรือนำเที่ยวออกไปไหว้พระ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณเมืองบาดาล ซึ่งประกอบด้วยวัดวังก์วิเวการาม วัดสมเด็จ และวัดศรีสุวรรณ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว UNSEEN ของ อ.สังขละบุรี

ขณะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติแห่ขึ้นเขาสันหนอกวัว เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินและชมทะเลหมอกยามเช้า เขาสันหนอกวัว ตั้งอยู่บริเวณป่าเขาเขียว-เขาใหญ่ หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ยอดเขามีลักษณะคล้ายหนอกวัว จึงมีชื่อเรียกว่า “สันหนอกวัว” จนถึงปัจจุบัน นอกจากความสวยงามบนยอดเขาที่สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา มีความสูงถึง 1,767 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง นับว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และยังเป็นยอดเขาที่ติดอันดับ 10 ที่สุดอุทยานแห่งชาติ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกด้วย

สำหรับ การเดินทางท่องเที่ยวไปชมยอดเขาสันหนอกวัว อุทยานแห่งชาติเขาแหลม จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวชมและศึกษาธรรมชาติในเส้นทางดังกล่าว ระหว่างเดือนตุลาคม – เดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้สัมผัสและศึกษาธรรมชาติโดยตรง

การเตรียมความพร้อมในการเดินป่าเขาสันหนอกวัว นอกจากอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า ยาสามัญ เต็นท์ ถุงนอน ถุงกันทาก เสื้อกันฝน และของใช้อื่น ๆ ที่จำเป็นในการเดินป่า สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมพร้อมให้มากที่สุด คือ เตรียมร่างกายให้พร้อม เนื่องจากเส้นทางเดินป่าเขาสันหนอกวัว มีระยะทางเดินเท้าถึง 9 กิโลเมตร โดยจะต้องเริ่มเดินจากจุดเริ่มต้นที่ระดับความสูง 983 เมตร และจะเดินไต่ระดับความสูงไปเรื่อย ๆ จนถึงยอดเขาที่มีความสูง 1,767 เมตร จึงขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวที่สนใจเตรียมร่างกายและใจให้พร้อม เพื่อจะได้มาชื่นชมความสวยงามของยอดเขาสันหนอกวัว

ข่าว/ภาพ : ปรีชา ไหลวารินทร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี

ฮือฮา! พบ ‘ปลาผี’ โผล่อีกครั้ง กลางลุ่มน้ำโขง ชาวบ้านตะลึง หลังสูญพันธุ์มา 20 ปี

ฮือฮา พบ ‘ปลาผี’ โผล่อีกครั้ง กลางลุ่มแม่น้ำโขง ชาวบ้านตะลึง หลังสูญพันธุ์มา 20 ปี โดยพบครั้งล่าสุดเมื่อปี 2548

สำนักข่าวต่างประเทศ เอพี รายงานว่า นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ค้นพบ ‘ปลาผี’ ปลานักล่าที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน ในลุ่มแม่น้ำโขง ของกัมพูชา โดยเผยว่า มีชาวประมงพบเห็นปลาสายพันธุ์นี้มาแล้ว 3 ครั้ง สร้างความประหลาดใจแก่นักวิจัยเป็นอย่างมาก

ตามรายงานเผยว่า ปลาที่ค้นพบนั้นมีขนาดลำตัวประมาณ 4 ฟุตหรือราว 1.3 เมตร โดยรอบบริเวณดวงมีแถบสีเหลืองที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และมีปุ่มที่เห็นได้ชัดตรงบริเวณปลายขากรรไกรล่าง ซึ่งจากรายงานการศึกษาวิจัยระบุว่า ปลาผีลุ่มน้ำโขง ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548

โดยตั้งแต่ปี 2560 นักชีววิทยาได้เฝ้าติดตามปลาสายพันธุ์ต่างๆ ที่ถูกพบในลุ่มน้ำโขง และขอให้พวกเขาแจ้งเตือนหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ โดยการค้นพบปลาสายพันธุ์ที่คาดว่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ตลอดช่วงปี 2563-2566 ที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจ และนับเป็นข่าวดีที่น่าตื่นเต้นกับนักวิจัยและผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน ทางด้านทีมวิจัยวางแผนที่จะทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในประเทศลาวและไทย เพื่อตรวจสอบว่าปลาชนิดนี้มีการใช้งานในส่วนอื่นๆ ของแม่น้ำโขงหรือไม่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การค้นพบปลาชนิดดังกล่าวอีกครั้งยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์อพยพอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่ถูกคุกคามจากมลพิษทางอุตสาหกรรมและการประมงมากเกินไป

ทั้งนี้ ทางด้าน นายไบรอัน ไอเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ให้เห็นว่า มีการสร้างเขื่อนมากกว่า 700 แห่งตามแนวแม่น้ำโขง และสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ขัดขวางเส้นทางการอพยพของปลาอย่างจริงจัง

ซึ่งตามที่องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระบุในรายงานเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ว่า สภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ การพัฒนาทางอุตสาหกรรม มลพิษ และการประมงมากเกินไป และยังทำให้หนึ่งในห้าของสายพันธุ์ปลาของโลกนั้นมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เช่นกัน

เตือนภัย! กินองุ่นไชน์มัสแคทจากจีน พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานทุกตัวอย่าง

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงผลตรวจสารเคมีเกษตรในองุ่นไชน์มัสแคททั่วกรุงเทพและปริมณฑล โดยพบสารพิษตกค้าง 50 ชนิด จากการสุ่มตรวจ 24 ตัวอย่าง โดยสุ่มตรวจสารเคมีเกษตรกว่า 400 ชนิด พบสารเคมีเกษตรตกค้างในทุกตัวอย่างที่ตรวจ และได้สั่งยกระดับเฝ้าระวังความปลอดภัยผักผลไม้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

ตกใจ ผลตรวจ องุ่นไชน์มัสแคท เจอสารพิษตกค้าง 50 ชนิด

โดยที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ร่วมนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงผลทดสอบสารเคมีเกษตรในองุ่นไชน์มัสแคททั่วกรุงเทพและปริมณฑล

ตกใจ ผลตรวจ องุ่นไชน์มัสแคท เจอสารพิษตกค้าง 50 ชนิด

ซึ่งการเก็บตัวอย่างองุ่นไชน์มัสแคทตรวจครั้งนี้ได้เก็บองุ่นไชน์มัสแคททั้งหมด 24 ตัวอย่าง จาก 15 สถานที่จำหน่ายในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ซึ่งมีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 100 ถึง 699 บาท ซึ่งบางตัวอย่างเป็นยี่ห้อเดียวกันแต่มาจากแหล่งจำหน่ายต่างสถานที่กัน

พบว่า 95.8% ของตัวอย่างองุ่นไชน์มัสแคท 23 จาก 24 ตัวอย่างพบสารพิษตกค้างเกินค่าที่กฎหมายกำหนด พบสารพิษตกค้างทั้งหมด 50 ชนิด พบว่าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จำนวน 26 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (ยกเลิกการใช้ในประเทศไทย) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ 

Chlorpyrifos และ Endrin aldehyde และเป็นสารที่อยู่นอกบัญชีวัตถุอันตรายมากถึง 22 ชนิด ซึ่งเป็นสารที่ยังไม่มีการประเมินใดๆภายใต้กฎหมายไทย ได้แก่ Triasulfuron , Cyflumetofen , Chlorantraniliprole , Flonicamid , Etoxazole , Spirotetramat , Bifenazate , Dinotefuran , Fluopyram , Boscalid , Fluopicolide , Pyrimethanil , Ametoctradin , Tetraconazole , Ethirimol , Metrafenone , Fludioxonil , Bupirimate , Isopyrazam , Oxathiapiprolin , Biphenyl และ Cyazofamid

ตกใจ ผลตรวจ องุ่นไชน์มัสแคท เจอสารพิษตกค้าง 50 ชนิด

มีสารประเภทดูดซึม (Systemic pesticide) 37 ชนิด หรือคิดเป็น 74% ของสารพิษตกค้าง โดยสารกลุ่มนี้มีโอกาสตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อขององุ่น ซึ่งการล้างสารกลุ่มนี้ออกจากเนื้อเยื่อพืชคงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย

ตกใจ ผลตรวจ องุ่นไชน์มัสแคท เจอสารพิษตกค้าง 50 ชนิด

องุ่นไชน์มัสแคทแต่ละตัวอย่างพบสารพิษตกค้างระหว่าง 7-18 ชนิด โดยจำนวน 23 จาก 24 ตัวอย่างพบสารพิษตกค้างเกินค่าที่กฎหมายกำหนด 1-6 ชนิด

ตกใจ ผลตรวจ องุ่นไชน์มัสแคท เจอสารพิษตกค้าง 50 ชนิด

โดยทาง Thai-PAN ได้ส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้ อย.แล้ว ทั้งนี้ อย.ได้ยกระดับการเฝ้าระวังผัก ผลไม้ นอกจากการดำเนินการที่ด่านอาหารและยาแล้ว กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำความผิด นอกจากดำเนินคดี และไม่สามารถนำเข้าผัก ผลไม้ที่ตรวจพบสารตกค้างเกินมาตรฐานแล้ว ถ้าตรวจพบสารตกค้างผิดมาตรฐาน 3 ครั้งใน 1 ปี โดยเป็นหรืออาหารชนิดเดียวกันจากผู้นำเข้าเดียวกัน หรือตรวจพบวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เช่น chlorpyrifos 2 ครั้งใน 1 ปี

ตกใจ ผลตรวจ องุ่นไชน์มัสแคท เจอสารพิษตกค้าง 50 ชนิด

พุ่งสูงสุดรอบ 16 ปี! ทีมชาติไทย รั้งอันดับ 96 ของโลก-ขึ้น 4 อันดับมากสุดในทวีปเอเชีย

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ประกาศผลการจัดอันดับโลก ประจำเดือนตุลาคม 2567 อย่างเป็นทางการ โดย ทีมชาติไทย ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 96 ของโลก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป็นอันดับที่ 15 ของทวีปเอเชีย

สำหรับ ทีมชาติไทย ในเดือนก่อนหน้านี้ อยู่อันดับ 100 ก่อนที่เกมล่าสุดจะเอาชนะ ฟิลิปปินส์ และ ซีเรีย พร้อมคว้าแชมป์ คิงส์ คัพ ครั้งที่ 50 ที่จังหวัดสงขลา มาครองได้สำเร็จ และมีคะแนนสะสมเพิ่ม 8.70 คะแนน รวมเป็น 1231.75 คะแนน

จากผลดังกล่าวทำให้ ทีมชาติไทย ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 96 ของโลก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนับเป็นการทำอันดับพุ่งสูงที่สุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่รั้งอันดับ 93 เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2008 ที่สำคัญ ยังเป็นทีมที่ขยับอันดับขึ้นมามากที่สุดในทวีปเอเชียรอบนี้ ถึง 4 อันดับ ร่วมกับ จอร์แดน ที่ขยับขึ้นมา 4 อันดับเช่นกัน จาก 68 ของโลก มาอยู่ 64 ของโลก

โปรแกรมต่อไป ทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอล อุ่นเครื่องตามปฏิทิน ฟีฟ่า เดย์ 2 นัด ในเดือน พฤศจิกายน โดยมีโปรแกรมการแข่งขันดังนี้

1. ทีมชาติไทย พบกับ เลบานอน ทีมอันดับ 115 ของโลก ที่สนาม มหาวิทยาลัยธรรรมศาสตร์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567
2. ทีมชาติไทย พบกับ สปป.ลาว  ทีมอันดับ 187 ของโลก ที่สนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #internationalAmatch #Amatch #Thailand #FIFADay #November

ปัตตานีเดือด!คนร้ายบุกจับ รปภ. 4 คนขังห้อง ก่อนปล้นรถ อบต. ซุกระเบิดก่อเหตุคาร์บอม

ปัตตานีกลับมาระอุ!คนร้ายบุกจับ รปภ. 4 คนขังห้อง ก่อนปล้นรถ อบต. ไปซุกระเบิดก่อเหตุคาร์บอม ทำอำเภอและโรงพักพังยับ ขณะที่ตำรวจเชื่อเหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับ “คดีตากใบ”

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 24 ต.ค. 2567  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ ร.ต.ท.วีรพงศ์ ทองงาม รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงพัก ปรากฏว่าได้เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทำให้ตัวอาคารของโรงพักสั่นสะเทือนและมีเศษกระจกแตกตกเกลื่อนกระจายตกลงพื้น ต่อมาทราบว่าได้เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์บนถนนข้างโรงพักติดกับที่ว่าการอำเภอปะนาเระ หมู่ 1 ตำบลปะนาเระ

ทั้งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในโรงพักรีบหนีออกจากตัวอาคารโรงพัก ก่อนจะพบว่ามีเพลิงกำลังลุกไหม้ซากรถยนต์ซึ่งเป็นรถคาร์บอมบ์ เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดกั้นพื้นที่ ปิดถนนเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะแจ้งให้ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ปานบุญทอง ผกก.ทราบ โดยจุดเกิดเหตุพบเพลิงไหม้รถยนต์คันเกิดเหตุคาร์บอมบ์ จึงได้ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบ พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ขณะที่ นายมนชัย หนูสาย นายอำเภอปะนาเระ ซึ่งขณะเกิดเหตุอยู่ภายในบ้านพักฝั่งตรงข้ามที่ว่าการอำเภอและอยู่ห่างจากจุดระเบิดคาร์บอมบ์เพียง 50 เมตร ได้รีบออกมาตรวจสอบสถานการณ์พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ระวังเหตุซ้ำซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ประมาณ 30 นาทีไฟที่ไหม้รถคาร์บอมบ์ได้ดับลง ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจและ อส.ซึ่งกำลังเฝ้าเวรที่ป้อมมีอาการหูอื้อเท่านั้น

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบซากรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเทา ทะเบียน กค 4052 ปัตตานี ซึ่งเป็นรถของ อบต.บ้านน้ำบ่อ สภาพเหลือแต่ซากแรงระเบิดทำให้ชิ้นส่วนรถกระจัดกระจายไปทั่ว บางชิ้นกระเด็นตกลงหลังคาบ้านพักของ นายมนชัย หนูสาย นายอำเภอปะนาเระ จนแตกทะลุชั้นสองของบ้าน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย

นอกจากนี้ ยังทำให้ผนังอาคารไม้ที่ว่าการอำเภอปะนาเระหลังเก่าเสียหาย กระจกอาคารอำเภอหลังใหม่แตกทุกบาน กำแพงพังเสียหาย เช่นเดียวกับกระจกอาคารโรงพักทั้ง 4 ชั้นแตกเสียหายหมด และยังทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์หลายคันเสียหายไปด้วย

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ปานบุญทอง ผกก. สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.ปะนาเระ เข้าไปตรวจสอบที่ทำการ อบต.บ้านน้ำบ่อ เนื่องจากรถคาร์บอมที่คนร้ายนำมาก่อเหตุเป็นรถของ อบต.บ้านน้ำบ่อ ปรากฏว่าเมื่อไปถึงพบสิ่งผิดปกติเนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ดูแลด้านนอก อบต. และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในอาคาร อบต. พบว่ามีเจ้าหน้าที่และ รปภ.จำนวน 4 คน ถูกมัดมือมัดเท้าขังไว้ จึงได้รีบเข้าไปช่วยเหลือก่อนจะเชิญตัวมาสอบปากคำที่ สภ.ปะนาเระ ทราบชื่อ 1. นายมูฮัมหมัดซอฟี มิงซู 2. นายมาหามะ สาแม 3. นายอาหะมะ อาแว และ 4. นายมะฮูเซ็ง วานิ ซึ่งทั้ง 4 คนไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

จากการสอบสวนทราบว่า ช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. ก่อนเกิดเหตุคาร์บอมประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่ทั้ง 4 คนเข้าเวรดูแลความปลอดภัย ปรากฏว่ามีคนร้ายประมาณ 10 คนแต่งกายชุดดำปกปิดใบหน้าพร้อมอาวุธปืนยาวบุกเข้ามา พร้อมข่มขู่ไม่ให้เสียงดังก่อนจะจับทั้ง 4 คนมัดมือมัดเท้าแล้วบังคับให้นำกุญแจรถคันดังกล่าวให้ จากนั้นคนร้ายจึงรีบขโมยรถขับหนีออกไป โดยขังทั้ง 4 คนไว้ในอาคารต่อมา เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบพฤติการณ์ของคนร้ายหลังจากขโมยรถขับออกจาก อบต. ก่อนจะหายไป จากนั้นกล้องจับภาพได้อีกครั้ง ขณะที่คนร้ายขับรถมาตามเส้นทางด้านหลังอำเภอ โดยมีคนร้าย 1 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ตามหลัง 1 คัน และเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุคนร้ายจึงได้จอดรถคาร์บอมไว้ ซึ่งเป็นถนนคั่นกลางระหว่างที่ทำการอำเภอปะนาเระและ สภ.ปะนาเระ คนร้าย 1 คน ออกจากรถแล้วรีบขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 

ก่อนจะขับหลบหนีกลับไปเส้นทางเดิมประมาณ 5 นาที คนร้ายจึงได้กดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัมขึ้น จนเกิดความเสียหายแต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บรวบรวมวัตถุพยานพร้อมตรวจสอบหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามคนร้ายต่อไป ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุนั้น

ทั้งนี้ เบื้องต้นชุดสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคง ระบุว่า เหตุครั้งนี้เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มนายอับดุลเลาะ มูดอ ซึ่งเป็นมือระเบิดที่เคยก่อเหตุมาแล้วในพื้นที่ เนื่องจากพบว่าเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2556 คนร้ายเคยบุกเข้าไปปล้นรถกระบะของ อบต.บ้านน้ำบ่อมาแล้ว แต่ยังไม่พบว่ารถคันดังกล่าวคนร้ายนำไปก่อเหตุที่ใด และเชื่อว่าเหตุคาร์บอมครั้งนี้น่าจะเชื่อมโยงกับคดีตากใบ ซึ่งคนร้ายมีความพยายามตอบโต้เพื่อสร้างสถานการณ์.

ตำรวจปิดล้อมสกัดจับ “เด็กแว้น” บนถนนวิภาวดี ยึดรถจักรยานยนต์ 68 คัน

ตำรวจระดมกำลังพลสกัดจับกลุ่มขับเด็กแว้นซิ่งแข่งขันบนถนนวิภาวดีรังสิต 68 คัน หลังพบเบาะแสนัดรวมตัวบนสื่อสังคมออนไลน์ มาชมไฟตกแต่งในกรุงฯ

เมื่ออวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ตำรวจศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต กองบังคับการตำรวจจราจร ระดมกำลังกว่า 60 นาย ตั้งจุดสกัดจับกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานที่มีพฤติกรรมแข่งขันรถบนถนนวิภาวดีรังสิต หลังได้รับเบาะแสจากสื่อสังคมออนไลน์ ว่าคืนที่ผ่านมาจะมีกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จำนวนมาก ชักชวนกันขับออกมาดูไฟที่ตกแต่งตามท้องถนนเนื่องในวันปิยะมหาราช โดยเฉพาะถนนราชดำเนิน และจากเบาะแสที่ได้รับยังพบว่ามีบางส่วนนัดรวมตัวกันที่ถนนวิภาวดีรังสิต จึงจัดกำลังตำรวจในสังกัดเฝ้าระวังตามจุดต่าง ๆ จนกระทั่งพบกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มีพฤติกรรมขับขี่แข่งขันกันบนท้องถนนโดยใช้ช่องทางหลัก ตำรวจจึงปิดถนนวิภาวดีรังสิต จนสามารถสกัดจากผู้กระทำความผิดไว้ได้ทั้งหมดจำนวน 60 คัน ถูกยึดมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจวิภาวดี พร้อมผู้ขับขี่

พ.ต.ต.ภุชงค์ เม้าทุ่ง สว.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ผลดำเนินการสามารถจับผู้กระทำความผิดทั้งหมด 68 คัน ในจำนวนนี้ มี 22 คัน มีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำความผิดข้อหาพยายามแข่งรถในทาง และขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย มีทั้งเยาวชนและผู้ที่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งกลุ่มนี้จะถูกนำตัวส่งสารในเช้าวันนี้เพื่อให้ศาลพิจารณาคดี ส่วนอีกจำนวน 46 คัน ตำรวจได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เช่นไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และปรับแต่งสภาพรถ ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มกองเชียร์ที่ไม่ได้เป็นผู้ขับขี่แข่งขัน

ARDA โชว์งานวิจัยรักษ์โลก นำใบมันสำปะหลังเหลือใช้พัฒนาสูตรอาหาร “จิ้งหรีด” ลดต้นทุน

จากการที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประกาศให้ “แมลง” เป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก ทดแทนแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพื่อรองรับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “จิ้งหรีด” ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งในแมลงโปรตีนแห่งอนาคตที่ได้รับความสนใจจากผู้เลี้ยงและกลุ่มคนรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจิ้งหรีดจะได้รับความนิยมในตลาดมากยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันเกษตรกรยังประสบปัญหาในด้านมาตรฐานการผลิตและต้นทุนการผลิตและความมั่นใจของผู้บริโภค สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พัฒนาสูตรอาหารลดต้นทุนจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ยกระดับกระบวนการเลี้ยงจิ้งหรีดไทยให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดของอาหารโปรตีนจากแมลงทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท และจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ว่าในปี 2570  ตลาดจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกว่า 5 เท่า มีมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านบาท ประเทศไทย ถือเป็นเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงและผลิตโปรตีนทางเลือกจากแมลง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเติบโตของแมลง โดยพบว่าประเทศไทยสามารถผลิตแมลงเศรษฐกิจได้มากกว่า 7,000 ตัน/ปี และมีฟาร์มเลี้ยงมากกว่า 20,000 ฟาร์ม โดยจิ้งหรีดเป็นแมลงที่มีความต้องการของตลาดและเกษตรกรนิยมเลี้ยงมากที่สุด อีกทั้งยังที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็ว ให้ผลผลิตสูง โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว ให้ลูกถึง 1,000 ตัว รวมถึงใช้พื้นที่และปริมาณน้ำในการเลี้ยงน้อย ภายในเวลา 1 ปี จะเลี้ยงจิ้งหรีดได้ 7 – 8 รุ่น เกษตรกรจึงนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมไว้บริโภคและจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ 

ARDA ได้เล็งเห็นปัญหาและโอกาสในลดต้นทุนโดยเฉพาะด้านอาหารซึ่งปัจจุบันราคาประมาณ 600 บาท / 30 กิโลกรัม พร้อมทั้งต้องการยกระดับฟาร์มเลี้ยงให้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัยเพื่อผลักดันสู่อาหารปลอดภัยมูลค่าสูง จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ดำเนินโครงการ “การยกระดับคุณภาพการเลี้ยงจิ้งหรีดสู่อาหารปลอดภัยมูลค่าสูงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านผาแดง อำเภองาว จังหวัดลำปาง” เพื่อพัฒนาและทดสอบสูตรอาหารลดต้นทุนที่เหมาะสมด้วยพืชผลทางการเกษตรในท้องถิ่น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมพัฒนาระบบจัดการข้อมูลเพื่อติดตามและประเมินผลการผลิตและการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการเพื่อพัฒนา RAINS for Upper Northern Food Valley (Increase the value of agricultural products and food by BCG model ) ประจำปี 2566 ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย อาทิ การจัดทำคู่มือฟาร์มมาตรฐานเพื่อสร้างแนวทางการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปต่างๆ อาทิ ผงโรยข้าว อาหารเสริม เครื่องดื่ม การพัฒนาแบรนด์โดยชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิฏิกานต์ สุริยะสาร กล่าวเพิ่มเติมในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ ว่า คณะผู้วิจัยฯ ได้ลงพื้นที่คัดเลือกฟาร์มต้นแบบในพื้นที่บ้านผาแดง จ.ลำปาง จำนวน 3 ฟาร์ม ได้แก่ ขุนงาวฟาร์ม วรางคณาฟาร์ม รัตน์บ้านสวนฟาร์ม เป็นฟาร์มนำร่องดำเนินโครงการฯ เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดพื้นที่บ้านผาแดงประสบปัญหาการเลี้ยงจิ้งหรีดที่ได้ผลผลิตน้อย โตช้า ตายมาก และมีค่าอาหารสูง ทางคณะฯ จึงได้ค้นหาพืชที่มีอยู่ทั่วไป หาได้ง่าย และมีราคาถูกในพื้นที่มาทดลองทำอาหารสำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด พบว่าชาวบ้านในพื้นที่บ้านผาแดงปลูกต้นมันสำปะหลังและทิ้งหรือเผาใบมันเป็นจำนวนมาก จึงได้ทดลองนำใบมันสำปะหลังแป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำการทดลอง โดยใช้ใบมันสับปะหลังบดผงทดแทนอาหารสำเร็จรูปที่จำหน่ายในท้องตลาด ในปริมาณที่แตกต่างกัน

โดยผลการทดลองพบว่าสูตรที่เหมาะสมมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรอาหารที่ประกอบด้วยอาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูปคิดเป็นร้อยละ 70 และมีใบมันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนอบแห้งเรียบร้อยแล้วคิดเป็นร้อยละ 30 ทำให้สามารถเก็บผลผลิตจิ้งหรีดได้ภายใน 43 – 45 วัน และ สูตรที่ประกอบด้วยอาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูปทางการค้าคิดเป็นร้อยละ 80 และมีใบมันสำปะหลังที่ผ่านกระบวนเรียบร้อยแล้วคิดเป็นร้อยละ 20 สามารถเก็บได้ภายในระยะเวลา 45 – 50 วัน โดยสูตรอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดทั้ง 2 สูตรสามารถผลิตจิ้งหรีดที่มีปริมาณไขมัน

ปริมาณโปรตีน ปริมาณใยอาหาร ปริมาณเถ้า ปริมาณคาร์โบไฮเดรต ปริมาณไคติน ปริมาณแคโรทีนอยด์ ปริมาณคลอโรฟิลล์เอ ปริมาณคลอโรฟิลล์บี ไม่มีคอเลสเตอรอลและไม่มีไซยาไนด์ ส่งผลให้ต้นทุนในการเลี้ยงจิ้งหรีดลดลงร้อยละ 30 และ 20 ตามลำดับ และจากการนำไปทดลองเลี้ยงเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่า ทั้ง 3 ฟาร์ม พึงพอใจกับสูตรอาหารเป็นอย่างมาก สามารถผลิตจิ้งหรีดได้ขนาด 3 นิ้ว ภายในระยะเวลา 45 วัน ช่วยร่นระยะเวลาการเลี้ยงจากปกติ 50 – 60 วัน ทำให้ต้นทุนด้านอาหารลดลงได้มากถึงประมาณ 6,200 บาทต่อปี สร้างรายได้รวมกว่า 273,000 บาทต่อปี ที่สำคัญโครงการยังมีส่วนช่วยลดการเผาใบมันสับปะหลังที่สร้างปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ได้อย่างมาก 

ผอ.วิชาญฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารแห่งอนาคตที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงเข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการเลี้ยงและการแปรรูปจิ้งหรีด จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเกษตรกรรายย่อยในการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีนทางเลือกซึ่งจะเข้าไปทดแทนโปรตีนกระแสหลักได้ในที่สุด